
หากกล่าวถึงการแข่งขันกีฬาระหว่างสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ทำกันเป็นประเพณีมาอย่างยาวนาน แน่นอน สิ่งแรกที่อาจปิ๊งแวบขึ้นมาในหัวคงหนีไปไม่พ้นจาก “The Boat Race” ซึ่งเป็นการแข่งขันเรือพายระหว่างชมรมเรือพายของทั้ง “มหาวิทยาลัยแห่งออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford)” และ “มหาวิทยาลัยแห่งเคมบริดจ์ (University of Cambridge)” หรือจะเป็นการปะทะกันของ "มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University)" และ "มหาวิทยาลัยเยล (Yale University)" ผ่านกีฬา "อเมริกันฟุตบอล" ในชื่อที่เรียกขานว่า "The Game"
ส่วนในประเทศไทยย่อมหนีไม่พ้น “ฟุตบอลประเพณี (Traditional Football)” ระหว่าง “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” และ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ขนาดที่โดนวิพากษ์วิจารณ์ตามโลกออนไลน์ว่าเหมือนจะสำคัญยิ่งกว่าการแข่งขันไทยลีกหรือทีมชาติเสียด้วยซ้ำ
กระนั้นทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นอริในการแข่งขันด้วยกีฬาชนิดเดียว หากแต่จะนับว่าความเป็นอริเกิดขึ้นกับ "แทบทุกชนิดกีฬา" หรือแม้กระทั่งข้างสนามก็ยังลุกลามมาเดือดได้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่กล่าวถึง "พาฬพยัคฆา (The Tigers)" ปะทะ "พญาปักษี (The Eagles)" หรือก็คือ "มหาวิทยาลัยโคเรีย (Korea University)" หรือ "โคแด (고대)" ปะทะ "มหาวิทยาลัยยอนเซ (Yonsei University)" หรือ "ยอนแด (연대)" แห่งเกาหลีใต้ ที่เกิดขึ้นมานานกว่าศตวรรษ
เกิดอะไรขึ้น ? เหตุใดบรรดาแหล่งศึกษาร่มเย็นที่บ่มเพาะปัญญาชนจึงลุกขึ้นมาห้ำหั่นกันแบบดุเดือดเลือดพล่านในกีฬาได้ถึงเพียงนี้ ? ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับเรา
เดือดกันมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม
อย่างที่ทราบกันดี สำหรับคนที่ให้ความสนใจเรื่องเกาหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงศตวรรษที่ 20 ที่ดินแดนคาบสมุทรพยัคฆ์แห่งนี้เคยตกเป็นส่วนหนึ่งของ “จักรวรรดิญี่ปุ่น” มายาวนานกว่าสามทศวรรษ และแน่นอนว่า “สนธิสัญญาควบรวมดินแดน 1910 (한일병합조약)” ที่ญี่ปุ่นร่างขึ้นมานี้เป็นการประกาศถึงการครองอำนาจเบ็ดเสร็จและควบคุมทุกอย่างไว้ได้ทั้งหมด ประชาชนเกาหลีคือขี้ข้าที่มีสถานะเหมือนข้าทาสไปในทันที

เรื่องทางการเมืองและสังคมย่อมได้รับผลกระทบก่อนใคร หากแต่ที่ได้รับผลกระทบและทำให้เกิดแรงกระเพื่อมจนส่งต่อกันไปเป็นทอด ๆ มากที่สุด นั่นคือการใช้หลักดังกล่าวในประเด็นของ “การศึกษา” โดยเฉพาะการศึกษาใน "ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)" ของประเทศ ที่มักจะได้รับการคาดหมายว่า “คิดเองเป็น มีสมองเป็นของตนเอง และสามารถประกอบสร้างองค์ความรู้ได้” ทำให้ประชนชนพร้อมจบการศึกษาออกมาเป็น ”ชนชั้นปกครอง” หรือ “แขนขาให้ชนชั้นปกครอง” อีกทอดหนึ่ง
เพราะอย่าลืมว่า หากควบคุมกลุ่มบุคคลประเภท “อีลีตทางการศึกษา” เหล่านี้ได้ ไม่ต้องไปกล่าวถึงการศึกษาในระดับล่าง ๆ ลงไปอย่างมัธยม ประถม อนุบาล หรือเนิสเซอรี่ ที่ยังคงพึ่งพาการออกแบบหลักสูตรและตำราจากส่วนกลางอยู่วันยังค่ำ ซึ่งก็มาจากการร่างของกลุ่มคนดังกล่าว เรียกได้ว่าคุมง่ายเสียยิ่งกว่าการปลอกกล้วยเข้าปากอย่างแน่นอน ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า “ต้องให้การศึกษา” อาจไม่ได้ทำให้คน “ตาสว่าง” เสมอไป
แต่การบังคับล้วน ๆ หาใช่สิ่งที่เจ้าอาณานิคมทำกันถ่ายเดียว หากใครก็ตามได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์ในระดับอุดมศึกษาที่ไม่ได้มาจากส่วนกลางหรือชาตินิยมสุดโต่ง ย่อมคุ้นชินกับคำว่า "แบ่งแยกและปกครอง (Divide et impera)" โดยนิยามสั้น ๆ คือ การทำให้ศัตรูอ่อนแอด้วยการยุยงปลุกปั่น สร้างความแตกแยก บ่อนทำลายความสามัคคี ทำให้คนในสังคมขัดแย้งกันอย่างรุนแรง และเกิดการต่อสู้ทางความคิดจนถึงขั้นใช้อาวุธสงคราม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเจ้าของยุทธศาสตร์ในการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์อย่างถึงเครื่อง
หรือก็คือ นอกจากจะลงมือบังคับเองแล้ว ที่สะดวกไปกว่านั้นคือการปั่นให้เกิดการ “แตกแยกกันเองภายใน” เพื่อให้ผู้คนใต้อาณานิคมตีกันเอง และแน่นอนว่าการตีกันของท่านผู้เจริญซึ่งมากไปด้วยปัญญาที่มีการศึกษาในระดับสูงจึงเป็นสิ่งที่มีราคาอย่างมาก เพราะสามารถกำหนดความเป็นไปของโลกทัศน์ของชนชั้นปกครองได้เลยทีเดียว ดีไม่ดีอาจเกิดการหันหน้าเข้าหาญี่ปุ่นเองเสียด้วย
หากมองจากบริบทอาจจะกล่าวได้ว่า เข้ากันได้ดีกับคำกล่าวของ นภาลัย สุวรรณธาดา ในหนังสือรวมบทกลอน ดอกไม้ใกล้หมอน ที่ว่า “ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง” เลยทีเดียว กระนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นกับสถานศึกษาระดับสูงภาครัฐในประเทศเพียงเท่านั้น หากแต่ โคแด และ ยอนแด ที่เป็นสถานศึกษา “ภาคเอกชน” ก็โดนหางเลขไปด้วย
เริ่มที่ ยอนแด หรือในชื่อเดิมว่า “กวังฮเยวอน (광혜원)” หรือ “เชจุงวอน (제중원)” ก่อตั้งในปี 1885 เป็นวิทยาลัยเพื่อการแพทย์และพยาบาลของคณะเผยแพร่ศาสนาคริสต์ฝ่ายโปรเตสแตนต์ นิกายเพรสไบทีเรียน (Presbyterianism) มีจุดประสงค์เพื่อการวิจัยและพัฒนาการรักษาโรคตามแบบตะวันตก ก่อนที่จะให้การศึกษาด้านการแพทย์และพยาบาลในภายหลัง ก่อนที่จะขยายขนาดและเปิดคณะสายอื่น ๆ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น "วิทยาลัยยอนฮี (연희전문학교)" ในปี 1917
ส่วน โคแด หรือในชื่อเดิมว่า "วิทยาลัยโพซอง (보성전문학교)" เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ก่อตั้งในปี 1905 โดย อี ยง อิก (이용익) ต้นห้องและหัวหน้าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่มีประสงค์ในการก่อตั้งวิทยาลัยสำหรับการศึกษาค้นคว้าและรวบรวมนิพนธ์ทางประวัติศาสตร์ของประเทศ เรียกได้ว่าพันธกิจเป็นไปภายใต้แนวคิดชาตินิยมโดยเฉพาะ ตามสโลแกน “ให้การศึกษาเพื่อรักษาประเทศชาติ (Education Saves the Country)”
หากพิจารณาต้นกำเนิดโดยคร่าวอาจไม่เห็นถึงความขัดแย้ง หากแต่เมื่อเจาะลึกจะพบว่า สองสถาบันนี้มาจากสองฐานคิดที่แตกต่างกัน โดยฝ่ายแรก คือความเป็นคริสต์ มีความเป็นตะวันตกที่นิยามตนเองว่าก้าวหน้า ส่วนฝ่ายหลังคือความเป็นชาตินิยม เน้นอวยยศตนเอง และเชิดชูเผ่าพันธุ์ตนเอง ซึ่งถือได้ว่าขัดแย้งกันมาตั้งแต่คริสต์ทศวรรษที่ 18-19 แล้ว อย่าลืมว่าเกาหลีแต่เดิมไม่ยึดหลักขงจื้อก็นับถือพุทธ ดังนั้นการเข้ารีตเป็นคริสต์จึงเหมือนการแย่งคนในอาณัติไป แถมยังไปรับแนวคิดอะไรต่าง ๆ ที่ขัดกับราชอาณาจักร เช่น เรื่องของความเป็นปัจเจก (จากแต่เดิมรวมหมู่) การเป็นเอกเทวนิยม (จากแต่เดิมพหุเทวนิยมไม่ก็อเทวนิยม) หรือเรื่องของความไม่ถืออาวุโส (จากแต่เดิมมีลำดับชั้นทางวัยวุฒิ) เป็นต้น

จากที่กล่าว นั่นเป็นเรื่องของวิธีคิด หากแต่สิ่งที่ขัดแย้งไปกว่านั้นคือยอนแดมี “ความโอนอ่อน” ไปกับญี่ปุ่นค่อนข้างมาก เนื่องจากไม่ว่าญี่ปุ่นจะออกข้อบังคับทางการศึกษาใด ๆ ที่ให้โทษแก่ยอนแดก็ตาม ยอนแดก็ไม่หือไม่อือ ยอมทำตามไปตลอด ทั้งที่จริง ๆ แล้วญี่ปุ่นเองก็พยายามกำจัดพวกเพรสไบทีเรียนอยู่เป็นนิจ
ตรงกันข้ามกับโคแดที่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ยังคงไว้ซึ่งการต่อต้าน ขนาดผู้ก่อตั้งยังต้องระหกระเหินไปเนื่องจากพิษการเมือง รวมถึงการประสบปัญหาสภาวะการเงินฝืดเคือง สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไม่ได้ นั่นคือความเป็นชาตินิยมและการบริภาษญี่ปุ่น ถึงขนาดที่ต้องใช้กำลังบังคับด้วยการส่งคนของญี่ปุ่นเข้ามาปรับเปลี่ยนทิศทางของสถาบันเลยทีเดียว
ด้วยสิ่งนี้จึงเกิดแรงขับเคลื่อนสำคัญของความเป็นอริที่มีต่อกัน เพราะแน่นอนว่าเมื่อโครงสร้างมีชุดวิธีคิดแบบใด สิ่งนั้นย่อมตกแก่คนเบื้องล่างในฐานะความคิดฝังหัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับความรักในสถาบันหรือสถานศึกษา ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีย่อมไม่เสื่อมคลาย บรรดานักศึกษาของโคแดและยอนแดจึงเริ่มมีความคิดที่อิงแอบไปกับสถาบัน ไม่มากก็น้อย และคิดไปเรียบร้อยแบบเหมาแล้วว่าฝ่ายตรงข้ามคืออริแบบจริงจัง โดยที่เรื่องพิจารณาภูมิหลัง ประสบการณ์ที่หล่อหลอมหรือการเลือกเชื่อใด ๆ เอาไว้ทีหลัง
กีฬาเพื่อมิตรภาพ ?
แม้โคแดและยอนแดจะมีความแตกต่างกันในทางฐานคิด แต่ไม่ว่าจะความเป็นคริสต์หรือชาตินิยม ทั้งหมดล้วนแล้วแต่สะสมความไม่พอใจต่อการปกครองโดยญี่ปุ่นทั้งสิ้น โดยเฉพาะยอนแด แม้ฝ่ายบริหารจะยังโอนอ่อน แต่บรรดานักศึกษาที่ได้รับการเรียนการสอนแบบตะวันตก รวมถึงมีความเป็นเพรสไบทีเรียนได้เริ่มที่จะดื้อแพ่งมากขึ้นในกาลต่อมา
ตรงนี้ญี่ปุ่นรู้ดีว่าการยุยงทางการศึกษาถ่ายเดียวย่อมไม่เพียงพอที่จะเบี่ยงเบนความคิดไปได้ กระนั้นแทนที่จะรับศึกสองด้านจากสองฐานคิด เจ้าอาณานิคมกลับมีลูกเล่นมากกว่านั้นด้วยการพยายามออกมาตรการต่าง ๆ ที่จะทำให้สองสถาบันตีกันเอง ซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ นั่นคือการใช้ “กีฬา” เป็นเครื่องมือ

โดยในขั้นแรก นับเป็นข้อได้เปรียบจากการที่ญี่ปุ่นสั่งยุบ “สภากีฬาแห่งโชซอน (조선체육회)” เนื่องจากวีรกรรมสุดเทพของ ซน คีจอง (손기정) ปอดเหล็กชาวเกาหลี ที่คว้าเหรียญทองมาราธอน ณ โอลิมปิก 1936 ในนามญี่ปุ่น และการที่สภาผลิตนักกีฬาเกาหลีป้อนญี่ปุ่นจนได้สัดส่วนในการลงแข่งขันเหนือเจ้าอาณานิคม (ว่าง่าย ๆ คือดินแดนใต้อาณัติเทพกว่าเป็นเท่าตัว) ซึ่งเป็นการเสียหน้ามาก ๆ ดังนั้นญี่ปุ่นจึงแก้ปัญหาด้วยการยุบสภากีฬาไปในปี 1938
แน่นอนว่าที่ซวยไม่ใช่แค่วงการกีฬาแต่เป็นทั้งโคแดและยอนแดด้วย นั่นเพราะสถาบันดังกล่าวนี้เป็นแหล่งบ่มเพาะชั้นดีของนักศึกษา “โควตานักกีฬา” เพื่อป้อนสภากีฬาของประเทศ เป็นรองเพียงแค่ลูกหลานชนชั้นล่างและโรงเรียนมัธยมศึกษาเท่านั้น ทีนี้เมื่อสภาโดนยุบไป บรรดานักกีฬาที่ฝึกซ้อมกันมาจะให้ไปออกแรงที่ไหน ?
ซึ่งตรงนี้บรรดานักศึกษาด้วยกันเองได้คิดวิธีการแก้ปัญหาหาทางออกได้อย่างชาญฉลาดมาก ๆ ในเมื่อไม่มีเวทีให้สำแดงฤทธิ์เดชก็สร้างเวทีขึ้นมาเองเสียเลย ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทั้งโคแดและยอนแดเคยร่วมมือกันจัดทัวร์นาเมนต์กีฬาระหว่างสถาบันขึ้นมาก่อนหน้านั้นในปี 1925
จากหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์คยองฮยัง (경향신문) ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม 1976 หน้าที่ 8 ระบุไว้ว่า กีฬาแรก ๆ ที่แข่งขันกันคือ เทนนิส และ ฟุตบอล ก่อนที่ในปี 1927 จะเพิ่ม ฮอกกี้น้ำแข็ง เข้ามา ก่อนจะมี เบสบอล รักบี้ และ บาสเกตบอล เพิ่มเข้ามาในภายหลัง
โดยรูปแบบการจัดจะผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละปี ใครเป็นแม่งานก็จะนำชื่อขึ้นก่อน (แบบเดียวกับฟุตบอลประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์ หรือ ธรรมศาสตร์-จุฬา) หากเป็นโคแดให้ใช้ชื่อ “โคยอนชอน (고연전)” และหากเป็นยอนแดให้ใช้ชื่อ “ย็อนโคชอน (연고전)”

ซึ่งการแข่งขันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ขนาดที่เกาหลีหลังได้รับเอกราชและสภากีฬากลับมาเปิดทำการอีกครั้ง นักกีฬาก็ยังไม่เคว้งและดำเนินต่อมาจนเกิดเป็นประเพณีที่จัดกันทุกปี เรียกได้ว่ามีทั้งศิษย์ปัจจุบันหรือศิษย์เก่าไม่น้อยกว่าหลักแสนคนเข้าร่วมการประชันทุกครั้ง และยังได้ลุกลามไปยังประชาชนทุกหมู่เหล่าที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย แต่ก็ยังแอบส่งแรงเชียร์แรงใจไปให้ ว่ากันว่าความนิยมของกีฬาประเพณีนี้เป็นรองเพียงแค่โอลิมปิก หรือเอเชียนเกมส์ เลยทีเดียว
กระนั้นการแข่งกีฬาของโคแดและยอนแดก็ไม่ได้เป็นเรื่องของกีฬาเพียว ๆ เพราะในช่วงแรกยังคงเป็นการตีกันเรื่องแนวความคิดอยู่ และก็เป็นแบบนี้ไปสักพักจนญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีได้รับเอกราชและก่อร่างสร้างรัฐชาติของตนเอง ความเป็นอริทางฐานคิดดังกล่าวจึงค่อย ๆ หายไป กระนั้นความเป็นอริก็ไม่ได้หมดลงไปเสียทีเดียว เพราะมีประเด็นเข้ามาสานต่อได้แบบไม่ลดละ
สิ่งนั้นคือ การแข่งขันเรื่อง “แรงกิ้ง” มหาวิทยาลัย แต่ไม่ใช่เพื่อความเป็นหนึ่ง เพราะอย่างที่ทราบกันดี ในเกาหลีใต้ไม่มีใครเทียบ “มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University: SNU)” หรือ “โซลแด (서울대)” ได้เลย แต่อันดับที่สองเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีฉันทามติว่าใครกันแน่ที่ได้ครอบครอง จุดนี้เองที่ทำให้โคแดและยอนแดห้ำหั่นกันแย่งแรงกิ้งมาให้ได้
เรียกได้ว่า นอกจากจะพยายามพัฒนาคณะและสาขาวิชาให้มีคุณภาพได้มาตรฐานสากลและขยายพรมแดนทางความรู้ออกไปให้มากที่สุด เรื่องทางกีฬาก็ไม่มียกเว้น พวกเขายังคงแข่งขันกันอย่างถึงเครื่องทุกปี และที่สำคัญปีใดที่โคแดได้แรงกิ้งอันดับที่ 2 ยอนแดก็จะเก็บความคับแค้นมาลงที่งานกีฬาประจำปี และจะเป็นเช่นนี้ในมุมกลับกันกับอีกสถาบัน
เรื่องนี้สามารถตีความได้จากถ้อยคำที่นักกีฬาเคยปรารภไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กีฬาฟุตบอล ที่เหมือนว่าจะเดือดกว่าใครเพื่อน เพราะแข่งกันมาตั้งแต่แรกเริ่มจริง ๆ และเป็นกีฬาขวัญใจมหาชนมายาวนาน เป็นกีฬาประเภททีมที่รูปแบบไม่เหมือนใคร (คือไม่ใช่ Turn-base แบบเบสบอล) และแข่งในที่ที่จุคนได้มหาศาล (มากกว่าบาสเกตบอลและฮอกกี้) พอ ๆ กับเบสบอลเลยทีเดียว
ยิ่งทางการจัดให้มีการแข่งขัน “ยูลีก (대학스포츠 U-리그)” หรือก็คือ “ลีกกีฬาสำหรับสถาบันอุดมศึกษาเกาหลีใต้” ราวปี 2008 ยิ่งเพิ่มโอกาสในการปะทะประชันกันของโคแดและยอนแดไปอีกขั้น เรียกได้ว่าในหนึ่งปีจากที่เจอกันหนึ่งครั้งก็จะได้เจอกันมากขึ้น แน่นอนว่าความเดือดย่อมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
ฮง มยองโบ (Hong Myung Bo: 홍명보) ตำนานนักฟุตบอลทีมชาติเกาหลีใต้ ศิษย์เก่า 3 ขั้นปริญญา (ตรี โท เอก) จากสาขาการพลศึกษา (Department of Physical Education) คณะศึกษาศาสตร์ (College of Education) โคแด ได้เปิดเผยบรรยากาศเมื่อเขาได้ลงสนามในอาภรณ์ “เลือดหมู” ของสถาบัน ความว่า
“แมตช์นี้ (แข่งกับยอนเด) แพ้ไม่ได้ครับ แพ้มาทีนี่ร้องไห้ระงม ไม่เป็นอันทำอะไรเลย … ตอนผมเป็นเฟรชแมนเราแพ้ (2-3) ก็ได้แต่เก็บความคับแค้นไว้ พอปี 3 ผมเลยเอาคืนอย่างสาสมเลยครับ (5-2) … แต่ถึงจะชนะหรือแพ้พวกเราก็ล้อมวงกรึ๊บมักกอลลีกันตลอดครับ”

หรือ ฮอ จองมู (허정무) อีกหนึ่งตำนานทีมชาติ ศิษย์เก่าจากสาขาการพลศึกษา (Department of Physical Education) คณะศึกษาศาสตร์ (College of Sciences in Education) ยอนแด ได้เปิดเผยบรรยากาศเมื่อเขาได้ลงสนามในอาภรณ์ “ฟ้าคราม” ของสถาบันเช่นกัน ความว่า
“มีอยู่ปีหนึ่ง ผมจำไม่ได้แล้วว่าปีไหนและใครชนะ แต่เหลือเวลาการแข่งขันอีก 8 นาที กรรมการเป่าจุดโทษให้เรา (ยอนแด) โอ้โห! เท่านั้นแหละครับ วุ่นวายไปทั้งสนามเลย”
ส่วน คิม โฮกน (김호곤) รุ่นพี่โคแดในสาขาของฮอ ที่เคยกลับมารับใช้สถาบันด้วยการคุมทัพลงแข่งขันรายการนี้กว่า 7 ปี ก็ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า
“เกมเดียวตัดสินทุกอย่างครับ ถ้าไม่ชนะที่ซ้อม ๆ กันมาตลอดปีก็ไม่มีความหมาย”
ซึ่งสอดคล้องกับ ซอ จองวอน (서정원) ตำนานทีมชาติ และยอดโค้ชแห่งซูวอน บลูวิงส์ ที่กล่าวว่า
“ชนะทีเดียวนี่ ผมแอ็กอาร์ตได้ทั้งปีครับ”
หรือกระทั่งรุ่นพี่โคแดในสาขาของฮง อย่าง พัค ซองฮวา (박성화) อดีตกุนซือชุดยู-23 เกาหลีใต้ และทีมชาติเมียนมาชุดใหญ่ ยังได้ออกมาบอกว่า
“ผมพูดตรง ๆ เลยนะ การได้ลับแข้งกับพวกเขา (ยอนแด) โคตรตื่นเต้นกว่าการลงเล่นทีมชาติหรือเจอมหาวิทยาลัยอื่น ๆ อีกครับ”
เดือดยันนอกสนาม
จากที่เจาะลึกไปที่ข้อคิดเห็นของนักกีฬาในสนามที่ซึมซับบรรยากาศของกีฬาประเพณีนี้แบบสุดแสนจะกดดัน จะพบว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องของ “ศักดิ์ศรี” ที่ต้องมีการชนะแบบเบ็ดเสร็จ Winner takes all เท่านั้นจึงจะสาแก่ใจ แพ้มาคือซึมเศร้ากำเริบจนแทบจะต้องนำปี๊ปมาคลุมหัวและไม่อยากสู้หน้าใครตลอดปี
และแน่นอนว่าตามตำราของโลกกีฬาที่เรื่องของศักดิ์ศรีและความเดือดนั้นไม่ได้จำกัดอยู่ในพื้นที่แข่งขันอย่างเดียว แต่พื้นที่ข้างสนามอย่างบรรดา “กองเชียร์” ก็ได้รับการส่งถ่ายออกมา บางครั้งอาจจะมีอารมณ์ร่วมมากกว่านักกีฬาเสียด้วยซ้ำ
โดยสังเกตุเห็นได้ตั้งแต่การประดับตกแต่งป้ายผ้า บิลบอร์ด หรือไวนิลที่มหาวิทยาลัยยันสนามแข่งขัน ด้วยข้อความที่มีลักษณะของ “การบลัฟ” กันด้วยถ้อยคำที่รุนแรงแต่ไม่ถึงกับหยาบ ดังนี้
โคแดจะใช้โควตประมาณว่า
“ขอบใจนะไอ้กากยอนแด ที่มอบชัยชนะอันหอมหวานให้กับโคแด”
“พาฬพยัคฆาอย่างเราไประดับโลกแล้วเว้ย ยอนแดอยู่ไหน ?”
“ชีวิตมีค่า อย่ามากล้ากับโคแด”
“เลหลังตั๋วเลย ยอนแดแพ้ราบคาบแน่”
“ขนโคตรพ่อโคตรแม่มาเชียร์ด้วยหรือ วันนี้กลับบ้านไปเลี้ยงหลานเถอะ”
ส่วนยอนแดจะใช้โควตประมาณว่า
“เฮ้ย! พวกเรายังไว้ลายนะเฮ้ย!”
“โคแดน่ะหรือ ไม่คณามือยอนแดหรอกโว้ย”
“ยอนแดเกรียงไกร โคแดเป็นใครริอาจมาเทียบเทียม”
“โคแด ไม่คุ้นเลย ? 555555555 แอดมิชชั่นใหม่ยังทันนะพวก!”
“อย่าให้เห็นนะว่าใครเชียร์โคแด เดี๋ยวพ่อฆ่าเสียให้เกลี้ยง”
ยังไม่นับรวมการแหกปากตะโกนเชียร์ข้างสนาม ไม่ว่ากีฬานั้น ๆ จะแข่งขันกันกี่นาที กองเชียร์ทั้งโคแดและยอนแดก็ไม่มีหวั่น พร้อมส่งใจไปซ้อมฝากใจไปแข่งทั้งวันทั้งคืน และยังไม่นับรวมบรรดาเชียร์ลีดเดอร์ที่ซุ่มฝึกซ้อมหามรุ่งหามค่ำ แทบล้มประดาตายมาตลอดทั้งปี
รวมไปถึงกลุ่มคนที่ทำการแสดงและแสงสีเสียงตระการตา ชนิดที่เทียบกับคอนเสิร์ตของศิลปินเบอร์ใหญ่ ๆ ในประเทศได้ ยังไม่ว่าในบางครั้งมีการจุดพลุแฟร์หรือควันสัญญาณสีประจำมหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าบรรยากาศการเชียร์ สนุกสนานกว่าการเชียร์กีฬาอาชีพในประเทศแบบไม่เห็นฝุ่น ทำนองดูเคลีกนั่งตบยุง แต่ดูกีฬาประเพณีแล้วคึกคักทันที
แต่เดชะบุญ ความเดือดดังกล่าวทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของ “Passion” มากกว่าที่จะมาใส่เดี่ยวกันด้วยการปะทะด้วยร่างกาย คือเป็นการใส่ไม่ยั้งเพื่อเชียร์สถาบันที่รัก แต่ก็ไม่ได้โหดขนาดที่ต้องนำเลือดหัวของอริออกมา หรือมีอารมณ์แบบ “กีฬาแพ้ คนไม่แพ้” แม้จะมีความเจ็บใจ แต่เมื่อรูดม่านปิดฉากลงจะเสื้อเลือดหมูหรือฟ้าครามก็นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกลับบ้านด้วยกันได้โดยไม่มีการสร้างงานให้ตำรวจหลังจากนั้น
คำครหาถาโถม
จากที่กล่าวในข้างต้นจะเห็นได้ว่า แม้ขอบข่ายการแข่งขันจะอยู่แค่สองสถาบัน แต่ประเพณีดังกล่าวได้กลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่สังคมเกาหลีใต้มากว่าร้อยปี แน่นอนว่าสิ่งใดที่อยู่มานานและมีลักษณะของการ “ผูกขาด” ย่อมต้องถูกตั้งคำถามหรือมีคำครหาตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประการแรก คือเรื่องของ “ความเป็นอีลีตทางกีฬา” แน่นอนว่าผลพวงย่อมมาจากความเป็นอีลีตทางการศึกษาเป็นทุนเดิม เพราะการได้เข้าไปเรียนโคแดหรือยอนแดเป็นการสร้าง “คอนเน็กชั่น” อยู่แล้วในทางหนึ่ง และหากคิดตามหลักความเป็นจริงคนเหล่านี้เป็นใหญ่เป็นโตกันทั้งนั้น มีหรือที่จะไม่ดึงรุ่นน้องที่จบจากสถาบันเดียวกันไปร่วมงานเพราะคุยภาษาเดียวกันเข้าใจบริบทที่คล้ายคลึงกัน ผ่านการขัดเกลาเชิงสถาบันมา 4 ปี
เรื่องนี้ในวงการฟุตบอลฉาวที่สุด เพราะหลังจากปี 2002 ที่เกาหลีใต้ผงาดง้ำในฟุตบอลโลกเป็นต้นมา สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ (KFA) ก็เลือกที่รักมักที่ชังโดยถ้าไม่เลือกโคแดก็ยอนแดเท่านั้นถึงจะมีโอกาสเติบโตในนามทีมชาติ นั่นเพราะหัวเรือใหญ่ของสมาคมจบจากสถาบันดังกล่าว แถมการเลือกบุคลากรจากสถาบันเช่นนี้ยังทำให้ทีมชาติตกต่ำในฟุตบอลโลกมาตั้งแต่ปี 2014 และยิ่งการขึ้นเป็นรองประธานสมาคมของ คิม โฮกน ยิ่งทำให่สถานการณ์หนักเข้าไปอีก เพราะเขาเลือกแต่คนจบยอนแดทั้งสิ้น
บาสเกตบอลก็ไม่น้อยหน้า ในช่วงยุค 1990s ถ้าจะติดทีมชาติได้ต้องจบการศึกษาจากโคแดไม่ก็ยอนแดเท่านั้น ถึงขนาดมีชื่อเรียกยุคทองนี้ว่า “อปป้าบูแด (오빠부대)” หรือ “ทีมของเหล่าพรี่ ๆ” เลยทีเดียว กระนั้นภายหลังได้มีการเปลี่ยนมือและไม่มีการผูกขาดอีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้นในเรื่องของการดราฟต์ประจำฤดูกาล ทางสมาคมบาสเกตบอลเกาหลีใต้จะให้สิทธินักกีฬาจากโคแดและยอนแดก่อนสถาบันอื่น ๆ ทุกครั้ง ทำให้นักบาสที่จบจากสองสถาบันนี้ได้ไปอยู่แต่กับทีมใหญ่ ๆ ซึ่งทีมใหญ่ ๆ ก็มีเจ้าของที่จบจากสถาบันดังกล่าวที่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน
หรือแม้กระทั่งการส่งนักกีฬาไปแข่งขันในโอลิมปิกก็ยังต้องให้โคแดหรือยอนแดเป็นหัวเรือในการส่งนักกีฬาเข้าแข่งขัน สิ่งนี้ทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยว่า สถาบันที่ดีจะสร้างใบเบิกทางให้นักกีฬา หรือนักกีฬาเก่งอยู่แล้วจึงเลือกสถาบันที่อุ้มชูตนได้กันแน่ ?
แม้กระทั่งเรื่อง “เปลืองงบ” ก็ยังถูกตั้งคำถามทั้งจากศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าบางส่วนที่ไม่อินกับการจัดงานและเล็งเห็นว่า “ดักดาน” และสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ แทนที่จะนำงบประมาณไปลงกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาหรือช่วยเหลือเรื่องทุนทรัพย์แก่นักศึกษายากไร้ กลับนำไปละลายแม่น้ำหมด แถมยังเดือดร้อนงบประมาณด้าน “การรักษาความปลอดภัย” ของประเทศ เพราะอย่าลืมว่าตำรวจต้องเกณฑ์เจ้าหน้าที่มากระจุก ณ ที่ที่เดียวเพื่อดูแลคนเรือนแสน แทนที่จะกระจายกำลังไปดูแลประชาชนในที่อื่น ๆ แถมยังต้องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างเรื่องสุขอนามัย สภาพแวดล้อม หรือการจราจรอีกด้วย
ยังไม่รวมกับประเพณีบ้า ๆ บอ ๆ ที่เรียกว่า “เกมรถไฟ (기차놀이)” ที่จะให้กองเชียร์โคแดหรือยอนแดมายำ ๆ รวมกันต่อตัวกันเป็นขบวนรถไฟเดินออกไปทั่วโซล เพื่อขออาหารฟรีจากร้านโชห่วยต่าง ๆ ซึ่งทำมาตั้งแต่สมัยชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยช่วงยุค 1970s-1980s และยังคงทำต่อมาเรื่อย ๆ แน่นอนว่าถ้าทำแค่หลักสิบยังพอได้ แต่ส่วนมากทำกันเป็นหลักครึ่งแสน เรียกได้ว่าบรรดาร้านโชห่วยที่ไม่ได้มีทุนอู้ฟู่แบบร้านแฟรนไชส์ย่อมได้รับผลกระทบจากการ “ขอกินฟรี” เป็นอย่างมาก ถึงขนาดมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างถึงเครื่องว่า “ตกลงพวกนี้เป็นปัญญาชนหรือขอทานกันแน่ ?”
ซึ่งในท้ายที่สุด กีฬาประเพณีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคตไม่มีใครรู้นอกจากจะมีตาทิพย์หรือสร้างไทม์แมชชีนได้ หากแต่สิ่งหนึ่งที่รู้กันเป็นอย่างดี นั่นคือ กีฬาประเพณีโคแด-ยอนแดนี้ “แข็งจริง” อย่างไม่ต้องสงสัย
แหล่งอ้างอิง
หนังสือ Colonial Rule and Social Change in Korea 1910-1945
หนังสือ Japanese Assimilation Policies in Colonial Korea, 1910-1945
https://koreajoongangdaily.joins.com/2023/02/15/sports/more/KUSF-College-Sports-ULeague-KoreaYonsei-derby-Battle-for-the-Capital/20230215155653463.html
http://www.koreatimes.co.kr/www/news/nation/2013/07/117_11805.html
https://www.uofhorang.com/culture/why-are-korea-university-and-yonsei-university-rivals
https://n.news.naver.com/sports/kfootball/article/001/0002069604
https://web.archive.org/web/20131002071548/http://www.kuleader.net/history/history02.php
https://www.etoday.co.kr/news/view/1375398