Feature

ตั้งใจด่าหรือมาตามหน้าที่ ? : เจาะปัญหาเหล่าตำนานแข้งจวกรุ่นน้องผ่านสื่อ | Main Stand

ในยุคที่ฟุตบอลไม่ได้แข่งกันแค่ในสนาม แต่ยังแข่งกันบน หน้าจอทีวี, คลิป และฟีดโซเชียลมีเดีย

 

เราเห็นภาพคุ้นตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อตำนานนักเตะของสโมสร ออกมาวิจารณ์ทีมเก่าจวกรุ่นน้องแบบไม่ไว้หน้า บางครั้งแรงจนแฟนบอลตั้งคำถามว่า "นี่คือความหวังดี หรือแค่ระบายอารมณ์ ?"

คำถามคือ … พวกเขาทำแบบนั้นเพราะหน้าที่ หรือมีเหตุผลลึกกว่านั้นที่ซ่อนอยู่ และในโลกที่เสียงเหล่านี้ดังขึ้นกว่าที่เคย นักเตะรุ่นใหม่ควรรับมืออย่างไร ?

ติดตามกับ Main Stand

 

ยุคครีเอเตอร์มือใหม่

ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าโลกยุคนี้เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ข่าวสาร ความนิยมต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนกระแสได้ในทุกวัน ทุกอย่าง ทุกวงการ ต้องปรับตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งโลกของฟุตบอล กีฬาที่เคยเป็นจุดรวมตัวของชนชั้นแรงงาน ตอนนี้ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินมหาศาลไปแล้ว

ฟุตบอลยุคนี้ไม่ได้แข่งกันแค่ในสนามเพื่อผลการแข่งขันอย่างเดียว มันถูกตีค่าไปอีกหลายทางมากกว่าผลสกอร์ มันคือการแข่งขันกันบนหน้าจอทีวี และหน้าฟีดของโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ... ใครชิงพื้นที่ตรงนี้ได้ รับรองว่าพวกเขาจะได้ค่าตอบแทนที่แสนคุ้มค่ากับการลงทุน

ดังนั้นเมื่อมาถึงจุดที่ทุกคนต้องทำตัวเองให้มีแบรนดิ้ง หรือทำให้ผู้คนสนใจในทุก ๆ อิริยาบถ การจะพูดอะไร ต้องผ่านการคิดมาก่อน หากคิดจะพูด สิ่งที่พูดจะต้องถูกเอาไปขยายต่อ ไม่ใช่จมหายไปโดยไม่มีคนสนใจ เราจึงได้เห็นเหล่าตำนานนักเตะที่แฟนบอลรักในอดีตหลาย ๆ คน เริ่มแสดงความคิดเห็นที่ทำให้เกิดกระแสมากขึ้นในทุกวันนี้

อดีตนักเตะระดับตำนานจำนวนมากไม่ได้หายไปจากวงการหลังแขวนสตั๊ด แต่เปลี่ยนบทบาทมาเป็น กูรู, คอมเมนเตเตอร์, นักวิเคราะห์ และเมื่อพวกเขาเข้ามาทำอาชีพนี้ ความจริงข้อหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือ "ความเห็นที่แรง มักได้พื้นที่มากกว่าความเห็นที่กลาง ๆ"

ในโลกของเรตติ้งและยอดวิว การพูดตรง พูดแรง หรือพูดสวนกระแส กลายเป็นหน้าที่โดยปริยายของคนที่อยู่หน้าจอ จนหลายครั้งดูเหมือนว่าพวกเขาจะเห็นแก่เงิน และสร้างแต่ความเกลียดชัง เพื่อเรียกกระแส

นั่นอาจจะถูกบ้าง ... แต่ไม่น่าจะใช่ทั้งหมด เสียงของตำนานลูกหนังหลายคนที่ผันตัวมาเป็นกูรู บอกว่าสิ่งที่พวกเขาพูด พวกเขาพูดมาจากความรู้สึกจริง ๆ และเขาคิดว่าสิ่งที่พูดออกมาคือ "เสียงของมาตรฐานในอดีต"

"ผมได้ยินมาเยอะ ที่เห็นนักเตะและแฟนบอลบ่นออกมาว่า พวก "ตำนานนักเตะกำลังเล่นงานพวกเรา" คุณรู้ไหมล่ะ ทำไมเราถึงพูดแบบนั้น ? คำตอบไม่มีอะไรมากไปกว่าเพราะสิ่งที่เราเห็นมันแย่มากจริง ๆ ไงล่ะ"

"ผมที่เชียร์สโมสรมาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ มีเหตุผลอะไรที่จะแทงข้างหลังสโมสรที่ผมรัก ที่ผมพูดก็เพราะมันเป็นเรื่องห่วยแตกจริง ๆ" นิคกี้ บัตต์ อดีตนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มเล่า

 

เมื่ออดีตกลายเป็นไม้บรรทัดวัดปัจจุบัน

แม้ บัตต์ จะบอกว่าเป็นการทำงานด้วยความเคารพทุกฝ่าย พร้อมทั้งออกตัวแทนเพื่อน ๆ ของเขาอย่าง แกรี่ เนวิลล์, พอล สโคลส์ และ รอย คีน ว่า ทุกคนต่างก็พูดความจริงที่ไม่สามารถมีใครปฏิเสธได้ สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือผลงานของทีมเองนั่นแหละ

พวกเขาเป็นผู้ให้ความบันเทิงทางโทรทัศน์ พวกเขาพยายามอธิบายว่า อยากให้มองว่าแก่นแท้ของสิ่งที่พวกเขาพูดคือความจริง และสิ่งที่จะทำให้คำพูดของพวกเขามันออกรสออกชาติ ก็จำเป็นจะต้องหาประเด็นที่สังคมอยากรู้-อยากเห็น และชำแหละมันออกมาตรง ๆ แบบไม่ต้องกั๊ก ไม่ต้องเกรงใจ

ถ้อยคำเหล่านั้นอาจจะไปกระทบนักเตะยุคปัจจุบันที่ลงเล่นอยู่ แต่กลุ่มตำนานนักเตะหลายคนก็พูดคล้าย ๆ กันว่า หน้าที่ของนักฟุตบอลคือการเล่นฟุตบอลออกมาให้ดี สิ่งที่จะทำให้พวกเขาต้องเงียบปากได้ดีที่สุด คือการตอกหน้าด้วยผลงานมากกว่า นั่นคือความจริง และโลกฟุตบอลเป็นเช่นนั้นอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น คือตำนานหลายคน วัดนักเตะรุ่นใหม่ด้วยบริบทของยุคตัวเอง ต้องยอมรับว่าสำหรับตำนานเหล่านี้ พวกเขาเคยเล่นในยุคที่ โซเชียลมีเดียยังไม่รุมเร้า, ความกดดันจากแฟนบอลยังไม่มีถึง 24 ชั่วโมงต่อวัน และความผิดพลาดหนึ่งครั้ง ไม่ถูกตัดเป็นคลิปวนทั้งสัปดาห์

กลับกัน ในวันที่รับงานกูรู ทุกสิ่งที่พวกเขาพูด จะถูกนำมาเปิดซ้ำไปซ้ำมาและเปลี่ยนเป็นพาดหัวข่าว เพื่อนำไปแปะไว้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ยิ่งคำพูดนั้นมีอิทธิพลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะทีมที่ผลงานไม่ค่อยดีในช่วงหลังอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ต้องยอมรับว่า พวกเขาจะต้องเจอกับความกดดันจากสื่อมากเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี ความเห็นของพวกเขาที่ใส่ความเอ็นเตอร์เทนเข้าไป มักถูกปนเปื้อนด้วย "อีโก้" ของความเป็นตำนาน ความรู้สึกว่า "สิ่งที่เราสร้างมา กำลังถูกทำให้ด้อยค่า" การจวกจึงไม่ใช่แค่การวิเคราะห์ฟุตบอล แต่ถูกมองว่าเป็นการปกป้องตัวตนในอดีตของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว

ซึ่งท้ายที่สุด เมื่อรุ่นน้องออกมาตอบโต้ คำพูดของเหล่าตำนาน ก็เรียกได้ว่าเป็นการสานต่อกระแส เป็นที่ถูกใจของสื่อ ทำให้สื่อทุกเจ้าได้ยอดเอ็นเกจเมนต์แบบที่พวกเขาต้องการ ... โลกของกีฬามันเป็นแบบนี้ไปแล้ว และต่อจากนี้ก็จะมีตำนานของแต่ละทีมออกมาเป็นตัวเรียกแขกมากขึ้นเรื่อย ๆ ในวันที่อดีตทีมของพวกเขาเริ่มมีผลงานตกต่ำหรือผลงานแย่

โลกฟุตบอลเปลี่ยนแปลงไปโดยสมบูรณ์ คุณหยุดปากของคนบนหน้าสื่อไม่ได้ ... ทางเดียวที่เหลือที่นักฟุตบอลรุ่นนี้จะทำได้คือการ "จบที่เราเบาที่สุด" เท่านั้น

 

ในโลกที่เสียงดังเกินไป

คำถามสำคัญคือ เมื่อนักเตะรุ่นใหม่ตกเป็นเป้า พวกเขาควรทำอย่างไร ? ... แน่นอน มันยากมากที่จะสลัดคำพูดแย่ ๆ ที่คนอื่นพูดถึงคุณออกจากสมอง ทว่าสิ่งนี้มันคือหน้าที่ และความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาต้องพยายามตัดมันทิ้งออกไปให้ได้ แม้มันจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญจริง ๆ ก็ตาม

ประการแรก พวกเขาอาจะจะต้องแยกระหว่าง "คำวิจารณ์" กับ "อารมณ์" ออกจากกันก่อน บางครั้งคำด่าก็ซ่อนความจริงที่ไม่ได้ไร้สาระเลย กลับกันมันอาจจะดีด้วยซ้ำ ถ้าคุณตกผลึกคำพูดเหล่านั้นได้ด้วยสมาธิและความมุ่งมั่นของตัวเอง เลือกเก็บแต่ "สาร" และโยนคำว่า "อารมณ์" ทิ้งไป

ขณะที่อีกสิ่งที่นักฟุตบอลรุ่นปัจจุบันควรทำมาก ๆ ก็คือการเลือกที่จะไม่ต่อสู้ผ่านโซเชียลมีเดีย การโพสต์ตอบโต้ด้วยโพสต์หรือสตอรี่ ... สิ่งเหล่านี้แทบไม่เคยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เรื่องคลาสสิกของฟุตบอลไม่ว่าจะยุคไหนก็คือ "คำตอบในสนาม" คือสิ่งที่เสียงดังที่สุดเสมอ

และท้ายที่สุด แน่นอนว่าเมื่อคุณเกิดในยุคที่โซเชียลมีเดียพุ่งตรงถึงคุณตั้งแต่ลืมตาตื่นเช้า คุณต้องพยายามอยู่กับมันให้ได้ และจะดียิ่งกว่าถ้าคุณเอาประโยชน์จากมันไปใช้ ... เพราะคำวิจารณ์หรือคำด่าก็เหมือนสิ่งอื่น ๆ บนโลกนี้ที่มีสองด้านเสมอ ไม่มีอะไรที่ดีเพอร์เฟ็กต์ 100% และไม่มีอะไรที่แย่จนหาประโยชน์ไม่ได้

ในเมื่อที่สุดแล้ว สิ่งที่จะทำให้ตำนานที่ด่าเสียงดังเงียบไปได้ก็คือ พวกเขาได้เห็นความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ฟอร์มดีนัดเดียว แต่คือการยืนระยะภายใต้แรงกดดัน ทำให้ทีมชนะต่อเนื่อง ให้บรรยากาศแห่งความสุขกลับสู่แฟนบอลทุกคน เพราะตำนานเหล่านี้ก็ไม่ต่างกับแฟนพันธุ์แท้ของสโมสร ... เมื่อทีมชนะ เล่นดี มีแชมป์ พวกเขาก็จะมีความสุขไปด้วย

การที่ตำนานนักเตะออกมาวิจารณ์รุ่นน้องผ่านสื่อ ไม่ได้มีคำตอบเดียวว่าตั้งใจด่า หรือมาตามหน้าที่ บางคนพูดเพราะอาชีพ บางคนพูดเพราะห่วง และบางคนพูดเพราะยังวางอดีตไม่ลง

ในยุคโซเชียลมีเดีย เสียงเหล่านี้จะไม่หายไป มีแต่จะดังขึ้น และเร็วขึ้น คำถามจึงไม่ใช่ใครด่าแรงที่สุด แต่คือใครรับมือกับเสียงเหล่านี้ได้ดีที่สุดต่างหาก

และสุดท้าย นักเตะที่ยิ่งใหญ่จริง ไม่ใช่คนที่ไม่เคยโดนตำนานวิจารณ์ แต่คือคนที่เปลี่ยนคำวิจารณ์ให้กลายเป็นบทพิสูจน์บนสนามได้ ... นั่นแหละ ผู้ชนะที่แท้จริง

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.nytimes.com/athletic/6969629/2026/01/17/man-utd-gary-neville-roy-keane-pundit/
https://www.nytimes.com/athletic/5932487/2024/11/20/football-punditry-lineker-neville-carragher/
https://www.bbc.co.uk/bitesize/articles/zjrgpg8
https://comicus.co.uk/history-of-british-football-tv-coverage-punditry-the-sky-revolution/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

วัชพงษ์ ดวงแปง

Main Stand's Backroom staff

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand