
ในวันที่ทั้งคู่พบกัน เหมือนคู่รักที่ดวงชะตาแสนจะสมพงษ์ เรอัล มาดริด ต้องการคนหนุ่มฝีมือดีที่พิสูจน์ตัวเองแล้วเข้ามาคุมทีมต่อจาก คาร์โล อันเชล็อตติ
ขณะที่ ชาบี อลอนโซ่ ก็สะสมวรยุทธ์จนกลายเป็นโค้ชเนื้อหอมเบอร์ต้น ๆ แห่งยุโรป ... ทั้งคู่รู้จักกันดี มีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักเตะ และแล้วพวกเขาก็ร่วมทางกัน
แต่เส้นทางที่ใครก็คิดว่าจะไปได้สวย กลับจบลงอย่างรวดเร็วภายในเวลา 232 วัน ด้วยข้อความที่บอกเป็นนัย ๆ ว่า "เลิกกันเถอะ"
ความผิดพลาดของเรื่องนี้มันอยู่ตรงไหน ? หาคำตอบกับ Main Stand
ไอเดียมากมาย ความหมายไม่เวิร์ก
ฟุตบอลของ ชาบี อลอนโซ่ ได้รับคำชมไปทั่วทั้งโลกจากการพา ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น คว้าแชมป์ บุนเดสลีกา แบบไร้พ่าย ก่อนจบซีซั่น 2023-24 ด้วยการแพ้แค่เกมเดียว และมีแชมป์ เดเอฟเบ โพคาลอีก 1 รางวัล
เอ่ยมาแค่นี้ก็ชัดเจนว่าสิ่งที่เขาทำไม่ใช่เรื่องฟลุกอย่างแน่นอน ฟุตบอลของเขาสรุปจบง่าย ๆ ให้เข้าใจใน 1 บรรทัดว่า "เล่นฟุตบอลด้วยระบบที่เน้นความกระชับ เพรสซิ่งสูงตลอดทั้งเกม และช่วยกันเล่นเกมรับทั้งทีม" ซึ่งจะว่าไปก็ตรงตามหลัก "โมเดิร์นฟุตบอล" จ๋า ๆ เป็นการเล่นที่ทุกทีมอยากจะได้

บอร์ดบริหารของ มาดริด เลือก อลอนโซ่ ก็เพราะฟุตบอลที่เป็นระบบของเขานี่แหละ พวกเขาต้องการเปลี่ยนจากฟุตบอลที่พึ่งพาความสามารถของนักเตะเป็นหลัก แข้งสตาร์ถูกวางกรอบกว้าง ๆ ให้สามารถใส่จินตนาการ และเล่นได้ตามใจในแบบของตัวเอง กลายเป็นความล้มเหลวในช่วงท้าย ๆ ในยุคของ อันเชล็อตติ ... ดังนั้นพวกเขาต้องการสู้ด้วยระบบที่แน่นอน และ อลอนโซ่ คือคนที่มีคัมภีร์นั้นอยู่ในมือ
"สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนสำหรับผมคือ เราต้องช่วยกันเล่นเกมรับ ผู้เล่นทั้ง 11 คนต้องมีส่วนร่วม" ชาบี อลอนโซ่ กล่าวไว้ตอนที่เขาประเดิมคุมทีมในฟุตบอลสโมสรชิงแชมป์โลก 2025
"พวกเขาต้องรวมพลังกันและรู้วิธีการกดดันคู่แข่ง ถ้าไม่มีสิ่งนั้น มันจะยากมาก และนั่นคือเหตุผลที่เราทุกคนต้องมีส่วนร่วม วินิ จูเนียร์, เบลลิงแฮม, วัลเวร์เด้, เอ็มบัปเป้ และคนอื่น ๆ ที่อยู่แนวหน้า รวมถึงแนวรับก็ต้องดันขึ้นมาพร้อม ๆ กันด้วย ยิ่งเราอยู่ใกล้กันมากเท่าไหร่ ระยะห่างระหว่างเราก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น สิ่งแรกที่ผมพูดคือ เราต้องปรับปรุงช่องว่างและวิธีการโจมตีและป้องกันของเรา"
แต่ถึงแม้จะพยายามพูดเท่าไหร่ ทรงบอลที่หวังไว้ก็ไม่เคยมาถึง นักเตะเก่งระดับท็อปในทีมแม้จะมีมากมายหลายคน แต่ระบบของเขาก็ไม่เคยถูกติดตั้งอย่างเป็นทางการที่นี่ เต็มที่ก็มีแค่ชั่วคราว ประเดี๋ยวประด๋าว ในเกมสำคัญ ๆ เกมใหญ่ ๆ ที่ปลุกไฟให้เหล่าสตาร์ของทีมรีดศักยภาพที่มีออกมาใช้จนหมด ... ซึ่งเกมลักษณะนี้ในยุคของ อลอนโซ่ มีน้อยมาก

แม้ Win rate หรืออัตราการชนะของ ชาบี อลอนโซ่ ตอนที่คุมทีม มาดริด จะมากกว่า 70% แต่ปัญหาคือ ที่ มาดริด คุณจะมีอัตราการชนะกี่ % ไม่สำคัญเท่า คุณยังเป็นตัวเต็งลุ้นแชมป์หรือเปล่า ? คุณมีอันดับในตารางเหนือกว่าคู่ปรับอย่าง บาร์เซโลน่า หรือไม่ ? และที่เพิ่มมาอีกอย่างคือ เป้าหมายที่คุยกันไว้ว่าจะทำให้ทีมเป็นระบบ ภาพนั้นมันเข้าใกล้ความจริงมากแค่ไหน ? ซึ่งถ้าวัดจากสิ่งเหล่านี้ไม่แปลกเลยที่ อลอนโซ่ จะต้องตกงาน เพราะตอนนี้นอกจาก "วินเรต" แล้ว มาดริด ในมือของเขาดูจะมีปัญหา
ทีมยังคงไม่มีระบบเหมือนเดิม ใช้พรสวรรค์ของนักเตะเป็นตัวจุดประกายสู่ชัยชนะ จนสื่อหลายเจ้าแซวว่า "ไม่เห็นต่างจากตอนที่ อันเชล็อตติ คุมทีมเลย" ... อะไรที่ทำให้ระบบของเขาไม่สามารถติดตั้งที่นี่ได้ ? เราทุกคนต่างรู้ คำตอบอยู่ที่ชื่อของสโมสร เพราะที่นี่คือ เรอัล มาดริด สโมสรฟุตบอลที่ไม่มีสโมสรใดเหมือน
พังตั้งแต่ก้าวแรก
มาดริด เป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีแนวคิดเพื่อความเป็นเลิศเท่านั้น ทุกอย่างเดินเป็นเส้นตรง เป้าหมายง่าย ๆ คือลงแข่งรายการไหน ต้องเป็นแชมป์รายการนั้น ซึ่งทัศนคติแบบนี้นี่แหละที่ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่คว้าความสำเร็จมากมายนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จก็มาพร้อมกับ "อีโก้" (ความถือตัวเองเป็นสำคัญ) ที่เปรียบเสมือนเป็น DNA ของสโมสรแห่งนี้ไปแล้ว

เมื่อคุณเข้าไปในห้องแต่งตัวของ เรอัล มาดริด คุณจะเห็นนักเตะระดับแถวหน้าของโลกเรียงรายกันมากมาย นักเตะเหล่านี้สามารถเป็น 11 ตัวจริงของทีมไหนก็ได้ในโลกนี้ นั่นแสดงให้เห็นถึงคุณภาพที่พวกเขามี ... แต่สิ่งสำคัญที่ซ่อนลึกยิ่งกว่านั้นสำหรับงานโค้ชที่ เรอัล มาดริด คือ คุณจะทำให้ยังให้เหล่า "หัวแถว" ยอมเล่นเพื่อคุณ ยอมเชื่อภาพในหัว หรือไอเดียที่คุณมี ซึ่งไม่ใช่งานที่ง่าย และหลายคนก็สอบตกตรงนี้
ชาบี อลอนโซ่ พาฟุตบอลของเขามาที่นี่ และมีปัญหากับการทำให้นักเตะในทีมเล่นเกมรับด้วยกันทั้งทีม คุณไม่ได้มีนักเตะอย่าง โฟลเรียน เวียร์ตซ์, วิคเตอร์ โบนิเฟซ หรือ พาทริค ชิค แต่คุณมี คีลิยัน เอ็มบัปเป้, วินิซิอุส จูเนียร์ และ จู๊ด เบลลิงแฮม เหล่านักเตะระดับอีลิทที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีอิทธิพลในห้องแต่งตัว ... ไม่รู้ว่า อลอนโซ่ พูดคุยกับพวกเขาเหล่านี้แบบไหน ทำไมนักเตะจึงไม่ตอบสนองแนวทางของเขามากนัก ชนิดที่ว่านักวิจารณ์จาก ESPN ถึงกับอธิบายความโกลาหลนี้ว่า "ตั้งแต่ ชาบี อลอนโซ่ เข้ามาคุม เรอัล มาดริด ยังไม่มีเกมไหนที่ทำให้ มาดริด ดูมีระบบเหมือนกับ เลเวอร์คูเซ่น ได้"
มิเกล เดลานี่ย์ นักเขียนของ Independent อ้างว่าเขาได้สัมภาษณ์กับคนวงในของ มาดริด ไม่ว่าจะเป็นระดับบริหาร หรือนักเตะในทีม และสิ่งที่เขาได้ยินมาคือ อลอนโซ่ มีปัญหาในการปกครอง หรือ "เอาห้องแต่งตัวไม่อยู่" จริง ๆ
"คนวงในห้องแต่งตัวของทีมคนหนึ่งพูดกับผมว่า 'ไม่มีใครชอบเขา (อลอนโซ่) เลย' ผมเข้าใจว่านี่คือความคิดของคนที่อยู่คนละฝั่งกับเขา แต่คุณเข้าใจไหมล่ะ ? สิ่งนี้มันสะท้อนให้เห็นว่า อลอนโซ่ เจอปัญหาในการปรับตัวเข้ากับทีมตั้งแต่แรก และแนวคิดด้านฟุตบอลของเขาไม่ได้รับการยอมรับจากนักเตะเลย"
"คุณจะเห็นได้ว่าเขาเองก็เริ่มจะหมดความอดทน เขาจึงต้องให้โอกาสกับดาวรุ่งอย่าง ฟรังโก้ มาสตันตูโอโน่, อาดาร์ กือแลร์ และ กอนซาโล่ การ์เซีย ทำไมน่ะเหรอ ? ก็พวกเขาสอนง่ายกว่า และที่ มาดริด เมื่อคุณเลือกทำแบบนี้ มันหมายถึงคุณแสดงอาการการเล่นการเมืองภายในกับนักเตะระดับสตาร์ในทีมนั่นแหละ" และด้วยความว่า "ที่นี่ มาดริด ถ้าคุณแพ้ คุณก็ไปซะ" มันง่าย ๆ แบบนั้นเลย

ผลงานที่ย่ำแย่ในช่วงหลัง ไม่ว่าจะวัดจากผลการแข่งขัน หรือทรงบอล ทุกอย่างมันชัดเจนว่า ไอเดียของ อลอนโซ่ เป็นได้แค่ภาพในจินตนาการ ที่ มาดริด ... กรอบกว้าง ๆ ที่ อันเชล็อตติ เคยมอบให้พวกเขา ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับกรอบของระบบ อลอนโซ่ ที่ต้องอาศัยความฟิต ความขยัน และความเสียสละ มันเป็นกรอบที่แคบกว่ามาก มากจนทำให้เหล่าแข้งเทพของ มาดริด ต้องอึดอัด ยืนยันได้จากการมีข่าวเชิงลบระหว่าง วินิซิอุส จูเนียร์ กับ อลอนโซ่ ในช่วง 1 เดือนก่อนหน้านี้ และล่าสุดก่อนเขาโดนไล่ออก ที่ เอ็มบัปเป้ ตัดสินใจ "สั่งเพื่อนแทนโค้ช" จนเป็นคลิปวิดีโอไวรัล
เมื่อผลการแข่งขันไม่ได้ ทรงบอลไม่มา แถมการปกครองห้องแต่งตัวก็ล้มเหลว ... สุดท้ายการแยกทางก็ถูกตัดสินอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งการเปิดเผยแบบทิ้งท้ายจากการรายงานของสื่ออย่าง Cadena SER ที่อ้างคำพูดของ อลอนโซ่ ในเชิงที่ว่า "เมื่อบอร์ดบริหารถือหางนักเตะมากเกินไป เข้าข้างนักเตะอยู่เสมอ มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีโค้ชคนไหนเข้ามาควบคุมห้องแต่งตัวได้" นี่คือการสะท้อนปัญหาที่ อลอนโซ่ มองเห็นอย่างแท้จริง
มาดริด ก็คือ มาดริด
มาดริด เป็นสโมสรที่ไม่มีสูตรความสำเร็จตายตัวเหมือนกับทีมอื่น ๆ มันไม่ใช่เรื่องของ "โค้ชเก่ง = ประสบความสำเร็จ" เสมอไป เพราะโค้ชชื่อดังฝีมือดีหลายคนก็มาเสียผู้เสียคนที่นี่ก็ไม่น้อย
ดังนั้นการที่ใครสักคนจะมาที่นี่และทำงานโค้ชให้เข้าเป้าตามที่ตกลงกับบอร์ดบริหาร จะต้องมีคุณสมบัติหลายอย่าง ความเก่งกาจต้องมีแน่ ๆ แล้วหนึ่ง ... แต่ส่วนอื่น ๆ ก็ต้องทำตัวเองให้ได้รับการยอมรับจากลูกทีม และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ คุณต้องอ่านเกมการเมืองในทีมให้ขาด เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นในถิ่น เบอร์นาเบว เสมอ แล้วโค้ชแบบไหนล่ะที่จะสามารถรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในข้างต้นได้ ?

ประการแรก ต้องเข้าใจก่อนว่า นักเตะของ มาดริด คือระดับหัวแถวทั้งนั้น ไล่กวาดรางวัลกันมามากมายทั้ง บัลลงดอร์, แชมป์โลก และแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก
ดังนั้นนักเตะพวกนี้ไม่รอให้โค้ชพิสูจน์ตัวเอง 2–3 ปี พวกเขาตัดสินคุณตั้งแต่วันแรกว่าคุณเคยผ่านอะไรมาบ้าง เคยได้แชมป์อะไรมาบ้าง ซึ่งมันสำคัญจริง ๆ ที่โค้ชของ มาดริด จะต้องเป็นคนที่คว้าแชมป์ระดับทวีป, เคยคุมทีมที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ หรือเป็นตำนานชนิดขึ้นหิ้ง ตัวอย่างเช่น อันเชล็อตติ และ ซีเนดีน ซีดาน ที่เข้ามาทำแล้วประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังไร้ปัญหาในห้องแต่งตัวด้วย
ไม่ได้บอกว่า อันเชล็อตติ และ ซีดาน คือที่สุด และต้องเป็น 2 คนนี้เท่านั้น แต่มันคือการยกตัวอย่างของโค้ชที่บริหารซูเปอร์สตาร์เป็น ไม่ใช่พยายามควบคุมทุกอย่าง พวกเขามีทั้งการเอาน้ำเย็นลูบก่อนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว ที่สำคัญ ทั้ง 2 คนนี้ไม่ได้วางระบบที่บีบนักบอลจนเกินไป แต่พวกเขาสามารถสร้างระบบที่รองรับความสามารถนักเตะในทีมได้ดี ... ว่าง่าย ๆ พวกเขาคือ โค้ชที่มีปรัชญาฟุตบอลของตัวเอง แต่ไม่ได้ยึดติดกับสิ่งนั้นจนพาทีมพังไปด้วย
ส่วนการเล่นการเมืองในห้องแต่งตัว อาจจะไม่มีสูตรสำเร็จที่บอกให้ใครทำก็ได้ แต่จากประวัติศาสตร์มันบอกว่า เมื่อคุณคุมทีม เรอัล มาดริด และมีนักเตะที่เก่งมาก ๆ อยู่รวมกัน คุณต้องเข้าใจว่า คุณต้องบริหารสตาร์เหล่านี้ให้ดี โดยไม่ใช่การควบคุมหรือใช้ไม้แข็งกับพวกเขาตลอดเวลา เหมือนที่ อันเช่ ได้รับการยกย่องว่า "คุมห้องแต่งตัวได้โดยไม่ใช้เสียงดัง"

ดูเหมือนว่าความยากในการเป็นกุนซือของ เรอัล มาดริด ในเวลานี้คือ มาดริด ไม่ได้ต้องการโค้ชที่เป็นนักปฏิวัติฟุตบอล แต่ต้องการ ผู้นำที่ทำให้ซูเปอร์สตาร์เชื่อว่า "ถ้าเดินตามคนนี้ เราจะชนะ" ... ซึ่งจะเป็นใครนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบอร์ดบริหารของ มาดริด ที่ผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาบ่อย จนสิ่งที่เกิดขึ้นกับ อลอนโซ่ ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยสำหรับสโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้
แหล่งอ้างอิง
https://www.nytimes.com/athletic/6954080/2026/01/12/real-madrid-xabi-alonso-sacked-analysis-tactics/
https://www.independent.co.uk/sport/football/xabi-alonso-sacked-real-madrid-premier-league-managers-b2899365.html
https://www.espn.co.uk/football/story/_/id/47591517/xabi-alonso-wasnt-perfect-sacking-ignores-real-madrid-florentino-perez-real-problems
https://www.nytimes.com/athletic/6965374/2026/01/13/real-madrid-xabi-alonso-sacking-florentino-perez-power/