Feature

คลองเตยสไตล์ : บริบททางสังคมที่ทำให้ "แพท สเตเดียม" เป็นตำนาน "นรกทีมเยือน" ฟุตบอลไทย | Main Stand

"ท่าเรือครับ โหดดีครับ ไอส** นึกว่าไปดูการต่อสู้ เค้ามีเรื่องบ่อย ผมชอบมากเลยครับ"

 


นี่ไม่ใช่การด่า แต่เป็นมุกตลกของ น้าค่อม ชวนชื่น ดาวตลกผู้ล่วงลับ ที่เคยถูกถามว่า "เชียร์สโมสรไหนในไทยลีก"

"นรกทีมเยือน" คือคำเปรียบเทียบของทีมฟุตบอลที่มีจุดแข็งในการเล่นเป็นทีมเหย้า แข็งแกร่งในที่นี้ไม่ใช่แค่การเอาชนะคู่แข่งเท่านั้น แต่มันคือการสร้างบรรยากาศที่ทำให้ทีมของตัวเองเล่นแบบมุ่งมั่นทุ่มเทเต็มร้อย 

และที่สำคัญที่สุดคือการตะโกน โห่ร้อง หรือแม้กระทั่งด่าทอให้ฝั่งตรงข้ามขาสั่นเสียสมาธิจนเล่นไม่เป็นตัวของตัวเอง 

และนี่คือ "นรกทีมเยือนแห่งไทยลีก" ... ทำไม แพท สเตเดียม รังเหย้าของ การท่าเรือ เอฟซี จึงได้รับฉายานี้ ? ติดตามได้ที่นี่กับ Main Stand 

 

คลองเตย คนเคย ๆ กัน 

ฟุตบอลไทยนั้นแปลกอยู่อย่าง หากไม่ดัง ไม่ทำโฆษณา ไม่เป็นแชมป์ ไม่มีนักเตะระดับทีมชาติ ก็ยากจะเป็นทีมที่มีแฟนบอลเหนียวแน่นระดับคอยตามเชียร์ทุก ๆ เกมได้ 

ย้อนกลับไปไม่นานเกินไปนัก ในช่วงราว ๆ 15-20 ปีก่อน หลายท่านคงเคยได้ยินหรือได้เห็นเรื่องเล่าของฟุตบอลไทยยุคนั้นที่ต้องเอาตลกมาเล่นในช่วงพักครึ่ง มีการแจกของรางวัลคนที่เข้ามาชมในสนาม นั่นแสดงให้เราเห็นว่าวัฒนธรรมฟุตบอลของบ้านเรานั้น ยังค่อนข้างห่างไกลกับประเทศที่เรามองเป็นแบบอย่างเช่น ฟุตบอลอังกฤษ หรือเอาที่ใกล้ตัวหน่อยก็คือฟุตบอลญี่ปุ่น ที่แม้จะมีการผลักดันเป็นลีกอาชีพได้เพียงราว ๆ 30 ปี แต่ตอนนี้ระบบของเขาก็ลงตัว และเราได้เห็นวัฒนธรรมฟุตบอลของแฟนบอลญี่ปุ่นที่ชัดเจนมากขึ้น 

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น หากไม่ดัง โฆษณาไม่ดี แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ทีมฟุตบอลไทยจะซื้อใจแฟนบอลโดยเฉพาะแฟนฟุตบอลท้องถิ่นได้เลย ที่สาหัสเป็นพิเศษคงไม่พ้นทีมที่มาจากองค์กร ซึ่งโดยมากมีถิ่นฐานอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ตัวแทนจังหวัดอย่าง ชลบุรี เอฟซี และ สุพรรณบุรี เอฟซี ที่สามารถสร้างกระแสท้องถิ่นนิยมจนได้ย้ายจาก ไทยแลนด์ โปรวินเชียลลีก หรือ โปรลีก มาแข่งขันกับฟุตบอล ไทยแลนด์ พรีเมียร์ลีก ที่ตอนนั้นมีแต่ทีมองค์กรทั้งสิ้น 

อย่างไรก็ตามเราไม่อาจจะรวมเอาทีม การท่าเรือ เอฟซี ไว้ในกลุ่มทีมองค์กรที่เตะกันเองดูกันเองได้เลย เพราะนี่คือสโมสรที่สามารถเอาชนะใจแฟนบอลท้องถิ่นได้ และเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีแฟนบอลเข้าไปเชียร์ในสนามมากที่สุด แม้ว่า แพท สเตเดียม สังเวียนเหย้าของพวกเขาจะจุคนได้ราว 6 พันคนเท่านั้น   

อย่าลืมว่าท่าเรือคือทีมที่ไม่เคยประสบความสำเร็จในฐานะแชมป์ลีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว เกียรติประวัติที่มีก็คือเกมฟุตบอลถ้วยอย่าง เอฟเอ คัพ กับ ลีกคัพ เท่านั้น และก็ได้มาครองรวมกันแค่ 3 ครั้ง (เอฟเอ คัพ 2 ลีกคัพ 1) ซึ่งถือว่าไม่มากเลยหากเทียบกับสโมสรที่ก่อตั้งมาแล้วถึง 64 ปี ... คำถามคือ "ท่าเรือได้ใจแฟนบอลท้องถิ่นได้อย่างไร ?" 

ซึ่งคำตอบสามารถอิงบริบทสังคม อีกทั้งยังมีต้นแบบที่ชัดเจนอีกด้วย 

สโมสรการท่าเรือ ตั้งอยู่ใน ย่านคลองเตย กรุงเทพมหานคร ที่แห่งนี้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมของเมืองหลวง แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด แต่หลายอย่างที่ถูกเล่าผ่านสื่อ คลองเตย มักจะถูกทำให้รู้จักในแง่มุมนั้นมากกว่าเรื่องอื่น  

คลองเตย มีประวัติยาวนานตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1930s ที่รัฐบาลไทยมีแผนจะสร้างท่าเรือขนส่งสินค้าที่คลองเตย ซึ่งทำให้ช่วงปี 1930-1940 เป็นต้นมา คลองเตย จึงเป็นเหมือนตลาดแรงงานที่มีอัตราความต้องการคนทำงานสูงและหลากหลายตำแหน่ง ดังนั้นจึงมีคนจากต่างถิ่นหลั่งไหลเดินทางย้ายถิ่นเข้ามาทำงานและอยู่อาศัยจนเกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ขึ้น ยิ่งนานวันคนก็ยิ่งย้ายเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยไม่มีการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพอ ทำให้เกิดเป็นชุมชนแออัดขนาดใหญ่ และคลองเตยก็เป็นที่รู้จักในฐานะชุมชนแออัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

คลองเตย คือพื้นที่อาศัยของกลุ่มชนชั้นแรงงานขนาดใหญ่ และหากจะถามว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่แรงงานเหล่านี้เข้าไปเชียร์ทีมฟุตบอลการท่าเรือ หรือเป็นแฟนพันธุ์แท้ของทีม ๆ นี้ แม้รกรากของพวกเขาจะไม่ใช่คนกรุงเทพฯ โดยกำเนิดก็ตาม ?

คำตอบนี้เคยถูกพูดถึงโดย อาจินต์ ทองอยู่คง อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับทาง Main Stand ในหัวข้อ "เสน่ห์ของพื้นที่ปลดปล่อย : เหตุผลใดทำให้แฟนบอลในสนามต้องแหกปากตะโกนด่า ?" ซึ่งคำตอบหลัก ๆ ก็คือ "เพราะฟุตบอลคือกีฬาที่สร้างมาเพื่อชนชั้นแรงงานโดยแท้จริง"

"ฟุตบอลมันมีความรู้สึกของกีฬาสำหรับแรงงานอยู่แล้ว ... ถ้าพูดในเชิงวิชาการ ฟุตบอลสมัยใหม่ เป็นกีฬาที่ถูกสร้างมาให้แรงงาน เพราะต้องมีเวลาว่างวันเสาร์-อาทิตย์ ไปดูบอลที่สนามได้ ถ้าคุณเป็นพนักงาน คุณทำได้ แต่ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ หรือระดับผู้บริหาร คุณไม่มีเวลาดูฟุตบอลในสนามทุกสุดสัปดาห์ได้หรอก" 

นี่คือชุมชนที่รวมแรงงานแขนงต่าง ๆ รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ พวกเขามีเวลาว่างเสาร์-อาทิตย์จากการทำงานหนักตรากตรำมาตลอด 5 วัน ดังนั้น "ฟุตบอล" คือหนึ่งในกิจกรรมสันทนาการที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ฟุตบอลไทยโดยเฉพาะในยุคเมื่อสัก 10-15 ปีก่อน มีค่าตั๋วไม่แพงนัก โดยในปี 2010 หรือปีที่ ท่าเรือ เพิ่งเป็นแชมป์ ลีกคัพ มาหมาด ๆ มีค่าตั๋วเข้าชมเกมแค่เพียง 50 - 80 บาทเท่านั้น และที่ยิ่งกว่าคำว่าสบายกระเป๋าคือ การดูฟุตบอลเป็นเหมือนการได้มาเจอเพื่อน พี่ น้อง คนที่ชอบสิ่งเดียวกัน นี่คืออีกเหตุผลหลักที่ทุกคนพร้อมจะจ่ายเพื่อความสุขข้อนี้  

ที่สนามฟุตบอลแทบทุกที่เราจะได้เห็นบรรบากาศที่คล้าย ๆ งานปาร์ตี้ขนาดย่อม ๆ หลากหลายรูปแบบ ที่ แพท สเตเดียม นั้นมีทั้งแบบครอบครัวปูเสื่อปิกนิก, การตั้งกลุ่มดื่มกินกันพร้อมเสียงดนตรีจากกลุ่มแฟนบอลที่พกเครื่องดนตรีมาสำหรับเอาเข้าไปเชียร์ในสนาม นี่คือบรรยากาศที่ต่อให้คนที่ไม่ได้มีความคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลเป็นหลักก็ยังติดใจ เรียกได้ว่าสุดสัปดาห์ที่ แพท สเดตียม เปรียบเสมือนกับการเอาความเหนื่อยล้าของพี่น้องชาวคลองเตยมาทิ้ง พร้อมกับชาร์จแบตเพื่อกลับไปสู้งานกันต่อเมื่อเช้าวันจันทร์เริ่มขึ้น

การมาเพราะความสุข กลายเป็นการซึมซับและตกผลึกจนกลายเป็นวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลแบบชาวคลองเตยหรือที่มาจากพื้นที่อื่น ๆ และกลไกง่าย ๆ ข้อแรกของนรกทีมเยือนเริ่มขึ้นตรงนี้ ... พวกเขามีแฟนบอลที่พร้อมจะเข้ามาชมเกมเหย้าทุกนัด แม้จะเป็นเกมที่เจอกับทีมเล็ก ๆ หรือเกมกระชับมิตรก็ตาม 

 

ปลดปล่อยอารมณ์ 

การมีคนเข้ามาชมเกมในสนามคือจุดเริ่มต้นของเสียงเชียร์และการข่มขวัญคู่แข่งก็จริง แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่ทั้งหมด จำนวนคน ต้องสัมพันธ์กับแอ็กชั่นหรืออารมณ์ร่วมของแฟนบอลด้วย และในส่วนนี้เองที่ความเป็นคลองเตยสไตล์นั้นช่วยสร้างบรรยากาศการเชียร์ได้มากเป็นพิเศษไม่เหมือนกับสนามไหน ๆ ในฟุตบอลไทย ต้นเหตุมาจากอารมณ์ร่วมของพวกเขานั่นเอง 

อย่างที่เราได้กล่าวไป คอฟุตบอลไทยส่วนน้อยมาก ๆ ที่จะเริ่มเชียร์สโมสรในประเทศ รักแรกในโลกฟุตบอลของใครหลายคนต่างมาจากฟุตบอลพรีเมียร์ลีก หรือชาติอื่น ๆ ในยุโรปแทบจะ 90% เลยก็ว่าได้ 

การเสพติดฟุตบอลแบบการถ่ายทอดสดผ่านหน้าจอโทรทัศน์ เป็นการสนับสนุนทีมที่ตัวเองรักอย่างหนึ่ง มันแสดงออกถึงความ "อิน" กับทีม ๆ นั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือการดูฟุตบอลผ่านหน้าจอไม่สามารถสร้างความผูกพันกับสโมสรได้เท่ากับการเข้าไปสัมผัสและคลุกคลีกับทีมจริง ๆ ดังนั้นการเชียร์ฟุตบอลต่างประเทศจึงให้ความรู้สึกในการเป็น "กองเชียร์" เท่านั้น 

ขณะที่แฟนฟุตบอลต่างประเทศก็จะมีความอินกับทีมของพวกเขาที่ถือเป็นทีมท้องถิ่นของตัวมากขึ้นไปอีกระดับ พวกเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนกับเจ้าของสโมสร เป็นส่วนหนึ่งของทีม และฟุตบอลคือ 1 ในความภาคภูมิใจในชีวิตของพวกเขาเลยก็ว่าได้ 

ตัวอย่างความอินและรู้สึกรักสโมสรราวกับเป็นเจ้าของเองก็เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ จากการที่แฟนบอลของ 6 สโมสรยักษ์ใหญ่ในอังกฤษอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, เชลซี, สเปอร์ส และ อาร์เซน่อล ออกมาต่อต้านการเข้าร่วมโปรเจ็กต์ "ซูเปอร์ลีก" 

แฟนบอลที่นั่นออกมาประท้วงอย่างจริงจังชนิดพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้คนที่สวมสูทและนั่งอยู่ที่เก้าอี้ผู้บริหารเปลี่ยนใจ ซึ่งก็อย่างที่เราเห็นกัน เสียงของแฟนบอลเป็นฝ่ายชนะในที่สุด มันเป็นตัวอย่างการแสดงพลังออกมาได้อย่างชัดเจน 

กลับมาที่คอฟุตบอลไทยส่วนใหญ่ที่เริ่มต้นรักฟุตบอลจากการดูฟุตบอลต่างประเทศ เมื่อได้มาเชียร์ฟุตบอลไทยก็จะเกิดความเข้าใจในแบบที่คล้าย ๆ กัน กล่าวคือคิดว่าตัวเองเป็นกองเชียร์เท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้เราไม่ได้กล่าวโทษหรือด้อยค่าใคร แต่วัฒนธรรมฟุตบอลของไทยนั้นยังมีความเข้มข้นไม่มากพอ ความผูกพันระหว่างสโมสรกับแฟนบอลยังไม่แน่นแฟ้นเท่ากับสโมสรในต่างประเทศที่มีแฟนบอลส่งต่อวัฒนธรรมสืบต่อกันมาหลายรุ่นอายุ ขณะที่ของความผูกพันของสโมสรฟุตบอลไทยกับแฟนบอลนั้นจะบอกว่าเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่กันกันจริง ๆ จัง ๆ ก็ราว ๆ 10-15 ปีเท่านั้นในแง่ของภาพรวม  

"ฟุตบอลไทย มีความรู้สึกแบบชนชั้นกลาง ไม่ใช่แรงงานชนชั้นล่างแบบต่างประเทศ เรื่องกริยามารยาท ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความเป็นสุภาพชน แบบชนชั้นกลาง จึงถูกนำมาใส่ไว้ในการเชียร์ฟุตบอลแบบไทยด้วย" อาจินต์ ทองอยู่คง ว่าถึงวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลในสนามแข่งขันแบบไทย ๆ ในภาพรวม  

จุดนี้เป็นจุดที่ แพท สเตเดียม แตกต่างกับสนามอื่น ๆ ในแง่ของบรรยากาศ พวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนชนชั้นแรงงานจริง ๆ และผูกพันกับสโมสรมานาน ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้นเมื่อแฟนบอลรู้สึกว่าสโมสรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พวกเขาก็จะระบายทุกอย่างออกมาเวลาเชียร์ เช่น ตะโกนด่านักเตะฝั่งตรงข้าม, ด่านักฟุตบอลทีมตัวเองที่เล่นไม่ได้ดั่งใจ, ด่าโค้ชฝั่งตัวเอง, สบถคำหยาบ ทุก ๆ อย่างเท่าที่พวกเขารู้สึกว่าจะได้ระบายมันออกมา เรียกง่าย ๆ ว่า แพท สเตเดียม คือสนามที่ไม่ต้องเหนียมอายอะไร เพราะทุกคนพร้อมจะตะโกนด่าเหมือนกันทั้งหมด โดยเฉพาะจังหวะโห่หรือด่าใส่นักเตะฝั่งคู่แข่งจะยิ่งพร้อมเพรียงเป็นพิเศษ 

ด้วยสนามที่ค่อนข้างแคบ ไม่มีลู่วิ่งกั้น หรือเรียกได้ว่าเป็นฟุตบอลสเตเดียมที่แฟนบอลเจ้าถิ่นอยู่ใกล้กับนักเตะฝั่งตรงข้ามเพียงเอื้อมมือ ดังนั้น แพท สเตเดียม จึงเป็นสนามที่แฟนบอลสามารถส่งอารมณ์ไปถึงนักเตะในสนามได้โดยตรงไม่ว่าจะเป็นการให้เชียร์ฝั่งตัวเองหรือกดดันฝั่งตรงข้าม ทุกเสียงที่เกิดขึ้นจะถูกได้ยินไปถึงนักฟุตบอลชัดเป็นพิเศษ ยิ่งเมื่อมีแกนนำเชียร์บอกจังหวะประสานเสียงให้แฟนบอลตะโกนออกมาพร้อม ๆ กันในช่วงที่อารมณ์ของเกมกำลังคุกรุ่น ทั้งหมดนี้ถือเป็นบรรยากาศที่แสดงอารมณ์ร่วมของแฟนบอล และเคลือบสนามแห่งนี้ให้มีบรรยากาศที่เดือดดาลในทุก ๆ สุดสัปดาห์นั่นเอง 

 

ข่าว ประวัติ และ การถูกตีตรา 

ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างแฟนบอลกับสโมสร และเรื่องของโครงสร้างเชิงสังคมที่รับกับวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลในสนามนั้นเราได้กล่าวไปจนหมดแล้ว แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ แพท สเตเดียม ถูกเรียกว่า นรกทีมเยือน นั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันเกิดจากภาพจำและการตัดสินจากการรับสารจากสื่อรวม ๆ กัน 

แฟนบอลการท่าเรือนั้นถูกมองว่าเป็นกลุ่มแฟนบอลที่ป่าเถื่อน จากเหตุการณ์ในอดีตมากมายหลายครั้ง เช่นการมีเรื่องกับแฟนบอลทีมอื่น ๆ ที่ดังหน่อยก็คือเหตุการณ์กับแฟนบอล เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่เราจะไม่กล่าวโทษว่าใครเป็นคนผิด แต่ที่แน่ ๆ การปะทะกันครั้งนั้นยังส่งผลมาถึงตอนนี้ ที่แฟนบอลทั้งสองทีมก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปชมการแข่งขันในเวลาที่ทีมของพวกเขาเล่นเป็นทีมเยือนได้เลย 

การที่แฟนบอลมีเรื่องกับทีมอื่น ๆ ทำให้สื่อพุ่งประเด็นมาที่ท่าเรือได้บ่อย ๆ เพราะว่าขายข่าวได้ และสุดท้ายมันก็กลายเป็นภาพจำของแฟนการท่าเรือไปแล้ว แม้ปัจจุบันจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงหรือการปะทะเกิดขึ้นมาหลายปีแล้วก็ตาม โดยเฉพาะที่แพท สเตเดียม นั้น จากการสืบค้นประวัติและข่าวเก่า ๆ เราแทบไม่พบเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกับแฟน ๆ ทีมอื่นเลย ส่วนใหญ่การปะทะจะเกิดขึ้นในการเล่นเกมเยือนทั้งสิ้น 

เหตุผลอาจเป็นเพราะในเกมที่การท่าเรือไปเป็นทีมเยือน แฟนบอลของพวกเขาจะตื่นตัวกันมาก ถ้าไม่ได้ไปต่างจังหวัดหรือไปแข่งที่ไกล ๆ แฟนบอลการท่าเรือก็มักจะยกโขยงกันไปชนิดที่ว่าบัตรทีมเยือนที่ทีมเจ้าบ้านเตรียมไว้ยังขายไม่พอเลยด้วยซ้ำ อาทิ เกมชิงแชมป์ฟุตบอลถ้วยที่สนามศุภชลาศัยในช่วงปี 2009-2010 ที่แฟน ๆ ของท่าเรือจะตั้งขบวนรถมอเตอร์ไซค์จาก แพท สเตเดียม และเดินทางไปถึงสนามแข่งขันพร้อม ๆ กัน 

ล่าสุดในเกมนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ปี 2019 ที่ ลีโอ สเตเดียม กับ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี บรรยากาศแบบนั้นก็ยังคงมีอยู่ แฟนท่าเรือขี่มอเตอร์ไซค์มาจากคลองเตยและตั้งขบวนเดินเข้าสู่สนามพร้อมกัน จนเป็นภาพที่ถูกสื่อหลายเจ้านำมาลง ซึ่งก็ดูเป็นภาพที่อาจจะชวนให้ฮึกเหิมในหมู่แฟนบอลท่าเรือ แต่สำหรับแฟนบอลทีมอื่น ๆ ก็อาจจะเกร็ง ๆ และกังวลอยู่บ้าง เพราะชื่อเสียงเก่า ๆ และการถูกสื่อใช้เป็นตัวแทนของภาพ "แฟนบอลหัวรุนแรง" อยู่เป็นประจำ 

"ท่าเรือครับ โหดดีครับ ไอส** นึกว่าไปดูการต่อสู้ เค้ามีเรื่องบ่อย ผมชอบมากเลยครับ" นี่ไม่ใช่การด่า แต่เป็นมุกตลกของ น้าค่อม ชวนชื่น ดาวตลกผู้ล่วงลับ ที่เคยถูกถามว่า "เชียร์สโมสรไหนในไทยลีก" ซึ่งน้าค่อมก็อ้างถึงทีมท่าเรือด้วยเหตุผลที่เน้นเอาฮาตามที่กล่าวไปข้างต้น      

 

 

เสียงของน้า มุกตลกของน้า... จะอยู่ในใจแฟนท่าเรือตลอดไป ???? แสดงความเสียใจอีกครั้ง ต่อการจากไปของ “น้าค่อม” ค่ะ #PortFC

Posted by การท่าเรือ เอฟซี Port FC on Thursday, April 29, 2021

 

ทุกวันนี้แฟนบอลไทยหลายคนก็ยังคงมองแฟนบอลการท่าเรือไปในทิศทางนั้นอยู่ เรียกได้ว่าต่อให้จะมีเรื่องหรือไม่มี ภาพจำของแฟนบอลการท่าเรือก็ถูกจำในรูปแบบนั้นไปเป็นที่เรียบร้อย และคงต้องใช้เวลากันอีกพักใหญ่ถึงจะทำให้หลายคนมองพวกเขาใหม่ ว่าพวกเขาแค่มีอารมณ์ร่วมกับเกมสูงเป็นพิเศษเท่านั้น ไม่ได้ไปดูฟุตบอลเพื่อมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การไปต่อยตีกับใคร 

วัฒนธรรมฟุตบอล, วิถีชีวิตความเป็นอยู่, บริบททางสังคม และ ภาพจำจากในอดีต นี่คือเหตุผลที่ใครต่อใครก็เรียก "แพท สเตเดียม" สนามเหย้าของการท่าเรือ เอฟซี ว่า "นรกทีมเยือน" มาจนถึงทุกวันนี้ 

 

อ้างอิง 

ท่าเรือ-มิลล์วอลล์ : สองทีมต่างซีกโลกที่เหมือนกันแทบทุกมิติ | MAIN STAND
เสน่ห์ของพื้นที่ปลดปล่อย : เหตุผลใดทำให้แฟนบอลในสนามต้องแหกปากตะโกนด่า ?
ทอม เอิร์ลส์ : หนุ่มอังกฤษผู้หลงรักคลองเตยและฟุตบอลไทยจนลืมพรีเมียร์ลีก | MAIN STAND
https://workingclassstudies.wordpress.com/2021/04/26/english-football-and-working-class-culture/
https://www.jstor.org/stable/pdf/3787342.pdf

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Art Director ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น