
แฟนบอล อิตาลี กำลังยิ้มรอความหวังใหม่ หลังจาก เปาโล มัลดินี่ เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการเทคนิค โดยมี เลโอนาร์โด้ เป็นที่ปรึกษา พร้อมสร้างวิสัยทัศน์ใหม่เพื่อให้ทีมชาติอิตาลีกลับมายิ่งใหญ่ดังอดีต
ทว่าหลังจากคู่หู "มิลาน คอนเน็กชั่น" ทำงานในตำแหน่งนี้ได้แค่ 16 วัน พวกเขาก็ลาออกจากตำแหน่ง แถมโค้ชที่ตกลงสัญญากันไว้แล้วอย่าง อันเดรีย ปีร์โล่ ก็โดนล้มดีลไปด้วย
ประกายแสงแห่งความหวัง กลับมาพังเหมือนเดิมในเวลาที่รวดเร็วได้อย่างไร ? ติดตามกับ MAIN STAND
ถ้าไม่ช่วยกัน ก็ตายกันทั้งหมด
วงการฟุตบอลอิตาลี กับคนภายในสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี (FIGC) ถกเถียงและมีความคิดเห็นไม่ตรงกันมาอย่างยาวนาน ถ้าจะนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นก็ต้องบอกว่าเหตุการณ์ "เสียงแตก" เกิดขึ้นหลังจากพวกเขาคว้าแชมป์ ยูโร 2020 (ที่แข่งในปี 2021) มาถึงตอนนี้ก็ต้องบอกว่ากินเวลามาแล้ว 5 ปีเป็นอย่างน้อย

ความสำเร็จในยูโรครั้งนั้นปิดบังความจริงที่ซ่อนอยู่หลังฉาก เพราะหลังจากนั้น มันชินี่ ก็ทำผลงานแย่ พาทีมตกรอบไม่ได้ไปแข่ง ฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งทำให้เกิดกระแสว่า มันชินี่ เล่นเกมรุกมากเกินไป ไม่ใช่คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้
FIGC จึงแต่งตั้ง ลูชาโน่ สปัลเล็ตติ เข้ามารับช่วงต่อในปี 2023 โดย สปัลเล็ตติ มีโอกาสคุมทีมเพียง 10 เกมก่อน ยูโร 2024 จะเริ่มขึ้น ซึ่งผลงานก็เละไม่เป็นท่า อิตาลี ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการแพ้ สวิตเซอร์แลนด์ 0-2 ก่อนลากยาวความร่อแร่มาถึงรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2026 และจบลงด้วยการโดนปลดไปอีกคนระหว่างศึก
หลังโดนปลด สื่อทั้งประเทศก็รุมทึ้ง สปัลเล็ตติ จนเละเทะ ก่อนเจ้าตัวจะให้สัมภาษณ์ถึงความล้มเหลวในมุมมองของเขาว่า อิตาลี เป็นทีมที่ไม่มีนักเตะที่ฝากความหวังได้เหมือนในอดีต และยอมรับว่าการเลือกทีมของเขาไม่ได้ช่วยให้ทีมดีขึ้น
ซึ่ง คาร์โล อันเชล็อตติ ปูชนียบุคคลของวงการฟุตบอลอิตาลีก็ให้สัมภาษณ์ในทางเดียวกันว่า การคุมทีมชาติอิตาลีชุดปัจจุบันเป็นเรื่องยากมาก ... ยากจนแม้แต่เขาก็ยังมีแพชชั่นไม่พอที่จะรับตำแหน่ง ต่อให้จะเป็นแค่งานกุนซือชั่วคราวก็ตาม
สปัลเล็ตติ ออกไป เจนนาโร่ กัตตูโซ่ เข้ามาเป็น "อิล ชีที" แทน เพราะ FIGC มองปัญหาในมุมมองที่แตกต่างออกไป พวกเขาคิดว่านักเตะขาดโค้ชที่กระตุ้นให้สู้ตายถวายชีวิต และหวังว่า กัตตูโซ่ ผู้มีคาแรกเตอร์สุดเดือดจะเป็นคน ๆ นั้น พวกเขาจึงตั้ง กัตตูโซ่ มาในช่วงโค้งสุดท้ายของฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก
แม้ กัตตูโซ่ จะพาทีมไปรอบเพลย์ออฟได้ แต่ปลายทางก็ล้มเหลวอีก พวกเขาแพ้จุดโทษให้กับ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา พลาดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 3 สมัยติดต่อกัน ... คำถามคือ จากความล้มเหลวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันผิดที่ตรงไหนกันแน่ ทำไมยิ่งแก้ยิ่งเละได้ขนาดนี้ ?
โชคดีที่ตอนนี้ โจวานนี มาลาโก้ ประธานแห่ง FIGC รู้แล้วว่านี่ไม่ใช่ปัญหาจากปลายเหตุ ทุกคนมีส่วนผิดร่วมกันทั้งองคาพยพ กล่าวคือวิกฤตของทีมชาติไม่ได้เกิดแค่จากตัวโค้ช แต่ฝังลึกตั้งแต่ระดับรากหญ้า ระบบเยาวชน และแท็กติกภาพรวมของลีก
สิ่งที่พวกเขาต้องทำหลังจากนี้ คือการสร้างศูนย์กลางอำนาจทางฟุตบอลที่ชัดเจน แทนการเปลี่ยนโค้ชวนลูปตามผลการแข่งขันแต่ละทัวร์นาเมนต์ ดังนั้นก่อนจะเริ่มหาโค้ช พวกเขาจึงเลือก เปาโล มัลดินี่ เข้ามาทำงานผู้อำนวยการเทคนิค "มัลดินี่ เป็นเป้าหมายของผมมาโดยตลอด" มาลาโก้ ว่าเช่นนั้น

หน้าที่ของ มัลดินี่ เปรียบเสมือนสถาปนิก คอยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสโมสรกับทีมชาติทุกระดับ และมีอำนาจตัดสินใจเลือกหัวหน้าโค้ชชุดใหญ่โดยตรง อีกทั้งยังเป็นคนที่วางรากฐาน และแก้ไขปัญหา "ขาดแคลนดาวรุ่ง" โดย มัลดินี่ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานรอยร้าวและผลประโยชน์ ระหว่างสโมสรอาชีพกับแคมป์ทีมอัซซูรี่ เพราะในอดีตนั้นต่างฝ่ายต่างทำ ไม่ได้สนใจแนวทางส่วนรวม
FIGC เชื่อว่า มัลดินี่ มีความพร้อมสำหรับงานนี้ เพราะมีประสบการณ์ในการเป็นยอดนักเตะของชาติ และเคยบริหารงานในตำแหน่งนี้ที่สโมสร เอซี มิลาน ในยุคที่มีงบประมาณน้อยนิด แต่ก็ทำให้ทีมแกร่งจนเป็นแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา ได้สำเร็จ ... ที่สำคัญ ฟุตบอลอิตาลีเดินทางมาถึงจุดที่ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว ทุกคนน่าจะเข้าใจจุดนี้และหันมาร่วมมือกันเพื่ออนาคต
เราให้ มัลดินี่ เลือก
มัลดินี่ ขึ้นรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 กรกฎาคม 2026 และเขาเลือกเอา เลโอนาร์โด้ อดีต ผู้อำนวยการกีฬาของ เอซี มิลาน และ เปแอสเช ยุคเริ่มมีเงินจากมหาเศรษฐีกาตาร์ เข้ามารับตำแหน่งที่ปรึกษา

มัลดินี่ มาพร้อมความทะเยอทะยาน เขาบอกว่า นี่คืองานที่ยากและยิ่งใหญ่ที่สุด ดังนั้นจะต้องเลือกโค้ชระดับที่ดีที่สุดเช่นกัน ... ไม่แปลกเลยที่เราจะได้ยินชื่อของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ อันเชล็อตติ 2 จากเหล่ากุนซือผู้อยู่บนสุดของอาชีพเฮดโค้ช ณ ปัจจุบัน
ยิ่งโดยเฉพาะในรายของ เป๊ป นั้น มัลดินี่ อยากจะได้โค้ชชาวสเปนคนนี้จริง ๆ โดยไม่สนว่าจะเป็นโค้ชต่างชาติคนแรกในรอบ 60 ปี เพราะความจริงที่เกิดขึ้น มันชัดเจนมากที่เขาจะกล้าทำลายขนบเดิม ๆ
ถ้าเป็นอดีตสัก 20 ปีก่อน กลุ่มบอร์ดบริหารใน FIGC ที่เป็นฝั่งอนุรักษ์นิยมคงค้านหัวชนฝาไปแล้ว แต่ตอนนี้ความเละระดับ "ภัยพิบัติ" ทำให้คนกลุ่มนี้เปิดใจยอมรับทางเลือกที่แตกต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคน ๆ นั้นคืออัจฉริยะอย่าง กวาร์ดิโอล่า
นอกจาก เป๊ป จะประสบความสำเร็จในอาชีพโค้ชแล้ว เขายังเคยค้าแข้งในอิตาลีกับ โรม่า และ เบรสชา เขาพูดภาษาอิตาลีได้ดี และมีเพื่อนสนิทเป็นชาวอิตาเลียนมากมาย อาทิ โรแบร์โต้ บาจโจ้ ที่เล่นด้วยกันที่ เบรสชา ในช่วงปลายอาชีพค้าแข้ง
มัลดินี่ เริ่มเปิดการเจรจากับ เป๊ป อย่างจริงจัง แม้เป๊ปจะบอกว่าอยากพักหลังวางมือจากอำลา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาหมาด ๆ แต่ด้วยความที่ เป๊ป ก็ชอบชีวิตในอิตาลี การเปิดโต๊ะคุยอย่างเป็นทางการจึงเริ่มขึ้น พร้อมกับความหวังครั้งใหม่
อย่างไรก็ตาม หลังมีข่าวทาบทาม เป๊ป ได้ไม่นาน เจมส์ ฮอร์นคาสเซิล นักข่าวจาก The Athletic ก็สรุปว่า "การเจรจาไม่ได้คืบหน้า เป๊ป จะไม่เป็นกุนซือคนใหม่ของทีมชาติอิตาลี เพราะเขาเชื่อว่านี่คือ มิชชั่น อิมพอสสิเบิล (ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้)"
เป๊ป รู้ตัวเองว่า เขาเป็นคนที่ถ้ารับงานแล้วจะไม่รับงานแบบขอไปที เขาขอค่าเหนื่อย 20 ล้านยูโรต่อปี แต่ FIGC ก็เจรจาต่อรองลงมาเหลือราว ๆ 10 ล้านยูโร
และนอกจากเรื่องของการสัญญากับครอบครัวว่าจะพักผ่อน รวมถึงรายรับที่ตกลงกันไม่ได้แล้ว ยังมีการซุบซิบจากสื่ออิตาลีว่า เป๊ป เรียกร้องให้สโมสรในประเทศ ให้โอกาสนักเตะดาวรุ่ง และเล่นด้วยระบบที่อำนวยต่อการพัฒนาทีมชาติ ซึ่งมันเป็นเรื่องยากตามคำที่พวกเขาบอกว่า เป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้
เมื่อพลาดเบอร์ 1 อย่าง เป๊ป การเจรจากับกุนซืออิตาเลียนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ณ เวลานี้อย่าง อันเชล็อตติ ก็เริ่มขึ้นตามนโยบาย "เลือกแต่ตัวท็อป" ... เพียงแต่ตอนจบไม่ต่างกัน อันเชล็อตติ ยืนยันคำเดิมว่า มันเป็นงานที่เหนือบ่ากว่าแรง และที่สำคัญ เขายังมีสัญญากับทีมชาติบราซิลถึงปี 2030 แม้เพิ่งทำผลงานไม่ประทับใจแฟน ๆ ใน ฟุตบอลโลก 2026 ก็ตาม

เมื่อตัวท็อปไม่สะดวกใจ มัลดินี่ ก็ทำงานของเขาต่อด้วยความรวดเร็ว เขายอมลดสเปกเรื่องความสำเร็จลง และเลือก อันเดรีย ปีร์โล่ อดีตนักเตะทีมชาติอิตาลีชุดแชมป์ ฟุตบอลโลก 2006 และอดีตกุนซือของ ยูเวนตุส ในช่วงสั้น ๆ
มันเป็นเรื่องง่ายมากที่ ปีร์โล่ จะตกลงรับงานนี้ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตั้งแต่ตอนเป็นนักเตะที่ มิลาน นอกจากนี้ แม้หลายฝ่ายจะมองว่า ปีร์โล่ มีประวัติการทำงานที่ไม่ค่อยดี เพราะโดนปลดทั้งที่ ยูเวนตุส และ ซามพ์โดเรีย แต่ มัลดินี่ มองลึกไปที่แนวคิดและปรัชญาฟุตบอลของ ปีร์โล่ ด้วย
มัลดินี่ เลือก ปีร์โล่ เพราะไม่ได้มองว่าอดีตเพื่อนร่วมทีมของเขาคนนี้จะเป็นคนกอบกู้ทีมชาติอิตาลีในทันที แต่เขามองว่า ปีร์โล่ พร้อมที่จะทำงานในระยะเริ่มต้น ร่วมมือกันปรับโครงสร้างและวิธีการเล่นให้เป็นแบบขั้นต่อขั้น เพราะทั้งคู่สื่อสารกันตลอด และมีทัศนคติด้านฟุตบอลที่ตรงกันอยู่แล้ว ... หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ให้ ปีร์โล่ เป็นคนเริ่มวางรากฐาน ณ เวลานี้ ส่วนความสำเร็จในอนาคตค่อยประเมินกันอีกครั้ง
เมื่อมองเหตุผลข้อนี้ มันชวนให้คิดว่าการเริ่มต้นที่ดีอันเริ่มจากรากฐานคือการเลือกที่น่าติดตาม การประกาศว่า ปีร์โล่ จะเป็น อิล ชีที คนต่อไปใกล้เข้ามาทุกขณะ หลัง ฟุตบอลโลก 2026 จบลง
แต่แล้ว ... การบอกให้ มัลดินี่ เลือกนั้นก็ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว เพราะสุดท้ายแล้ว ยังมีวงเล็บต่อท้ายว่า "ให้ มัลดินี่ เลือก แต่ ..."
16 วัน จบด้วยการลาออก
สไตล์ของ ปีร์โล่ นั้น เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของอิตาลีอย่างแท้จริง เขาคงดูดีมากในชุดสูทแบรนด์ Armani ซึ่งเป็นชุดทางการของสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี (FIGC) ทว่าน่าตลกสิ้นดี ที่เสน่ห์ทางเชิงพาณิชย์ของเขา กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำลายโอกาสในการเซ็นสัญญาระยะยาว 4 ปีที่ มัลดินี่ และ เลโอนาร์โด้ เตรียมไว้ให้

ปีร์โล่ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกให้กับบริษัทรับพนันกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย เขาเดินทางไปมอสโกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 เพื่อร่วมงาน Football Day ที่สนามลุซนิกี้ พร้อมกับ มาร์โก มาเตรัซซี่ เพื่อนร่วมทีมชุดแชมป์ ฟุตบอลโลก 2006 ของอิตาลี
พวกเขาก็ไม่ใช่พวกแรกที่ทำเช่นนี้ เพราะ ฟรานเชสโก้ ต็อตติ อีกหนึ่งฮีโร่ชุดแชมป์โลกปี 2006 ก็เคยตกเป็นประเด็นอื้อฉาวเช่นกัน เมื่อเขาบินไปยังเมืองหลวงของรัสเซียเมื่อเดือนเมษายน 2025 เพื่อร่วมงาน RB Awards ในฐานะแขกของเว็บพนันสัญชาติหมีขาวเช่นกัน
การปรากฏตัวของ ปีร์โล่ ในครั้งนั้น เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ รัสเซีย มีเหตุปะทะกับ ยูเครน ปีร์โล่ ยังได้แจกลายเซ็นเคียงข้างกับ อาร์เตม ชิวบา อดีตกองหน้าเซนิตและกัปตันทีมชาติรัสเซีย ผู้ซึ่งเคยโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่าเขา "ภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนรัสเซีย" ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากเหล่านักเตะทีมชาติยูเครนอย่าง วิตาลี ไมโคเลนโก และ อังเดร ยาร์โมเลนโก
แน่นอนว่าจากสถานการณ์ที่ว่ามาทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า ปีร์โล่ เต็มใจรับงานบริษัทพนันในรัสเซีย ...ซึ่งกลายเป็นพิษร้ายแรงกว่าที่เขาได้คาดคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอิตาลี ซึ่งมีมุมมองถึงเรื่องนี้อีกแบบ เพราะ จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีของอิตาลี มีนโยบายที่เป็นพันธมิตรที่แน่วแน่กับยูเครน มาตั้งแต่ตอนที่รัสเซียบุกเมื่อปี 2022 และการปะทะระหว่างสองชาติยังยืดเยื้อกระทั่งทุกวันนี้

จากเหตุการณ์นี้ สื่ออย่าง La Gazzetta dello Sport รายงานทันทีว่า "สหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี (FIGC) ได้เริ่มการสอบสวนความสัมพันธ์ทางการค้าของเขากับบริษัทรับพนันของรัสเซีย และมันจะส่งผลต่อการแต่งตั้งเขาเป็นเฮดโค้ชของทีมชาติอิตาลีด้วย"
หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสาธารณชน ในที่สุด ปีร์โล่ ก็ออกมาตอบโต้ด้วยจดหมายเปิดผนึกผ่านโซเชียลมีเดียของเขาว่า การที่เขาทำงานกับบริษัทพนันจากรัสเซีย เกิดขึ้นเพราะเขาไปทำงานในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กับสโมสร ดูไบ ยูไนเต็ด ตั้งแต่ปี 2025 มันเป็นเรื่องของการทำงาน ที่สโมสรมีสัญญากับบริษัทรับพนันเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องแนวคิดทางการเมือง หรือหมายความว่าเขาเป็นคนหัวรุนแรง จนทำให้หลายคนมองว่าเขาไม่สมควรได้รับงานนี้ และการเจรจาทั้งหมดกับทีมชาติอิตาลีได้ถูกยกเลิกไป แต่ประธานสโมสร ดูไบ ยูไนเต็ด ก็ออกมาปฏิเสธความสัมพันธ์กับบริษัทพนันที่ว่า ทำให้เรื่องเริ่มน่าสงสัยขึ้นไปอีก
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ ปีร์โล่ แค่คนเดียว ตัวของ มัลดินี่ เองก็โดนลากไส้ออกมาด้วย The Athletic ระบุว่า นิโคโล่ ลูกชายของ ปีร์โล่ และ คริสเตียน ลูกชายของ มัลดินี่ ก็เป็นเอเยนต์นักเตะเถื่อนที่ไม่มีใบอนุญาต และเรื่องนี้อาจเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในอนาคต เช่น มัลดินี่ และ ปีร์โล่ เรียกนักเตะในการดูแลของลูกชายเขามาติดทีมชาติเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาด เป็นต้น
เรื่องคล้าย ๆ กันนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2016 มาแล้ว เมื่อ จานปิเอโร เวนตูรา โค้ชทีมชาติอิตาลีต้องการให้ มาร์เชโล่ ลิปปี้ มาเป็น ผอ.เทคนิค แต่สุดท้ายดีลก็ไม่เกิดขึ้น เพราะ ลิปปี้ ถอนตัวออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก ดาวิเด ลูกชายของเขาเป็น และยังคงเป็นเอเยนต์ชื่อดัง
แม้กรณีของ ปีร์โล่, มัลดินี่ และลูก ๆ ของเขาจะยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง และไม่ได้ผิดกฎอะไรที่ลูกชายของพวกเขาจะทำให้ มัลดินี่ และ ปีร์โล่ รับงานกับทีมชาติไม่ได้ แต่ไฟได้ถูกจุดขึ้นมาแล้ว และมันกำลังไหม้กองฟางไปอย่างรวดเร็ว
ซ้ำร้ายความสามัคคีที่คาดหวังก็ดูเหมือนจะไม่มีอยู่จริง เมื่อมีการเปิดเผยว่างานนี้ มาลาโก้ ประธานแห่ง FIGC ก็อยู่ฝ่าย "ไม่เอา ปีร์โล่" ตั้งแต่ต้น
โดย Sky Sport Italia รายงานว่า หลังพลาด เป๊ป และ อันเช่ เขามีตัวเลือกในใจแล้วว่าจะต้องเป็น มันชินี่ เท่านั้นที่เหมาะสมตำแหน่งกุนซือทีมชาติ นอกจากนี้ มาลาโก้ ยังเคยติดต่อกับ มันโช่ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว
ข่าวซุบซิบที่เกิดขึ้นนี้ดูเหมือนชี้นำว่า มาลาโก้ เองก็ไม่ยืนหยัดข้าง มัลดินี่ เหมือนที่พูด หนำซำอาจเป็นฝ่าย "รอแทงซ้ำ" หลัง ปีร์โล่ และ มัลดินี่ มีข่าวเชิงลบขึ้นมาพร้อม ๆ กัน

ไม่เพียงเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง FIGC กับ เลกา เซเรียอา องค์กรควบคุมการแข่งขันฟุตบอลลีกสูงสุดของอิตาลี ยังออกแนวซับซ้อน เมื่อมีรายงานเช่นกันว่า เลกา เซเรียอา อยากให้ อันโตนิโอ คอนเต้ เป็น อิล ชีที คนใหม่มากกว่า
ที่สุดแล้วการโดนรุมทึ้งจากสื่อ ทำให้ในที่สุด ปีร์โล่ โดนยกเลิกข้อตกลง และจากนั้นไม่กี่วัน มัลดินี่ กับ เลโอนาร์โด้ ก็ประกาศลาออกหลังจากรับงานได้ 16 วัน ... สุดท้ายการเริ่มต้นใหม่ของทีมชาติอิตาลี กลายเป็นการเริ่มต้นที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง
พวกเขาพยายามปรับเปลี่ยน แต่สุดท้ายสำหรับตอนนี้ อิตาลียุคใหม่ดูไม่ต่างอะไรจากอิตาลียุคเดิม จมอยู่ในประเด็นอื้อฉาวที่ก่อขึ้นเอง และยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะจบลงแบบไหนกันแน่ เพราะฐานที่ตั้งใจจะสร้างไว้ ได้ถูกรื้อทิ้งไปหมดแล้วในตอนนี้
แหล่งอ้างอิง
https://www.nytimes.com/athletic/7472340/2026/07/28/italy-pirlo-pep-guardiola-maldini-ancelotti-malago/
https://www.skysports.com/football/news/11095/13567529/paolo-maldini-italian-football-federation-technical-director-quits-after-just-16-days-amid-head-coach-saga
https://www.gazzetta.it/en/football/national-team/14-07-2026/pirlo-for-italy-maldini-s-influence-and-the-milan-connection.shtml?refresh_ce
https://ca.sports.yahoo.com/news/pirlo-italy-boss-why-maldini-073700456.html
https://www.nytimes.com/athletic/7467661/2026/07/24/pep-guardiola-italy-head-coach-reject/