
แอนฟิลด์ เคยเป็นสถานที่ที่ทีมเยือนหรือแฟนบอลฝั่งตรงข้ามบุกมาที่นี่ด้วยความคิดที่ว่า "ขอสักแต้มก็ยังดี"
แต่ในวันนี้ที่ฟุตบอลของ ลิเวอร์พูล กำลังเปลี่ยนภาษา จากความดิบเถื่อนเร้าใจ ไปสู่ความประณีต สุขุม และมีโครงสร้าง
คำถามที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ คือ แอนฟิลด์ยังเป็นนรกแบบเดิมอยู่หรือไม่ ? และมันมีผลที่ทำให้ลิเวอร์พูลแพ้เกมเหย้าไปถึง 5 นัดทั้ง ๆ ที่ในฤดูกาล 2025-26 ยังแข่งไม่จบแค่ไหน ?
เมื่อเกมรุกคือศาสนา แอนฟิลด์คือแท่นบูชา
ถ้าจะอธิบาย DNA ฟุตบอลของลิเวอร์พูลแบบที่ทุกคนต้องร้องอ๋อด้วยคำ ๆ เดียว แน่นอนว่าคำนั้นคือคำว่า "บุก"

การบุกในรูปแบบของลิเวอร์พูล ไม่ใช่การบุกแบบมีจังหวะจะโคนแบบ บาร์เซโลน่า ไม่ใช่เกมบุกที่พยายามหาช่องเพื่อลดความเสี่ยงอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่สำหรับลิเวอร์พูล พวกเขาเป็นทีมที่เล่นเกมบุกแบบเปิดหน้าใส่ไม่ยั้ง เหมือนกับพวกเขาเชื่อว่าการบุกคือการป้องกันที่ดีที่สุด
ตั้งแต่ยุคก่อนพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลถูกหล่อหลอมด้วยแนวคิดเดียวกันเสมอ เล่นด้วยความมุ่งมั่นที่เข้มข้นจนแสดงออกทางภาษากายและแววตาของนักเตะ พวกเขาจะไล่กดดันคู่แข่งในแทบทุกจังหวะและทุกพื้นที่ของสนาม ... และสิ่งที่ตามมาความเดือดในสนามก็คือ ความเชื่อในพลังของเกมและพลังของฝูงชน
DNA นี้ไม่ได้เกิดแค่ในสนาม แต่ฝังอยู่บนอัฒจันทร์ด้วย เสียงเพลง You'll Never Walk Alone ไม่ได้มีไว้สร้างบรรยากาศสวยงาม แต่มันคือพิธีกรรมที่เหมือนกับการบอกทีมเยือนว่าตอนนี้นักเตะ 11 คนในสนาม และแฟนบอลอีกเต็มความจุอัฒจันทร์ได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว จากนี้ ช่วงเวลาของการ "ใส่ไม่ยั้ง" กำลังจะเกิดขึ้น และผู้มาเยือนจะต้องเป็นผู้ที่ต้องรับบททดสอบนี้
แน่นอนว่า DNA การเล่นและเสียงเชียร์ในแอนฟิลด์ มันไม่สามารถทำให้ลิเวอร์พูลชนะได้ทุกนัด หรือคว้าแชมป์ได้ทุกการแข่งขัน แต่ที่แน่ ๆ ฟุตบอลของพวกเขา และบรรยากาศในสนามเหย้าของพวกเขากลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเพราะสิ่งเหล่านี้อย่างปฏิเสธไม่ได้
และเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่ DNA ของฟุตบอลเพียงอย่างเดียว สิ่งที่หลอมรวมให้แอนฟิลด์ เป็น "นรกทีมเยือน" เกิดขึ้นจากประวัติศาสตร์ของเมืองและผู้คนด้วย ลิเวอร์พูล ไม่ใช่เมืองหลวง ไม่ใช่ศูนย์กลางการเงิน ไม่ใช่เมืองที่รัฐหรืออำนาจส่วนกลางใส่ใจเท่า แมนเชสเตอร์ หรือ ลอนดอน
ช่วงศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ลิเวอร์พูลโดนผลกระทบทางเศรษฐกิจหนักมาก อุตสาหกรรมพัง งานหาย คนตกงานเป็นวงกว้าง ความรู้สึกของคนในเมืองคือ "เราโดนทิ้ง" ความรู้สึกนี้ไม่ได้หายไป มันถูกส่งต่อเป็นวัฒนธรรม เป็นทัศนคติ และเป็นตัวตนของแฟนบอลลิเวอร์พูล และสนามเหย้าอย่างแอนฟิลด์ กลายเป็นพื้นที่ที่เสียงของคนธรรมดาสามารถบันดาลชัยชนะ
สำหรับแฟนลิเวอร์พูล แอนฟิลด์ไม่ใช่สถานที่มาดูฟุตบอลเฉย ๆ แต่มันคือที่ระบายอารมณ์ ที่ยืนยันตัวตน และเป็นการประกาศว่า "พวกเขายังอยู่ตรงนี้" การเชียร์ที่บ้าคลั่ง ไม่ได้เกิดเพราะอยากชนะอย่างเดียว แต่มันคือการ "สู้แทนเมือง"
แรงผลักดันเหล่านี้นี่แหละ ที่ทำให้ใครมาเยือนที่นี่ก็ต้องพยายามคิดให้หนักว่าจะรับมือกับพวกเขาอย่างไร โดยเฉพาะในวันที่พวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุด ถ้าคุณเปิดหน้าแลกแบบสู้ยิบตา คุณอาจจะมีโอกาสได้ผลการแข่งขัน แต่ในทางตรงกันข้าม คุณก็อาจจะเปิดพื้นที่ให้พวกเขามีช่องว่างในการเล่นงานคุณมากขึ้น และอย่างที่รู้กัน ลิเวอร์พูลจะไม่หยุดจนกว่าจะจบเสียงนกหวีดยาว ... ถ้าคุณไม่ระมัดระวังมากพอ คุณอาจจะเละเทะ กลับบ้านไม่ถูกจากสกอร์ที่แพ้ขาดลอยก็ได้ ดั่งฉายาที่พวกเขาถูกยกไปเปรียบเทียบกับเครื่องจักรที่ไม่รู้จักเหนื่อยว่า "เรด แมชชีน"
ลุกเป็นไฟ
คำว่า "เรด แมชชีน" (Red Machine) หรือ เครื่องจักรสีแดง ไม่ได้หมายถึงแค่ทีมที่เก่งกาจเหนือชั้นเกินใคร แต่มันหมายถึง ทีมที่เดินหน้าโดยไม่สนใจว่าใครยืนขวางหน้าอยู่ก็ตาม
สามกุนซือที่ทำทีม ลิเวอร์พูล และถูกเรียกในนิยามนี้ชัด ๆ ได้แก่ บิล แชงค์ลี่ย์, บ๊อบ เพรสลี่ย์ และ เยอร์เก้น คล็อปป์ ... แม้พวกเขาจะอยู่กันคนละยุค แต่ภาษาฟุตบอลที่พวกเขาสื่อสารผ่านทีมของตัวเองกลับเป็นภาษาเดียวกันอย่างน่าประหลาด

สิ่งที่ทั้งสามคนเหมือนกันอย่างชัดเจน คือความเชื่อมั่นในเกมรุก การทำให้แฟนบอลเป็นส่วนหนึ่งของเกม และการไม่ประนีประนอมให้กับความเข้มข้น กล่าวคือต่อให้โดนนำไปก่อน พวกเขาก็จะบุกจนกว่าจะได้ประตู และต่อให้พวกเขาได้ประตูนำไปก่อน พวกเขาก็มักจะเลือกวิธี "ยิงให้ท่วม" มากกว่าที่จะเล่นแบบ "เพลย์เซฟ" เพื่อเก็บแต้ม
แชงค์ลี่ย์ สร้างรากฐานความเชื่อ, เพรสลี่ย์ ทำให้เครื่องจักรทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ ก่อนที่ คล็อปป์ เติมอารมณ์ ความคลั่ง และความดุดันแบบยุคใหม่ ... แม้คุณจะบอกว่าฟุตบอลบนโลกนี้มีหลายแบบที่จะพาคุณไปถึงชัยชนะ ไม่จำเป็นต้องยึดมั่นกับสิ่งใดสิ่งเดียวจนมากเกินไป แต่มันแปลกไหมล่ะที่ยุคสมัยของ 3 กุนซือผู้ทำทีมจนถูกเรียกว่า "เรด แมชชีน" กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เป็น "ตำนาน" ของสโมสร และเป็นช่วงที่ทีมประสบความสำเร็จมากที่สุดด้วย
ทีมอื่น ๆ อาจจะเล่นบทเหนือชั้น สวยงาม มีระบบ และทรงประสิทธิภาพได้ดี แต่สำหรับฟุตบอลที่เปิดหน้าแลก บู๊ล้างผลาญ พร้อมจะเดินหน้าแม้เสี่ยงที่จะหกล้ม ต่อให้โดนยิงก่อน ก็แค่ยิงกลับให้ได้มากกว่า ฟุตบอลในสไตล์แบบนี้ไม่น่ามีทีมไหนทำดีมากกว่าไปลิเวอร์พูลอีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาอยู่ในบ้าน
เรื่องนี้แม้แต่กุนซือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังยอมรับว่า ตลอดเวลา 26 ปี ที่เขาเป็นกุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่มีสนามไหนที่เขารู้สึกถึงพลังและความกดดันได้เท่าแอนฟิลด์อีกแล้ว

“แอนฟิลด์ คือสนามที่เต็มไปด้วยพลังงาน นาย (คุยกับ แกรี่ เนวิลล์) ก็เคยไปที่นั่นและรู้ว่ามันเป็นอย่างไร มันเป็นบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม คุณต้องคาดหวังบรรยากาศแบบนั้นแม้กระทั่งตอนที่คุณกำลังแพ้ คุณไม่เคยรู้สึกปลอดภัยที่นั่น มันเป็นบรรยากาศที่ผันผวนมากจริง ๆ ทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตรายตลอดเวลา" เฟอร์กี้ ว่าเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม จาก แชงค์ลี่ย์, เพรสลี่ย์ และ คล็อปป์ ถึงตอนนี้กับ อาร์เน่อ ชล็อต มันทำให้เกิดการเปรียบเทียบแบบเลี่ยงไม่ได้ ว่าฟุตบอลตามปรัชญาของกุนซือชาวดัตช์ กำลังทำให้อะไรบางอย่างเปลี่ยนไป ... อย่างน้อยที่สุด ดูเหมือนว่าทีมที่จะมาเยือนแอนฟิลด์ มีความรู้สึกว่าพวกเขาจะเป็นผู้ชนะมากขึ้น และเหมือนกับมีสูตรสำเร็จที่จะทำแบบนั้นได้
จากหนังบู๊สู่หนังรางวัล
ถ้ายุค 3 กุนซือในตำนาน "เรด แมชชีน" เปรียบเสมือนหนังบู๊แอ็กชัน ที่ในเรื่องประกอบด้วยเสียงดังอึกทึกคึกโคม ฉากไล่ล่าที่เหล่าตัวละครเอกกำลังสู้ตาย สิ่งเหล่านี้มันเป็นอะไรที่เข้าใจง่าย ๆ สามารถปลุกอารมณ์ของแฟน ๆ ในแอนฟิลด์ได้ทันที ฟุตบอลของ ชล็อต คงเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป

จริงอยู่ที่ชล็อตเคยปฏิบัติตามขนบ ค่อย ๆ เปลี่ยนโดยยังคงรากของยุคคล็อปป์ไว้ในซีซั่น 2024-25 และเสริมเรื่องความเหนียวแน่น จังหวะการเล่นที่แน่นอนเข้ามา จนทำให้ทีมกลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบม้วนเดียวจบ ทว่าหลังจากความสำเร็จนั้นเกิดขึ้น เขาเลือกที่จะต่อยอดและใส่ปรัชญาฟุตบอลของตัวเองมากขึ้น
ปรัชญาดังกล่าวว่าด้วยการมีโครงสร้างฟุตบอลที่ชัดเจน พยายามครอบครองบอล การเล่นด้วยความระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลดอิสระเฉพาะตัว เพื่อความสมดุลของทีม
แน่นอนว่าแนวทางของชล็อตไม่ใช่ฟุตบอลที่แย่ แต่มันคือฟุตบอลที่ปลุกอารมณ์ฝูงชนได้น้อยลง จากความละเอียดและบรรจงที่มากเกินไป จากหนังบู๊ที่ทำให้คนดูอดไม่ไหวที่จะลุกตะโกนด้วยอารมณ์ที่พุ่งพล่าน กลายเป็นหนังที่ทำเอารางวัล ละเมียดละไม ใช้ความเงียบ แววตาในการสื่อสาร และให้คนดูพยายามคิดและตีความด้วยตัวเอง ... แม้มันจะมีชั้นเชิง แต่ก็ต้องยอมรับว่าฟุตบอลของชล็อตในตอนนี้ มันคือฟุตบอลที่ทำให้แฟน ๆ "อิน" ได้น้อยลง
เมื่อเกมช้าลง เมื่อการตัดสินใจถูกกำหนดด้วยแท็กติก เมื่อความเสี่ยงถูกควบคุม บรรยากาศในสนามก็ไม่พุ่งขึ้นเหมือนเดิม ... จริงอยู่ที่บรรยากาศในสนามอย่างเดียวตัดสินอะไรทั้งหมดไม่ได้ แต่เมื่อคุณผนวกเข้ากับปรัชญาฟุตบอลของชล็อตที่เพิ่งเริ่มติดตั้ง ยังมีสมบูรณ์ มันก็ยิ่งเพิ่มจุดอ่อนให้พวกทีมเยือนโดยไม่รู้ตัว
ผลลัพธ์คือสิ่งที่เราเริ่มเห็น ทีมเยือนเริ่ม "กล้าคิด" ไปไกลกว่าที่เคย กล้าครองบอล กล้าเซตเกม และที่สำคัญคือ กล้าหวังถึง 3 แต้ม แทนที่พวกเขาจะต้องโดนโจมตีสมาธิแตกกระเจิงจนเสียประตู กลายเป็นพวกเขาเล่นอย่างมีสติและใช้ความนิ่งน็อคลิเวอร์พูลที่เป็นเจ้าบ้านแทน ...
ไม่ใช่แค่ทีมหัวแถวอย่าง แมนฯ ซิตี้เท่านั้น แต่ทีมที่กำลังสร้างอย่าง คริสตัล พาเลซ, น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น หรือแม้กระทั่งทีมที่เล่นนอกบ้านแทบไม่เป็นอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ยุค รูเบน อโมริม ก็ยังสามารถบุกมาเอา 3 แต้มถึงแอนฟิลด์ได้ทั้งหมดในซีซั่นนี้

ความพ่ายแพ้คาบ้านในฤดูกาลนี้ไม่ว่าจะเป็นเกมใหญ่หรือเกมที่ชื่อชั้นเป็นรอง ไม่ได้สะท้อนว่าแอนฟิลด์อ่อนแอ แต่สะท้อนว่า มันไม่ได้น่ากลัวหรือทำให้พวกทีมเยือนรู้สึกถึงอันตรายทุกวินาทีเหมือนเดิม
บางทีคำถามอาจไม่ใช่ "ยุคชล็อตทำให้แอนฟิลด์ดรอปหรือไม่ ?" แต่เป็น "ฟุตบอลแบบไหน ที่ทำให้สนามแห่งนี้มีชีวิตมากที่สุด ?"
หนังรางวัลอาจได้คำชม แต่หนังบู๊คือสิ่งที่ทำให้คนลุกจากที่นั่งเพื่อตะโกนเชียร์สุดเสียง และทำให้นักแสดงในสนามวิ่งลืมตายสู้ใจขาดดิ้นในแบบลิเวอร์พูล ที่แฟนบอลทั้งโลกรู้จัก โดยไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ว่าคุณจะต้องเจอกับสิ่งใดเมื่อมาเยือนที่แอนฟิลด์แห่งนี้
แหล่งอ้างอิง
https://anfieldindex.com/75386/its-marvellous-sir-alex-ferguson-on-liverpools-electric-anfield-atmosphere.html
http://givemesport.com/xavi-named-british-stadium-atmosphere-speechless-anfield/
https://www.thisisanfield.com/2022/08/guardiola-fergie-klopp-more-23-quotes-about-anfields-atmosphere-liverpool-fans/