
ตลอดหลายฤดูกาลที่ผ่านมา หากมีหนึ่งคู่แข่งที่ทำให้ อาร์เซนอล ของ มิเกล อาร์เตต้า ดูไม่เหมือนอาร์เซนอลที่เราคุ้นเคย ทีม ๆ นั้นคือทีมอย่าง ลิเวอร์พูล
ทำไม อาร์เซนอล ที่แข็งแกร่ง ปราดเปรียว และเหนียวแน่น กลับกลายเป็นทีมที่กล้าได้กล้าเสียน้อยลง จนเล่นดูผิดธรรมชาติจากที่เราคุ้นเคยไป กลายเป็นคำถามว่า …
นี่คือการเคารพแท็กติกคู่แข่งอย่างมีเหตุผล หรือจริงๆ แล้วคือความกลัวที่แทรกซึมอยู่ลึกกว่านั้น ? หาคำตอบกับ Main Stand
ลิเวอร์พูลคือ "ฝันร้ายเชิงโครงสร้าง" ของอาร์เซนอล
หากมองย้อนกลับไปของต้นกำเนิดทีมชุดปัจจุบันของ อาร์เซนอล และ ลิเวอร์พูล คุณจะสามารถพบได้ว่า หงส์แดง เป็นทีมที่ตั้งหลักและมีโครงสร้างที่ชัดเจนมาตั้งแต่ยุคของ เยอร์เก้น คล็อปป์ หรือถ้าจะเอาตัวเลขชัด ๆ ก็ต้องบอกว่า ลิเวอร์พูล มีโครงสร้างที่ชัดเจนมาตั้งแต่ราว 7-8 ปีก่อนแล้ว
แตกต่างกันกับ อาร์เซนอล ที่ได้ มิเกล อาร์เตต้า เข้ามาคุมทีมช่วงปลายปี 2019 และเริ่มวางรากฐาน ซ่อมแซมมาเรื่อย ๆ กว่าทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า พวกเขาคือ "ทีมหัวแถว" หรือเป็น "ทีมลุ้นแชมป์เต็มตัว" ก็เพิ่งช่วง 3 ปีหลังสุดเท่านั้น

การคุม อาร์เซนอล ของ อาร์เตต้า ครั้งแรกที่พบกับ ลิเวอร์พูล เกิดขึ้นช่วงท้ายฤดูกาล 2019-20 ที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม (ซึ่งล่วงเลยมาเตะในเดือนกรกฎาคมเพราะโควิด-19) ย้อนกลับไปในเวลานั้น อาร์เซนอล ยังเริ่มตั้งไข่ ปัญหาเรื่องคุณภาพของนักเตะยังมีในหลากหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะเกมรับ ซึ่งทำให้การที่พวกเขาเจอกับ "แชมป์ลีก" อย่าง ลิเวอร์พูล (ที่การันตีคว้าแชมป์ก่อนเกมที่เจอกันไม่นาน) นั้น อาร์เตต้า ต้องเล่นแบบผิดธรรมชาติฟุตบอลของเขา ที่เน้นเรื่องการครอบครองบอลเป็นหลัก และเปลี่ยนมาตั้งรับในแดนตัวเองอยู่แทบทั้งเกม
BBC บรรยายสถานการณ์การดวล ลิเวอร์พูล ครั้งแรกของ อาร์เตต้า ว่า "จุดอ่อนด้านเกมรับของ อาร์เซนอล ยังคงเป็นปัญหาที่รุมเร้าผู้จัดการทีมคนล่าสุดอย่าง อาร์เตต้า เขาเพิ่งจะแพ้ให้ สเปอร์ส มาในเกมล่าสุด แต่เกมนี้พวกเขามุ่งมั่นอย่างเต็มที่เพื่อเอาตัวรอดจากคู่แข่งที่แข็งแกร่งให้ได้"
"ลิเวอร์พูล บุกหนักในช่วงครึ่งหลัง บีบให้ อาร์เซนอล ไม่สามารถเอาบอลพ้นครึ่งสนามได้ แนวรับของอาร์เซนอลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักยังคงจัดระเบียบและทุ่มเทอย่างสุดกำลัง จนสุดท้ายพวกเขาก็เอาชนะทีมแชมป์ได้สำเร็จ"
จะบอกว่าเป็นชัยชนะที่เหนือความคาดหมายก็คงไม่เกินเลยไปนักหากเทียบน้ำหนักหมัดของทั้งคู่ในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อ อาร์เตต้า เริ่มสร้างทีมของเขาเป็นรูปเป็นร่าง ฟุตบอลที่ตั้งรับแล้วตีหัวเข้าบ้านแบบในเกมเจอกับ ลิเวอร์พูล ที่กล่าวไปก็แทบไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย ... ปรัชญาฟุตบอลของ อาร์เตต้า เริ่มทำงาน ทีมเริ่มเล่นได้เหนียวแน่น รวดเร็ว และแม่นยำมากขึ้น พวกเขาทำผลงานได้ดีขึ้น เก็บชัยชนะเหนือคู่แข่งได้เกือบทั้งลีก มีเพียงแต่ ลิเวอร์พูล เท่านั้นที่เจอเมื่อไหร่ ก็เหมือนงูเหลือมกับเชือกกล้วย ซึ่งนักวิจารณ์ของ BBC อย่าง ฟิล แมคนัลตี้ บอกว่า ลิเวอร์พูลคือ "ฝันร้ายเชิงโครงสร้าง" ของอาร์เซนอล
สิ่งที่ยืนยันคำพูดนั้นของกูรูลูกหนังคือ "สถิติและตัวเลข" เพราะหลังจากชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 ในเกมแรกได้ จากนั้นในการเจอกันอีก 11 ครั้งในทุกรายการ อาร์เซนอล ชนะ ลิเวอร์พูล ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น (เสมอ 3 แพ้ 7 มีเกมที่ยิง ลิเวอร์พูล ไม่ได้ถึง 5 เกม และเสียประตูมากถึง 17 ลูก)

ชัยชนะที่ปลดแอกต้องรอถึงการแข่งขันในฤดูกาล 2022-23 ที่ ณ เวลานั้น อาร์เซนอล แข็งแกร่งขึ้นมาก ส่วน ลิเวอร์พูล ก็โรยราลงจากขุมกำลังที่เริ่มผลัดใบ
เจาะลงไปให้ลึกกว่าสถิติ คือทีมคนหนุ่มอย่าง อาร์เซนอล ที่เน้นครองบอล ต่อบอลจากแดนหลัง ดันฟูลแบ็กเข้าครึ่งสนาม และเซ็นเตอร์แบ็กเปิดพื้นที่ด้านหลัง มันดันไปเข้าทางเจ้าพ่อฟุตบอลไดเร็กต์ที่มีประสบการณ์ในเกมใหญ่ ๆ เยอะมากอย่าง ลิเวอร์พูล หลายประตูที่ หงส์แดง สอยตาข่าย อาร์เซนอล ในช่วง 3-4 ปีแรกที่ อาร์เตต้า คุมทีม เกิดจากการเพรสซิ่ง และการเปลี่ยนจากรับเป็นรุกที่รวดเร็ว ใช้ความเร็วของปีกทำลายแนวรับที่ลอยสูง จากนั้นก็ลงโทษจากความผิดพลาดของปืนใหญ่ในเสี้ยววินาทีแทบทั้งหมด (ลองเปิดเทปย้อนหลังในช่วงปี 2020-2023 ในการเจอกันของทั้ง 2 ทีมดูจะเห็นภาพมากขึ้น)
จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า อาร์เตต้า รู้ดีว่าถ้าเล่นตามธรรมชาติตัวเอง 100% จะเท่ากับเกิดความเสี่ยงในการเสียประตูมากขึ้น ... และมันเป็นธรรมดาที่เขาต้องพยายามหาทางแก้เรื่องนี้
เลือกที่จะเรียนรู้
อาร์เตต้า เป็นโค้ชที่หัวไว คิดอะไรซับซ้อน มีเหตุผลรองรับอยู่เสมอ เมื่อเขารู้ว่าการเปิดหน้าแลกเต็มตัวและเล่นแบบธรรมชาติ เป็นเหมือนการเปิดทางให้ ลิเวอร์พูล ได้สวนกลับ การเพลย์เซฟแบบในเกมล่าสุดที่เราเห็นจึงมักเกิดขึ้นบ่อย ๆ เวลาที่ อาร์เซนอล ต้องพบกับ ลิเวอร์พูล

แกรี่ เนวิลล์ กูรูของ Sky Sports เคยวิเคราะห์ในเกมที่ อาร์เซนอล บุกนำ ลิเวอร์พูล ถึง แอนฟิลด์ 2-0 ก่อนจะโดนตีเสมอ 2-2 ในฤดูกาล 2022-23 ซึ่งเป็นเกมที่ส่งผลต่อการสะดุดและพลาดคว้าแชมป์ลีกของ อาร์เซนอล ในซีซั่นนั้นว่า อาร์เซนอล เล่นด้วยความหวั่นใจมากกว่า ลิเวอร์พูล จนเลือกที่จะ "พยายามไม่แพ้ มากกว่าพยายามจะเอาชนะ" และเสียโอกาสสำคัญไป
ไม่ใช่แค่แกรี่ เนวิลล์ เท่านั้น คำวิจารณ์จากกูรูที่เป็นอดีตนักเตะหลายคนก็พูดคล้าย ๆ กัน พวกเขาพูดในเชิงที่ว่า อาร์เซนอล จะเล่นจังหวะบิลด์อัพที่ช้าลง, การจ่ายบอลแบบกล้าได้กล้าเสียลดลง และตัวริมเส้นก็ไม่กล้าเร่งเกม เลือกที่จะเล่นแบบชิงจังหวะ มากกว่าท้าดวล 1-1 กับคู่แข่ง แบบที่พวกเขามักจะใช้เป็นอาวุธในการพิชิตทีมอื่น ๆ เป็นประจำ
หากย้อนไปตอนที่ อาร์เตต้า เข้ามาใหม่ ๆ มันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ และอาจจะเป็นคำชมด้วยซ้ำหาก อาร์เซนอล เล่นแบบนี้และเก็บแต้มจาก ลิเวอร์พูล ได้ เพียงแต่ว่า อาร์เซนอล เปลี่ยนไปเยอะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น มีขุมกำลังที่พร้อมด้วยประสบการณ์ และพร้อมจะหมุนเวียน สร้างความแตกต่างในเกมได้มากมาย ... ดังนั้นหลายคนจึงคิดว่า พวกเขาคิดเยอะเกินไป เลือกที่จะเพลย์เซฟเกินปกติ และเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเองน้อยลง
มันอาจจะเป็นไปได้ว่า อาร์เซนอล ยุค อาร์เตต้า มี "ความทรงจำไม่ดี" กับ ลิเวอร์พูล สะสมมาหลายครั้ง พวกเขาเจอมาหลายรูปแบบแล้ว ทั้งเกมที่นำก่อนแล้วโดนยิงรัว ๆ, เกมที่กุมความได้เปรียบแต่แพ้ หรือเกมที่โดนเพรสจนเสียรูปเกม ทั้ง ๆ ที่เตรียมทำการบ้านก่อนเกมมาอย่างดี

สิ่งเหล่านี้อาจสร้าง "รอยแผลทางจิตวิทยา" ต่อให้เปลี่ยนตัวผู้เล่น แต่เรื่องเล่าในห้องแต่งตัวยังอยู่ มันทำให้เกิดความรู้สึกว่า "อย่าพลาดในเกมนี้ เพราะ ลิเวอร์พูล ลงโทษความผิดพลาดได้เสมอ"
มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะเป็นอีกครั้งที่สถิติฟ้องว่า อาร์เตต้า คุมทีมเจอ ลิเวอร์พูล ทุกรายการทั้งหมด 18 นัด เขาพาทีมเอาชนะได้แค่ 3 เกมเท่านั้น และถึงแม้จะเปลี่ยนจากยุคของ คล็อปป์ มาเป็น อาร์เน่อ ชล็อต ... อาร์เตต้า ก็ไม่สามารถเอาชนะได้เลยในการเจอกันทั้งหมด 4 นัด (เสมอ 3 แพ้ 1)
โดยรวมก็คือ อาร์เตต้า ไม่ได้อยากแค่เล่นตามระบบของตัวเอง แต่ต้องการ "ปิดจุดแข็ง ลิเวอร์พูล ให้ได้ก่อน" นั่นอาจจะทำให้แฟนบอลของปืนใหญ่รู้สึกหงุดหงิด เพราะตอนนี้ ลิเวอร์พูล แทบจะเป็นทีมเดียวที่พวกเขารู้สึกว่า "ชนะยากที่สุด" ทั้ง ๆ ที่ทีมปืนใหญ่ตอนนี้ขุมกำลังพร้อมสรรพ มีทีเด็ดทั้งเกมรับเกมรุก ทำไมพวกเขาไม่เปิดหน้าแลกไปเลย ... ซึ่งหากลองเดาใจ มิเกล อาร์เตต้า อาจจะมีคำตอบหนึ่งที่คุณสามารถเข้าใจเขาได้ ว่าเขาเพลย์เซฟยามเจอกับ ลิเวอร์พูล ไปเพื่ออะไร ?
เพราะฟุตบอลลีกคือเกมยาว
จะบอกว่า อาร์เตต้า และ อาร์เซนอล แพ้ทาง ลิเวอร์พูล ก็คงพูดได้ และสำหรับคำว่า "แพ้ทาง" อาจจะฟังดูแย่ในวูบแรกของความรู้สึก ทว่าความจริงก็คือ การไม่ชนะ ลิเวอร์พูล อาจเป็นปัญหาโลกแตก แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ อาร์เซนอล ยังไม่สามารถครองแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในยุค อาร์เตต้า ... ซึ่งในระหว่างที่ปัญหาเรื่อง "เอาชนะ ลิเวอร์พูล" ยังแก้ไม่ได้ อาร์เตต้า ก็ไม่ได้อยู่เฉย เขาแก้ปัญหาอื่น ๆ ไปได้ไม่น้อย

อาร์เซนอล ในวันนี้ กับ อาร์เซนอล ใน 5-6 ปีที่แล้วเปลี่ยนไปเยอะมาก ตอนนี้พวกเขาเป็นทีมที่เล่นเกมรับได้เหนียวแน่นที่สุดในพรีเมียร์ลีก โดยมีสถิติยืนยัน 2 ฤดูกาลซ้อน, ขณะที่ส่วนของเกมรุก แม้จะยังพูดว่าเบอร์ 1 ได้ไม่เต็มปาก แต่ก็ต้องบอกว่าอยู่ในระดับท็อปของลีกเช่นกัน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการเสริมทัพที่เข้าเป้า การมีระบบและปรัชญาการเล่นที่ชัดเจน โค้ชสามารถสะท้อนสิ่งที่อยู่ในหัว ให้นักเตะเห็นภาพเดียวกันได้ และแน่นอนว่าตอนนี้หากมองอย่างไม่อคติ อาร์เซนอล คือทีมที่สามารถเอาชนะได้ทุกทีมในโลก
อาร์เตต้า แก้ปัญหาได้มากมายหลายจุดตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาการเล่นไม่เป็นธรรมชาติในการเจอกับ ลิเวอร์พูล ก็ยังแก้ไม่หาย ... ทว่าคุณลองคิดดูดี ๆ ว่ามันใช่เรื่องใหญ่ขนาดคอขาดบาดตายหรือไม่ ? คำตอบก็คือ มันไม่ใช่ปัญหาระดับโลกแตกขนาดนั้น
แม้ อาร์เซนอล จะไม่สามารถเอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้เลยแม้กระทั่งเข้าสู่ยุคของ ชล็อต แต่คุณต้องไม่ลืมว่า ฟุตบอลลีกคือเกมยาว ที่วัดกันเรื่องความสม่ำเสมอ และในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า อาร์เตต้า ทำผลงานในการเจอกับ ลิเวอร์พูล ได้ดีขึ้นมาก จากแต่ก่อนหนักไปทางแพ้ บางเกมแพ้แบบยิงไม่ได้แถมโดนยิงเละ ตอนนี้พวกเขาเริ่มแพ้เฉียดฉิว และเก็บผลเสมอได้มากขึ้น และหากจะมองไปที่รูปเกม อาร์เซนอล ไม่ได้เป็นรอง ลิเวอร์พูล เหมือนในอดีตแล้ว
ความเก่งกาจและประสบการณ์ที่สูสีกัน ทำให้การเจอกันของทั้ง 2 ทีมไม่ได้เหมือนหนังบู๊ที่เปิดหน้าแลกซัดกันหมัดต่อหมัด หากจะมองให้แฟร์ ตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องของต่างฝ่าย ต่างพยายามเล่นอย่างรัดกุมปลอดภัยทั้งคู่ ไม่แพ้ไว้ก่อนเป็นอันดี อย่างน้อย 1 แต้ม และการไม่แพ้ ก็ยังรักษาโมเมนตั้มและสภาพจิตใจในห้องแต่งตัวได้
การเจอกันของทั้งคู่ตอนนี้ เป็นเหมือนเกมหมากรุกที่ต้องชิงไหวชิงพริบ ชิงจังหวะกันแบบช็อตต่อช็อต ดังนั้น อาร์เซนอล ที่ในอดีตมักจะเดินหมากพลาดในเกมแห่งความกดดันและสมาธิ จึงเลือกที่จะสงบนิ่งมากขึ้น และไม่แปลกเลยที่พวกเขาจะเลือกวิธีนี้ เพราะตอนนี้ อาร์เซนอล ไม่จำเป็นจะต้องครองบอลตลอดเพื่อหาโอกาสทำประตูแล้ว พวกเขามีทีเด็ดจากการเปลี่ยนรับเป็นรุกที่รวดเร็วแม่นยำ เหนือสิ่งอื่นใดคือการเป็น "ราชาลูกตั้งเตะ" ที่สามารถลุ้นเปลี่ยนผลการแข่งขันได้เสมอ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ไม่แปลกเลยที่พวกเขาจะมั่นใจและขอเลือกยกการ์ดสูง รอจังหวะปล่อยหมัดน็อก มากกว่าที่จะเปิดหน้าแลกแล้วปล่อยหมัดแย็บรัว ๆ เพื่อหวังเอาชนะคะแนน
และท้ายที่สุด ต่อให้พวกเขาเอาชนะ ลิเวอร์พูล ไม่ได้ แต่การเสมอก็ไม่เสียหาย เพราะ อาร์เซนอล ตอนนี้เป็นทีมที่มีความสม่ำเสมอ พลาดยาก และมักจะเก็บ 3 แต้มได้แบบไม่ตกหล่น โดยเฉพาะยามที่เจอกับทีมเล็กกว่า ซึ่งต้องบอกตรง ๆ ว่า ณ ตอนนี้ การกระทำลักษณะนี้ แทบจะมีพวกเขาทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกที่ทำได้ด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่นำ แมนฯ ซิตี้ ถึง 6 แต้มในเวลานี้
มันไม่ใช่เรื่องของความกลัว เพราะการเคารพคู่แข่งคือสิ่งจำเป็น ทั้งหมดนี้คือเรื่องของการวางแท็กติก การคาดการณ์ การเลือกวิธีสู้แบบอดทน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบเช่นนี้ การเสมอกับ ลิเวอร์พูล อาจจะเป็นแค่เกม ๆ หนึ่งเท่านั้น ตราบใดที่พวกเขายังคงรักษาฟอร์มอันยอดเยี่ยมแบบนี้ไปได้จนจบซีซั่น ...
ซึ่งจุดนี้ต่างหากคือบททดสอบที่แท้จริง และเป็นสิ่งที่ อาร์เตต้า และลูกทีมของเขาต้องการพิสูจน์ตัวเองมากที่สุด เหนือทุก ๆ คำถาม รวมถึงเรื่องของการแพ้ทาง ลิเวอร์พูล ด้วย
แหล่งอ้างอิง
https://www.empireofthekop.com/2026/01/08/mikel-arteta-arsenal-3/
https://www.aiscore.com/head-to-head/soccer-arsenal-vs-liverpool
https://www.bbc.com/sport/football/53330142
https://biggamebigplayer.com/liverpool-vs-arsenal-2025-why-artetas-tactics-still-hold-arsenal-back
https://sports.yahoo.com/article/pundits-criticise-arsenal-approach-crucial-183002313.html