Feature

โคเวนทรี : การกลับสู่พรีเมียร์ลีก ด้วย "การปฏิวัติไร้เสียง" ของ แฟรงค์ แลมพาร์ด | Main Stand

ตกชั้นไป 3 ครั้ง เล่นทั้ง แชมเปี้ยนชิพ, ลีกวัน และ ลีกทู

 

เปลี่ยนผู้จัดการทีม 15 คน ใช้สนามเหย้าถึง 4 แห่ง ท้ายที่สุด โคเวนทรี ก็กลับมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง ภายใต้การคุมทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด 

นี่คือเรื่องราวของ "ช้างกระทืบโรง" ที่รอเวลานานถึง 25 ปีในการกลับสู่ลีกสูงสุด จากทีมโซนสีแดง พวกเขาถีบตัวเองขึ้นมาเป็นทีมเต็ง และเลื่อนชั้นได้ด้วยคาถาอะไร ? 

ติดตามกับ Main Stand

 

รถขนฝันเทียบท่า  

ก่อนที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด จะตกลงเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมให้ โคเวนทรี ซิตี้ นั้น ทีมฉายา "เดอะ สกายบลูส์" มี มาร์ค โรบินส์ ทำหน้าที่เป็นนายใหญ่ของสโมสรอยู่ ซึ่งการที่ต้องเข้ามารับช่วงต่อจาก มาร์ค โรบินส์ นี่เอง ถือเป็นโจทย์ยากครั้งหนึ่งในการจับงานโค้ชของอดีตกุนซือดีกรีพรีเมียร์ลีก

เหตุผลหลักเพราะโรบินส์มีความผูกพันกับสโมสรมากเป็นพิเศษ ถึงเจ้าตัวจะไม่ได้เกิดที่เมืองโคเวนทรี หรือแม้แต่ค้าแข้งกับสโมสรทั้งในระดับเยาวชนและระดับอาชีพ ทว่าความผูกพันที่มีกับสโมสรและแฟนบอล เกิดขึ้นในช่วงที่เจ้าตัวอยู่คุมโคเวนทรี ซิตี้ คำรบสอง ระหว่างปี 2017 จนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2024 อันเป็นช่วงเวลา 7 ปีครึ่ง ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับทีม ในช่วงที่ทีมเผชิญสถานการณ์ดั่งรถไฟเหาะตีลังกา 

ระหว่างปี 2017-2024 ทัพสกายบลูส์เจอมาหมดทั้งอารมณ์สมหวังและผิดหวัง พวกเขาเคยเลื่อนชั้นจากโควตาเพลย์ออฟในลีกทูขึ้นสู่ลีกวัน เคยผงาดแชมป์ลีกวัน จนได้สิทธิ์กลับมายืนหยัดในเวที แชมเปี้ยนชิพ ยิ่งไปกว่านั้น ในซีซั่น 2022-23 เขาเคยพาทีมจบถึงอันดับ 5 คว้าตั๋วเพลย์ออฟลุ้นขึ้นพรีเมียร์ลีก ก่อนจะแพ้ต่อ ลูตัน ทาวน์ ในการดวลลูกโทษตัดสินหลังเสมอในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-1 

ขณะที่ฤดูกาล 2023-24 มาร์ค โรบินส์ ก็ฝากผลงานชิ้นโบแดงเอาไว้ในถ้วย เอฟเอ คัพ เมื่อเขาพา โคเวนทรี ทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศเป็นหนแรกนับตั้งแต่ปี 1987 ก่อนจะพ่ายต่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมแชมป์ปีนั้นในช่วงการดวลลูกโทษตัดสิน 2-4 หลังเสมอในเวลา 120 นาที 3-3 

ชัดเจนว่าโรบินส์คือตำนานของทีม และเมื่อถึงเวลาที่สโมสรเลือกปลดเขา ก่อนแต่งตั้งกุนซือที่แทบไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด แรงต่อต้านมหาศาลจากแฟนบอลก็เกิดขึ้นในทันที 

ต้องไม่ลืมว่าในสายตาของแฟน ๆ โคเวนทรีแล้ว สโมสรตัดสินใจไม่ให้โอกาสกับกุนซือผู้เป็นที่รักทั้ง ๆ ที่ยังมีเวลาอีกมากให้แก้ตัว อีกทั้งตัวแลมพาร์ดเองก็ยังเป็นกุนซือว่างงานมาร่วมปี หลังแยกทางกับ เชลซี เมื่อจบฤดูกาล 2022-23

กระนั้น สิ่งที่บอร์ดบริหารของ โคเวนทรี ซิตี้ เลือกที่จะสื่อสารกับแฟนบอลก็คือ ขอให้แฟน ๆ เชื่อมั่นในตัวแฟรงค์ ดังคำกล่าวของ ดั๊ก คิง เจ้าของสโมสร ในวันที่เปิดตัวตำนานนักเตะที่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองในโลกกุนซืออย่างแลมพาร์ด ... และเขายังจำวันนั้นได้เป็นอย่างดี

"ผมยังจำวันนั้นได้อยู่เลย ... ผม, คริส (คริส โจนส์ โค้ชทีมชุดใหญ่) และ โจ (โจ เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้ช่วยเฮดโค้ช) เรา 3 คนขับรถตู้มาที่นี่เมื่อ 15 เดือนที่แล้ว ระหว่างทางเรารู้ดีว่าพวกเราทุกคนกำลังจะเข้าไปในจุดที่กดดันและไม่คุ้นเคย แต่คุณหนีมันไม่พ้นหรอกนะ ทุกการเริ่มต้นมันก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละ" แลมพาร์ดกล่าวหลังเกมเสมอ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส 1-1 ซึ่งเป็นเกมที่การันตีการเลื่อนชั้นของสกายบลูส์ 

ทั้ง 3 คนรับแรงกดดันตั้งแต่วันแรก แต่การเกาะกลุ่มกันและทำงานแบบใกล้ชิด ชนิดที่ว่าพวกเขาทั้งหมดพร้อมตลอด 24 ชั่วโมงหากต้องคุยกันเรื่องงาน ไม่ว่าจะนัดเจอกันที่สโมสร ซึ่งพวกเขาจะรีบดีดตัวมากันอย่างตรงเวลา หรือแม้แต่การวิดีโอคอลกันดึก ๆ ดื่น ๆ  

ความจริงจังนี้กำลังบอกว่า พวกเขาอยากพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าพวกเขาคิดผิด 

 

ติดตั้งอย่างช้า ๆ

9 เกมแรกที่อดีตกองกลางเชลซีทำหน้าที่กุนซือของ โคเวนทรี เขาพาทีมเก็บชัยชนะได้เพียง 3 นัด เสมอ 3 นัด และแพ้ 3 นัด เกาะอยู่ที่อันดับ 15 ของตารางฤดูกาล 2024-25 และยังมีแต้มเฉี่ยวไปเฉี่ยวมากับโซนสีแดง ... ทว่า 3 เดือนหลังจากนั้น แลมพาร์ดก็เปลียนโฉมทีม ๆ นี้ได้สำเร็จในขั้นตอนแรก 

หนนี้ไม่เหมือนทุก ๆ งานที่เขาคุมมา โคเวนทรีคือสโมสรที่ 4 ที่แลมพาร์ดรับงานในฐานะกุนซือ และเขาก็ผ่านเรื่องราวมาเยอะมากพอ จนได้เรียนรู้ว่าสิ่งใดที่ควรทำหรือไม่ควรทำ เขาเคยพา ดาร์บี้ เคาน์ตี้ เล่นรอบเพลย์ออฟ ในแชมเปี้ยนชิพ, เคยพา เชลซี ที่ถูกห้ามซื้อนักเตะคว้าสิทธิ์ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก และเคยพา เอฟเวอร์ตัน รอดตกชั้น ... ประสบการณ์เหล่านั้นกำลังสอนให้เขาเป็นโค้ชที่ดีขึ้น 

"ผมเรียนรู้หลายอย่างจากผู้จัดการทีมหลายคนที่เคยทำงานด้วย ไล่ตั้งแต่ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ไปจนถึง โชเซ่ มูรินโญ่ หรือ คาร์โล อันเชล็อตติ"

"ผมพยายามหาตรงกลางของโค้ชเหล่านั้นให้เจอและเอามาผสมกับความเป็นตัวตนของผมเอง บางครั้งผมก็เข้มงวดกับนักเตะและลงมือทำเองทุกอย่างตั้งแต่การคุมซ้อมเลย เพียงแต่ผมก็พยายามให้ผู้เล่นของผมมีอิสระบ้าง เพราะตอนเป็นนักเตะผมก็จำได้ว่า ผมไม่ชอบความรู้สึกที่ถูกจับตามองทุกวินาที" 

"สำหรับผม ผู้จัดการทีมที่ยอดเยี่ยมคือคนที่วางตำแหน่งในการทำงานและในฐานะทีมของผู้เล่นให้เหมาะสม สร้างสมดุลและทำให้ทุกคนพยายามร่วมมือกัน ทำให้นักเตะอยู่ในสภาพที่มั่นใจเสมอ และความมั่นใจจากผู้จัดการทีมนี่แหละที่จะสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้" 

ถ้าคุณถามว่าเขาทำได้จริงอย่างที่พูดไหม คำตอบคือ หลังแพ้ นอริช ซิตี้ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2025 แลมพาร์ดคุมโคเวนทรีชนะได้ถึง 9 จาก 10 เกมในลีก ทุบสถิติสโมสรในรอบ 141 ปี จนทีมดีดจากท้ายตารางขึ้นมาจบอันดับ 5 ได้เล่นเพลย์ออฟลุ้นไปพรีเมียร์ลีกหน้าตาเฉย 

อย่างไรก็ตามแบบที่ทุกคนรู้กัน ในซีซั่นนั้นโคเวนทรีไปได้ไม่สุดทาง พวกเขาแพ้ ซันเดอร์แลนด์ ในรอบรองชนะเลิศ แต่ถึงอย่างนั้น ความผิดหวังไม่ได้เกาะกินหัวใจของพวกเขาทั้งหมด ทุกคนเชื่อว่าการไต่จากท้ายขึ้นมาได้ขนาดนี้ ก็นับว่าเป็นปีที่ยอดเยี่ยม เหนือสิ่งอื่นใดคือ แลมพาร์ดได้ติดตั้งเรื่องวิธีการเล่นและความมั่นใจให้กับทีมของเขาได้แล้ว ได้เวลาที่พวกเขาจะถูมือรอให้ซีซั่น 2025-26 เริ่มขึ้น 

"การสร้างความมั่นใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การค้นหาสิ่งที่ต้องแก้ไขเพื่อให้ทีมลงตัวยิ่งขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาและความพยายามพอสมควร ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นเร็วแค่ไหน   ดังนั้น ความท้าทายต่อไปคือการแสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอ" แลมพาร์ดว่าเช่นนั้น ราวกับจะบอกผู้คนว่า โปรดติดตามตอนต่อไป 

 

เติบโตตามประสบการณ์ 

ฤดูกาล 2025-26 คือ "การปฏิวัติโคเวนทรี" ของแลมพาร์ดแบบเต็มรูปแบบ 

กล่าวคือเขาใช้การผสมผสานระหว่าง ความยืดหยุ่นทางแท็กติก และวินัยในเกมรับ เขาสามารถปรับปรุงจุดอ่อนเดิมของทีม และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้โคเวนทรีกลายเป็นทีมที่มีเกมรุกอันตรายที่สุดทีมหนึ่งในลีกแชมเปี้ยนชิพ

สถิติการยิงประตูที่ถล่มทลายมาจากความสามารถในการเข้าทำที่หลากหลาย ทั้งการเล่นบอลสั้นสลับยาว หรือการโจมตีจากความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะอย่าง แบรนดอน โธมัส-อซานเต้ และ ฮาจิ ไรท์ กองหน้าตัวทีมชาติสหรัฐอเมริกา 

ถ้าคุณจะถามว่าฟุตบอลของเขาสไตล์ไหน ก็ต้องบอกว่าเป็นสไตล์ที่ไม่ใช่อังกฤษโบราณที่เน้นพละกำลังอย่างเดียว แลมพาร์ดเน้นการสร้างเกมแบบมีความยืดหยุ่นสูง จุดเด่น ๆ ในแท็กติกของเขาที่เว็บไซต์ CoachZone สรุปมาระบุว่า กองหลังตัวกลางจะแยกตัวออกไปด้านข้างจนเกือบสุดขอบสนาม เพื่อยืดระยะการไล่บอลของคู่แข่ง และเปิดช่องให้ผู้รักษาประตูขยับขึ้นมาเป็นตัวช่วยส่งบอลเพิ่มอีกหนึ่งคน

ขณะที่กองกลางตัวรับ (หมายเลข 6) ที่ส่วนใหญ่ใช้ แม็ตต์ ไกรมส์ จะถอยลงมาเชื่อมเกมระหว่างหรือข้างกองหลัง เพื่อช่วยลำเลียงบอลขึ้นไปอย่างมั่นคง และที่ขาดไม่ได้คือฟูลแบ็กที่ดุดันแต่สมดุล แลมพาร์ดสั่งให้แบ็กทั้งสองข้างดันสูงขึ้นไปอยู่ในแนวเดียวกับกองกลาง เพื่อช่วยเพิ่มทางเลือกในการบุกและยืดแผงหลังคู่แข่ง แต่จะไม่เติมจนเสียตำแหน่ง เพราะเขาจะสั่งให้คอยประคองในแดนกลางเพื่อเป็นตัวเชื่อมเกมและช่วยซ้อนเกมรับในเวลาเดียวกันด้วย 

นอกจากนี้ โคเวนทรีภายใต้การคุมทีมของแลมพาร์ดไม่ได้เน้นการไล่กดดันสูงตลอดเวลา แต่จะเน้นการยืนตำแหน่งแบบ Mid-block เพื่อจำกัดพื้นที่ในแดนกลาง ทีมจะเน้นความรัดกุมและการสื่อสาร เพื่อรอจังหวะที่คู่แข่งพลาดแล้วจึงเริ่มการไล่ล่าบอลอย่างเป็นระบบ

ฟุตบอลของโคเวนทรีโตขึ้นตามประสบการณ์ของแลมพาร์ด เขาเป็นโค้ชที่ชอบเล่นเกมรุกเสมอมา แต่ที่โคเวนทรี เขาเชื่อเรื่องของความสมดุลมากกว่าแต่ก่อน การขึ้นเกมรับ-รุก มีจังหวะจะโคนมากขึ้น ไม่รีบร้อนจนพลาด และปล่อยให้คู่แข่งฉกชิงความได้เปรียบนั้น และผลมันก็ออกมาเวิร์กสุด ๆ อย่างที่ผลงานของพวกเขาปรากฏตลอดซีซั่นนี้ 

และอีกหนึ่งสิ่งนอกจากเรื่องแท็กติกก็คือ แลมพาร์ดได้สร้างคาแรกเตอร์บางอย่างให้ทีม ๆ นี้ขึ้นมาได้สำเร็จ พวกเขากลายเป็นทีมที่ยิงประตูท้ายเกมบ่อย ทั้งการตามตีเสมอ หรือพลิกกลับมาชนะ ส่วนบางเกมที่นำไว บางครั้งพวกเขาก็ตบเกียร์เดินหน้าเล่นเกมรุกต่อ จนยิงในลีกไปแล้วถึง 85 ลูกในซีซั่นนี้ 

 

ว่ากันด้วยคาแรกเตอร์ 

การคว้าสิทธิ์เลื่อนชั้นเป็นทีมแรกไม่ได้มาเพราะโชคช่วย และมันก็ไม่ได้มาอย่างง่ายดาย

แชมเปี้ยนชิพคือลีกที่โหดหิน โปรแกรมถี่ยิบ และเล่นกันอย่างหนักหน่วง ทุกทีมอยากจะเลื่อนชั้นเพราะเงินมากกว่า 100 ล้านปอนด์ที่รออยู่มันหอมหวนสุด ๆ แต่การจะไปคว้าสิ่งนั้นมาได้ สิ่งที่คุณต้องทำให้ได้คือความสม่ำเสมอ อันเป็นกุญแจสำคัญสำหรับซีซั่นที่ยาวนานเช่นนี้ 

แนวทางที่สมดุลมากขึ้นนี้เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของแลมพาร์ด ช่วงต้นปี 2026 เป็นช่วงที่ทีมของเขากำลังระส่ำ จากจ่าฝูงแต้มนำเยอะ กลายเป็นว่าพวกเขาชนะแค่ 2 จาก 8 เกม และตกมาอยู่ในอันดับที่ 2 จากการเสียแต้มแบบไม่สมควรบ่อยขึ้น หลายคนจึงกลัวว่าจากที่โคเวนทรีอยู่ในฐานะทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในลีก จะเริ่มปรากฏรอยรั่ว และเกิดการ "สั่นเดิมพัน" จนแพ้ภัยตัวเอง 

ทว่าขณะที่คนอื่น ๆ เริ่มตื่นตระหนกคิดว่าทุกอย่างกำลังพังทลาย แลมพาร์ดกลับยังคงรักษาความสงบของทีมเอาไว้ได้ เขาไม่ได้จ้ำจี้จ้ำไชหรือย้ำกับนักเตะทุกวันว่าทีม ๆ นี้กำลังต่อสู้เพราะอะไร แค่พยายามทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด เต็มที่ที่สุด เพื่อให้ผลงานช่วยตอบแทนคำพูด

"การรักษาความสงบในสถานการณ์ที่กดดันนั้นสำคัญมาก และในขณะเดียวกันคุณก็ต้องหาวิธีการสร้างปฏิกิริยาตอบกลับที่เหมาะสมกัสถานการณ์เหล่านี้ด้วย" 

"การเดินหน้าเอาชนะย่อมมาพร้อมกับแรงกดดันมหาศาล และเมื่่อความความคาดหวังสูงขึ้น คู่แข่งจะพยายามอย่างหนักขึ้นเพื่อหยุดยั้งสิ่งที่เราทำได้ดีมาตลอด ... ผมพยายามที่จะคิดล่วงหน้าอยู่เสมอ และได้พบว่าบางครั้งการพูดน้อยก็ดีกว่าการป่าวประกาศแบบตื่นตูมอะไร ผมไม่จำเป็นต้องย้ำเตือนพวกเขาอยู่ทุกวันว่าเรากำลังต่อสู้เพื่ออะไร ผมเรียนรู้ว่าเมื่อผมพูด ผมต้องการให้คำพูดนั้นสร้างผลกระทบกับทีมจริง ๆ เท่านั้น" แลมพาร์ด กล่าว 

แลมพาร์ดต้องพิสูจน์ให้ผู้ที่สงสัยในตัวเขาเห็นว่าพวกเขาคิดผิดอีกครั้ง และผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก เขาเริ่มต้นตอบกลับด้วยชัยชนะ 3-1 เหนือ มิดเดิ้ลสโบรช์ ที่เป็นคู่แข่งเลื่อนชั้นโดยตรง จากนั้นพวกเขาก็หยุดไม่อยู่แล้ว โคเวนทรี คว้าชัยชนะติดต่อกัน 6 นัดรวด และยืนยันว่าพวกเขาคือทีมที่ดีที่สุดในลีก ณ ซีซั่นนี้อย่างแท้จริง 

ความพ่ายแพ้ในบางเกมสำหรับแลมพาร์ดนั้นคือสิ่งที่เขารับได้ และเข้าใจในความเป็นไปของลีกแชมเปี้ยนชิพที่มีการแข่งขันสูงมาก ดังนั้นเขามักจะเตือนตัวเองเสมอว่า ผิดหวังกับผลการแข่งขันได้ แต่ห้ามให้ความรู้สึกที่เชื่อมั่นในทีมลดลงเด็ดขาด เพราะทีม ๆ นี้ เติบโตขึ้นมากในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา นักเตะของเขาถูกสอนให้เชื่อว่าตราบใดที่ยังเชื่อมั่นในตัวเอง และทำมันควบคู่ไปกับการทำงานหนัก ไม่ว่าอะไรจะอยู่ข้างหน้า พวกเขาก็สามารถคว้ามันมาได้

แพชชั่นเหล่านี้ผลักดันโคเวนทรีให้ทำสำเร็จจนได้ในซีซั่น 2025-26 พวกเขาเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด และพาแลมพาร์ดกลับไปลุยพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง 

เวทีใหม่ที่รออยู่มี เสือ สิงห์ กระทิง แรด เต็มไปหมด และแลมพาร์ดเองก็รู้ดีว่า เขาเองก็คงจะต้องโดนปรามาสจากผลงานเก่า ๆ ที่เคยฝากไว้ในลีกนี้แน่ ๆ  ... เพียงแต่หลายคนอาจลืมไปว่า ตอนนี้เขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว 

แลมพาร์ดคุ้นเคยกับการโดนมองข้ามในฐานะโค้ช แต่ที่โคเวนทรีตลอดช่วงเวลาราว 1 ปีครึ่ง เขาได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า "พวกเขากำลังคิดผิด" ได้สำเร็จแล้ว 1 ครั้ง 

ได้เวลาที่เขาและลูกทีมช้างกระทืบโรงจะพิสูจน์ตัวเองครั้งใหม่กับความท้าทายที่ยากขึ้นอย่างพรีเมียร์ลีกแล้ว 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

จากโซนแดงสู่เลื่อนชั้น : เมื่อ แฟรงค์ แลมพาร์ด พา โคเวนทรี กลับมาเป็น "ช้างกระทืบโรง"
https://mainstand.co.th/features/5/article/4491

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.thecoacheszone.com/post/frank-lampards-coventry-revolution-explained
https://en.wikipedia.org/wiki/2025%E2%80%9326_Coventry_City_F.C._season
https://www.espn.com/soccer/story/_/id/48501811/coventry-promotion-permutations-how-frank-lampard-side-promoted-weekend
https://www.skysports.com/football/news/11710/13529279/frank-lampard-has-proved-the-doubters-wrong-again-in-masterminding-coventry-rise-with-club-on-brink-of-promotion-to-premier-league
https://www.skysports.com/football/news/11710/13529987/blackburn-rovers-1-1-coventry-city-sky-blues-promoted-after-25-years-away-from-premier-league

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ