Feature

สุดท้ายก็จ่ายอยู่ดี : เฌเรมี่ ฌักเก้ต์ วันเดอร์คิดที่ ลิเวอร์พูล ยอมทุ่มเพื่อ "ซ่อม" ข้อผิดพลาด | Main Stand

ตลาดซื้อขายนักฟุตบอลระดับท็อป บางครั้งไม่ใช่เรื่อง "ซื้อแพงเกินไปหรือไม่ ?" แต่คำตอบที่แท้จริงอาจอยู่ที่ "ควรจ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่ ?" และ "นักเตะคนนั้นจะเข้ามาสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับทีมได้มากแค่ไหน ?"

 

เรื่องราวของ เฌเรมี่ ฌักเก้ต์ กองหลังตัวใหม่แกะกล่องของ ลิเวอร์พูล คือภาพสะท้อนชัดเจนว่า หงส์แดง เลือก “ประหยัดผิดจังหวะ” จนสุดท้ายต้องควักเงินมากกว่าเดิม เพื่ออุดรอยรั่วที่ตัวเองปล่อยให้เกิดขึ้น อีกทั้งยังเป็นปัญหาที่พวกเขาต้องใช้เวลาลากยาวในการซ่อมไปจนถึงตลาดซื้อตัวซัมเมอร์หน้า 

นี่คือเรื่องการเริ่มต้นของการ "ซ่อมแนวรับครั้งใหญ่" ของลิเวอร์พูล โดยมี ฌักเก้ต์ เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นแรก ที่ทีมหงส์แดงเลือกที่จะยังไม่ใช้งานในตอนนี้อีกด้วย

 

หมากนี้มีราคาต้องจ่าย 

ย้อนกลับไปช่วงซัมเมอร์ปี 2025 ลิเวอร์พูล มีโอกาสปิดดีล มาร์ค เกอี กองหลังดีกรีทีมชาติอังกฤษจาก คริสตัล พาเลซ ที่ผ่านประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกมาแล้วแทบทุกรูปแบบ ทั้งประสบการณ์ ความแข็งแรง และความนิ่งในเกมใหญ่ 

แต่ดีลนั้นก็ไม่เกิด … และหลายคนก็คงได้ยินมาว่าเรื่องมันเกิดขึ้นเพราะ "ราคาไม่ถูกใจ" เท่านั้นที่ทำให้ ลิเวอร์พูล พลาดคว้าตัว เกอี ไป และปล่อยเจ้าตัวให้ได้ไปเล่นกับคู่แข่งโดยตรงอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเวลานี้

การพลาด เกอี ในตลาดซัมเมอร์ปี 2025 ถูกบอกเล่าผ่าน เกร็ก อีแวนส์ นักข่าวชื่อดังว่า พาเลซ ต้องการค่าตัวของ เกอี ในราคา 45 ล้านปอนด์ แต่บอร์ดบริหารของ ลิเวอร์พูล มองว่าด้วยสัญญาแค่ 1 ปี ราคาดังกล่าวนั้นมากเกินไป อีกทั้งพวกเขายังเชื่อว่านักเตะเองก็มีใจอยากจะย้ายมา ลิเวอร์พูล ด้วย ดังนั้นหาก พาเลซ ไม่ยอมตกลงราคา 35 ล้านปอนด์ ที่ หงส์แดง ยืนกราน ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็จะเสียนักเตะฟรี ๆ หลังหมดสัญญาอยู่ดี 

ลิเวอร์พูล วางแผนว่าจะรอจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของตลาด และต่อรองให้ได้ราคาที่เหมาะสมที่สุดคือ 35 ล้านปอนด์ พร้อมออปชั่นส่วนแบ่ง 10% หากมีการย้ายทีมอีกครั้ง 

กระนั้น พาเลซ ก็ไม่ได้มองหาตัวตายตัวแทนของ เกอี เอาไว้ล่วงหน้า แล้วในที่สุดเมื่อถึงวันสุดท้ายของตลาด กลายเป็นว่า พาเลซ เลือกที่จะเก็บ เกอี เอาไว้กับทีมเพราะหาตัวแทนไม่ได้ ทั้งที่ไฟเขียวให้นักเตะออกไปตรวจร่างกาย และยื่นเอกสารส่งไปที่ พรีเมียร์ ลีก แล้วก็ตาม 

ท้ายที่สุด ลิเวอร์พูล ก็เริ่มฤดูกาลนี้ด้วยนักเตะแนวรุกหน้าใหม่หลายคน อาทิ อูโก้ เอกิติเก้, โฟลเรียน เวียร์ตซ์ และ อเล็กซานเดอร์ อิซัค พร้อมแบ็กฝีเท้าดีอย่าง มิลอส เกอร์เกซ และ เจเรมี่ ฟริมปง ก่อนที่พวกเขาจะปิดตลาดด้วยกองหลังสำหรับอนาคตอย่าง โจวานี่ เลโอนี่ จาก ปาร์ม่า ... มองผิวเผินเหมือนจะเพียงพอ ต่อให้ไม่ได้ เกอี แต่พวกเขาก็ยังมีแนวรับชุดแชมป์เก่าอยู่กันครบหน้า และกำลังเสริมที่เติมเข้ามาก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาดูอ่อนแอลงจนน่าเป็นห่วง 

ทว่าฟุตบอลคือเรื่องของปัจจุบัน ลิเวอร์พูล ไม่ผิดเลยที่พวกเขาจะไม่ยอมจ่าย 10 ล้านปอนด์เพิ่มให้ พาเลซ เพราะพวกเขาก็เป็นทีมที่มีการเดินตลาดแบบมีระบบชัดเจน หลายครั้งพวกเขาถอนตัวจากนักเตะที่อยู่ใน "แผน A" ไม่ว่าจะด้วยค่าตัวหรือค่าเหนื่อยที่แพงเกินไป พวกเขาจะเปลี่ยนเป้ายังนักเตะสำรองที่อยู่ใน "แผน B" มาแทนได้เสมอ และหลายคนก็เล่นดี เข้าระบบจนเป็นตัวหลักของทีมในระยะยาวมาแล้วหลายครั้ง

เพียงแต่ครั้งนี้ การไม่ได้ เกอี มาร่วมทีมในซัมเมอร์ที่ผ่านมา หากมองด้วยใจที่ปราศจากอคติ ก็ต้องบอกว่ามันคือข้อผิดพลาดที่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ฟอร์มในสนามของทีมตกลงอย่างแท้จริง

ใครเลยจะรู้ว่าปีนี้ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ จะฟอร์มดร็อปลงไปมาก ด้วยวัย 35 ปี ความเร็ว และความแม่นยำในจังหวะการดวลของเขาตกลงไปพอสมควร, อิบราฮิมา โกนาเต้ ฟอร์มตก และถูกมองว่า "ใจลอย" เนื่องจากเข้าสู่สัญญาปีสุดท้ายที่สามารถย้ายตัวฟรีได้, โจ โกเมซ วนลูปเดิม เล่นแล้วเจ็บ ขณะที่ โจวานี่ เลโอนี่ ดาวรุ่งที่ซื้อมาใหม่ เจ็บยาวทันทีที่ได้โอกาสลงสนาม

ยิ่งประกอบด้วยแบ็ก 2 ข้างที่ใหม่แกะกล่อง ทุกอย่างต้องมาปรับมาจูนกันใหม่ สุดท้ายกลายเป็นเรื่องที่เจ็บปนขำ เพราะในซัมเมอร์ที่ทีมใช้เงินเสริมทัพไปกว่า 400 ล้านปอนด์ ก่อนแข่งใครก็บอกว่าเป็นตัวเต็ง และมีโอกาสป้องกันแชมป์ได้แบบสบาย ๆ 

กลับกลายเป็นว่าพื้นฐานของการเอาชนะอย่าง "เกมรับ" มีปัญหาและซ่อมเท่าไหร่ก็ไม่หาย นักเตะหมุนเวียนกันไม่พอ ตัวหลักฟอร์มตก และนักเตะใหม่ก็ยังต้องใช้เวลาปรับตัวเพื่อขึ้นมาเป็นกระดูกสันหลังของทีม ... ยิ่งเห็นฟอร์มครึ่งซีซั่นแรกของ เกอี ที่ทำไว้กับ พาเลซ ก็ยิ่งชวนคิดว่า หาก ฟาน ไดค์ มีเขายืนเป็นแนวรับคู่หู เกมรับของ ลิเวอร์พูล จะดีขึ้นกว่านี้หรือไม่ ? 

 

ผิดพลาด และไปต่อ 

ถึงตรงนี้เชื่อว่าฝั่ง ลิเวอร์พูล คงรู้สึกแล้วว่าพวกเขาผิดพลาดกับการไม่ได้ดึงตัว เกอี มาเสริมทัพตั้งแต่แรก เพราะมันคงจะดีกว่า หากมีกองหลังที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะแถวหน้า อีกทั้งยังมีประสบการณ์เต็มเปี่ยมแบบไม่ต้องปรับตัวกับฟุตบอลอังกฤษอย่าง เกอี มาเสริมทัพ 

พูดง่าย ๆ คือ ดีล เกอี คือดีลที่ "จ่ายแล้วจบ" มั่นใจว่าเล่นได้แน่นอน แถมมีอายุใช้งานอีกเยอะมาก เพราะเขาเพิ่งอายุแค่ 25 ปีเท่านั้นในตอนนี้ นอกจากนี้ พวกเขาจะเบาใจเรื่อง โกนาเต้ ได้ในระดับหนึ่ง หากที่สุดแล้ว โกนาเต้ เลือกย้ายออกไปหลังหมดสัญญา พวกเขาก็ยังมีคู่เซ็นเตอร์ที่มีสไตล์เสริมส่งกันอย่าง ฟาน ไดค์ ที่เป็นผู้บัญชาการ กับ เกอี ที่ปราดเปรียว รวดเร็ว แข็งแกร่ง และขึ้นชื่อเรื่องการชิงเล่นตัดหน้าคู่แข่ง

แต่อย่างที่บอก ข้อดีของ ลิเวอร์พูล ในเรื่องของตลาดซื้อขายคือ เมื่อพวกเขาพลาดแล้ว พวกเขาจะมูฟออนไว และมีแผนการที่ดีรองรับเสมอ พวกเขาจ่ายค่าความผิดพลาดในดีล เกอี ที่ล้มเหลวไปแล้วตลอดช่วงครึ่งซีซั่นแรก จากปัญหาเกมรับที่ถึงตอนนี้ก็ยังแก้ไม่ได้ และพวกเขาก็กำลังแก้ปัญหานี้อยู่

ประการแรก ลิเวอร์พูล ไม่ได้ยื่นข้อเสนอให้ พาเลซ เพื่อขอซื้อ เกอี แข่งกับ แมนฯ ซิตี้ เพราะพวกเขาประเมินว่าตัวเลขค่าใช้จ่ายไม่ลงตัว เพราะแม้ค่าตัวจะแค่ 20 ล้านปอนด์ แต่มีค่าใช้จ่ายเบื้องหลังดีลนี้อีกพอสมควร (The Athletic เชื่อว่า ตลอดสัญญา 5 ปี ซิตี้ จะต้องจ่ายค่าเงินในดีล เกอี รวมถึง 85.8 ล้านปอนด์) ที่ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่ร่วมวงแข่งขัน และไม่ใช่แค่พวกเขาที่คิดแบบนั้น ข่าวหลายเจ้าก็บอกว่า บาเยิร์น มิวนิค และ อาร์เซน่อล ก็ถอนตัว เปิดทางให้ ซิตี้ ที่เสียกองหลังตัวหลักอย่าง ยอสโก้ กวาร์ดิโอล และ รูเบน ดิอาส ไป ได้ลุยเดี่ยวในดีลนี้จนคว้าตัว เกอี มาร่วมทีมได้สำเร็จ 

ลิเวอร์พูลมองว่าข้อเสนอโดยรวมนั้นไม่ใช่โอกาสทางการตลาดที่ชาญฉลาด เนื่องจากโมเดลธุรกิจของสโมสรที่เน้นการพึ่งพาตนเองนั้นมีความสำคัญ นอกจากนี้ ข้อเสนอดังกล่าวอาจสร้างปัญหาในแง่ของโครงสร้างค่าจ้างโดยรวมของสโมสร ที่ ลิเวอร์พูล เองก็เพิ่งจะยอมทลายเพดานให้กับ ฟาน ไดค์ และ โม ซาลาห์ ไปเมื่อปี 2025 

ดังนั้น ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา เลือกที่จะมูฟออน และเก็บเพดานค่าเหนื่อยนี้ไว้เพื่อต่อสัญญานักเตะอีกหลายคนในทีมชุดนี้ รวมถึงซื้อกองหลังคนใหม่ที่อยู่ลิสต์รายชื่อของพวกเขา

เจมส์ เพียร์ซ นักข่าวสาย ลิเวอร์พูล จาก The Athletic พูดถึงมูฟนี้ไว้อย่างน่าสนใจ เขาบอกว่า เกอี จะช่วยทีมได้มาก แต่ตอนนี้อะไร ๆ มันก็ช้าไปแล้ว ทางที่ดีคือการเดินหน้ามองหานักเตะใหม่ที่เหมาะสมทั้งเรื่องของงบประมาณ และโอกาสพัฒนาในสนามถือเป็นทางออกที่ดีกว่า 

"เกอี ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างของสโมสร ณ ปัจจุบันได้ แต่ถ้ามีเขา เชื่อเถอะว่าจะช่วยเสริมคุณภาพให้กับตำแหน่งเกมรับที่ อาร์เน่อ ชล็อต ปวดหัวได้อย่างแน่นอน"

"ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อตัดความรู้สึกด้านอารมณ์ออกไปและพิจารณาจากตัวเลข คุณก็จะเห็นเหตุผลที่ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจไม่แข่งขันกับ แมนฯ ซิตี้ เพื่อแย่งตัว เกอี มาร่วมทีม" 

ซึ่งตอนนี้หลายคนคงได้ทราบข่าวแล้วว่า นักเตะใหม่ที่ ลิเวอร์พูล คว้าตัวมาแทนที่ของ เกอี ก็คือ เฌเรมี่ ฌักเก้ต์ กองหลังวัย 20 ปีของ แรนส์ ในราคาราว ๆ 60 ล้านยูโร บวกแอดออนราว 10 ล้านยูโร

 

ฌักเก้ต์ และอนาคต

มันยากที่จะชี้ชัดว่า ฌักเก้ต์ นั้นเก่งกาจมากแค่ไหน เพราะเชื่อว่าน้อยคนที่จะได้เห็นฝีเท้าของเขาชัด ๆ หรือลงสนามบ่อย ๆ 

ข้อมูลอ้างอิงจากแหล่งข่าวหลาย ๆ ที่ อธิบายถึง ฌักเก้ต์ ว่า เป็นเซ็นเตอร์แบ็กดาวรุ่งจาก แรนส์ สูงใหญ่ แข็งแรง เล่นบอลกับพื้นได้ดี และถูกมองว่าเป็น "โปรเจกต์ระยะยาว" มากกว่านักเตะที่พร้อมแบกทันทีสำหรับ ลิเวอร์พูล ในเวลานี้ 

จุดเด่นของเขาอยู่ที่การอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม และลูกกลางอากาศที่แข็งแกร่ง รวดเร็ว สูงใหญ่ เหมาะสำหรับฟุตบอลอังกฤษที่ต้องใช้ความสามารถด้านร่างกายเยอะ ยืนยันด้วยสถิติเข้าปะทะและตัดบอลอยู่ในระดับท็อปของลีกเอิง นอกจากนี้ยังเป็นกัปตันทีมชาติฝรั่งเศส ชุด ยู 19 ที่คว้ารองแชมป์ยุโรปเมื่อปี 2024 (แพ้ สเปน นัดชิง 0-2) 

ส่วนจุดอ่อนทื่กูรูหลายคนตั้งคำถามก็ไม่ต่างจากกองหลังอายุน้อยทั่วไป เพราะยังขาดประสบการณ์ในเกมระดับสูง ยังไม่เคยเจอกับเกมเพรสซิ่งเร็วและสูงแบบ พรีเมียร์ ลีก รวมถึงปัญหาเรื่องการหลุดตำแหน่งในระหว่างเกม 

ฌักเก้ต์ อาจจะมีแววดี แต่ยังดิบและยังต้องพัฒนาอีกมาก เขาคงต้องใช้เวลาพักใหญ่เพื่อมาเป็นตัวจริงในระดับ พรีเมียร์ ลีก ซึ่งอย่างที่กล่าวไปในข้างต้น สำหรับ ฌักเก้ต์ เขาคือการลงทุนเพื่ออนาคตของ ลิเวอร์พูล มากกว่าการจะเป็น "คำตอบฉุกเฉิน" ซึ่งอย่างหลังนี่แหละที่คือปัญหาใหญ่ที่สุดของ ลิเวอร์พูล ตอนนี้

ต่อให้ได้ ฌักเก้ต์ มาในช่วงซัมเมอร์ปี 2026 (ลิเวอร์พูล ให้ แรนส์ ใช้งานจนจบฤดูกาล 2025-26) พวกเขายังต้องแก้โจทย์อีกหลายข้อในแนวรับ เพราะใกล้ถึงเวลาที่พวกเขาตัดสินใจกับปัญหาหลายๆ ข้อ เช่น จะทำอย่างไรกับสัญญาของ โกนาเต้, ใครจะเป็นผู้นำเกมรับในวันที่ ฟาน ไดค์ ไม่ไหวแล้ว, พวกเขาจำเป็นต้องมีกองหลังระดับซีเนียร์อีกหนึ่งคนหรือไม่ และสุดท้าย ระบบการป้องกันทั้งทีม จะถูกปรับให้ช่วยแนวรับได้แค่ไหน ในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาล ที่ไม่น่าจะมีใครมาเสริมทัพแบบพร้อมใช้งานได้ทันที

โดยสรุปแล้ว การคว้าตัว ฌักเก้ต์ ไม่ใช่เรื่องของนักเตะคนเดียว แต่มันคือบทเรียนของสโมสรระดับท็อป ... ถ้าย้อนกลับไปได้ หากพวกเขาได้ตัว เกอี มาตั้งแต่แรก ปัญหาให้แก้ในแนวรับ หรืออันดับในตารางอาจจะดีกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้ 

แต่อดีตมันได้ผ่านไปแล้ว อย่างน้อยที่สุดหนนี้ ลิเวอร์พูล ก็ได้รู้ว่าครั้งนี้ การไม่ยอมจ่าย คือการตัดสินใจที่แพงที่สุด และสุดท้ายพวกเขาก็ต้องจ่ายอยู่ดี ในราคาที่สูงกว่า กับความเสี่ยงที่มากกว่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเวลาและโอกาสที่เสียไปมากกว่า ... ซึ่งนี่คือสิ่งที่พวกเขาจะผิดพลาดซ้ำอีกไม่ได้แล้วในซัมเมอร์ปี 2026 นี้ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.nytimes.com/athletic/6982783/2026/01/20/liverpool-marc-guehi-man-city-transfer/
https://www.nytimes.com/athletic/6995571/2026/01/25/liverpool-bournemouth-premier-league-analysis/
https://www.bbc.com/sport/football/articles/cew8qnqqgqzo
https://www.footballinsider247.com/liverpool-are-making-transfer-mistake-they-should-have-signed-marc-guehi-instead/
https://www.liverpool.com/liverpool-fc-news/features/didi-hamann-marc-guehi-city-33339455

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

วัชพงษ์ ดวงแปง

Main Stand's Backroom staff

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand