
ในฤดูกาล 2025-26 ฟุตบอลถ้วยยุโรปทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก, ยูโรปาลีก และ ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ลีก มีทีมจากพรีเมียร์ลีกเข้ามาแข่งขันรวมถึง 9 ทีม
ไม่มีลีกไหนที่จะได้โควตาไปมากกว่านี้ และที่สำคัญทั้ง 9 ทีม สามารถตบเท้าผ่านรอบลีกเฟสทะลุไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย 100% อีกต่างหาก
นี่คือยุคที่พรีเมียร์ลีกไม่ได้แค่รวยที่สุดเท่านั้น แต่กำลังจะกลายเป็นลีกที่ครองยุโรปจริง ๆ หรือไม่ ? ... หาคำตอบกับ Main Stand
เรื่องเงินครองพิภพ
จุดเริ่มต้นที่ใหญ่ที่สุดของคำถามนี้และแทบจะเป็นคำตอบแรกได้ทันทีก็คือเรื่องของอำนาจทางการเงินของสโมสรในพรีเมียร์ลีกนี่แหละ ที่เหนือยิ่งกว่าทุก ๆ ลีกในโลก และนับวัน 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีก ก็มีเงินเกินใช้สบาย ๆ ทิ้งห่างลีกอื่น ๆ มากขึ้นในทุก ๆ วัน

6 ทีมจากพรีเมียร์ลีกอยู่ใน 10 อันดับแรกของสโมสรที่มีรายได้มากที่สุดในโลก ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดทางโทรทัศน์สร้างรายได้มหาศาลให้กับสโมสรในพรีเมียร์ลีก โดยรายได้จากแหล่งนี้สูงกว่าประเทศอื่น ๆ อย่างมาก และนั่นทำให้ทุก ๆ สโมสรในพรีเมียร์ลีก แม้กระทั่งทีมเล็ก ๆ สามารถควักเงินเสริมทัพได้ชนิดที่ทีมชื่อชั้นดีกว่าในลีกอื่น ๆ ได้แต่มองตาปริบ ๆ
ซัมเมอร์ 2025 ที่ผ่านมา สโมสรในพรีเมียร์ลีกใช้เงินซื้อนักเตะมากกว่าที่เคยเป็นมา โดยยอดใช้จ่ายรวมทั้งลีก ทะลุถึง 3 พันล้านปอนด์ แค่นี้ก็สามารถบอกได้แล้วว่าสโมสรจากพรีเมียร์ลีกมีอำนาจทางการเงินมากแค่ไหน เพราะต่อให้เอายอดซื้อขายนักเตะของ เซเรีย อา, ลา ลีกา, บุนเดสลีกา และ ลีก เอิง ก็ยังไม่เท่าพรีเมียร์ลีกเลยด้วยซ้ำ
"เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้สโมสรจากอังกฤษครองความยิ่งใหญ่มาโดยตลอด คืออำนาจทางการเงินของพรีเมียร์ลีก" สตีเฟน วอร์น็อค อดีตผู้เล่นลิเวอร์พูล บอกเล่าในฐานะกูรูฟุตบอลของช่อง BBC Sports
วอร์น็อค กล่าวต่อว่า เมื่อทุกทีมสามารถใช้เงินจำนวนมากในการซื้อนักเตะ และการเสนอสัญญา มันทำให้ลีกอังกฤษแข็งแกร่งขึ้น และมีช่องว่างระหว่างทีมเล็กกับทีมใหญ่น้อยลงมาก มันยิ่งทำให้แต่ละทีมที่ได้สิทธิ์มาเล่นในบอลถ้วยยุโรปนั้น ถูกคัดกรองมาเป็นอย่างดี และยิ่งทีมระดับเล็ก หรือระดับกลางได้มาเล่นในยุโรป พวกเขาก็จะยิ่งเสริมทัพให้แกร่งขึ้นอีก

การขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น ทำให้สโมสรจากพรีเมียร์ลีกได้เจอกับเกมระดับที่มีความเข้มข้นสูงในทุกสัปดาห์ และคงไม่เกินจริงไปนัก หากเราบอกว่าตอนนี้ ทีมอันดับ 7-9 ของพรีเมียร์ลีก บางครั้งคุณภาพนักเตะสูงกว่าทีมอันดับ 3-4 ของลีกอื่นไปแล้ว พวกเขาสามารถซื้อตัวดี ๆ ระดับหัวแถวของลีกอื่นมาเสริมทัพได้ เช่น คริสตัล พาเลซ คว้าตัว เยเรมี่ ปิโน่ ปีกตัวทีมชาติสเปนชุดใหญ่ จากทีมหัวแถวของลีกอย่าง บียาร์เรอัล มาร่วมทีม เป็นต้น
กล่าวคือ ในขณะที่ทีมในพรีเมียร์ลีก แม้กระทั่งทีมระดับกลาง ๆ ยังมีงบประมาณสูงกว่าทีมระดับท็อปของ เซเรีย อา และแต่ละสโมสรยังมีรายได้จากลิขสิทธิ์ที่เท่าเทียม ส่วนลีกอื่น ๆ กลับเป็นรองในเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด
ใน ลา ลีกา ช่องว่างระหว่าง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ห่างกับทีมอื่นค่อนข้างชัด, เซเรีย อา มีแค่ไม่กี่ทีมที่สามารถซื้อนักเตะค่าตัวและค่าเหนื่อยแพง ๆ ได้ ขณะที่บุนเดสลีกาก็พยายามจะต่อต้านฟุตบอลแบบทุนนิยม สิ่งเหล่านี้ทำให้ทีมจากพรีเมียร์ลีกพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ
จนกระทั่งมาเห็นภาพชัดที่ในซีซั่นนี้ ที่พวกเขาเข้าแข่งขัน 9 ทีม และอยู่กันครบหน้าโดยไม่มีทีมไหนชิงตกรอบก่อนเลยแม้แต่ทีมเดียว ... ว่ากันว่ายิ่งฟุตบอลยุโรปปรับมาเป็นการแข่งขันแบบใหม่ ก็ยิ่งเข้าทางจากพรีเมียร์ลีกมากกว่าด้วย
สไตล์พรีเมียร์ลีกเหมาะกับ Swiss Model
ในฟุตบอลยุโรปช่วง 2-3 ปีหลังสุด มีการปรับวิธีการแข่งขันใหม่เป็น การแข่งขันแบบ Swiss Model ซึ่งว่าง่าย ๆ ก็คือ จะไม่มีการซอยเป็นกลุ่มย่อย ๆ กลุ่มละ 4 ทีมอีกแล้ว พวกเขาจะรวมทั้ง 36 ทีม (แต่เดิม 32) ไว้เป็นลีกใหญ่ก้อนเดียว
ทุกทีมจะต้องเตะ 8 นัดแบบเจอทีมที่ต่าง ๆ กัน ด้วยการสุ่มเหย้าเยือน และเจอกันไม่ครบทุกทีม ทีมอันดับ 1-8 จะเข้ารอบน็อกเอาต์โดยอัตโนมัติ ส่วนทีมอันดับ 9 - 24 จะต้องเล่นรอบเพลย์ออฟ

การแข่งขันแบบ Swiss Model ทำให้การเจอกับคู่แข่งหลายชาติ และมีความหลากหลายในสไตล์การเล่นแตกต่างกันออกไป ซึ่งเมื่อต้องมาเจอกับสโมสรจากพรีเมียร์ลีกที่มีนักเตะคุณภาพดีกว่า ความพร้อมดีกว่า เพราะมีตัวเลือกที่มากกว่า จึงทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ความห่างชั้นก็เกิดขึ้น และหลายครั้ง ความเก๋า และความเจนสนาม เป็นของทีมจากพรีเมียร์ลีกที่เหนือกว่าลีกอื่น ๆ ด้วย
แอนโธนี่ กอร์ดอน ตัวรุกของ นิวคาสเซิล ที่ยิงในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกถึง 10 ลูกในซีซั่นนี้ กล่าวถึงเรื่องขุมกำลังเพิ่มเติมว่า "เกมในพรีเมียร์ลีกนั้นมีความดุดันในเชิงกายภาพที่เดือดมาก และมันเหมาะกับการเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก ณ ปัจจุบันนี้เลย"
"ผมคิดว่าในแชมเปี้ยนส์ลีก ทีมต่าง ๆ เปิดเกมรุกมากขึ้น พวกเขาทุกทีมพยายามเล่นบอล การเปลี่ยนเกมรุก และเกมรับ จึงไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก"
"แชมเปี้ยนส์ลีกเป็นรูปแบบการแข่งขันที่ค่อนข้างเก่ากว่า เน้นฟุตบอลแบบดั้งเดิม ทีมต่าง ๆ มาแข่งขัน และพยายามเล่นฟุตบอลอย่างถูกต้องตามหลักการ ในพรีเมียร์ลีก คุณจะเห็นการทุ่มบอลยาว และการเล่นลูกตั้งเตะมากขึ้น มันช้าลง และเน้นลูกตั้งเตะมากขึ้น ผมว่าอย่างนั้นนะ"
เกมที่เปิดมากขึ้น ใช้ความแข็งแรง และความฟิตมากขึ้นในแบบฟุตบอลยุคใหม่ ที่ทุกทีมในพรีเมียร์ลีกแทบจะเล่นแบบนี้กันหมดแล้ว โดยเฉพาะทีมโซนครึ่งบนของตาราง การต้องออกมาวัดกับทีมจากลีกอื่น ๆ ที่คุณภาพนักเตะน้อยกว่า และขุมกำลังหมุนเวียนน้อยกว่า จึงเป็นอะไรที่ทำให้ทีมจากพรีเมียร์ลีกได้เปรียบมากในระบบ Swiss Model ที่มีรอบลีกเฟสเช่นนี้
ของแท้วัดกันที่รอบน็อกเอาต์
แม้จะตบเท้าผ่านเข้ารอบกันมาแบบ 100% และหลายฝ่ายเริ่มจะมองว่าทีมจากลีกอังกฤษกำลังจะยึดครองฟุตบอลถ้วยยุโรป ทว่าแม้ทีมจากพรีเมียร์ลีกอาจจะได้เปรียบในรอบลีกเฟส แต่ในรอบน็อกเอาต์นั้นมันคงละเรื่อง คนละบรรยากาศกัน และการจะครองยุโรปได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน
ครั้งสุดท้าย และครั้งเดียวที่ทีมจากพรีเมียร์ลีก 5 ทีมผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ คือปี 2017 ปีนั้น เชลซี ลิเวอร์พูล แมนฯ ซิตี้ แมนฯ ยูไนเต็ด และ สเปอร์ส ต่างก็ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม มีเพียงสองทีมเท่านั้นที่ผ่านมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ คือ ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ซิตี้ โดย ลิเวอร์พูล จบเส้นทางด้วยการแพ้ เรอัล มาดริด 1-3 ในนัดชิงชนะเลิศ ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ ก็โดน ลิเวอร์พูล เขี่ยตกรอบในรอบ 8 ทีมสุดท้าย .. และมีอีกหลายครั้งที่ทีมจากพรีเมียร์ลีก อาจจะเข้ารอบลึกมาได้ 3-4 ทีม แต่ท้ายที่สุดก็เจอของแข็งเบอร์ท็อปอย่าง บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด, บาเยิร์น มิวนิค และ เปแอสเช เขี่ยตกรอบ
เหตุผลอาจเป็นเพราะเมื่อบีบให้เหลือจำนวนทีมน้อยลง ตัดทีมที่มาตรฐานต่ำออก และคัดเอาไว้เหลือแต่ทีมแถวหน้า ทีมจากอังกฤษก็แทบจะไม่ได้เปรียบเรื่องขุมกำลังแล้ว เพราะทีมหัวแถวตามรายชื่อที่กล่าวมา ก็มีนักเตะสับเปลี่ยนหมุนเวียนลงเล่นได้สบาย ๆ ไม่ต่างกัน
แต่สิ่งที่ต่างจนชัดก็คือ "ภาระ" ของทีมจากพรีเมียร์ลีกต้องแบกนี่แหละ การแบกภาระที่ต้องลุ้นแชมป์ลีกหรือลุ้นท็อป 4 ในพรีเมียร์ลีกช่วงโค้งสุดท้ายมันเป็นอะไรที่ตึง และเข้มข้นมาก หากเทียบกับลีกอื่น ๆ ที่มีลุ้นกันแค่ไม่กี่ทีม
เนื่องจากทุกทีมในพรีเมียร์ลีกมีงบเสริมทัพเยอะ และช่องว่างระหว่างทีมหัวตารางกับท้ายตารางลดน้อยลง ทำให้ทีมจากอังกฤษจะต้องออกแรงหนักมากขึ้น พวกเขาจะต้องพะวักพะวงไปพร้อม ๆ กันกับฟุตบอลยุโรปที่เตะแบบเหย้า-เยือน อีกทั้งยังต้องมาเจอความเก๋าของทีมระดับพระกาฬ ยิ่งทำให้ทีมจากพรีเมียร์ลีกอาจจะเข้ารอบลึกได้บ่อย แต่ก็ยังไม่สามารถคว้าแชมป์ได้เท่ากับทีมที่เก๋าเกมในฟุตบอลยุโรปอย่าง เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า หรือ บาเยิร์น เป็นต้น

ในขณะที่ทีมจากลีกอังกฤษเจอโปรแกรมที่ตึงมือขึ้น ตรงกันข้ามทีมหัวแถวในยุโรปก็จะเริ่มค่อย ๆ ท็อปฟอร์มสวนทางกัน บางลีกตัดสินแชมป์กันได้แล้วตั้งแต่ฟุตบอลยุโรปยังแข่งรอบตัดเชือกไม่เสร็จ เนื่องจากคะแนนทิ้งห่างกันเกินไป
นั่นเองที่ทำให้ทีมจากพรีเมียร์ลีกเกิดการพะวงหน้าพะวงหลัง จนพลาดแบบไม่น่าพลาดในช่วงรอบลึก ๆ เช่น แมนฯ ซิตี้ ที่เคยตกรอบจากน้ำมือของ มาดริด อย่างเจ็บปวด หรือแม้กระทั่งเจอทีมอย่าง ลียง สอยร่วงรอบตัดเชือก พวกเขาก็เคยมาแล้ว ดังนั้นทีมจากอังกฤษอาจจะต้องใช้ช่วงของยุคทองเช่นนี้สั่งสมประสบการณ์ เก็บความเก๋าให้เขี้ยวลากดินมากขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่ต้องตกม้าตายเหมือนในอดีต
ส่วนจะทำได้หรือไม่ ตอนนี้ขึ้นอยู่กับตัวแทนจากพรีเมียร์ลีกแล้ว เพราะตอนนี้พวกเขาได้เปรียบหลายเรื่องทั้งเรื่องค่าสัมประสิทธิ์สะสม (ทำให้มีทีมเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก ได้ 5 ทีม) มีโครงสร้างลีกที่แข็งแกร่ง, มีงบประมาณเยอะมาก และมีสไตล์การเล่นที่เหมาะกับ Swiss Model รวมถึงความมั่นใจที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงหลัง ... มาดูกันว่าเหตุผลเหล่านี้จะส่งทีมจากอังกฤษไปถึงแชมป์ได้กี่ทีมใน 3 ถ้วยยุโรปซีซั่นนี้
แหล่งอ้างอิง
https://www.bbc.com/sport/football/articles/cy0520ey7jjo
https://www.theguardian.com/football/2026/jan/27/premier-league-has-power-faces-reckoning-with-european-giants
https://the-correspondent-rory-smith-newsletter.beehiiv.com/p/how-the-premier-league-conquered-the-world
https://www.reddit.com/r/realmadrid/comments/wj89gn/why_do_we_allow_premier_league_to_claim_best/?rdt=49053