FEATURE

น้อยกว่ากรุงเทพ : เหตุใดอุรุกวัยจึงผลิตแข้งชั้นยอดได้ต่อเนื่อง ทั้งที่มีประชากรแค่ 3 ล้านคน | Main Stand



"ฟุตบอลอุรุกวัยคือปาฏิหาริย์" นาโช ไกด์ชาวอุรุกวัยกล่าวกับ Independent 

 


อาจจะไม่ใช่คำที่กล่าวเกินเลย หากจะบอกว่า อุรุกวัย คือหนึ่งในชาติที่ประสบความสำเร็จในด้านฟุตบอลของโลก เมื่อพวกเขาคือเจ้าของตำแหน่งแชมป์โลก 2 สมัย เหรียญทองโอลิมปิก 2 ครั้ง และแชมป์โคปา อเมริกา อีก 15 สมัย 

ขณะเดียวกันพวกเขายังสามารถผลิตนักเตะชั้นยอดมาประดับวงการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น หลุยส์ ซัวเรซ, เอดินสัน คาวานี่ หรือล่าสุด ดาร์วิน นูนเยซ ที่เพิ่งย้ายไปร่วมทีมลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวมากถึง 75 ล้านยูโร 

แทบไม่น่าเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากดินแดนที่มีพื้นที่เทียบเท่ากับภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย และมีประชากรเพียงแค่ 3.5 ล้านคน หรือน้อยกว่าในกรุงเทพฯ เสียด้วยซ้ำ 

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับ Main Stand 

 

ต้นตอจากประวัติศาสตร์ 

176,215 ตารางกิโลเมตร คือขนาดของ อุรุกวัย ชาติเล็ก ๆ ในอเมริกาใต้ ที่แทรกตัวอยู่ระหว่างดินแดนอันกว้างใหญ่ของ บราซิลและอาร์เจนตินา และฝั่งตะวันออกหันหน้าสู่มหาสมุทรแอตแลนติก

ทั้งนี้นอกจากพื้นที่ใช้สอยที่จำกัดแล้ว ดินแดนที่มีขนาดใกล้เคียงกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยแห่งนี้ยังมีประชากรเพียงแค่ 3.5 ล้านคน น้อยเป็นอันดับ 3 ของทวีป 

อย่างไรก็ดีพวกเขากลับมีความโดดเด่นในเรื่องฟุตบอลระดับท็อปของอเมริกาใต้ หรือบางทีอาจจะระดับโลก นั่นเป็นเพราะอะไร ? 

คำตอบของคำถามนี้อาจจะต้องย้อนกลับไปตั้งแต่จุดตั้งต้น เมื่ออุรุกวัย คือชาติแรก ๆ ของอเมริกาใต้ที่โอบรับเกมลูกหนังที่ถูกนำเข้ามาจากชาวตะวันตก จนสามารถก่อตั้งสมาคมฟุตบอลได้ในปี 1900 (ชาติที่ 3 ของละตินอเมริกาต่อจาก อาร์เจนตินา และ ชิลี) และมีทีมชาติอย่างเป็นทางการในปี 1902 

แม้ว่าเกมนัดแรกของพวกเขาจะเริ่มต้นอย่างเจ็บปวดด้วยการพ่ายอาร์เจนตินาไปอย่างขาดลอย 0-6 แต่หลังจากนั้นฟุตบอลของอุรุกวัยก็เดินหน้าไปอย่างมั่นคง พวกเขาตระเวนแข่งกับชาติต่าง ๆ เพื่อขัดเกลาฝีมือ และลงเล่นไปกว่า 30 นัดภายในปี 1916 

ก่อนที่ความพยายามดังกล่าวจะตอบแทนพวกเขา เมื่อมันทำให้ อุรุกวัย คว้าแชมป์โคปา อเมริกา ได้สำเร็จในปี 1916 อีกทั้งยังไปประกาศศักดาในฟุตบอลโอลิมปิก ด้วยการคว้าเหรียญทองมาคล้องคอได้ 2 สมัยติดในการแข่งขันที่ ปารีส และ อัมเตอร์สดัม ในปี 1924 และ 1928 ตามลำดับ 

ความสำเร็จในโอลิมปิกของ อุรุกวัย ยังทำให้พวกเขาได้รับเกียรติในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อปี 1930 ก่อนประเดิมแชมป์โลกสมัยแรกด้วยการเอาชนะ อาร์เจนตินา ในนัดชิงชนะเลิศ 4-2 และอีกครั้งในปี 1950 ที่ประเทศบราซิล 

"ฟุตบอลอุรุกวัยคือปาฏิหาริย์" นาโช ไกด์ชาวอุรุกวัยกล่าวกับ Independent 

"เรามีประชากรแค่ 3.5 ล้านคนแต่คว้าแชมป์โคปา อเมริกา 15 สมัย มากกว่าทุกประเทศ เหรียญทองโอลิมปิก 2 ครั้ง และแชมป์ฟุตบอลโลกอีก 2 ครั้ง สิ่งนี้ไม่มีใครเหมือน แค่บราซิลประเทศเดียวก็มีนักฟุตบอลที่ลงทะเบียนอยู่ 3 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนประชากรของเรา" 

แน่นอนว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความบังเอิญ 

 

จิตวิญญาณนักสู้

หนึ่งในคาแร็กเตอร์หนึ่งที่มักถูกพูดถึงเกี่ยวกับนักเตะอุรุกวัยคือความเป็นนักสู้ 

พวกเขาไม่สนว่าอุปสรรคที่อยู่ตรงหน้าโหดหินแค่ไหนหรือต้องเผชิญกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเพียงใด และการพลิกแซงชนะอาร์เจนตินา ในปี 1930 รวมถึงบุกไปคว้าแชมป์โลกถึงบราซิล ต่อหน้าแฟนบอลเจ้าถิ่นนับแสนในปี 1950 ก็คือข้อพิสูจน์ชั้นดี 

"ในยามลำบาก ผู้เล่นอุรุกวัยเป็นพวกชอบขบถและหุบปากผู้คน" ฮวน ปาโปล อากีร์เร ดีเจรายการวิทยุเกี่ยวกับฟุตบอลของอุรุกวัย กล่าวกับ Independent

ทำให้แม้ว่า อุรุกวัย จะไม่ได้เป็นชาติที่มีพื้นที่กว้างใหญ่เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่าง บราซิล หรือ อาร์เจนตินา แต่มันก็ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองด้อยไปกว่าชาติไหน ในทางกลับกันมันยังเป็นแรงกระตุ้นให้พวกเขาต้องพยายามมากกว่าเดิม

"เราเกิดมาบนดินแดนที่ตั้งอยู่ระหว่างสองประเทศขนาดใหญ่ มันเหมือนกับคุณอยู่ในครอบครัวที่มีพี่ชายหลายคน คุณต้องพยายามอย่างหนักเพื่อชดเชยในเรื่องนั้น ไม่มีใครยอมให้คุณได้หายใจหรอก" ดิเอโก ฟอร์ลัน อดีตกองหน้าทีมชาติอุรุกวัย อธิบายกับ Washington Post 

สิ่งนี้คือ La Garra หรือ "จิตวิญญาณนักสู้" ที่นักเตะอุรุกวัยภาคภูมิใจ และดูเหมือนมันจะอยู่ในดีเอ็นเอของพวกเขา เมื่อชาวอุรุกวัยต้องเผชิญกับการต่อสู้มาตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นการถูกล่าอาณานิคมจากสเปน หรือการต่อสู้เพื่อเอกราชในช่วงต้นทศวรรษที่ 19 

"เราได้สร้างตำนานระดับชาติเกี่ยวกับชัยชนะ และเราต้องชนะทุกสิ่งทุกอย่างทุกความยากลำบากที่เป็นไปได้" มาร์ติน อากีร์เร หัวหน้าบรรณาธิการของ El País ที่มอนเตวิเดโอ กล่าวกับ Guardian 

"เราหัวเราะตอนที่คนอังกฤษพูดเรื่องเกมการแข่งขันที่สวยงาม ฮูลิโอ ริบาส โค้ชที่มีชื่อเสียงของอุรุกวัยบอกว่าฟุตบอลไม่ควรเป็นความสวยงาม หากอยากได้ความสวยงามให้ไปเต้นบัลเลต์" 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แข้งอุรุกวัยมักจะทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ที่แม้ว่าบางอย่างอาจจะขัดกับศีลธรรมที่คุ้นเคย ตัวอย่างเช่น กรณีที่ หลุย ซัวเรซ ใช้มือปัดบอลจากประตูในฟุตบอลโลก 2010 รอบ 8 ทีมสุดท้ายกับ กานา หรือใช้ฟันกัด จอร์โจ คิเอลลินี กองหลังอิตาลี ในฟุตบอลโลก 2014 เป็นต้น 

นอกจากนี้ ความเป็นนักสู้ ยังหล่อหลอมให้พวกเขาจริงจังในทุกวินาทีที่ลงสนาม พร้อมพุ่งเข้าใส่อย่างไม่เกรงกลัว จนได้รับฉายาว่า "จอมโหด" และเกิดขึ้นกับฟุตบอลของพวกเขาในทุกระดับ ตั้งแต่ทีมชาติ เกมลีก เกมของเยาวชน ไปจนถึงฟุตบอลสมัครเล่น   

"ลองไปดูฟุตบอลสมัครเล่นในมอนเตวิเดโอก็ได้ คุณจะได้เห็นการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา เกมระหว่างผู้คนในออฟฟิศเดียวกัน เพื่อนร่วมชั้น หรือเพื่อนแถวบ้าน ที่เข้มข้นในระดับที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ชัยชนะ" อากีร์เร กล่าวต่อ 

"เมื่อเกมจบลงชายกลุ่มนั้นจะออกไปด้วยกัน ดื่มเบียร์และหัวเราะ และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามจะอยู่ที่เดิมตรงนั้น"

"จิตวิญญาณการแข่งขันที่สูงมากคือคำอธิบายว่าประเทศที่มีประชากร 3 ล้านคนสามารถพัฒนานักเตะชั้นยอดเป็นจำนวนมากเหมือนที่อุรุกวัยทำได้อย่างไร" 

อย่างไรก็ดียังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

 

รากฐานเยาวชนที่มั่นคง 

อุรุกวัย อาจจะขึ้นชื่อในฐานะมหาอำนาจทางฟุตบอลในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 แต่ดูเหมือนว่าหลังจากนั้นพวกเขาต้องเผชิญกับ "ยุคมืด" อย่างแท้จริง 

เพราะหลังจากทำได้เพียงแค่อันดับ 4 ในปี 1954 และ 1956 พวกเขาก็ไม่เคยไปไกลกว่ารอบก่อนรองชนะเลิศอีกเลย แถมในช่วงปี 1978-2006 ยังผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้แค่ 3 ครั้ง 

อย่างไรก็ดีการมาถึงของ ออสการ์ วอชิงตัน ตาบาเรซ ที่เข้ามาคุมทีมเป็นคำรบ 2 ในปี 2006 (ครั้งแรกปี 1990) ก็ทำให้วงการฟุตบอลอุรุกวัยกลับมามีความหวังอีกครั้ง เมื่ออดีตครูคนนี้ได้ตัดสินใจยกเครื่องการพัฒนานักเตะทั้งระบบ และเอา "El Proceso" หรือที่แปลว่า "กระบวนการ" มาใช้ 

El Proceso คือการที่ทีมชาติอุรุกวัยทุกชุดตั้งแต่เยาวชนไปจนถึงชุดใหญ่จะต้องลงเล่นภายใต้ปรัชญาและแทคติกที่เหมือนกัน ที่ทำให้ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่รุ่น อุรุกวัย ก็จะมีนักเตะที่สามารถเล่นเข้ากับระบบของทีมอยู่เสมอ 

สิ่งนี้ยังทำให้นักเตะอุรุกวัยเข้าใจระบบในภาพกว้างซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งนักเตะที่มีฝีเท้าดีจำเป็นจะ "ต้อง" ย้ายไปค้าแข้งในต่างประเทศทั้งลีกในยุโรปหรือลีกเพื่อนบ้านอย่างบราซิลและอาร์เจนตินา เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้สูงขึ้น

มันคือความรับผิดชอบส่วนบุคคลที่จะต้องผลักดันตัวเองออกไปให้ได้ ทำให้เรามักจะเห็นนักเตะอุรุกวัยฝีเท้าเยี่ยมพาเหรดกันมาโชว์ฝีเท้าในยุโรปมากมาย ไล่ตั้งแต่ยุค อัลบาโร เรโคบา, ดิเอโก้ ฟอร์ลัน, หลุยส์ ซัวเรซ รวมถึง เอดินสัน คาวานี่

"ทุกปีจะมีกลุ่มนักเตะที่ไหลออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก คุณอาจจะมีรายได้มากขึ้นจากการเล่นในต่างประเทศที่ไม่ใช่แค่ในลีกอาร์เจนตินาและบราซิลแต่เป็นเปรูและเอกวาดอร์ ลีกเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยผู้เล่นอายุน้อย" เกอร์มัน บรูนาติ ผู้อำนวยการกีฬาของ มอนเตวิเดโอ ซิตี้ สโมสรในเครือซิตี้กรุ๊ป กล่าวกับ New York Times 

"ผู้เล่นจะไปจากที่นี่เพื่อพัฒนาเทคนิคหรือความรู้ด้านแทคติก ขณะเดียวกันพวกเขาก็จะได้รับประสบการณ์ในการแข่งขันด้วย นั่นคือสิ่งที่ทุกคนอยากได้" 

ในทางกลับกันการเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กของอุรุกวัยยังเป็นข้อดีที่ทำให้ ตาบาเรซ สามารถไปเยี่ยมเยียนอคาเดมีของแต่ละทีมได้อย่างทั่วถึง รวมถึงได้ข้อมูลในเชิงลึกของนักเตะที่ดูมีแวว จนทำให้ไม่มีใครคลาดสายตาไปได้ 

"เขาทำงาน คิดวิเคราะห์ และจับตาดูอยู่เสมอ" ฟอร์ลัน อธิบายกับ Washinton Post  

ระบบนี้ทำให้ ตาบาเรซ สามารถเฟ้นหานักเตะที่สามารถเล่นในระบบของเขาได้ง่าย ขณะเดียวกันเหล่านักเตะก็สามารถพัฒนาฝีเท้าไปในทิศทางเดียวกัน และทำให้ อุรุกวัย มีนักเตะฝีเท้าดีไว้ใช้งานอย่างไม่ขาดสาย 

"แน่นอนว่ามันอาจจะดูเป็นเรื่องบังเอิญเล็กน้อยที่มีกองหน้าระดับท็อปอย่าง ซัวเรซ, คาวานี่ และ ฟอร์ลัน อยู่ในทีมเดียวกัน แต่เรามีแบบนี้ในทุก ๆ 10 ปี เรามีแข้งพรสวรรค์อยู่เสมอ" ติโต เซียร์รา เอเยนต์และแมวมองที่ทำงานกับหลายทีมในอุรุกวัย กล่าวกับ New York Times

ขณะเดียวกันมันยังทำให้ทีมชาติอุรุกวัยกลับมายืนหยัดในเวทีโลกได้อีกครั้ง เมื่อสามารถผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายทุกครั้งนับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา แถมยังเคยไปไกลถึงอันดับ 4 ที่แอฟริกาใต้ เมื่อปี 2010 

"ตาบาเรซประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและสังคมของเรา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากกว่าการเอาชนะ หรือมากกว่าการได้แชมป์โลกเสียอีก" ดิเอโก ลูกาโน อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอุรุกวัย กล่าวในสารคดี Becoming Champions

"เขาเคยเป็นครูมาก่อน เขาจะสอนและชี้แนะให้เราอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องเสมอ"

 

เล็กใหญ่ไม่เกี่ยว … ใส่เดี่ยวได้หมด

แม้ว่าปัจจุบัน ตาบาเรซ จะวางมือจากการเป็นหัวเรือใหญ่ของอุรุกวัย หลังอยู่ในตำแหน่งนี้มาอย่างยาวนานถึง 15 ปี และกลายเป็นเจ้าของสถิติโค้ชที่คุมทีมชาติทีมเดียวนานที่สุดในโลก แต่ฟุตบอลอุรุกวัยก็ยังคงเดินหน้าต่อไป 

ล่าสุด ขุนพลจอมโหด เพิ่งจะผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2022 ที่กาตาร์ ซึ่งถือเป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกันหลังจบในอันดับ 3 ของรอบคัดเลือก และเป็นรองเพียงแค่บราซิลและอาร์เจนตินาเท่านั้น 

ขณะที่ในส่วนของผู้เล่น พวกเขายังคงสามารถสร้างนักเตะฝีเท้าเยี่ยมรุ่นใหม่ออกมาได้อย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น เฟเดริโก บัลเบร์เด ที่เพิ่งคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับ เรอัล มาดริด หรือ ดาร์วิน นูนเยซ ที่เพิ่งย้ายไปร่วมทีมลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 75 ล้านยูโร 

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าขนาดอาจจะไม่ใช่ตัวชี้วัดได้เสมอไป เพราะฟุตบอลไม่ใช่คณิตศาสตร์ที่มีสูตรตายตัว และบางสิ่งอาจจะทำได้ดีหากใช้วิธีที่เหมาะสม เหมือนกับที่ อุรุกวัย ทำให้คนทั้งโลกได้เห็นเสมอมา 

"เราเข้าใจถึงการมาจากประเทศเล็ก ๆ แต่สำหรับฟุตบอลทุกอย่างมันเท่าเทียมกัน" ดิเอโก ฟอร์ลัน กล่าวกับ Washington Post 

"เราไม่เคยอยู่ใต้ใคร โอเค ประเทศใหญ่ ๆ อาจจะมีเงินมากกว่าเรา แต่มันไม่เหมือนลีกกีฬาบางประเภทที่ยิ่งมีเงินมากก็จะเป็นผู้ชนะ ในฟุตบอลโลกประเทศใหญ่ไม่ได้เป็นผู้ชนะเสมอไป"

"นั่นคือประวัติศาสตร์ของเรา เมื่อเราลงไปเล่น เรารู้ว่ามันคือ 11 ต่อ 11 เราไม่สนหรอกว่าคู่ต่อสู้จะมีแฟนบอลมากกว่าเรา เราชินแล้ว เราเป็นประเทศเล็ก ๆ เราไม่ใส่ใจหรอก เราลงแข่งกับทุกทีมได้" 

 

แหล่งอ้างอิง: 

https://www.independent.co.uk/travel/americas/uruguay-football-team-argentina-euros-luis-suarez-a7125561.html 
https://www.washingtonpost.com/news/soccer-insider/wp/2018/07/05/how-uruguay-became-the-world-cups-little-country-that-could/ 
https://www.skysports.com/football/news/12098/11426571/uruguays-football-miracle-the-country-that-continues-to-defy-logic
https://www.nytimes.com/2021/11/11/sports/soccer/uruguay-argentina-suarez-cavani.html 
https://www.theguardian.com/football/blog/2014/jun/26/luis-suarez-uruguay-winning 
https://www.reuters.com/article/us-soccer-world-uruguay-garra-idUSKBN0EZ2MT20140624 
https://www.footballparadise.com/uruguay-tenacity/
https://www.theguardian.com/football/blog/2010/jul/06/world-cup-2010-uruguay-history



AUTHOR

มฤคย์ ตันนิยม

ลีดส์ ยูไนเต็ด, ญี่ปุ่น, มังงะ
     


PHOTO

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ
     


x