
8 นาทีของคนเรานั้นไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เราต้องเผชิญ ... และสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมล่าสุดกับ เอฟเวอร์ตัน 8 นาทีนั้นช่างยาวนานเหลือเกิน
จาก 3 แต้ม เหลือแต้มเดียว และถ้าเวลามีมากกว่านี้พวกเขาอาจจะไม่เหลือเลยสักแต้ม นี่คือบทเรียนสำคัญที่ ไมเคิล คาร์ริค ต้องเรียนรู้และแก้ไขให้ไว หากพวกเขาอยากจะสานต่อผลงานจากซีซั่นที่แล้ว
เพื่อไปถึงคำว่า "ทีมใหญ่ของลีก" ยูไนเต็ด ชุดนี้ยังขาดอะไร ติดตามกับ MAIN STAND
เห็นแล้วต้องแก้ แย่แล้วต้องรีบ
เกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด กับ เอฟเวอร์ตัน ในครึ่งแรกนั้นเป็นไปอย่างเฉื่อยชา เกมช้า ไม่เอ็นเตอร์เทน ซึ่งไม่แปลกอะไรเพราะนี่แค่เกมที่ 3 ของซีซั่นเท่านั้น

ว่ากันว่าในช่วงออกสตาร์ทซีซั่น ยังเป็นช่วงปรับตัวของนักเตะใหม่ การเพิ่มเพดานความฟิตให้นักเตะในทีม หรือสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันกับแท็กติกใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นขอให้ได้ 3 แต้มไว้ก่อนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
แต่นั่นแหละครับ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำไม่ได้ และสิ่งที่สะท้อนให้เห็นเป็นภาพชัดที่สุดคือ พวกเขาไม่มีความสามารถในการ "ปิดเกม" ได้จากเหตุผลมากมายหลายประการ
นับตั้งแต่ ไมเคิล คาร์ริค เข้ามาคุมทีมขัดตาทัพแทนที่ รูเบน อโมริม ในซีซั่นที่แล้ว เขามักแสดงให้เห็นว่าตัวเองเป็นโค้ชที่มองเกมเร็ว แก้ปัญหาไว เขามักจะเปลี่ยนตัวตั้งแต่ช่วงราว ๆ 10-15 นาทีในช่วงครึ่งหลังถ้ารูปเกมยังไม่ดี หรือยังไม่มีประตูขึ้นนำคู่แข่ง เหตุผลหลัก ๆ อาจเป็นเพราะซีซั่นที่แล้ว คาร์ริค จะไม่เปลี่ยนตัวเยอะนัก เพราะตัวเลือกนักฟุตบอลในมือมีจำนวนจำกัด เขาจึงใช้งานนักเตะได้ราว 12-14 คนเท่านั้น
อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในซีซั่นนี้ โดยเฉพาะในแดนกลางที่ กาเซมีโร่ พี่ใหญ่ที่ย้ายออกจากทีมไปหลังหมดสัญญากลับกลายเป็นว่าเขายังทิ้งรอยแผลตรงกลางไว้ให้ทีมมากพอสมควร แม้เจ้าตัวจะเป็นนักเตะในช่วงบั้นปลายอาชีพค้าแข้งแล้วก็ตาม เห็นได้จากการที่ คาร์ริค แทบจะไม่เปลี่ยนตัว กาเซมีโร่ เลยหากเกมยังไม่ขาด หรือเจ้าตัวไม่ติดใบเหลืองไปเสียก่อน จากการที่ตัวแทนที่ลงมาอย่าง มานูเอล อูการ์เต้ หรือคนอื่น ๆ ไม่สามารถทำหน้าที่ที่ใกล้เคียงกันได้เลย
เพราะกองกลางเป็นแกนสำคัญในการควบคุมและกำหนดทิศทางของเกม ดังนั้นคู่กองกลางที่เล่นกันเข้าขารู้ใจ ต่างกันต่างรู้หน้าที่กันและกันจะยิ่งส่งเสริมให้ทีมมีความแน่นอนขึ้น ไม่เสียประตูในแบบที่ไม่ควรเสีย และได้ประตูในจังหวะการสร้างเกมที่ควรได้ ซึ่งตอนนี้ คาร์ริค ยังหาเจอแค่ตัวยืนคนแรกคือ ค็อบบี้ เมนู ส่วนคนที่จะเล่นคู่กับเขานั้นยังไม่เจอส่วนผสมที่ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นผู้มาใหม่อย่าง ยูริ ตีเลอมันส์ และ อังเดรย์ ซานโต๊ส ขณะที่อีกตัวใหม่อย่าง คาร์ลอส บาเลบา ยังไม่ฟิต และตัวเก่าอย่าง อูการ์เต้ ก็เจ็บยาวจากฟุตบอลโลก
เกมกับ เอฟเวอร์ตัน กองกลางยูไนเต็ดที่จัด เมนู คู่กับ ตีเลอมันส์ ชื่อชั้นดีกว่า เจมส์ การ์เนอร์ และ แฮร์ริสัน อาร์มสตรอง พอสมควร แต่จังหวะการเข้าถึงลูกบอล การวิ่งเพรสซิ่ง และแย่งชิงพื้นที่ในแดนกลาง กลับไม่ได้เหนือกว่ากองกลางทีมทอฟฟี่เลย แม้ในช่วงราว ๆ 15 นาทีสุดท้าย ห้องเครื่องคนสำคัญของเอฟเวอร์ตันอย่าง การ์เนอร์ เด็กเก่าผี ได้รับบาดเจ็บโดนเปลี่ยนออกไปด้วยก็ตาม
ตีเลอมันส์ มีปัญหาชัดเจนมาตั้งแต่เปิดซีซั่น จะบอกว่าด้วยความฟิตที่ยังไม่ถึงก็เป็นไปได้ แต่สิ่งที่ปรากฏมาตั้งแต่เกมนัดแรกกับฮัลล์ คือการที่เขาครองบอลไว้กับตัวมากเกินไป พาบอลผ่านขึ้นไปเล่นเกมรุกไม่ได้ และที่สำคัญคือการยังไม่เข้าขารู้ใจ ทำให้จังหวะการเล่นหรือการยืนตำแหน่งของเขายังออกอาการ "กั๊ก ๆ" คนอื่น ๆ อยู่ตลอด จังหวะผ่านบอล จังหวะรุมแย่งบอล ติดนิดติดหน่อยไม่สามารถสร้างเกมที่ไหลลื่นต่อเนื่องได้
น่าแปลกใจที่ ไมเคิล คาร์ริค ไม่ได้เห็นปัญหานั้นและปล่อยให้ ตีเลอมันส์ อยู่จนจบเกม แถมเลือกเปลี่ยนคนที่เล่นดี แกะเพรสซิ่ง และพาบอลขึ้นหน้าได้อย่าง เมนู ออกไปแทน กลายเป็นว่าเกมที่กระเสือกกระสนในการเอาตัวรอดในแดนกลางอยู่แล้ว ยิ่งออกอาการหนักกว่าเดิม
เมื่อเราครองบอลไม่ได้ก็แปลความหมายตรง ๆ ได้ว่า "เป็นช่วงเวลาที่อีกฝ่ายจะได้ครองบอล"... และเมื่อทีมที่เป็นรองแถมได้เล่นในบ้านได้เริ่มครองบอล นั่นแสดงพวกเขาเริ่มเห็นความหวังในการยิงประตูขึ้นมาแล้ว
เรียกง่าย ๆ คือเมื่อคุณไม่จัดการให้สิ้นซาก พวกเขาก็พร้อมจะลุกขึ้นมาจากหลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกองเชียร์สนุกกับเกม และเร่งเร้าจนเกิดภาวะ "บอลได้ใจ" ขึ้นมา
จงดับความหวังเขาซะ!
เดวิด มอยส์ กุนซือเอฟเวอร์ตันให้สัมภาษณ์บางส่วนที่น่าสนใจ เขาบอกว่าหลังจากลูกทีมของเขาตีเสมอ ยูไนเต็ด เป็น 1-1 ได้ เขาคิดว่าทีมของเขากำลังจะเป็นบอลได้ใจ น่าจะพลิกกลับมาชนะได้ แต่กลับกลายเป็นว่าทีมของเขากลับเล่นบอลผิดจังหวะ คุมเกมไม่ได้อยู่หลายนาทีจนกระทั่ง ยูไนเต็ด ยิงประตูขึ้นนำ 2-1 จาก เบนยามิน เชชโก้ ในนาทีที่ 88

ในทางกลับกันจากสิ่งที่ มอยส์ พูด ... ทีมของเขาควรจะถอดใจไปแล้วจากที่ตีเสมอได้ แต่กลับแผ่วจนโดนยิงประตูขึ้นนำช่วงท้ายเกม กลับกลายเป็นว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เองกลับไม่ยอมฆ่าความหวังของฝั่ง เอฟเวอร์ตัน เพราะ คาร์ริค เปลี่ยนตัวมาเพื่อเล่นเกมรับแบบเต็มรูปแบบไปแล้ว
แพทริก ดอร์กู โดนเปลี่ยนลงมาแทน มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่กำลังเผาเครื่อง เมอร์ลิน โรห์ล ได้ทั้งเกม ... ยูไนเต็ด หมดตัวขู่เกมรับเอฟเวอร์ตันไปอีก 1 คน ขณะที่ ซานโต๊ส กับ ตีเลอมันส์ หาบอลแทบไม่เจอ และกองกลางของเอฟเวอร์ตันเริ่มเล่นดีกว่าอย่างชัดเจน เรื่องนี้แม้แต่ มอยส์ ก็ยังพูดหลังเกมว่า
"แมนฯ ยูไนเต็ด ตอนที่นำ 2-1 พวกเขาน่าจะฉกฉวยประตูที่สามเพื่อหนีเป็น 3-1 ได้ เพราะพวกเขามีจังหวะสวนกลับอยู่สองสามครั้ง แต่เมื่อพวกเขาไม่ทำถึง ตอนนั้นเราจึงเปิดหน้าแลกมากขึ้น เพื่อพยายามหาประตูตีเสมอ"
ยูไนเต็ด ไม่ยอมสวนกลับ ไม่ยอมรักษาการครองบอล และไม่ดับความหวังของเอฟเวอร์ตัน จนทำให้ช่วงท้ายเกมช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 5 นาทีเป็นเกมวันเวย์ในแบบที่ควรเป็น ยิ่งเมื่อต้องเล่นในบ้านของ เอฟเวอร์ตัน ทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องการเล่นตามเสียงเชียร์ในบ้าน มันเหมือนกับการขุดหลุมรอให้ตัวเองลงไปนอน ขึ้นอยู่กับว่า เอฟเวอร์ตัน จะยิงประตูที่เปรียบเสมือนการฝังกลบคุณได้หรือไม่ ... ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องเสี่ยงขนาดนั้นในวันที่ฝั่งเจ้าบ้านมีขุมกำลังจำกัด จากการขายออก มากกว่าซื้อเข้าในตลาดที่ผ่านมา

ยูไนเต็ด และ คาร์ริค จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีทำให้เสียงเชียร์ของฝ่ายตรงข้ามเงียบลงและดับความหวังให้สิ้นซาก ทั้งด้วยความเยือกเย็นในเกมรับและความเด็ดขาดในเกมรุกมากกว่าที่เป็นอยู่
ปัญหาหลักของทีมคือ "การจัดการรูปเกม" ที่ย่ำแย่ แม้จะขึ้นนำถึง 2 ครั้ง แต่แมนฯ ยูไนเต็ด กลับไม่สามารถควบคุมเกมเพื่อรักษาสกอร์ หรือฉวยโอกาสจากจังหวะสวนกลับเพื่อฝังคู่แข่งได้
หากยูไนเต็ดต้องการก้าวไปข้างหน้าและต่อยอดจากฤดูกาลก่อน พวกเขาต้องพัฒนา "สัญชาตญาณนักฆ่า" และต้องรู้จักวิธีปิดเกมให้เด็ดขาดกว่านี้ ถ้าทีมของเขาต้องการต่อยอดจากฤดูกาลที่แล้ว นี่คือประเภทของเกมที่พวกเขาจำเป็นต้องปิดจ็อบให้ได้
สัญชาตญาณนักฆ่าสร้างยังไง ?
ทีมที่จะเปรียบเทียบได้ดีคือ อาร์เซน่อล ในยุคที่ มิเกล อาร์เตต้า เข้ามาเริ่มพัฒนาทีมจากทีมที่แพ้ง่าย เสียประตูง่าย กลายเป็นทีมที่เล่นเพื่อปิดจ๊อบเกมลักษณะนี้เก่งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูกาล 2023-24 เป็นต้นมาที่ อาร์เซน่อล ก้าวขึ้นมาเป็นทีมที่ลุ้นแชมป์เต็มตัว

อาร์เตต้า เปลี่ยนทีมของเขาทีละนิด เริ่มจากการสร้างเกมรับที่แข็งแกร่งเป็นรากฐาน เขาใช้เวลาหาอยู่ 2-3 ฤดูกาล จนกระทั่งเจอคู่ที่ใช่อย่าง วิลเลียม ซาลิบา และ กาเบรียล มากัลเญส ที่ทำให้แนวรับไว้ใจได้ ไม่เสียประตูง่าย ๆ อันเป็นพื้นฐานของเกมส่วนอื่น ๆ ต่อไป
ส่วนในจังหวะที่บอลอยู่กับทีม อาร์เตต้าปรับให้อาร์เซนอลใช้วิธีครองบอลกดดันคู่แข่งเพื่อลดโอกาสที่คู่แข่งจะได้สร้างสรรค์เกมรุก หากขึ้นนำได้ ทีมจะเน้นการใช้ความสามารถในการเก็บบอล ครองบอลในแดนบน และตัดทอนจังหวะสวนกลับของฝ่ายตรงข้าม ทำให้เกมช้าลงในเวลาที่ควรช้า และเร่งความเร็วเพื่อหาประตูปิดกล่องเมื่อมีพื้นที่
ยูไนเต็ด สามารถเป็นแบบนั้นได้หรือไม่ ? นี่คือคำถามที่น่าสนใจ เพราะกว่าอาร์เซน่อลจะทำได้ พวกเขาก็ล้ม ๆ ลุก ๆ อยู่พอสมควร สิ่งสำคัญที่เริ่มทำให้ อาร์เซน่อล เริ่มเปลี่ยนแปลงได้คือการเสริมทัพที่ตอบโจทย์ และการพัฒนาทีมแบบต่อยอดเรื่อย ๆ ทำให้นักเตะในทีมได้เล่นเกมใหญ่ ๆ หรือเกมที่กดดันมากขึ้น
เมื่อถึงเวลานักเตะที่ถูกบ่มเพาะจากเกมยาก ๆ ความผิดหวังที่ซ้ำซาก และการเล่นเพื่อหาทางเอาชนะในเกมที่กดดันจะทำให้ผู้เล่นของพวกเขามีวุฒิภาวะมากขึ้น มาร์ติน โอเดการ์ด, เดแคลน ไรซ์ และ บูกาโย ซาก้า เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้
ความนิ่งของนักเตะเหล่านี้ในสนามช่วยลดความผิดพลาดส่วนบุคคลที่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้งในอดีต เวลาที่เจอสถานการณ์กดดันช่วงท้ายเกม นักเตะอาร์เซนอลชุดนี้สามารถรักษาสติและบริหารเวลาได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้ในบางช่วงเวลาอาจจะมีสะดุดหรือหลุดเสมอในเกมที่ควรชนะอยู่บ้างตามธรรมชาติของฟุตบอลระดับสูง แต่ภาพรวมภายใต้การทำทีมของ อาร์เตต้า อาร์เซน่อล ได้เปลี่ยนไปกลายเป็นทีม "เขี้ยวลากดิน" ที่คู่ต่อสู้รู้ดีว่า การจะพลิกกลับมาเอาชนะหรือตีเสมอได้นั้น เป็นงานที่ยากและต้องแลกมาด้วยความพยายามอย่างมหาศาล
เมื่อคุณทำให้คู่แข่งรู้สึกเหมือนลอยคอกลางทะเล ยิ่งออกแรงว่ายเท่าไหร่ก็ยิ่งท้อเพราะมองไม่เห็นฝั่ง ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะอ่อนแรงและถอดใจยอมรับชะตากรรมไปเอง หน้าที่ของทีมชั้นนำที่ต้องการ 3 แต้มทุกนัด คือการทำให้คู่แข่งของคุณรู้สึกแบบนั้นให้ได้
ยูไนเต็ด ยังไปไม่ถึงระดับนั้นในตอนนี้ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ใช่ทีมแย่จัดจนไม่มีอะไรดี ... นี่คือช่วงการเรียนรู้ของโค้ชอย่าง คาร์ริค และกลุ่มนักเตะปีศาจแดงที่จะต้องยกระดับสถานะทีมขึ้นมาเป็นทีมที่การันตีท็อปโฟร์อย่างต่อเนื่องให้ได้

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่มีเดิมพันสูง ทุกประตูสามารถกลายเป็นเงินมูลค่าหลายล้านปอนด์ และสร้างให้ใครคนหนึ่งก้าวขึ้นมามีชื่อเสียงได้ ... ดังนั้นทุกคนจึงใส่กันเต็มดอก ออกพลังกันเต็มที่จนกว่าเสียงนกหวีดสุดท้ายจะดัง นี่คือลีกที่ทีมท้ายตารางสามารถสร้างเซอร์ไพรส์ได้ในทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเล่นต่อหน้าแฟนบอลของตัวเอง
ดังนั้น ... ทำให้แฟนบอลของเขาเงียบซะ ด้วยมาตรฐานการเล่นแบบที่ทีมใหญ่เขาทำกัน นี่คือ 1 ในสิ่งที่ คาร์ริค ต้องทำในซีซั่นที่ยาวนานซีซั่นนี้