
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยค อาจสร้างผลกระทบได้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อมีผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่ามหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง
กรณีของ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศส ของ เรอัล มาดริด ที่กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในประเทศจีน ชวนให้นึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อปี 2019 เมื่อ NBA เคยเผชิญกับสถานการณ์คล้ายกัน จนความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดำเนินมายาวนานต้องสั่นคลอน
จากเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว สู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ที่ยังต้องติดตาม ทั้งสองกรณีมีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร และเหตุใดตลาดจีนจึงมีความสำคัญต่อวงการกีฬาระดับโลก ติดตามเรื่องราวได้ที่ Main Stand
ตลาดกีฬามูลค่ามหาศาล
ก่อนที่กรณีของ เอ็มบั๊ปเป้ จะกลายเป็นประเด็นร้อนในปี 2026 ย้อนกลับไปเมื่อปี 2019 NBA ลีกบาสเกตบอลอันดับ 1 ของโลกจากสหรัฐอเมริกา ก็เคยเผชิญกับความขัดแย้งในประเทศจีนมาแล้วเช่นกัน ... แต่ก่อนจะไปถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ประเทศจีนมีความสำคัญต่อธุรกิจของ NBA และ ลา ลีกา มากเพียงใด

ปัจจุบัน NBA คือลีกกีฬาอาชีพที่ได้รับความนิยมอย่างมหาศาลเป็นอันดับ 1 ในประเทศจีน ซึ่งความนิยมนี้มาพร้อมกับผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตามรายงานทางการเงินปี 2025 ของ China Merchants China Direct Investments บริษัทด้านการลงทุนของจีน ซึ่งถือหุ้น 1% ใน NBA China หน่วยธุรกิจที่ดูแลผลประโยชน์ของ NBA ในประเทศจีน พบว่า หุ้นที่บริษัทถือครองมีมูลค่าประเมินอยู่ที่ 38.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากคำนวณเทียบกับสัดส่วนการถือหุ้นทั้งหมด จะทำให้ NBA China มีมูลค่าประเมินโดยนัยประมาณ 3,888 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 124,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2025
ขณะเดียวกัน จากการวิเคราะห์ของ ESPN ในปี 2022 พบว่า NBA China มีมูลค่าประเมินอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 160,000 ล้านบาท
ปัจจุบัน NBA ยังคงมีความร่วมมือทางธุรกิจกับ Tencent บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน ภายใต้สัญญาด้านสื่อดิจิทัลที่ขยายระยะเวลาไปจนถึงปี 2027 นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับ Alibaba Cloud ที่เริ่มต้นในปี 2025 เพื่อนำเทคโนโลยี AI และคลาวด์มาพัฒนาประสบการณ์รับชมการแข่งขันให้กับแฟนบาสเกตบอลชาวจีน
ขณะที่ ลา ลีกา ลีกฟุตบอลสูงสุดของสเปน ก็มีผลประโยชน์ทางธุรกิจในประเทศจีนจำนวนมากเช่นกัน โดย El Mundo สื่อจากสเปน ประเมินว่า ลา ลีกา มีรายได้จากตลาดจีนประมาณ 58 ล้านยูโรต่อปี หรือราว 2,100 ล้านบาท จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ผู้สนับสนุน และความร่วมมือทางธุรกิจต่าง ๆ

ล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2026 ลา ลีกา ได้บรรลุข้อตกลงกับ Migu บริษัทในเครือ China Mobile เพื่อถ่ายทอดสดการแข่งขันครบทั้ง 380 นัดต่อฤดูกาล เป็นระยะเวลา 4 ฤดูกาล จนถึงปี 2030 ผ่านแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 520 ล้านราย
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศจีนไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่มีแฟนกีฬาจำนวนมหาศาล แต่ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของทั้ง NBA และ ลา ลีกา
คำพูดกลายเป็นวิกฤต
แม้ NBA และ ลา ลีกา จะมีผลประโยชน์ทางธุรกิจมหาศาลในประเทศจีน แต่ใครจะเชื่อว่า ความสัมพันธ์ที่สร้างมานานหลายปีอาจสั่นคลอนได้จากการแสดงความคิดเห็นเพียงครั้งเดียว
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2019 ดาริล มอเร่ย์ ผู้จัดการทั่วไปในเวลานั้นของ ฮิวสตัน ร็อคเก็ตส์ ทีมบาสเกตบอลชื่อดังใน NBA โพสต์ภาพที่มีข้อความว่า "Fight for freedom, stand with Hong Kong" หรือ "ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ยืนหยัดเคียงข้างฮ่องกง" ลงบนโซเชียลมีเดียส่วนตัว

ข้อความดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การประท้วงในฮ่องกง และกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในประเทศจีน โดยเฉพาะเมื่อผู้โพสต์เป็นผู้บริหารของ ฮิวสตัน ร็อคเก็ตส์ อดีตต้นสังกัดของ เหยา หมิง นักบาสเกตบอลระดับตำนานของจีน ทำให้ทีมมีฐานแฟนจำนวนมากในแดนมังกร
แม้ ทิลแมน เฟอร์ทิทตา เจ้าของทีม ร็อคเก็ตส์ จะรีบออกมาชี้แจงว่า ข้อความดังกล่าวเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของ มอเร่ย์ ไม่ได้สะท้อนจุดยืนของสโมสร แต่กระแสต่อต้านจากจีนก็ยังคงรุนแรงขึ้น
สมาคมบาสเกตบอลจีน (CBA) ซึ่งมี เหยา หมิง เป็นประธานในขณะนั้น ประกาศระงับความร่วมมือกับ ร็อคเก็ตส์ ขณะที่สถานีโทรทัศน์ CCTV ระงับการถ่ายทอดสดการแข่งขันของทีม รวมถึงบริษัทและผู้สนับสนุนหลายรายที่ตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจ แม้ มอเร่ย์ จะออกมาชี้แจงภายหลังว่า ไม่ได้มีเจตนาโจมตีประเทศจีน แต่ก็ยังมีเสียงเรียกร้องให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง
ผ่านไป 7 ปี ความขัดแย้งในลักษณะคล้ายกันกลับเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวงการบาสเกตบอล หากเป็นวงการฟุตบอล และผู้ที่กลายเป็นศูนย์กลางของประเด็นคือ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ซูเปอร์สตาร์ของ เรอัล มาดริด
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นหลังมีคลิปวิดีโอจากรายการ The Bridge ของฝรั่งเศส ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ โดยเป็นช่วงที่ เอ็มบั๊ปเป้ ถูกถามถึงภาพมีมของตัวเองที่ชื่นชอบมากที่สุด
ดาวเตะชาวฝรั่งเศสตอบว่า เป็นภาพที่มีคนนำใบหน้าของเขาไปตัดต่อเข้ากับบุคคลหนึ่ง พร้อมกล่าวว่า "ผมคิดว่าเขาเป็นเผด็จการชาวจีน" ซึ่งบุคคลในภาพมีลักษณะคล้ายกับ เหมา เจ๋อตง อดีตผู้นำจีน และผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน
แม้ เอ็มบั๊ปเป้ จะไม่ได้เอ่ยชื่อ เหมา เจ๋อตง โดยตรง แต่คำพูดดังกล่าวกลับสร้างความไม่พอใจให้กับชาวจีนจำนวนมาก เนื่องจากอดีตผู้นำรายนี้ถือเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของประเทศ และการนำมาล้อเลียนถือเป็นประเด็นอ่อนไหวในสังคมจีน
กระแสต่อต้านลุกลามอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดียของจีน โดยมีผู้ใช้งานจำนวนมากออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่เพียงโลกออนไลน์ เมื่อบริษัทภาคธุรกิจอขงจีนถึง 3 แห่ง ได้แก่ Dongpeng, Mengniu และ Milkground ประกาศยุติความร่วมมือทางธุรกิจกับเอ็มบั๊ปเป้ โดยระบุว่าไม่ยอมรับคำพูดหรือการกระทำที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนชาวจีน

ไม่เพียงเท่านั้น เหตุการณ์ที่ NBA เคยเผชิญเมื่อ 7 ปีก่อน ยังกลับมาเกิดขึ้นกับ ลา ลีกา อีกครั้ง เมื่อสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน ระงับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล ลา ลีกา รวมถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ เอ็มบั๊ปเป้ พร้อมถอดโฆษณาที่มีภาพของเจ้าตัวออกจากการเผยแพร่
ท่ามกลางกระแสต่อต้านที่เกิดขึ้น เอ็มบั๊ปเป้ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า
"ในการให้สัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้แสดงความคิดเห็นต่อภาพของตัวเองที่ถูกนำไปตัดต่อ คำพูดของผมไม่เหมาะสม และตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่ามันสร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนจำนวนมากในประเทศจีน รวมถึงชุมชนชาวจีนทั่วโลก"
"ผมขอโทษทุกคนที่ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจจากคำพูดของผม นั่นไม่ใช่เจตนาของผมเลย ผมเคารพประชาชนชาวจีนและประวัติศาสตร์ของประเทศจีนอย่างลึกซึ้ง และรู้สึกเสียใจจากใจจริง"
อย่างไรก็ตาม แม้ เอ็มบั๊ปเป้ จะออกมาแสดงความเสียใจและกล่าวขอโทษแล้ว แต่สถานการณ์กลับไม่ได้คลี่คลายลงในทันที และยังคงส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่าง ลา ลีกา กับประเทศจีน
เมื่อความสัมพันธ์ยังมีโอกาสกลับมา
แม้ความขัดแย้งทั้งสองครั้งจะมีจุดเริ่มต้นคล้ายกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือแนวทางรับมือขององค์กรที่ได้รับผลกระทบ
ในปี 2019 อดัม ซิลเวอร์ คอมมิชชันเนอร์ของ NBA ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจที่ความคิดเห็นของ ดาริล มอเร่ย์ สร้างความไม่พอใจให้กับชาวจีน แต่ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นหนึ่งในคุณค่าที่ลีกยึดถือ

"เราจะไม่ห้ามใครพูดหรือไม่พูดประเด็นใด เพราะนโยบายและแนวทางของเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งเราเข้าใจดีว่าการตัดสินใจเช่นนี้ย่อมมีผลสืบเนื่องตามมา และเราต้องยอมรับกับสิ่งนั้น"
แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ กลับยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง NBA กับจีนตึงเครียดขึ้น จนส่งผลกระทบต่อการถ่ายทอดสดและรายได้ของลีก
ขณะที่กรณีของ เอ็มบั๊ปเป้ นอกจากเจ้าตัวจะออกมาขอโทษแล้ว เรอัล มาดริด ต้นสังกัดของนักเตะ ยังออกแถลงการณ์ขออภัยต่อประชาชนชาวจีนเช่นกัน
"สโมสร เรอัล มาดริด ขออภัยต่อประชาชนชาวจีน สำหรับความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นจากคำพูดของ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ผู้เล่นของเรา"
เช่นเดียวกับ ฆาเบียร์ เตบาส ประธาน ลา ลีกา ที่ออกมาขอโทษ พร้อมย้ำว่าไม่ต้องการให้คำพูดของนักเตะเพียงคนเดียวส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ลีกสร้างขึ้นกับจีน
"เราไม่สามารถปล่อยให้การกระทำของบุคคลเพียงคนเดียว มาทำให้ความสัมพันธ์นั้นมัวหมอง หรือสร้างความเสียหายให้กับสโมสรต่าง ๆ มากกว่า 20 สโมสรในลีกอาชีพของเรา รวมถึงแฟนบอลชาวจีนนับล้านได้"
แม้ทั้ง NBA และ ลา ลีกา จะพยายามรักษาความสัมพันธ์กับจีน แต่คำแถลงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ในทันที
กระนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่าง NBA กับจีนก็ค่อย ๆ ฟื้นตัว โดยสถานีโทรทัศน์ CCTV กลับมาถ่ายทอดสดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศบางเกมในปี 2020 ก่อนจะเริ่มกลับมาถ่ายทอดสดการแข่งขันในฤดูกาลปกติอีกครั้งในปี 2022
ไม่เพียงเท่านั้น NBA ยังได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือระยะยาวกับ Sands China บริษัทผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต และคาสิโน ในเขตบริหารพิเศษมาเก๊า เพื่อนำการแข่งขันปรีซีซั่นกลับมาจัดในประเทศจีนอีกครั้ง หลังห่างหายไปตั้งแต่ปี 2019 โดยเลือกมาเก๊าเป็นสถานที่จัดการแข่งขันปีละ 2 เกม ซึ่งที่ผ่านมาในฤดูกาล 2025-26 เป็นการพบกันระหว่าง ฟีนิกซ์ ซันส์ กับ บรูคลิน เน็ตส์ ก่อนที่ในฤดูกาล 2026-27 จะเป็นการพบกันระหว่าง ฮิวสตัน ร็อคเก็ตส์ กับ ดัลลัส แมฟเวอริกส์
ที่น่าสนใจคือ ฮิวสตัน ร็อคเก็ตส์ เป็นทีมเดียวกับที่เคยอยู่ใจกลางความขัดแย้งเมื่อปี 2019 จากข้อความของ ดาริล มอเร่ย์ แต่กลับได้เดินทางมาลงแข่งขันในตลาดจีนอีกครั้งในอีก 7 ปีต่อมา

เมื่อย้อนกลับมามองกรณีของ เอ็มบั๊ปเป้ และ ลา ลีกา แม้ทุกฝ่ายจะออกมาขอโทษและพยายามคลี่คลายสถานการณ์แล้ว แต่ก็ยังต้องติดตามว่าความพยายามเหล่านี้จะเพียงพอให้ความสัมพันธ์กับจีนกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่
เพราะหากกรณีของ NBA เป็นบทเรียนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่เคยสั่นคลอนสามารถฟื้นกลับมาได้ คำถามสำคัญในเวลานี้ก็คือ ลา ลีกา จะสามารถเดินตามเส้นทางเดียวกันได้หรือไม่ และต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะเรียกความเชื่อมั่นจากตลาดจีนกลับคืนมา