ชื่อของ โจนาธาน วู้ดเกต มักจะถูกจดจำในฐานะนักเตะจอมเจ็บที่ฝากผลงานสุดเลวร้ายไว้ให้กับ เรอัล มาดริด ในยุค กาลาติกอส
ทว่าบนเส้นทางอาชีพอันยาวนาน เขาได้ค้นพบว่าปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้เขากลายเป็นจอมเจ็บ และถูกจัดอยู่ในลิสต์การซื้อขายยอดแย่ของ มาดริด นั้น เกิดขึ้นจากจุดนี้
เมื่อเขามีเวลานั่งทบทวนเรื่องราวทั้งหมด เขาจึงพบคำตอบที่สามารถเอาไปปรับใช้ได้กับทุกอาชีพในโลก
ติดตามเรื่องทั้งหมดกับ Main Stand
วันเดอร์คิด
ถ้าคุณติดตามข่าวสารฟุตบอลมาโดยตลอด และชอบอ่านเรื่องราวในอดีต คุณคงเคยได้ยินเรื่องราวของทีมคนหนุ่มที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเกาะอังกฤษ
ทีมนั้นก็คือ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในช่วงยุค 2000s ที่เรียกได้ว่า "สดจัด" เพราะเต็มไปด้วยนักเตะอายุ 20 ต้น ๆ และบางคนก็อยู่ในวัยทีนเอจ แถมกุนซือก็ยังเป็นคนที่เพิ่งจับงานคุมทีมมาได้ไม่นานอย่าง เดวิด โอเลียรี่
ภายใต้ทีมคนหนุ่มที่เต็มไปด้วยเด็กวัยรุ่นใจร้อน มี 1 คน ที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด นั่นก็คือ โจนาธาน วู้ดเกต นักเตะกองหลังชาวอังกฤษที่ได้ชื่อว่า "เยือกเย็นเกินอายุ" และมีชั้นเชิงในการเล่นฟุตบอลที่แตกต่างกับกองหลังอังกฤษสไตล์โบราณในยุคนั้นอย่างสิ้นเชิง
ตัวของ วู้ดเกต นั้น เติบโตทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ ภายใต้ครอบครัวที่เชียร์ทีม มิดเดิลสโบรช์ กันทั้งบ้าน และตัวของเขาก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย และมันทำให้เขาได้เข้ามาเป็นสมาชิกของ เดอะ โบโร่ ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ
อย่างไรก็ตาม ความยอดเยี่ยมที่ไต่ระดับและแบกอายุในชุดเยาวชนมาหลายรุ่นทำให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในเวลานั้นที่มีนโยบายการทำทีมเพื่อยกระดับทีมในระยะยาวด้วยการสะสมนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดีสนใจ จนถูกดึงตัวมาร่วมทีมตอนอายุ 16 ปี และพัฒนาฝีเท้าในระดับที่หนังสือพิมพ์ในยุคนั้นมักจะกล่าวถึงบ่อย ๆ ในฐานะ "กองหลังชั้นดีคนต่อไปของฟุตบอลอังกฤษ" เพราะเจ้าตัวพาทีม ลีดส์ คว้าแชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ ในปี 1997
ปีถัดมา 1998 ลีดส์ มีการเปลี่ยนกุนซือจาก จอร์จ เกรแแฮม ชายผู้เคยคุมทีม อาร์เซน่อล ทำให้ทีมปืนใหญ่ได้รับฉายาว่า "บอริ่ง อาร์เซน่อล" ด้วยสไตล์การเล่นที่น่าเบื่อ ขัดใจ ปีเตอร์ ริดส์เดล ประธานสโมสรของ ลีดส์ ที่มีแนวคิดอยากจะทำให้ทีมเป็นจอมเอ็นเตอร์เทน บู๊ล้างผลาญแบบบอลคนหนุ่ม สุดท้ายพวกเขาก็ได้ เดวิด โอเลียรี่ อดีตกองหลังของ อาร์เซน่อล และเป็นนักเตะของ ลีดส์ ในช่วงปี 1993-95 เข้ามารับตำแหน่งกุนซือใหญ่แบบที่ใครหลายคนประหลาดใจ
โอเลียรี่ เริ่มงานคุมทีมที่ ลีดส์ เป็นงานแรก และจากบรีฟของ ริดส์เดล ทำให้กุนซือทีมชุดใหญ่ในเวลานั้นก็ไม่รอช้า ดัน โจนาธาน วู้ดเกต ที่เป็นเด็กเทพประจำทีมชุดเยาวชนขึ้นมาเป็นขุมกำลังหลัก และทำให้แฟนบอลในยุคนั้นได้เห็นว่าสิ่งที่สื่อเขียนไว้ในช่วงดาวรุ่งของเขานั้นไม่เกินเลยแต่อย่างใด
โอเลียรี่ พูดถึง วู้ดเกต ในสมัยนั้นว่า "เด็กอายุ 18 ปี กับตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กที่ลงเล่นในระดับพรีเมียร์ลีก ถือเป็นภาพที่คุณไม่สามารถนึกออกได้ง่าย ๆ แต่ผมเห็นบางอย่างในตัวเขา และคงไม่มีประโยชน์ที่เราจะใช้งานเขาในระดับเยาวชนต่อไป คุณภาพที่ โจนาธาน มีเหมาะสมแล้วที่เขาจะเข้ามาเป็น 1 ในตัวเลือกของทีมชุดปัจจุบัน"
โอเลียรี่ ไม่ได้แค่อวยเด็กในคาถา แต่เขาส่งวู้ดเกต ลงสนามเป็น 11 ตัวจริงครั้งแรกตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยเกิดขึ้นในฤดูกาล 1998-99 ถ้านับเป็นวันก็คือหลังจากทีม โอเลียรี่ คุมทีมในวันที่ 1 ตุลาคม 1998 อีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ต่อมา วู้ดเกต ก็ได้เดบิวต์กับลีดส์ในทันที และช่วงเวลาหลังจากนั้น วู้ดเกต ก็ประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อย ๆ และหลายสิ่งอย่างเข้ามาเติมเต็มอาชีพของเขาตั้งแต่อายุยังน้อย
"ผมเริ่มต้นที่ ลีดส์ ซึ่งเป็นทีมที่มีคาแร็คเตอร์เป็นเอกลักษณ์อย่างที่สุด ในช่วงเวลานั้นเราเป็นตัวแสบใน พรีเมียร์ ลีก เราเป็นทีมยอดเยี่ยมใน ยูฟ่า คัพ และเข้าไปถึงรอบตัดเชือก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้ง ๆ ที่เรามีนักเตะอายุ 18 19 และ 20 ปีลงเล่นในทุกสัปดาห์ ช่วงเวลานั้นเป็นความห้าวที่พวกเราทุกคนยังสดใหม่มาก ๆ ภายใต้นักเตะในทีมที่ทุกคนคิดแต่จะบดขยี้คู่แข่งเท่นั้น"
"ทีมชุดนั้นรวมถึงผม เราโตกันไวมาก พวกเราติดทีมชาติกันตั้งแต่อายุน้อนย ๆ ทั้งนั้น ตัวผมเองก็เป็น 1 ในนั้นด้วย รวมถึงเพื่อนร่วทีมอย่าง แกรี่ เคลลี่, เอียน ฮาร์ต, แฮร์รี่ คีลล์ เราโตมาจากชุดเยาวชนด้วยกัน เป็นช่วงเวลาสุดมันเลยล่ะ เพราะนอกจากพวกลูกหม้อ ก็มีพวกตัวเก่ง ๆ อย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์, ร็อบบี้ คีน, ไมเคิล บริดเจส, โดมินิก มัตเตโอ, มาร์ค วิดูก้า และ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่ตอนนั้นแต่ละคนก็อยู่ในช่วงพีกพร้อม ๆ กัน"
วู้ดเกต เกิดจาก ลีดส์ และดังที่สุดตอนอยู่ ลีดส์ ยูไนเต็ด ช่วงเวลาความสำเร็จต่าง ๆ ของเขาเกิดขึ้นที่นั่น ... แต่บางครั้ง การได้ลงเล่นไว ประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักไว ก็ไม่ใช่เรื่องดี ถ้าไม่ได้เติบโตอย่างถูกวิธี และเรื่องแบบนี้จะแสดงผลออกมาในภายหลัง เรียกได้ว่าเป็นเซอร์ไพรส์ที่เปลี่ยนอาชีพของ วู้ดเกต ไปตลอดกาลก็ว่าได้
ก้าวกระโดดที่เร็วเกินไป
หลังจากเล่นกับ ลีดส์ ได้ 5 ปี อะไร ๆ หลายสิ่งก็เริ่มเปลี่ยนไป เหล่าแข้งหนุ่มวัยทีนเอจโตขึ้นพร้อม ๆ กับปัญหาการเงินที่ตามมาเล่นงานสโมสรหลังจากลงทุนไปเยอะ และเริ่มไม่สามารถทำผลงานได้ดีเหมือนเก่า ซึ่งทำให้ทีมต้องทยอยขายนักเตะตัวหลักออกไปในช่วงเวลานั้น และคิวของ วู้ดเกต ก็มาถึงในเดือนมกราคม 2003 ที่เขาย้ายไปอยู่กับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ด้วยราคา 9 ล้านปอนด์
การไปเล่นที่ นิวคาสเซิล ไม่ได้ช่วยลดระดับการเล่นของ วู้ดเกต ลงไปนัก เขามาที่นี่ได้ไม่นานก็กลายเป็นขวัญใจ ทูน อาร์มี่ และได้โชว์ฟอร์มแบบที่เห็นกันทั้งโลกออกมาในรายการ ยูฟ่า คัพ ฤดูกาล 2003-04 รอบรองชนะเลิศ ซึ่งเจอกับ โอลิมปิก มาร์กเซย ที่นำโดย ดิดิเยร์ ดร็อกบา โดยในเกมที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ก วู้ดเกต จัดการ ดร็อกบา จนเรียบวุธ และได้รับคำชมอย่างมาก
ทว่า ... ในเกมเลกสอง วู้ดเกต โชคร้ายสุด ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่เอ็นไขว้หน้าจนไม่ได้ลงเล่น และ นิวคาสเซิ่ล ก็แพ้ มาร์กเซย 0-2 อดเข้ารอบชิงไปอย่างน่าเสียดาย ปิดซีซั่น 2003-04 ไปแบบฝันร้ายตามคำบอกเล่าของเจ้าตัว
อย่างไรก็ตาม บางครั้งชีวิตมันก็แสนประหลาด และนำเรื่องเซอร์ไพรส์มาฝากเราเสมอ ในขณะที่ วู้ดเกต กำลังเร่งฟิตในช่วงพรีซีซั่น ข้อเสนอที่เขาไม่อยากจะเชื่อก็มาถึง เมื่อเขาถูกแจ้งข่าวว่า เรอัล มาดริด ขอซื้อตัวเขาไปร่วมทีม ซึ่งในเวลานั้น มาดริด คือทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องการ "ซื้อแต่นักเตะดังเป็นหลัก" และอยู่ในยุคที่เรียกว่า กาลาติกอส
"มันสุดโต่งมาก มันเป็นข้อเสนอที่พิเศษซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เราก็ต้องรับ ไม่มีใครดีใจที่เขาจากไป เพราะเรารู้ดีว่าเราเสียอะไรไป ตอนที่เขาอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุด เขาคือคนที่เก่งที่สุดในประเทศ" เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน กุนซือของ นิวคาสเซิล ในเวลานั้นกล่าวถึงการขาย วู้ดเกต ออกไป
แต่นี่คือโอกาสสำคัญในชีวิตของ วู้ดเกต ถ้าไม่คว้าไว้ เขาคงเสียดายไปตลอดชีวิต ... เขาคว้ามันไว้ในทันที และโอกาสนี้มันได้ย้อนกลับมาทำร้ายเขาในภายหลัง และเป็นการย้ายทีมที่เขาได้พบว่า ปัญหาที่แท้จริงที่เกิดจากอาชีพของเขาคืออะไร
หลังผ่านการตรวจร่างกายกับยักษ์ใหญ่แห่ง ลา ลีกา วู้ดเกตก็กลายเป็นนักเตะของ เรอัล มาดริด อย่างเป็นทางการ เขาได้ร่วมทีมกับเพื่อนร่วมชาติอย่าง เดวิด เบ็คแฮม และ ไมเคิล โอเว่น รวมถึงซูเปอร์สตาร์อย่าง ซีเนดีน ซีดาน, โรแบร์โต้ คาร์ลอส, หลุยส์ ฟิโก้ และ โรนัลโด้
อย่างไรก็ดี แนวรับทีมชาติอังกฤษกลับไม่ได้ลงสนามเลยในปีแรกของเขากับทีม โลส บลังโกส ซึ่งเหตุผลก็ผสมผสานกันไป ไม่ว่าจะด้วยเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับบอลสเปน แท็คติกของทีม และอาการบาดเจ็บ เขาต้องรอถึง 17 เดือนเต็ม ๆ จึงได้ประเดิมสนามครั้งแรกในเกมกับ แอธเลติก บิลเบา หลังจากร้างสนามไปนาน ... และภาพจำในอาชีพของเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
ในวันที่เขาควรภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิต ที่ได้ลงเล่นให้กับหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล กลับเป็นวันที่เขาไม่อยากจดจำมากที่สุดในอาชีพการค้าแข้งเช่นกัน เพราะในเกมนั้น ไม่เพียงทำเข้าประตูตัวเองตั้งแต่นาทีที่ 25 เท่านั้น เขายังต้องออกจากสนามเร็วกว่ากำหนด หลังจากเจอใบเหลืองที่สองในเกมตั้งแต่นาทีที่ 66
ภาพของ วู้ดเกต ก้มหน้าฟุบกับพื้นหลังกรรมการชักใบแดงออกมา เป็นสัญญาณบอกว่าเขารู้สึกอย่างไร สีหน้าของเขาเหมือนกับคนสิ้นหวัง ผสมผสานกับความเศร้า คละกับเสียงโห่ของแฟนบอลฝั่งตัวเอง และเสียงเฮจากแฟนบอลฝั่งตรงข้าม วินาทีนั้น วู้ดเกต คิดว่าชีวิตค้าแข้งของเขาจบลงแล้ว และเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่นกับ ลีดส์ ที่เป็นช่วงอาชีพที่เขาบอกว่าสนุกที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงอาชีพที่ส่งผลกับสภาพร่างกายของเขาเช่นกัน ซึ่งมันมาเล่นงานเขาในช่วงที่อยู่กับทีมที่ใหญ่ที่สุดในอาชีพของเขาอย่าง เรอัล มาดริด พอดี
นักเตะที่แย่ที่สุดของ เรอัล มาดริด
ครั้งหนึ่งในวัย 42 ปี วู้ดเกต ได้กลับมาให้สัมภาษณ์กับ FourFourTwo ว่า เขาพยายามค้นพบปัญหาว่า ทำไมตัวเองจึงกลายเป็นนักเตะที่เจ็บง่ายมาตลอดอาชีพ โดยเฉพาะในช่วงเล่นให้กับ มาดริด และเขาก็พบคำตอบว่า ความห้าวในวัยหนุ่ม คือต้นเหตุของเรื่องนี้
วู้ดเกต เริ่มเล่าว่า ในช่วงเล่นกับ ลีดส์ ตั้งแต่อายุ 18 ปี ช่วงเวลานั้นเขามักจะเชื่อมั่นในร่างกายของตัวเองเป็นอย่างมากสำหรับคนหนุ่ม โดยตัวของเขามักจะฝืนเล่นด้วยอาการบาดเจ็บบ่อย ๆ และหลายครั้งที่ได้รับบาดเจ็บ เขาก็มักจะไม่รอพักฟื้นให้เต็มที่ และเลือกที่จะทำเหมือนกับพร้อมลงเล่น เพื่อให้กลับมาเป็นตัวเลือกในการลงสนามได้ไวที่สุด
เหตุการณ์ในช่วงนั้น มันบีบให้ วู้ดเกต อยากโตก่อนวัย เพราะคนที่ขวางหน้าเขาก็เป็นเซ็นเตอร์แบ็กฝีเท้าดี เช่น ลูคัส ราเดเบ้, ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ โดมินิก มัตเตโอ เขาไม่สามารถเจ็บนานได้ เพราะอยากจะรักษาโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การแข่งขันภายในทีม ที่ทุกคนพร้อมเบียดกันแย่ง 11 ตัวจริงในทุก ๆ เกม
ถ้าย้อนกลับไปได้ เขาจะไม่ทำอย่างนั้น แต่แน่นอนที่สุด ไม่มีมนุษย์คนใดในโลกไม่เคยรู้สึกแบบนั้น และไม่เคยมีใครกลับไปแก้ไขอะไรได้ เมื่ออายุเยอะขึ้น และใช้ร่างกายหนักขึ้น อาการบาดเจ็บที่เคยฝืนไว้ในวัยหนุ่ม ก็กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง เจ็บบ่อย เจ็บนาน และมันไม่ได้เล่นงานแค่ร่างกายเขาเท่านั้น จิตใจของ วู้ดเกต ในช่วงที่อยู่กับ มาดริด ก็บอบช้ำไม่ต่างกัน
"หลังจากเกมนั้น (บิลเบา) ผมรู้ตัวเลยว่า ผมจะต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจริงจังแล้ว ในยุคนั้น ไม่มีใครเข้าใจเรื่องปัญหาสุขภาพจิตเหมือนทุกวันนี้ ผมวิตกกังวล ไม่อยากแสดงความทุกข์ออกมา เพราะถ้าทำแบบนั้น ทุกคนจะบอกว่าคุณเป็นพวกอ่อนแอปวกเปียก"
"มันคือช่วงชีวิตที่ยากมากที่สเปน ผมเจ็บยาว ๆ 1 ปี ผมไม่สามารถออกไปที่ไหนได้เลยในช่วงนั้น เพราะผมพยายามจะทำให้ตัวเองกลับมาฟิตอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เคยรู้เลยว่าผมจะหายจากไอ้อาการบาดเจ็บนี้อย่างไร ผมทำได้เพียงภาวนาว่า เดี๋ยวก็หาย เดี๋ยวก็หาย ซึ่งนั่นไม่ได้ช่วยอะไรนักในแง่ของความเป็นจริง"
"ภาพเก่า ๆ ย้อนมา ในอดีตทุกครั้งที่ผมบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือมากก็ตาม ผมมักจะถูกเร่งให้กลับมาลงสนาม ผมไม่โทษผู้จัดการทีมหรอกนะ เพราะผมเองก็อยากจะทำแบบนั้นด้วย ผมอยากกลับมาเร็วที่สุด บางครั้งเวลาอยู่ในสนามและได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะที่กล้ามเนื้อหลังต้นขา น่อง หรือข้อเท้า ผมมักจะเก็บอาการเอาไว้ และพยายามอยู่ในสนามให้นานที่สุด ผมไม่ชอบออกจากสนามก่อนเกมจะจบลง ... เรียกได้ว่าตอนนั้นผมมองแค่ปัจจุบัน แต่ผมกลับลืมไปว่า มันเป็นจุดเริ่มต้นของข้อบกพร่องในอนาคตของผมเอง"
"สิ่งเหล่านี้รบกวนผมจนวันสุดท้ายในอาชีพค้าแข้ง ผมเคยเป็นคนที่ไม่อยากออกจากสนามก่อนเกมจบ ผมไม่อยากได้ยินคนอื่นซุบซิบนินทาหรือบอกว่า ไอ้นี่มันเจ็บอีกแล้วเหรอวะ ... ผมเกลียดความรู้สึกนี้ มันเป็นความรู้สึกอับอายและอ่อนแอ ทั้งที่ความจริง เรื่องมันไม่ได้ยากเย็นอะไรเล่น ถ้าเล่นไม่ไหวก็แค่เดินออกจากสนามไปซะ ผมควรทำอย่างนั้น แต่ผมดันเห็นแก่ตัว และเห็นแก่ทีมมากเกินไป ทั้งที่ไม่ควรทำแบบนั้นเลย"
ไม่เพียงแค่เรื่องในสนามจากอาการบาดเจ็บเท่านั้น วู้ดเกต ก็เคยผ่านเรื่องแย่ ๆ นอกสนามมาเช่นกัน แต่เรื่องดังกล่าวต้องย้อนกลับไปสมัยอยู่กับ ลีดส์ เมื่อปี 2000 กับเหตุการณ์เมาแล้วทะเลาะวิวาท จนกระทั่งมีการทำร้ายร่างกายและมีผู้บาดเจ็บ
เหตุการณ์ครั้งนั้นมี วู้ดเกต และ ลี โบวเยอร์ เพื่อนร่วมทีมสมัยอยู่ ลีดส์ รวมถึงเพื่อนนอกวงการอีก 2 คน ที่กลายเป็นจำเลยขึ้นศาล ในช่วงเวลานั้น แฟนบอลทุกทีมที่อยู่ตรงข้ามเขาก็มักจะเอาเหตุการณ์นี้มาแต่งเป็นเพลง โห่ร้องแซวจนเป็นเรื่องสนุก
ตัวของเพื่อน 2 คนนอกวงการต้องติดคุกจากคดีดังกล่าว ส่วน วู้ดเกต นั้นต้องโทษด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเป็นเวลา 100 ชั่วโมง หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทะเลาะวิวาท แต่พ้นผิดจากข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงกว่า คือทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
นั่นคือเรื่องที่คนล้อเลียนเขาไม่เลิก และมันก็บั่นทอนสุขภาพจิตของเขามาโดยตลอด ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับผิด ก้มหน้ารับกรรมกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อเขาอายุมากขึ้น แม้จะคิดได้ แต่เหตุการณ์นี้ก็คล้ายกับการฝืนเจ็บและลงเล่น กับการที่ทำไปด้วยความคึกคะนองและความมั่นใจแบบวัยรุ่น ซึ่งเขาไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขมันได้ ทำได้แค่เพียงอยู่รับกับสิ่งที่ตัวเองทำเท่านั้น
วู้ดเกต มักจะเป็นชื่อที่ได้รับการโหวตว่า เป็นการซื้อตัวที่แย่ที่สุดตลอดกาลของ เรอัล มาดริด เสมอ แต่อย่างน้อย ๆ ในช่วงเวลาท้ายอาชีพ เขาก็ยังได้เก็บเกี่ยวความสำเร็จอะไร ๆ กลับมาบ้าง เรียกว่าพอพ้นช่วงกับ มาดริด ที่ให้ทั้งฝันร้ายและสัจธรรมกับเขา เขาก็เริ่มที่จะเข้าใจตัวเอง และอยู่กับสิ่งที่เป็นได้ดีขึ้น
เขาย้ายกลับมาเล่นให้ มิดเดิลสโบรช์ และทำได้ดีตามสภาพร่างกาย เขาบาดเจ็บน้อยลง เพราะรู้จักการพัก และการยอมให้คนอื่นลงแทนในเวลาที่ตัวเองไม่พร้อม ซึ่งก็ถือเป็นช่วงเวลาที่เขาเรียกความมั่นใจกลับมาได้ดีมาก และนำไปสู่การย้ายทีมครั้งต่อไปที่ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ด้วยราคา 8 ล้านปอนด์
แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ซื้อเขามาแบบรู้ทั้งรู้ว่าร่างกายของ วู้ดเกต เป็นอย่างไร แต่กุนซือจอมเก๋าก็บอกว่า ที่จ่ายไปขนาดนั้นไม่ได้โง่หรือบ้าแต่อย่างใด วู้ดเกต เป็นนักเตะมีประสบการณ์ เคยเล่นให้ทีมใหญ่มาก่อน และเป็นกองหลังที่ใช้ชั้นเชิงเล่นฟุตบอลได้ดี เพียงแต่อาจจะต้องลดภาระการเล่นหนัก ๆ ลงบ้าง และปล่อยให้คู่หูเซ็นเตอร์แบ็กของเขาทำหน้าที่นักบู๊แทน
เร้ดแน็ปป์ ยืดอายุค้าแข้งให้ วู้ดเกต ได้จริง และทำให้เจ้าตัวได้ชูโทรฟี่แรกในชีวิต และเป็นโทรฟี่ล่าสุดของ สเปอร์ส ด้วยการเอาชนะ เชลซี ในฟุตบอล ลีก คัพ (คาราบาว คัพ ปัจจุบัน) โดยในเกมนั้น เขาเป็นคนโหม่งประตูสำคัญให้กับ สเปอร์ส ด้วย
วู้ดเกต เล่าว่า ช่วงเวลาที่เขาได้ชูถ้วยในฐานะรองกัปตันทีม มันเหมือนเป็นการกู้ศักดิ์ศรีในอาชีพของเขากลับมา ในวันที่แทบไม่เหลือใครเชื่อมั่นในตัวเขา อย่างน้อย ๆ เขาก็ได้พาตัวเองกลับมาอยู่ในจุดที่แฟนบอลทั้งสนามปรบมือให้อีกครั้ง ไม่สำคัญว่าถ้วยเล็กหรือใหญ่ เพราะแชมป์ก็คือแชมป์ ถ้วยรางวัลนี้คือถ้วยเดียวในอาชีพอันยาวนานของเขา และมันทำให้สามารถเลิกเล่นฟุตบอลไปด้วยความรู้สึกอีกแบบ อย่างน้อย ๆ เขาไม่ต้องจดจำแต่ช่วงเวลาแย่ ๆ อีกแล้ว วินาทีชูถ้วย กลายเป็น 1 โมเม้นต์สำคัญ ที่เขาใช้ปลอบประโลมอาชีพค้าแข้งที่ใครหลายคนมองว่าควรจะไปได้ไกลกว่านี้ ... เขาทำดีที่สุดแล้ว และความพยายามก็ให้รางวัลเขากลับมาในท้ายที่สุด
แน่นอนว่าร่างกายที่พังไปแล้ว ต่อให้พยายามทะนุถนอมใช้แค่ไหน ก็ยากจะกู้มันกลับมาได้ โดยเฉพาะนักเตะอาชีพที่ต้องออกกำลังกายหนัก และเจอกับเกมที่ต้องกระแทกกระทั้นถึงเนื้อถึงตัวตลอด ไม่นานนัก วู้ดเกต ก็หมดสภาพและเริ่มถอยไปเล่นให้กับทีมอย่าง สโต๊ก ซิตี้ และจบอาชีพกับ มิดเดิลสโบรช์ สโมสรในดวงใจของเขา
ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปหาคำตอบของเรื่องทั้งหมดบนเส้นทางอาชีพอันยาวนาน วู้ดเกต ได้สรุปการเดินทางของเขาว่า ถ้าหากย้อนกลับไปแก้ไขอะไรในอดีตไม่ได้ ก็ควรที่จะเลิกฟูมฟาย และหาวิธีอยู่ความเป็นจริงนั้นให้ได้ หาตัวเองในอีกแบบให้เจอ เพราะชีวิตของมนุษย์ทุกคนมีทางออกเสมอ เพียงแต่ว่าใครจะมองเห็นทางออกนี้ช้าหรือเร็วเท่านั้น
ภายใต้ความเศร้าที่เกิดขึ้นในช่วงขณะหนึ่ง เขารู้ตัวว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ลืมได้ง่าย ดังนั้นก็ไม่ต้องไปเสียเวลาที่จะพยายามลืมมัน เอาเวลาที่มีไปทุ่มให้กับการเริ่มต้นใหม่เพื่อค้นพบตัวเองในเวอร์ชั่นที่มีความสุขและเห็นคุณค่าของตัวเอง ไม่ใช่แค่ในแง่ของนักเตะอาชีพเท่านั้น แต่นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง
แหล่งอ้างอิง
https://www.goal.com/th/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9-%E0%B8%AA%E0%B8%9D%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A5-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%94/1f4inswxk1e7n1fuqss1wtoa91
https://www.skysports.com/football/news/11095/12629502/jonathan-woodgate-exclusive-interview-real-madrid-injury-managing-middlesbrough-and-mental-health
https://www.fourfourtwo.com/features/jonathan-woodgate-exclusive-my-period-at-leeds-was-special-but-i-feel-unfulfilled
https://en.wikipedia.org/wiki/Jonathan_Woodgate
https://web.archive.org/web/20071216032013/http://uk.reuters.com/article/UK_SOCCER/idUKL2625990220070726