Feature

สโมสรนี้ต้องการ "การเปลี่ยนแปลง" : อะไรคือสิ่งที่ โธมัส แฟรงค์ พลาดไป ก่อนถูกเด้งจาก สเปอร์ส ? | Main Stand

ในโลกฟุตบอลยุคใหม่ 6-8 เดือน อาจยาวพอจะเปลี่ยนชีวิตใครคนหนึ่งได้ และสำหรับ โธมัส แฟรงค์ มันคือช่วงเวลาที่เพียงพอจะทำให้เขาหลุดจากเก้าอี้ผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์

 

คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ "เขาทำพลาดตรงไหน ?" แต่อาจต้องย้อนไปถึงคำถามแรก "เขาคือคำตอบที่ 'ใช่' ของสโมสรนี้หรือไม่ ?" ... คลี่คลายประเด็นไปกับ Main Stand

 

เลือกเขาเข้ามาเพราะอะไร ?

การแต่งตั้ง โธมัส แฟรงค์ เข้ามาคุมในช่วงซัมเมอร์ปี 2025 ที่ผ่านมาของ สเปอร์ส เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงอยู่ไม่น้อย 

เขาคือโค้ชที่ทำงานยอดเยี่ยมกับ เบรนท์ฟอร์ด สร้างทีมเล็กทีมนี้ให้เล่นฟุตบอลที่มีระบบ มีวินัย และเล่นงานทีมใหญ่ได้อย่างเจ็บแสบ แต่คำถามคือ ความสำเร็จแบบนั้นจะนำมาใช้กับทีมระดับ Big 6 ได้หรือไม่ ?

เบรนท์ฟอร์ด คือทีมที่เล่นฟุตบอลแบบ "ไม่มีอะไรจะเสีย" รับลึกได้ โต้กลับได้ เล่นบอลยาวได้ และเน้นรายละเอียดเกมรับอย่างเคร่งครัด

ขณะที่ สเปอร์ส คือทีมที่ถูกคาดหวังให้ "ครองเกม" ต้องเป็นฝ่ายเดินเกม ต้องชนะทีมเล็กแบบไม่ลุ้นเหนื่อย ต้องสู้กับทีมใหญ่แบบได้ใจแฟน ๆ แฟรงค์ ถนัดการสร้างโครงสร้างให้ "ทีมรองบ่อน" แต่เขาไม่เคยพิสูจน์ตัวเองในฐานะโค้ชของทีมที่ต้อง "แบกความคาดหวัง"

นี่คือความเสี่ยงตั้งแต่ต้น และมันคือคำถามที่หลายคนตั้งไว้ แต่สโมสรเลือกจะเดินหน้าต่อกับการตัดสินใจครั้งนี้ ผ่านการเปลี่ยนแปลงซีอีโอใหม่จาก แดเนี่ยล เลวี่ เป็น วินัย เวนเกตชาม โดยมีความคาดหวังว่า การแต่งตั้ง แฟรงค์ ว่าเขาจะสามารถสร้างทีมที่มีระบบ วินัย และความแข็งแกร่งได้ แบบที่กลายเป็นคาแรกเตอร์ของ เบรนท์ฟอร์ด ในทุกวันนี้ ซึ่งไม่เคยมีใน สเปอร์ส ภายใต้ยุคของกุนซือคนก่อนอย่าง แอนจ์ ปอสเตโคกลู ส่วนที่เหลือคือการพัฒนาไปข้างหน้าพร้อม ๆ กันระหว่าง บอร์ดบริหาร, โค้ช และนักเตะในทีม 

อย่างไรก็ตาม ความคิดที่ว่าเรื่องนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากได้ภายในเวลาไม่กี่เดือนนั้น เป็นเรื่องเพ้อฝัน ... แฟรงค์ ทำผลงานในลีกเละเทะหนักไม่แพ้ แอนจ์ เลย เพียงแต่ผู้บริหารระดับสูงยังคงยืนกรานในจุดยืนของทีมงานชุดใหม่ว่า ทีมจะฝ่าวิกฤตนี้ไปได้ เพราะพวกเขาเชื่อกันว่าทีมบริหารชุดก่อนของ ท็อตแน่ม นำโดย แดเนี่ยล เลวี่ ที่ออกไปแล้วนั้น ใจร้อนเกินไปในการไล่ออกและแต่งตั้งผู้จัดการทีม

สโมสรต้องการความต่อเนื่องและความมั่นคงเพื่อสร้างสิ่งที่ยั่งยืน และกลายเป็นทีมที่มีอนาคต มีคาแรกเตอร์ที่ชัด ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีกุนซือคนไหนทำได้เลยนับตั้งแต่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ออกจากสโมสรไปในปี 2019 แม้จะกุนซือมือดีอย่าง อันโตนิโอ คอนเต้ และ โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาทำทีมในช่วงเวลาหลังจากนั้นก็ตาม ... หนนี้พวกเขาเลือกจะเสี่ยงกับ แฟรงค์ แต่โชคร้ายที่อะไรหลายอย่างกลับตาลปัตรไปเป็นอีกแบบ จนต้องย้อนกลับมากลืนน้ำลายตัวเอง และเลือกปลด แฟรงค์ ออกจากตำแหน่งหลังรับงานแค่ 8 เดือน 

นับตั้งแต่ปี 2019 มีกุนซือคนเดียวเท่านั้นที่มีเวลาทำงานกับ สเปอร์ส น้อยกว่า แฟรงค์ นั่นคือ นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ที่ได้เวลาแค่ราว 4 เดือน ... แต่บอร์ดบริหารที่เคยคิดจะสร้างทีมในระยะยาว มองเห็นความผิดพลาดอะไรในตัวเขา จึงต้องตัดสินใจแบบนั้นกันล่ะ ?

 

ยุค แฟรงค์ แย่แค่ไหน ? 

จากผลงานน่าประทับใจอย่างมากที่ เบรนท์ฟอร์ด แฟรงค์ ถูกดึงตัวเข้ามาเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวรับที่อ่อนแอเกินไปภายใต้การคุมทีมของ แอนจ์ ... แต่ถึงตอนนี้มันชัดจริง ๆ ว่า เขาไม่สามารถทำงานนั้นได้สำเร็จ

หนักไปกว่านั้น เขากลับทำให้ สเปอร์ส กลายเป็นทีมที่แทบจะไร้ประสิทธิภาพในเกมรุก พวกเขาทำประตูได้เฉลี่ยเพียง 1.05 ประตูต่อเกมในฤดูกาลนี้ ซึ่งมากกว่าเพียงสามทีมเท่านั้น ได้แก่ ซันเดอร์แลนด์ รวมถึงสองทีมท้ายตารางอย่าง เบิร์นลี่ย์ และ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 

ภายใต้การคุมทีมของ แฟรงค์ พวกเขาไม่สามารถสร้างโอกาสได้อย่างสม่ำเสมอเลย ยิ่งถ้าใครได้ดูแต่ละเกมของพวกเขา คุณแทบจะรู้สึกได้ว่า พวกเขาเหมือนไม่มีแผนหรือรูปแบบการเข้าทำที่เด่นชัดเลย แม้จะมีผู้เล่นที่ดูจากชื่อชั้นแล้ว ก็ถือว่าเป็นตัวรุกชั้นดีอยู่หลายคน 

สเปอร์ส อยู่อันดับที่ 14 จาก 20 ทีมในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025-26 ทั้งในด้านการจ่ายบอลไปข้างหน้า (20.1 ครั้งต่อเกม) และการจ่ายบอลทะลุแนวรับ (44.5 ครั้งต่อเกม) ที่สำคัญ รูปเกมค่อนข้างแย่ พวกเขาแทบไม่มีความสามารถในการครอบครองบอลเป็นเวลานาน ๆ ได้เลย และด้วยความรุกไม่คม และครองบอลไม่ได้ ทำให้หลาย ๆ ครั้ง พวกเขาต้องแพ้ให้กับทีมที่เล็กกว่าในซีซั่นนี้ 

ข้อดีและสิ่งเดียวที่เขานำมาจาก เบรนท์ฟอร์ด และมาปรับใช้ที่นี่ได้คือ สเปอร์ส กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งในการเล่นลูกตั้งเตะทั้งในเกมรุกและเกมรับ หากว่ากันด้วยสถิติ พวกเขาทำประตูจากลูกเตะมุมไปแล้ว 13 ประตูในฤดูกาลนี้ ทำให้พวกเขาเป็นรองเพียง อาร์เซน่อล เท่านั้น ... เพียงแต่ว่าจะบอกว่านั่นเป็นข้อดี 100% ก็คงไม่ถูกนัก 

เพราะสุดท้ายแล้ว พวกเขากลับพึ่งพาโอกาสเหล่านั้นมากเกินไป ไม่สมดุลกับการเล่นเกมบุกแบบโอเพ่นเพลย์เลย ค่า xG ในการเล่นแบบโอเพ่นเพลย์ของ สเปอร์ส อยู่ที่แค่ 0.69 เท่านั้น (มากกว่าแค่ เวสต์แฮม, วูล์ฟส์, เบิร์นลี่ย์ และ ซันเดอร์แลนด์) ซึ่งเรื่องนี้ยืนยันได้ว่า ทำไมดาวซัลโวของพวกเขาในตอนนี้ กลายเป็น 2 กองหลังอย่าง คริสเตียน โรเมโร่ และ มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน เท่านั้นยังไม่พอ รูปเกมที่ยังไม่ดี ก็ยังไม่เท่ากับสิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินเรื่องความ ดี-ไม่ดี เก่ง-ไม่เก่ง ในวงการฟุตบอล ก็คือเรื่อง "ผลลัพธ์" 

สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าฟอร์มการเล่นของ สเปอร์ส ก็คือผลการแข่งขัน แฟรงค์ คุมทีมชนะเพียง 2 นัดจาก 17 นัดสุดท้ายในพรีเมียร์ลีก เก็บได้เพียง 12 คะแนน น้อยแค่ไหนเราแทบไม่ต้องคิดต่อแล้ว นี่คือการเก็บแต้มเฉลี่ยระดับทีมหนีตกชั้นชัด ๆ ... ซึ่งมองจากตารางคะแนนตอนนี้ สเปอร์ส ก็ต้องถูกนับรวมเป็นทีมในกลุ่มนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ 

ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลย ที่สุดท้ายแล้ว เมื่อสโมสรประกาศปลด แฟรงค์ ออกจากตำแหน่ง เหล่าสาวกไก่เดือยทองเกือบ 100% ต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก ราวกับพวกเขารอข่าวนี้มาพักใหญ่ เพราะสำหรับแฟนบอลแล้ว สิ่งที่ แฟรงค์ ทำมันหนักเกินกว่าจะใช้คำว่า "อดทนรอ" ได้ 

แฟรงค์ ล้มเหลวในการสร้างทีมที่มีคาแรกเตอร์ เนื่องจากความคิดที่สับสน และเมื่อถึงเวลาสำคัญ เขากลับเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก ... ขณะเดียวกัน ยังมีข่าวซุบซิบว่า นักเตะในทีมไม่พอใจเรื่องคำพูดหรือการสอนของเขาเท่าไรนัก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือข่าวที่หลุดออกมาว่า แฟรงค์ ชอบเอาข้อดีของ อาร์เซน่อล คู่แค้นตลอดกาลของสโมสรมาเปรียบเทียบกับนักเตะในทีมอยู่บ่อยครั้ง เข้าใจว่ามันอาจจะเป็นการเปรียบเทียบที่เห็นภาพได้ชัด แต่สำหรับนักเตะ สเปอร์ส การโดนโค้ชตัวเองตำหนิ แต่กลับไปชมนักเตะ อาร์เซน่อล มันก็เป็นอะไรที่ทำใจยากจริง ๆ 

เขาผิดพลาดทั้งในสนาม และในห้องแต่งตัว รวมถึงไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับแฟนบอลได้ และสำหรับสโมสรฟุตบอลที่มีค่าตั๋วเข้าชมเกมแพงติดระดับท็อปของประเทศ แต่ดันชนะในบ้านได้แค่ 2 จาก 13 เกมลีกตลอดซีซั่น สิ่งนี้อาจจะสะท้อนไปถึงบอร์ดบริหารให้ได้เห็นว่า ที่นั่งว่างเปล่าจำนวนมากในสนามในเกมเหย้าช่วงหลัง ๆ ทำให้ทีม ๆ นี้อดทนอีกต่อไปไม่ได้ และต้องการการเปลี่ยนแปลงในทันที

 

ถึงเวลาเปลี่ยน (อีกครั้ง)

สเปอร์ส ไม่เพียงต้องการการเปลี่ยนแปลงในทีมเท่านั้น แต่ยังต้องการการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมด้วย นี่คืออีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ แฟรงค์ ต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่มีคำถามสำคัญยิ่งกว่านั้นที่รอคำตอบอยู่ 

การปลด แฟรงค์ อาจทำให้แฟนบอลรู้สึกว่า สโมสรกล้าตัดสินใจในทันท่วงที แต่คำถามคือ สเปอร์ส ต้องการเป็นทีมแบบไหนกันแน่ ? เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาเปลี่ยนโค้ชต่างสไตล์อย่างสิ้นเชิง 

จาก โปเช็ตติโน่ ที่เน้นพัฒนาเยาวชนและพลังงานสูง สู่ มูรินโญ่ ที่เน้นความเป็นผู้ชนะเชิงแท็กติก ไป คอนเต้ ที่เคร่งครัดเรื่องระบบ และมาถึง แฟรงค์ ที่ตอนนี้ก็มองไม่ออกว่าจุดแข็งคืออะไร แต่ประเด็นคือความไม่ต่อเนื่องนี้ ทำให้สโมสรไม่มี "เส้นทางชัดเจน" ... และเพื่อจะให้ได้มาซึ่งสิ่งนี้ พวกเขาต้องเริ่มตั้งหลักนับ 1 ใหม่กับโค้ชคนต่อไป ซึ่งบอร์ดบริหารต้องตัดสินใจว่า ในขณะที่ในลีก พวกเขาเป็นทีมตาย แต่ก็ยังมีลุ้นในถ้วยยุโรป โค้ชคนต่อไปของพวกเขา ควรจะเป็นแบบไหนกันแน่ ?

แน่นอนว่าเบื้องต้น เอาแบบที่ซาวด์เสียงจากแฟนสเปอร์สตามแฟนไซต์ต่าง ๆ สิ่งที่พวกเขาต้องการในตอนนี้ คือโค้ชที่มีปรัชญาชัด กล้าครองเกม สามารถพัฒนานักเตะในทีมได้จริง มีบุคลิกแข็งแกร่งพอที่จะปกครองห้องแต่งตัว และเข้าใจวัฒนธรรมของสโมสร ... นี่คือสเปกของกุนซือในฝันอย่างแท้จริง แต่ประเด็นคือบอร์ดบริหารของ สเปอร์ส จะทำการตัดสินใจเลือกโค้ชใหม่ในโลกแห่งความจริงให้ตรงสเปกกับสิ่งที่พวกเขาฝันได้อย่างไร ? 

หากจะว่ากันตรง ๆ ณ ตอนนี้ สเปอร์ส คือสโมสรที่ยืนอยู่กึ่งกลาง ระหว่างความทะเยอทะยานแบบทีมลุ้นแชมป์ กับความจริงของทีมที่ยังไม่เสถียรพอจะเป็นผู้ชนะ และตราบใดที่คำถามเรื่องอัตลักษณ์ยังไม่ถูกตอบ ไม่ว่าใครจะมานั่งเก้าอี้นี้ แรงกดดันก็จะวนกลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน

การเปลี่ยนโค้ชอาจทำให้รู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยน “ทิศทางสโมสร” ต่างหาก คือสิ่งที่ สเปอร์ส ต้องตัดสินใจให้ชัดเจนเสียที เพราะในพรีเมียร์ลีกยุคนี้ เวลาไม่เคยรอใคร ... ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สเปอร์ส รอช้าไม่ได้แล้วจริง ๆ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://theanalyst.com/articles/thomas-frank-sacked-tottenham-appointment-mistake-stats
https://www.espn.com/soccer/story/_/id/47895361/tottenham-job-was-too-big-frank-spurs-problems-go-much-deeper
https://www.bbc.com/sport/football/articles/c783jxqlpv9o
https://www.nytimes.com/athletic/6982893/2026/02/11/thomas-frank-sacking-spurs/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ