Feature

It's not done! : คืนฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก สะท้อนถึงห้องแต่งตัวที่แข็งแกร่งของ อาร์เซน่อล | Main Stand

"ผมบอกคุณแล้ว....ในที่สุดมันก็จบ" ข้อความจากโพสต์บนโซเชียลมีเดียของ เดแคลน ไรซ์ หลัง อาร์เซน่อล ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 22 ปี ทำให้พาย้อนกลับไปในวันที่พวกเขาถูกมองว่า "หมดลุ้นแล้ว" จากเกมที่แพ้ แมนฯ ซิตี้ ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม ด้วยสกอร์ 1-2

 


ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมคนอื่นสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก ไรซ์ กลับบอกว่า "มันยังไม่จบ" และประโยคนั้นทำให้พวกเขากลับมา 

ภาพบรรยากาศสุดเหวี่ยงในวันที่พวกเขารวมตัวกันเป็นหนึ่ง แม้กระทั่งการนั่งดูเกมที่ แมนฯ ซิตี้ เสมอ บอร์นมัธ  1-1 จนทำให้พวกเขาเป็นแชมป์ลีกที่รอคอย สะท้อนถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่ทัพปืนใหญ่มีในเวลานี้อย่างไร ? 

ติดตามกับ MAIN STAND 

 

ย้อนกลับไปมองตอนสร้าง 

ภาพของนักเตะอาร์เซน่อลที่ตบเท้าเข้าร่วมปาร์ตี้ลุ้นแชมป์ที่ศูนย์ฝึกของสโมสรในเกมวีกนัดที่ 37 ของ แมนฯ ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีก เป็นภาพที่ใครได้เห็นแล้วก็น่าจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมภายในห้องแต่งตัวของทีม ๆ นี้ ... และด้วยสิ่งนี้ที่พวกเขามี มันสำคัญจริง ๆ กับการตัดสินแชมป์ลีกที่พลิกไปพลิกมาตลอดฤดูกาล

ต้องยอมรับว่าตลอดซีซั่น หรืออาจจะตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา อาร์เซน่อล มักจะถูกมองว่าอย่างดีก็แค่รองแชมป์ หากเทียบกับ แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล เหตุผลน่ะเหรอ ? เพราะทีมของพวกเขายังไม่ได้แสดงคาแรกเตอร์ของแชมเปี้ยนให้ได้เห็นมากเท่า ในเกมที่ง่าย ๆ ในเกมที่กดดัน ในเวลาที่พลาดไม่ได้ พวกเขามักจะพลาดสะดุดขาตัวเอง และส่งแชมป์ให้ 2 ทีมดังกล่าวเสียทุกครั้งไป 

สิ่งนี้เองที่ทำให้ อาร์เซน่อล ถูกตัดสินจากคนภายนอกว่าเป็นทีมที่เปราะบางในแง่ของสภาพจิตใจ เพราะยิ่งเข้าใกล้แชมป์เท่าไหร่ ก็ดูเหมือนไกลขึ้นทุกครั้ง ทว่าท่ามกลางเสียงวิจารณ์ หัวเราะเยาะ และเป็นมวยรองตามทรรศนะของเหล่ากูรู อาร์เซน่อล ในมือของ มิเกล อาร์เตต้า ค่อย ๆ สร้างทีม ด้วยวิธีการที่หลากหลายแบบ ที่ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่ดีขึ้น ในแง่ของทีมสปิริต สภาพจิตใจ และล่าสุดคือยืนยันด้วยสิ่งเหล่านั้นด้วยถ้วยแชมป์ 

ประการแรกต้องยอมรับว่าการทำงานในการซื้อตัวนักเตะเข้ามาเสริมทัพของ มิเกล อาร์เตต้า และ เอดู กาสปาร์ ผอ.กีฬา คนเก่า ช่วยให้ทีมตั้งโครงขึ้นมาจนแข็งแกร่งขึ้นอีกระดับ 

นักเตะที่ในแบบที่อาร์เตต้า อยากได้ ทั้งเรื่องคุณภาพและการเล่นในสนาม มาพร้อมคุณสมบัติด้านจิตใจควบคู่กันไปด้วย การคัดสรรร่วมกันของ อาร์เตต้า และ เอดู ทำให้พวกเขาได้กัปตันทีมอย่าง มาร์ติน โอเดการ์ด ได้ผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในลีกอย่าง ดาบิด ราย่า, ได้เซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่เป็นพี่ใหญ่ในแผงเกมรับอย่าง กาเบรียล มากัลเญส และเหนือสิ่งอื่นใดคือการได้นักเตะที่คาแรกเตอร์ดีจนสร้างผลกระทบให้คนอื่น ๆ ในห้องแต่งตัวได้อย่าง เดแคลน ไรซ์ ที่ตอนนี้ 100 ล้านปอนด์ ที่จ่ายไปดูเหมือนจะถูกเกินไปด้วยซ้ำ 

ไรซ์ คือคนที่สวมปลอกแขนกัปตันครั้งแรกตั้งแต่อายุ 20 ปี สมัยที่เขาอยู่กับ เวสต์แฮม ก่อนจะได้เป็นกัปตันเต็มตัวในปี 2022 ที่เขาอายุแค่ 23 ปี เท่านั้น และนับตั้งแต่ อาร์เซน่อล ได้ตัว ไรซ์ มาดูเหมือนว่าทุกอย่างที่เขาทำในสนาม และนอกสนาม มันทำให้ภาพของเขาในฐานะผู้นำของ อาร์เซน่อล ชัดจริง ๆ ต่อให้ไม่ได้สวมปลอกแขนก็ตาม 

It's not done! ... ประโยคนี้ที่เขากล่าวขึ้นมาหลังจากการแพ้ แมนฯ ซิตี้ น่าจะกลายเป็น Motto หรือคำขวัญประจำทีม อาร์เซน่อล ชุดนี้ไปอีกหลายปีแน่ ๆ  เพราะในค่ำคืนที่ผู้คนคิดว่าจะเป็นหนังม้วนเดิม อาร์เซน่อล จบเห่ แมนฯ ซิตี้ จะเข้าเบรกช่วงท้ายซีซั่นแบบที่ผ่าน ๆ มา 

ประโยคนี้ของ ไรซ์ และแววตาของเขาตอนที่พูดเพียงแวบเดียวเท่านั้น มันชวนหวั่นใจสำหรับกองแช่งของ อาร์เซน่อล ที่กำลังอมยิ้มอย่างมีความสุข ที่จะเห็น อาร์เซน่อล พลาดแชมป์อีกครั้ง กลับมาฉุกคิดว่า "หรือมันจะยังไม่จบจริง ๆ วะ ?" ... แล้วก็อย่างที่คุณเห็น นักเตะของ อาร์เซน่อล ตอบสนองหลังค่ำคืนที่เจ็บปวดที่เอติฮัดได้อย่างไร้ที่ติจริง ๆ

 

จากทีมดาวรุ่ง…สู่ครอบครัวฟุตบอล

ปีนี้เป็นปีที่ทีมของ มิเกล อาร์เตต้า ถูกพูดถึงเรื่องแท็กติกอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเกมเพรสซิ่ง การขึ้นเกมจากแดนหลัง หรือความยืดหยุ่นของตำแหน่งผู้เล่นที่ดูไม่ดุดัน และเน้นเอาชัวร์มากเกินไป ... ซึ่งหากมองด้วยตา และได้ดูเกมของ อาร์เซน่อล ก็ต้องยอมรับว่าจริง พวกเขาลดความดุดันลงจากปีก่อน ๆ โดยที่เราเองก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำไม แต่ตอนนี้เมื่อพวกเขาเอื้อมถึงถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอย เราจึงเริ่มเห็นภาพว่าทำไมพวกเขาทำแบบนั้น 

หากคุณสังเกตพัฒนาการของ อาร์เซน่อล มาตลอด คุณจะพบว่าสิ่งที่ อาร์เตต้า พยายามสร้างและให้ความสำคัญพอ ๆ กับเรื่องของแท็กติก คือการสร้างวัฒนธรรมร่วมกันในทีม ๆ นี้ ซึ่งนับวันมันยิ่งจะกระชับ เหนียวแน่น และแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ 

อาร์เตต้า กล่าวหลายครั้งในสารคดีของสโมสรที่ฉายลงใน Amazon Prime ว่า การจะเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม นักเตะในทีมต้องมีความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ไม่ใช่แค่ทำงานร่วมกันเท่านั้น  

อาร์เตต้า แอบสอดแทรกเรื่องของ วินัย การตรงต่อเวลา วิธีซ้อม วิธีพูดคุย หรือทัศนคติในการทำงาน ทุกอย่างถูกกำหนดไว้อย่างละเอียด หลายครั้งเขาพูดกับนักเตะว่า "ถ้าเราอยากเป็นทีมระดับท็อป เราต้องทำทุกอย่างแบบทีมระดับท็อป" นี่คือแนวคิดที่เขาพยายามจะสร้างให้ทีม ๆ นี้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน และเกิดวัฒนธรรมของแชมเปี้ยนในห้องแต่งตัวขึ้นมา 

ก่อนอาร์เตต้าเข้ามา อาร์เซน่อล เป็นทีมที่ดูสับสนในหลายด้าน และดูเหมือนทีม ๆ นี้มีแต่จะดำดิ่งสู่ขาลงเรื่อย ๆ  แต่ถึงตรงนี้ก็ต้องบอกว่าสิ่งที่เขาพยายามสร้างตั้งแต่วันที่ผู้คนยังมองภาพไม่ออกว่าเขากำลังพยายามทำอะไรกันแน่ ? ในตอนนี้มันสำเร็จในที่สุด นักเตะอาร์เซน่อลใช้เวลาร่วมกันเยอะมากทั้งในสนามซ้อม ห้องอาหาร รถบัส หรือกิจกรรมเล็ก ๆ ภายในทีม เหนือสิ่งอื่นใดคือพวกเขาได้สร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนไว้ใจกันได้สำเร็จ 

สิ่งที่ อาร์เตต้า ทำ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะนักฟุตบอลยุคใหม่จำนวนมากเติบโตมาในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน อีโก้ และโซเชียลมีเดีย ซึ่งนี่สะท้อนมายังภาพล่าสุดที่นักเตะรวมตัวกันดูเกม แมนฯ ซิตี้ ที่ ลอนดอน โคลนี่ย์ คือวัฒนธรรมที่ถูกปลูกฝังมานานแล้วของทีม ๆ นี้ ไม่ใช่แค่การสร้างภาพ เพื่อถ่ายรูปสวย ๆ เพราะอารมณ์ของนักเตะแต่ละคนหลังเสียงนกหวีดดัง มันโกหกกันไม่ได้ 

ทีมที่เคยเต็มไปด้วยดาวรุ่งเมื่อ 3-4 ปีก่อน แต่ตอนนี้พวกเขารวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน และแข็งแกร่งขึ้นมาก จนสามารถกลายเป็น 1 ในทีมระดับท็อปได้สำเร็จ ... และในคืนที่การรอคอยปลดล็อก พวกเขายังคงอยู่ด้วยกันและแสดงถึงความแข็งแกร่งของทีม ๆ นี้ ที่เติบโตขึ้นอย่างแท้จริง 

 

คืนที่ทุกคนเลือกจะอยู่ด้วยกัน

ความสำคัญของการรวมตัวดูเกมแมนฯ ซิตี้ นั้น นอกจากจะเป็นเรื่องของกาารลุ้นผลการแข่งขันแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าในค่ำคืนที่สำคัญนี้ พวกเขายังเลือกที่จะอยู่ด้วยกัน และหากเป็นไปได้ "เพื่อนร่วมทีม" คือคนที่พวกเขาอยากจะฉลองด้วย มากกว่าการเปิดทีวีดูอยู่ที่บ้านคนเดียวเงียบ ๆ 

การแข่งขันในช่วงเวลา 1 ทุ่มครึ่ง ตามเวลาท้องถิ่น ถือเป็นช่วงเวลา OFF หรือว่างของนักตะในทีมทุกคน ในวันที่ไม่มีเกมแข่ง ไม่มีหน้าที่ทางสโมสรบังคับ ไม่มีแคมป์เก็บตัว แต่ทุกคนยังเลือกเดินทางมาที่สนามซ้อม เพื่ออยู่ร่วมกันในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของฤดูกาล

นั่นหมายความว่า พวกเขาอยากแบ่งปันอารมณ์นี้ร่วมกันจริง ๆ ซึ่งมันหาไม่ได้ง่าย ๆ เลยในฟุตบอลระดับสูงที่เต็มไปด้วยอีโก้ การแข่งขันภายในทีม และแรงกดดันมหาศาล … คุณเองก็น่าจะได้เห็นบ่อย ๆ ที่หลายสโมสรมีนักเตะเก่งเต็มทีม แต่ไม่ได้เป็นทีมจริง ๆ เหมือนที่ อาร์เซน่อล เป็น

ภาพที่เกิดขึ้นในสนามซ้อม ลอนดอน โคลนี่ย์ สะท้อนว่า อาร์เซน่อล ชุดนี้ มีความเป็นหนึ่งเดียวในระดับที่หาได้ยาก ทันทีที่เสียงนกหวีดจบเกมดังขึ้น นักเตะบางคนวิ่งกอดกันเหมือนเด็ก ๆ บางคนกระโดดขึ้นโต๊ะ บางคนถึงกับน้ำตาคลอ การแสดงออกทางอารมณ์ร่วมกันแบบนี้มันยิ่งกว่าการคว้าแชมป์ แต่มันเหมือนการฉลองร่วมกันของกลุ่มคนที่ผ่านสงครามด้วยกันมา 

การสร้างวัฒนธรรมร่วมกันมานานหลายปี ผลิดอกออกผลแล้ว… 

จากทีมที่เคยเป็นเด็กหนุ่มไร้ประสบการณ์ กลายเป็นกลุ่มคนที่เชื่อใจกันอย่างสมบูรณ์ และบางที นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่สุด ว่าทำไมสุดท้ายแล้ว พรีเมียร์ลีก ถึงกลับมาสู่มือของ อาร์เซน่อล อีกครั้ง หลังการรอคอยอันยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ

นาทีนี้พวกเขาคือแชมป์พรีเมียร์ลีก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ… พวกเขาคือทีมที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษแบบที่ทุกคนต้องยอมรับ แม้ก่อนหน้านี้พวกคุณจะตัดสินเขาแบบไหนก็ตาม

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ