
ชื่อของ “ภูมิ” ภูมิรพี สิริบุญญากุลย์ ผู้รักษาประตูสายเลือดไทย กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง หลังสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซด้วยการเป็นกุญแจสำคัญช่วยให้โรงเรียน คาชิม่า กาคุเอ็น คว้ารองแชมป์ฟุตบอลมัธยมปลายชิงแชมป์แห่งชาติญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับสถาบันแห่งนี้
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เส้นทางของเขานั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะหากมองย้อนกลับไปสมัยมัธยมต้นที่อยู่กับโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ภูมิเป็นเพียงตัวสำรองที่แทบไม่มีโอกาสสัมผัสสนาม จนกระทั่งตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการสนับสนุนของครอบครัว บินลัดฟ้ามาเรียนต่อและพิสูจน์ตัวเองในระบบ “เจแปนเวย์” อย่างเต็มตัว
ปัจจุบัน ภูมิใช้ชีวิตและฝึกฝนท่ามกลางความเข้มเคี่ยวของฟุตบอลญี่ปุ่นมานานกว่า 2 ปี ประสบการณ์เหล่านั้นไม่ได้พัฒนาแค่ฝีมือ แต่ยังหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนใหม่ที่มีมุมมองต่อฟุตบอลเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยมี "3 สิ่งสำคัญ” ที่เขาได้รับจากการย้ายมาใช้ชีวิตแห่งที่นี่
โอกาสและประสบการณ์ลงเล่น
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ช่วงเวลาที่ “ภูมิ” ค้าแข้งอยู่ในประเทศไทย โอกาสลงสนามแทบเป็นศูนย์ แม้กระทั่งในเกมอุ่นเครื่องก็ตาม แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ระบบฟุตบอลญี่ปุ่น ทุกอย่างกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
“ช่วงแรก ๆ ที่ผมมาที่นี่ ผมยังไม่ได้ลงเล่นในรายการอย่างเป็นทางการ แต่โค้ชและโค้ชผู้รักษาประตู พยายามให้โอกาสผมลงเล่นในทุกสัปดาห์ อย่างเกมอุ่นเครื่องที่จะแข่งกัน 4 ครึ่ง ผมจะได้ลงเล่นเต็ม ๆ 2 ครึ่ง เพื่อเก็บประสบการณ์และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งพร้อมสำหรับเกมทางการ”
ภูมิรพี เล่าให้ฟังต่อว่า “ที่โรงเรียนผมมีนักเตะประมาณ 120 คน แต่จะมีแค่ 30 คนที่ได้ลงเล่นในเกมทางการ และ 30 คนนี้ก็ยังถูกแบ่งออกเป็นชุด A, B และ C ซึ่งแต่ละชุดจะมีลีกหรือโปรแกรมแข่งขันของตัวเอง มันทำให้ทุกคนได้ลงสนาม ได้พัฒนาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่สถานะไหน ซึ่งมันเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ช่วยยกระดับฝีมือของผม จนก้าวมาถึงจุดที่ยืนอยู่ในวันนี้ครับ”
ซึมซับระบบมืออาชีพ และระเบียบวินัย
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ภูมิรพีได้รับจากระบบ “เจแปนเวย์” ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา คือการซึมซับความเป็นมืออาชีพและระเบียบวินัยแบบญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้ถูกสอนผ่านคำพูดหรือกฎระเบียบที่เคร่งครัดเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกปลูกฝังผ่านการลงมือทำซ้ำ ๆ ในทุก ๆ วัน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว
“จริง ๆ เรื่องนี้อธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยากครับ เพราะมันเป็นการซึมซับในทุก ๆ วันตั้งแต่ช่วงแรกที่ผมมา ผมเป็นน้องเล็กสุด ก็ต้องช่วยเก็บลูกฟุตบอลหลังซ้อม บางครั้งต้องขัดลูกบอล พอมีการแข่งขันก็ต้องมาช่วยจัดเตรียมอุปกรณ์ให้ทีม”
“และเมื่อผมขึ้นมาปี 2 หน้าที่เหล่านั้นก็เปลี่ยนไป ผมต้องเป็นคนดูแลความเรียบร้อยของน้อง ๆ แทน ซึ่งทุกอย่างมันค่อย ๆ สะสมมาเรื่อย ๆ จนผมรู้สึกว่ามันทำให้ผมมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นจริง ๆ ครับ”
ทัศนคติเวลาฝึกซ้อม
นอกจากบทเรียนเรื่องนอกสนามแล้ว “ภูมิรพี” ยังได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติในช่วงเวลาฝึกซ้อม ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางลูกหนังของเขา นั่นคือการแยกแยะอย่างชัดเจนระหว่าง “เวลานอกสนาม” กับ “เวลาในสนาม”
“เวลาที่อยู่นอกสนาม ทุกคนก็หยอกล้อ เล่นกันปกติเลยครับ แต่พอลงมาซ้อมในสนาม ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเหมือนเข้าอีกโหมดหนึ่ง ทุกคนจริงจังมาก ไม่มีการเหยาะแหยะ ใครพลาดคือโดนด่าทันที ซึ่งมันต่างจากที่ไทย ที่จะคอยบอกว่า ‘ไม่เป็นไร เอาใหม่’ แต่ที่นี่เขาจะด่ากันตรง ๆ”
“แต่หลังซ้อมเสร็จ ทุกคนจะมาขอโทษกัน ไม่มีใครโกรธกันเลย เพราะสิ่งที่พูดหรือด่ากันไป มันเป็นการทำเพื่อทีม อยากให้ทีมชนะ และแข็งแกร่งขึ้น มันคือความจริงใจในสนามครับ”
สำหรับทั้ง 3 สิ่งนี้ คือบทเรียนล้ำค่าที่ “ภูมิ” ภูมิรพี สิริบุญญากุลย์ ได้รับจากการขัดเกลาตัวเองในระบบฝึกซ้อมแบบเจแปนเวย์ตลอดระยะเวลา 2 ปี และมันกำลังหล่อหลอมผู้รักษาประตูวัยรุ่นรายนี้ให้เติบโตขึ้นทั้งในฐานะนักฟุตบอลและในฐานะคนคนหนึ่ง ซึ่งในอนาคต ความฝันของเขายังคงชัดเจน นั่นคือการก้าวขึ้นไปเป็นนักฟุตบอลในระดับ เจลีก และมีโอกาสสวมเสื้อ ทีมชาติไทย ลงสนาม