FEATURE

ไม่ใช่แค่ขับเร็ว : การเต้นหัวใจสัมพันธ์กับนักแข่งมอเตอร์สปอร์ตอย่างไร ? | Main Stand



“นักแข่งมอเตอร์สปอร์ตไม่ใช่นักกีฬา” หนึ่งในประโยคยอดฮิตที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึงการแข่งขันความเป็นเจ้าแห่งความเร็ว ซึ่งใช้ทักษะเหยียบคันเร่งให้ยานยนต์เคลื่อนไปข้างหน้า ดูไม่ต่างอะไรจากที่มนุษย์ทั่วไปอย่างเรา ๆ สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน


 

แต่แท้จริงแล้วพวกเขาคือมนุษย์ที่มีความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะเป็นอาชีพที่ต้องเผชิญความเสี่ยงที่มากพอ ๆ กับนักบินอวกาศ ผู้เผชิญแรงโน้มถ่วงหลายเท่าของน้ำหนักตัวระหว่างเดินทางไปและกลับมาสู่โลกเลยทีเดียว

หนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้นักแข่งเหล่านี้ทำผลงานได้ดี คงไม่พ้นการมีสุขภาพที่แข็งแรงเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรองรับกับสิ่งต่าง ๆ ระหว่างการแข่งขัน ไปจนถึงอุบัติเหตุไม่คาดฝันทั้งหลาย ที่อาจตัดสินความเป็นความตายได้ในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที

มากางตำราฟิสิกส์และหลักกายวิภาคเพื่อไขคำตอบเบื้องหลังความแข็งแกร่งของ “นักกีฬาอาชีพ” ผู้นั่งอยู่หลังคันบังคับเหล่านี้กัน

 

สู้กับแรงโน้มถ่วง

“คุณไม่สามารถหายใจได้เลย เวลากำลังเข้าโค้งความเร็วสูง” คือคำกล่าวของ วัลต์เทรี บอตตาส นักขับชาวฟินแลนด์แห่งทีมเมอร์เซเดส ที่เปิดเผยถึงประสบการณ์การขับรถฟอร์มูล่า 1 (F1)

รถสูตรหนึ่งนั้นถูกออกแบบมาเพื่อคำนึงถึงความเร็วสูงสุดของยานยนต์เหล่านี้ คุณต้องตัดภาพความสะดวกสบายของรถบนท้องถนนทิ้งไปก่อนเลย เพราะบนพาหนะสำหรับรายการมอเตอร์สปอร์ตแล้ว ร่างกายของนักแข่งจะต้องเผชิญกับแรงจี หรือ G-force ที่สูงลิ่วมาก ๆ

แรงจีนั้น ตามหลักฟิสิกส์คือแรงที่เกิดจากแรงโน้มถ่วง แบบที่โลกเหนี่ยวรั้งให้เรายังอยู่บนพื้นได้ หรือที่ทำให้ดวงจันทร์ยังโคจรรอบโลกอยู่แบบในปัจจุบัน และมันก็ยังสามารถเกิดขึ้นจากความเร่งได้ด้วย เช่นที่เกิดขึ้นระหว่างนั่งรถไฟเหาะ เวลาขึ้นหรือลงลิฟท์ และเมื่อเวลาเร่งเครื่องหรือหยุดรถ เป็นต้น

บอตตาส อธิบายถึงแรงจีที่เจ้าตัวเผชิญขณะแข่งขันไว้ว่า “มันยากที่จะอธิบายให้คุณเข้าใจถึงแรงจีได้ แต่ถ้าเอาแบบง่าย ๆ เลย ถ้าคุณกำลังเข้าโค้งความเร็วสูง ร่างกายของคุณจะพยายามดันตัวเองออกไปภายนอกรถ น้ำหนักตัวของคุณจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เมื่อต้องเจอแรงกระทำมากถึง 5 จี”

“และแน่นอนว่าเรามีเก้าอี้ที่รองรับเข้ากับสรีระ เรามีส่วนต่าง ๆ ที่คอยช่วยเหลืออยู่ แต่คุณก็ยังต้องมีแก่นของร่างกายที่แข็งแรง กล้ามเนื้อที่แกร่งพอที่จะคอยยึดให้ทุกส่วนยังอยู่กับที่ได้” 

“โดยเฉพาะส่วนบนของร่างกาย อย่างคอของนักแข่ง ที่ถ้าคุณอยากมองเห็นได้ชัดก็ต้องมีความสามารถที่จะรักษาหัวของคุณให้ตั้งตรงไว้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นคุณก็จะไม่สามารถขับรถแบบนี้ได้แน่นอน” เจ้าของสถิติความเร็วสูงสุดในยุคไฮบริดที่ 378 กิโลเมตร/ชั่วโมง กล่าวเสริม

ยิ่งกับการชนครั้งต่าง ๆ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงความเร็วอย่างฉับพลัน เช่น จังหวะที่ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพ่น นักแข่งของ เรดบูลล์-ฮอนด้า ถูก เซอร์ ลูอิส แฮมิลตัน จาก เมอร์เซเดส เบียดออกจากลานแข่งที่ซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ 

ขณะกำลังเข้าโค้งความเร็วสูงตั้งแต่แลปแรก จนรถของนักแข่งชาวดัตช์พุ่งชนกับแบร์ริเออร์ยางข้างสนามด้วยแรงปะทะสูงถึง 51 จี เมื่อช่วงกลางปี 2021 ที่ผ่านมา

ให้ลองนึกภาพสิ่งที่ร่างกายของนักแข่งวัย 24 ปีรายนี้ต้องเผชิญขณะนั้นดู เพราะแม้รถแข่ง F1 จะมี Halo กับอุปกรณ์ช่วยถ่ายทอดแรงกระแทกอยู่บ้าง หรือเข็มขัดแบบ 5 สายที่คอยเหนี่ยวรั้งร่างกายของ เวอร์สแตพเพ่น เอาไว้ 

แต่อวัยวะภายในของ แม็กซ์ ไม่สามารถถูกยึดไว้จากภายนอกได้ นั่นคือหากเจ้าตัวมีน้ำหนักอยู่ที่ 67 กิโลกรัม (ตามข้อมูลล่าสุด) แปลว่าในขณะที่รถชนเข้ากับแบร์ริเออร์ยาง เขาจะรู้สึกถึงน้ำหนักมากถึงเกือบ 3 ตัน ที่กระทำอยู่กับร่างกายของเขา

แน่นอนว่า แรงจี ก็คือสิ่งที่ท้าทายมากพอแล้ว แต่ก็ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น…

 

ท้าทายกายและใจ

หากไม่นับการวิ่งวนรอบสนามเพียง 2 แลปท่ามกลางห่าฝนที่เซอร์กิต เดอ สปา-ฟรองโกชองส์ แล้ว การแข่งรถ F1 จะกินเวลาในช่วงแข่งขันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง พอ ๆ กันกับระยะเวลาขับรถไปแถบปริมณฑลหรือช่วงรอรถติดอยู่กลางกรุง

อย่างไรก็ตามสภาพที่นักแข่งเหล่านี้ต้องเผชิญอยู่ในรถ ก็ไม่ได้น่าอภิรมย์เหมือนกับการขับอยู่บนถนนหนทาง 

เริ่มจากการใช้ความเร็วเฉลี่ยทั้ง 90 นาที อยู่ที่ประมาณ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง พร้อมกับต้องเร่งความเร็ว เบรกเข้าโค้ง หาวิธีแซงรถคันหน้า ปรึกษาแผนการกับทีมงานเรื่องการเข้าพิต และอีกนานาปัจจัยที่เกิดขึ้น ภายใต้รถที่ถูกออกแบบมาเพื่อความเร็วและความปลอดภัย 

เมื่อนำหลักพลศาสตร์เข้ามาคำนวณแล้ว อุณหภูมิใต้ชุดกันความร้อนของนักแข่งเหล่านี้ อาจพุ่งไปสูงถึง 60 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

นอกจากจะมีการติดตั้งเครื่องดื่มไว้ในรถ เพื่อให้นักแข่งสามารถดื่มได้แล้ว ร่างกายของเราก็ยังมีกลไกระบายความร้อนในตัวอยู่สองรูปแบบ นั่นคือผ่านเหงื่อที่ไหลออกมาและการไหลเวียนของเลือด

สำหรับแบบหลังนั้น หัวใจจะปั๊มเลือดให้สูบฉีดไปทั่วร่างกายผ่านหลอดเลือดแดง และกลับสู่หัวใจทางหลอดเลือดดำตามปกติ แต่เส้นเลือดที่อยู่ใกล้กับผิวหนังจะขยายตัวขึ้นเพื่อให้เลือดไหลเวียนผ่านในเส้นทางที่ใกล้กับผิวหนัง ซึ่งเย็นกว่าอุณหภูมิภายในของร่างกายได้มากยิ่งขึ้น 

อันเป็นกระบวนการแผ่ความร้อนที่อาจเกิดขึ้นกับคนทั่วไปในขณะออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือระหว่างรับประทานอาหารเผ็ด เป็นต้น

ข้อเสียของกระบวนการดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า Vasodilatation ก็คือหัวใจจะต้องทำงานหนักกว่าเดิมถึง 2-4 เท่า เพื่อส่งเลือดไปให้ทั่วร่างกาย 

และยังมีปัจจัยความเครียดที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันที่ขับเคี่ยวกันด้วยความเร็ว เพราะรายละเอียดเล็กน้อยในหลักเสี้ยววินาที ก็สามารถพลิกผลจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ทันที จึงไม่แปลกที่ร่างกายจะปล่อยอะดรีนาลีนและนอร์เอพิเนฟรินออกมามากกว่านักกีฬาทั่วไปถึง 2 เท่าด้วยกัน

แดเนียล ริคคิอาร์โด นักแข่งจากทีม แมคลาเรน เปิดเผยถึงความเข้มข้นระหว่างการแข่งขันไว้ว่า “เพราะนี่คือกีฬาที่เข้มข้นและกระตุ้นอะดรีนาลีนอย่างยิ่ง เราต้องทำผลงานให้ดีให้ได้ แม้จะมีเวลาพักผ่อนน้อยก็ตาม อย่างน้อยนั่นก็คือสิ่งที่ผมบอกตัวเองนะ”

Cosinuss บริษัทผลิตเซนเซอร์จากประเทศเยอรมนี ได้ทดลองนำอุปกรณ์วัดอัตราการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิร่างกาย มาติดตั้งให้กับนักขับ F1 ที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อทีม 

ได้พบว่าอัตราการเต้นของหัวใจของนักขับเหล่านี้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 140-170 ครั้งต่อนาที โดยสามารถพุ่งไปสูงสุดได้ถึง 180-210 ครั้งต่อนาที ซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างเข้าโค้งความเร็วสูงหรือในช่วงท้ายของการแข่งขัน ที่มีความเหนื่อยล้าสะสมจากภายในร่างกายถาโถมเข้ามา

ขณะเดียวกันนักแข่งจักรยานยนต์ทางเรียบ Moto GP ก็มีอัตราการเต้นของหัวใจระหว่างแข่งขันมากถึง 190-200 ครั้งต่อนาที 

พวกเขามีความท้าทายเพิ่มขึ้นมาอีกระดับ จากการต้องอาศัยความแข็งแกร่งของร่างกายเพื่อช่วยในการควบคุมทิศทางรถให้ได้ระหว่างเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง โดยเฉพาะช่วงท้ายของการแข่งขัน ที่ต้องอาศัยทั้งการไหลเวียนเลือดและกล้ามเนื้อมากขึ้นกว่าช่วงเริ่มต้นอย่างเห็นได้ชัด

อัตราการเต้นของหัวใจในค่าดังกล่าวเป็นตัวเลขที่สูงมาก และต้องคำนึงถึงการต้องเผชิญกับอะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่านตลอดทั้งการแข่งขัน การรักษาสติและสภาพร่างกายให้ฟิตพร้อมตลอดจนจบการแข่งขัน 

เมื่อรวมกับการต้องเร่งเก็บความเร็วให้สามารถทำเวลาได้ดีที่สุดด้วยแล้ว การเป็นนักแข่งมอเตอร์สปอร์ตนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเอาเสียเลย

จากการเก็บสถิติของบริษัทเอกชนหลายแห่ง พบว่านักแข่งมอเตอร์สปอร์ต ไม่ว่าจะเป็นฟากของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ต่างมีค่า Cardiovascular stress ที่สูงกว่านักกีฬาทั่วไป 

ซึ่งสิ่งนี้มาจากความต้องการออกซิเจนที่เพิ่มมากขึ้นของกล้ามเนื้อ เพราะร่างกายนั้นต้องรับมือกับงานที่หนักหน่วงทั้งเชิงกายภาพและจิตใจ จนทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้อย่างทันเวลา และเป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าอัตราการเต้นของหัวใจสูงเช่นนี้

นอกจากผลการแข่งขันแล้ว การรักษาสภาพความฟิตของร่างกายอย่างเข้มข้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับนักแข่งมอเตอร์สปอร์ต เพราะนอกจากจะมีสุขภาพที่ดีที่ทำให้สามารถควบคุมยานยนต์ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ก็อาจหมายถึงชีวิตที่ยังอยู่รอดสำหรับวันถัดไปด้วยเช่นกัน

“นักแข่งมอเตอร์สปอร์ตไม่ใช่นักกีฬา” อาจฟังดูมีเหตุผลขึ้นมาทันที เพราะพวกเขาไม่ใช่นักกีฬาธรรมดา แต่คือโคตรนักกีฬาพันธุ์อึด ที่จะต้องเผชิญกับอะไรหลาย ๆ อย่างในสนามมากกว่าที่คนทั่วไปอย่างเราเจอหลังพวงมาลัยอย่างแน่นอน

 

แหล่งอ้างอิง:

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1629908/
https://www.cosinuss.com/en/portfolio-items/koerperliche-belastung-in-der-formel-eins/
https://bleacherreport.com/articles/30864-formula-1-are-f1-drivers-considered-athletes
https://www.healthline.com/health/thermoregulation#process
https://youtu.be/Hlaj8Md6WMo



AUTHOR

กรทอง วิริยะเศวตกุล

Astronomy, Liverpool, You.
     


PHOTO

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ
     


x