Feature

จุดต่ำสุดยุค "คาร์ริค" : หรือที่ รอย คีน พูด "แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องหาโค้ชที่ดีกว่านี้" อาจเป็นความจริง ? | Main Stand

ความหวังอันสว่างไสวจากซีซั่นที่แล้ว ดับลงอย่างรวดเร็วสำหรับแฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด 

 


ทำไม ไมเคิล คาร์ริค ที่ดูยังไงก็เป็นคนที่ใช่ ใช่จนขนาดที่ตำนานกัปตันผีอย่าง รอย คีน ยังกลายเป็นคนที่แฟนบอลไม่ชอบหน้าได้ เพียงเพราะเขาบอกว่า "คาร์ริค ไม่ดีพอ" 

วันที่ คาร์ริค ทำอะไรก็ดูดี คุณอาจไม่ได้สนใจสิ่งที่ คีน พูด … แต่วันนี้เราจะมาย้อนดูว่าคำติและคำปรามาสของ คีน ในวันนั้น มันตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้แค่ไหนกัน ? 

 

วันที่ คีน โดนทัวร์ลงทุกวัน 

รอย คีน เป็นตำนานกัปตันทีมยุคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดยุคหนึ่งของสโมสร แมนฯ ยูไนเต็ด ทว่านิสัยของเขาตั้งแต่ตอนเป็นนักเตะหรือแม้กระทั่งตอนนี้ก็ทำให้หลายคนไม่พอใจ

เหตุผลคือ คีน เป็นคนพูดตรง ๆ ไม่มีหมกเม็ด ตัวของเขาเคยพูดถึงเรื่องนี้ว่า ทำไมเขาจะพูดสิ่งที่ตัวเองคิดไม่ได้ เพราะเขาคิดว่ามันเป็นความจริง และมันเป็นทรรศนะส่วนตัวเท่านั้น ... เพียงแต่ว่าเส้นกั้นบาง ๆ ของคนตรง ๆ ก็มักจะถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่มีกาลเทศะ ซึ่งจะมีประเด็นไหนในระยะหลังยกมาเป็นตัวอย่างได้ดีกว่าตอนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มอบสัญญาคุมทีมอย่างเป็นทางการให้กับ ไมเคิล คาร์ริค 

คีน เป็นคนที่ค้านหัวชนฝาในเรื่องนี้ และออกมาพูดบ่อยมากจนสร้างความรำคาญให้กับแฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะในช่วงเวลาที่เขาพูด เขาพูดถึงแง่ลบของการมีโค้ชประสบการณ์น้อยอย่าง คาร์ริค อยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่ผลงานของ คาร์ริค ในซีซั่นที่แล้วมันสวนทางกับสิ่งที่เขาพูด และเราคงพูดได้ว่า คาร์ริค ได้งานนี้มาอย่างชอบธรรม เพราะผลงานในระยะสั้นของเขา ทำให้เกิดแนวโน้มว่า "ทีมจะดีขึ้น" ในระยะยาว 

ยิ่ง คาร์ริค ทำทีมฟอร์มดีแค่ไหน คำพูดของ คีน ก็ยิ่งดูไร้ค่าจนหลายคนไม่สนแล้วว่าเขาจะพูดอะไร ...  ดังนั้นไหน ๆ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ คาร์ริค ทำทีมเข้าสู่จังหวะ "New Low" ของเขา เราลองมาย้อนดูกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันตรงกับที่ คีน พูดหรือไม่ ?

คีน บอกว่า "ยูไนเต็ด น่าจะพิจารณาเรื่องนั้นเหมือนกันนะ (เรื่องการให้ ไมเคิล คาร์ริค คุมทีมถาวร) แต่ถ้าผมเลือกได้ ผมคงไม่ทำแบบนั้นแน่"

"ผมคิดว่ายังมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้อยู่ข้างนอก จากเกมที่เขาเข้ามาคุมทีม ถ้ามองในแง่ของการเก็บชัยชนะ เขาทำได้ดีมาก เขาทำให้ทุกอย่างเรียบง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่เกมเหล่านั้นก็ไม่ได้มีความกดดันหรือความกล้าเสี่ยงมากนัก"

"พวกเขามีเวลาสามสัปดาห์ในการเตรียมตัวสำหรับแต่ละเกม มันเป็นจังหวะเวลาที่ดีสำหรับเขาที่จะเข้ามารับงาน และเขาก็ทำได้ดีมาก ผมต้องยกหมวกให้เขาเลย และถ้าเขาได้งานนี้จริงในช่วงซัมเมอร์ ผมก็จะบอกว่าขอให้โชคดี แต่ผมคิดว่ายังมีตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับตำแหน่งผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คนต่อไป"

โดยสรุปจากประโยคข้างต้น คีน ไม่ได้บอกว่า คาร์ริค ทำผลงานไม่ดี เขายกย่องกับผลงานที่ คาร์ริค ได้สร้างไว้ด้วยซ้ำ แต่ถ้าจะให้ คาร์ริค คุมทีมถาวรเขายังไม่เห็นด้วย 

เหตุผลของ คีน นั้น เพราะเขาเชื่อว่ามีโค้ชคนอื่นที่เหมาะสมกว่า พร้อมทั้งสรุปว่า สาเหตุที่ คาร์ริค ทำทีมเก็บแต้มได้ต่อเนื่องเพราะว่าไม่มีความกดดันหรือความคาดหวังสูง ๆ จนเกินไป (รูเบน อโมริม ทำทีมจนหลายคนเลิกลุ้นอะไรไปแล้ว) อีกทั้งฤดูกาลนั้น ยูไนเต็ด ไม่เหลือเกมบอลถ้วยให้เล่นอีก (ฟุตบอลยุโรปไม่ได้เล่น ส่วนฟุตบอลถ้วยในประเทศก็ตกรอบไปหมดแล้ว) จึงมีเวลาสามสัปดาห์ในการเตรียมตัวสำหรับแต่ละเกมมากกว่าหลายทีมใหญ่

คำถามสำคัญต่อมาคือ ในวันที่ คาร์ริค พาทีมเข้าจังหวะ New Low และพิจารณาจากประโยคของ คีน ในข้างต้น ... สิ่งที่เกิดขึ้น มันจริงอย่างที่ คีน พูดหรือไม่ ? 

 

จริงอย่างที่ รอย คีน ว่าไว้หรือไม่ ? 

ไล่เลาะเหตุผลไปทีละข้อจากคำพูดของ คีน ข้อแรกเขาบอกว่า "มีโค้ชคนนอกที่ดีกว่า คาร์ริค หรือไม่ ?" คำตอบคงไม่ต้องคิดมาก คาร์ริค ยังใหม่ในโลกของโค้ชฟุตบอล ดังนั้นยังมีโค้ชที่คุณสมบัติโดยรวมดีกว่าเขามากมายเกินจะเอ่ยชื่อหมด ... เพียงแต่คุณต้องไม่ลืมว่าสถานการณ์ ณ เวลานั้น คาร์ริค ทำในสิ่งที่ทีม ๆ นี้ไม่เคยทำได้เลยตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ทั้งการรวมใจเป็นหนึ่ง การเก็บผลการแข่งขันที่ดีได้ต่อเนื่อง และมีรูปแบบการเล่นที่ทำให้แฟนบอลสนุกกับการดูฟุตบอลได้  

ประการที่สอง "เขาทำให้ทุกอย่างเรียบง่ายขึ้น แต่เกมเหล่านั้นไม่มีความกดดันหรือกล้าเสี่ยงมากนัก" คำตอบคือ จริง คาร์ริค ทำให้ทุกอย่างที่ย่ำแย่ในยุค อโมริม กลับมาดูเป็นของง่าย เกมรับเสียประตูยากขึ้น ส่วนเกมรุกก็ยิงประตูได้มากขึ้นเช่นกัน ... ส่วนเรื่องของความกดดันนั้นต้องบอกว่า "จริงครึ่ง ไม่จริงครึ่ง" เพราะงานคุมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีอะไรที่ไม่กดดัน คุณต้องชนะและเล่นให้สวย เสียงวิจารณ์จึงจะเงียบไป แต่ทันทีที่คุณทำไม่ได้ เสียงวิจารณ์ก็จะกลับมา แถมหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ ... ดังนั้นข้อนี้ต้องบอกว่า คีน พูดถูกแค่บางส่วนเท่านั้น 

ประการที่สาม "ไม่ได้เห็นความกล้าเสี่ยงมากนัก" ... ไม่มีอะไรสำคัญกว่าชัยชนะ คาร์ริค จะเสี่ยงเพื่ออะไร เพราะในซีซั่นที่แล้วเขามีนักเตะให้เลือกใช้ในมือแค่ราว ๆ 13-14 คนเท่านั้น เขาไม่จำเป็นต้องคิดเยอะ เพราะไม่มีตัวเลือกนักเตะให้ปวดหัว ยิ่งการเอาชนะได้ต่อเนื่อง มันยิ่งทำให้ทุกอย่างเข้าล็อก ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงจนเกินไป 

ประการที่สี่ "พวกเขามีเวลาสามสัปดาห์ในการเตรียมตัวสำหรับแต่ละเกม" ... เรื่องนี้ไม่จริง  ยูไนเต็ด อาจไม่ได้มีเกมบอลถ้วยให้เล่นเลยเพราะชิงตกรอบก่อนไปหมดแล้ว พวกเขาจึงได้พัก ได้เตรียมตัวนานกว่าทีมใหญ่ทีมอื่น ๆ แต่เมื่อพลิกปฏิทินแมตช์เดย์ของซีซั่น 2025-26 นับตั้งแต่ คาร์ริค เข้ามาคุมทีมมีการหยุดยาวถึง 3 สัปดาห์เพียงครั้งเดียว คือระหว่างวันที่ 20 มีนาคม ถึงวันที่ 13 เมษายน ระหว่างเกมเสมอ บอร์นมัธ 2-2 ถึงเกมที่แพ้ ลีดส์ คาบ้าน 1-2 

กางปฏิทินแมตช์เดย์แต่ละนัดในยุคของ คาร์ริค พบว่า ยูไนเต็ด ได้พักอย่างน้อย 1 สัปดาห์ถึง 9 เกม, ได้ 1 - 2 สัปดาห์อีก 3 นัด ที่เหลือเป็นอีก 4 เกมคือการได้หยุด 3-6 วันตามลำดับ 

ดังนั้นสิ่งที่ คีน บอกนั้นก็มีเรื่องจริงและไม่จริงปะปนกันไป เพียงแต่ตอนนี้เมื่อ คาร์ริค พาทีมสู่ขาลง สิ่งต่าง ๆ ที่คีนพูดจึงดูน่าเชื่อถือมากขึ้น ... แต่ความจริงมันเป็นเพราะ คาร์ริค ห่วย ไม่เก่งพอจะคุมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด หรือไม่ ? 

 

เหรียญ 2 ด้าน และทุกคนมีเรื่องต้องรับผิดชอบ 

ฟุตบอลแพ้ ฟุตบอลเล่นไม่สวย คนที่รับผิดชอบคนแรกคือโค้ช นั่นคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเสมอในโลกฟุตบอล แต่คำถามคือ คาร์ริค ที่ทำทีมดูดีมีความหวังมาตั้ง 17 เกม ทำไมพอเริ่มซีซั่นที่เขาได้รับผิดชอบด้วยตัวเองทั้งหมด ผลงานถึงเป็นแบบนี้ ? 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบอร์ดบริหารของทีมมีผลอย่างมากที่ทำให้ทีมชุดที่เคยทำได้ดีในซีซั่นที่แล้วต่อยอดไม่ได้ การเสีย กาเซมีโร่ ที่เป็นหนึ่งใน 11 ตัวจริงที่ดีสุดไป ไม่น่าส่งผลขนาดนี้ และสโมสรก็ควรหาทางแก้ไขให้ดีขึ้นได้ เพราะรู้ตั้งแต่แรกว่าจะไม่ต่อสัญญา อีกทั้งปัญหาอื่น ๆ ที่ทุกคนพูดกัน ทั้งแบ็กซ้ายแบ็กขวาที่ไร้คุณภาพในเกมฟุตบอลสมัยใหม่ รวมถึงปัญหากองหน้าตัวที่มีตัวเลือกน้อยเกินไป คนที่เป็นตัวเลือกอย่าง โจชัว เซิร์กซี ก็คาดหวังอะไรไม่ได้ 

เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นมานานเป็นปีหรืออาจจะนานกว่านั้น ... ดังนั้นบอร์ดบริหารจึงสอบตกแบบสุด ๆ ที่เห็นปัญหานานขนาดนี้แต่ก็ไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ ... คาร์ริค ไม่มีอาวุธในมือที่ดีขึ้นเลยด้วยซ้ำนอกจากการกลับมาของ มาร์คัส แรชฟอร์ด (ซึ่งก็เป็นที่ถกเถียงอีกว่าควรนำกลับมาไหม) ส่วนกองกลาง 3 คนที่มาใหม่อย่าง ยูริ ตีเลอมันส์, อังเดรย์ ซานโต๊ส และ คาร์ลอส บาเลบา ก็ยังเริ่มต้นได้ไม่ดีนัก ทั้งเรื่องการปรับตัวกับวิธีการเล่น และบางคนก็ยังบาดเจ็บไม่พร้อมลงสนาม 

น่าเห็นใจ คาร์ริค กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ฤดูกาลที่มาพร้อมกับความคาดหวัง กลับกลายเป็นปีที่ทุกอย่างหลุดออกไปไกลเกินจะคว้าอย่างรวดเร็ว ... การขาดการสนับสนุนที่ดีทำให้เขาต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ในทางกลับกัน ในฐานะเฮดโค้ช เขาเองก็คงไม่สามารถหลุดพ้นจากการมีส่วนร่วมในความผิดนี้ได้ 

ฟุตบอลของเขาที่เคยทำให้ ยูไนเต็ด แพ้ยาก-ชนะง่าย กลับตาลปัตรมาเป็นอีกแบบ เราไม่รู้เลยว่า ยูไนเต็ด อยู่ในสถานการณ์ "ควรชนะสบาย สุดท้ายหงายหลัง" ได้อย่างไร พวกเขาโดน เอฟเวอร์ตัน ตีเสมอในช่วงวินาทีสุดท้ายของเกม ต่อด้วยการแพ้ แมนฯ ซิตี้ ทั้งที่มีผู้เล่นมากกว่าคู่แข่งเกิน 1 ชั่วโมง ตามด้วยการแพ้ ไบรท์ตัน ใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด ทั้ง ๆ ที่นำไปก่อน 2-0 ... นี่มันคนละเรื่องกับตอนที่เขารับสัญญาถาวรชัด ๆ 

การมีเกมเตะถี่ ๆ ในทุก ๆ 3-4 วันเริ่มแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์การรับมือกับโปรแกรมแน่น ๆ ของ คาร์ริค นอกจากนี้เรื่องความกล้าได้กล้าเสียแบบบิดคันเร่งสุดปลอกก็ขาดหายไป เพราะเขาเองก็ขาดประสบการณ์ในการเกลี่ยขุมกำลังให้ดีพอในแต่ละนัด กลายเป็นการห่วงหน้า พะวงหลัง ซึ่งท้ายที่สุดสถานการณ์แบบนี้ก็กลายเป็น "ข้อเสีย" มากกว่าข้อดี 

อย่างไรก็ตาม คนเราจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อเจอประสบการณ์ตรงแบบนี้แหละ ช่วงเวลาดี ๆ อาจจะทำให้คุณยิ้มได้ แต่ช่วงเวลาร้าย ๆ ที่ทำให้คุณเจ็บปวดมักจะเป็นช่วงเวลาที่คุณจดจำมันเป็นบทเรียนได้ดีกว่า 

คนเก่งกว่า ไมเคิล คาร์ริค ยังมีอีกเยอะ ... แต่คุณเองก็ต้องลองคิดดูใหม่ว่ามันเร็วไปหรือไม่ที่จะตัดสินเขาในตอนนี้ ? คาร์ริค จะทำอย่างไรเพื่อเรียนรู้จากความพ่ายแพ้แบบไม่น่าแพ้เหล่านี้ และไม่ทำให้มันเกิดซ้ำขึ้นอีกในอนาคต 

สำหรับคนเป็นโค้ช ไม่มีอะไรสำคัญกว่าชัยชนะ ไม่ว่าคุณจะหนุนหลังเขามากแค่ไหน แต่ผลงานในสนามคือตัวตัดสินทุก ๆ อย่าง ถ้าเขายังหาจุดพลิกสถานการณ์ไม่เจอ สัญญาที่เซ็นกันไว้ 2 ปี อาจเป็นแค่ลายน้ำหมึกบนกระดาษที่ไม่มีค่าอะไร 

คาร์ริค ต้องการเวลาเรียนรู้กับการเป็นกุนซือของทีมใหญ่ที่ต้องการชัยชนะทุกนัด ... เขาสมควรได้รับสิ่งนั้นก็จริง แต่เวลาก็ไม่ค่อยรอท่า จากนี้คือบทพิสูจน์ของเขาอย่างแท้จริง 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.nytimes.com/athletic/7602509/2026/09/17/manchester-united-brighton-league-cup-analysis/
https://www.reddit.com/r/red_muppets/comments/1t5ab6c/why_is_roy_keane_so_tilted_by_carricks_success/
https://www.thesun.co.uk/sport/40115071/roy-keane-man-utd-carrick-carlos-baleba-brighton/
https://en.wikipedia.org/wiki/2025%E2%80%9326_Manchester_United_F.C._season#Matches

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ