![]()
ไมค่อน คาร์โดโซ่ โตมากับระบบการสร้างนักเตะเยาวชน ในแบบที่นักเตะไทยหลายคนก็ได้โอกาสเรียนรู้เหมือนกับเขา
แต่อะไรล่ะ เป็นความต่างที่ทำให้ ไมค่อน ใช้ช่วงเวลาสั้น ๆ ก้าวกระโดดจากระบบเยาวชนในฟุตบอลไทย ไปไกลถึงขั้นการเล่นให้ทีมใหญ่ระดับโลกอย่าง บาเยิร์น มิวนิค
ถอดบทเรียนของแข้งแซมบ้าวัย 17 ปี กับ Main Stand
เก๋ามาตั้งแต่รุ่นพ่อ
มันไม่ใช่เรื่องที่สามารถการันตี 100% ได้ว่า ความสามารถหรือพรสวรรค์ จะถูกส่งตรงตามสายเลือด ในโลกของฟุตบอล บางครั้ง พ่อเก่งและประสบความสำเร็จมากกว่าลูก บางคู่ ลูกก็โด่งดังมีชื่อเสียงมากกว่าพ่อ และบางครอบครัว ลูกก็ไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพเลย
อย่างไรก็ตาม แม้ไม่สามารถยืนยันได้ว่า DNA ด้านฟุตบอลจะส่งต่อกันได้ แต่การมีพ่อเป็นนักเตะระดับอาชีพและผ่านเกมระดับสูงมาแล้ว ย่อมมีประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากลูกคิดจะเดินตามเส้นทางนั้น เพราะว่าผู้เป็นพ่อคงมีคำแนะนำมากมายในฐานะคนที่เคยผ่านประสบการณ์มาก่อน ... และเรื่องของ ไมค่อน คาร์โดโซ่ ก็เริ่มจากตรงนั้น
ดั๊กลาส คาร์โดโซ่ เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่แฟนฟุตบอลไทย เพราะเขามาค้าแข้งในไทยลีกตั้งแต่ยุคที่ลีกบ้านเรากำลังบูม ว่ากันตรง ๆ ในยุคนั้น ลีกบ้านเราที่เงินกำลังสะพัด ค่าจ้างก็สูง นักเตะบราซิลหลายคนเดินทางมาแสวงโชคที่นี่ จนเราแทบไม่รู้เลยว่าคนไหนของจริง คนไหนของปลอม ... แต่สำหรับ ดั๊กลาส คาร์โดโซ่ นอกจากดีกรีของแท้ที่พกมาแล้ว ผลงานในสนามแต่ละเกม ประตูแต่ละลูกที่เขายิง ทำให้เรารู้ว่านี่คือ "บราซิลคุณภาพ" อย่างแท้จริง
ดั๊กลาส เคยเป็นนักเตะเยาวชนของสโมสร ซานโต๊ส ทีมดังในลีกสูงสุดบราซิล โดยในช่วงต้นยุค 2000 เขาคือหนึ่งในขุนพล ผลผลิตชั้นดีของสโมสร และได้ลงสนามเล่นร่วมกับ โรบินโญ่ และ ดิเอโก้ ริบาส 2 นักเตะระดับแถวหน้าของทีมชาติบราซิลในยุคสมัยหนึ่ง ซึ่งในปี 2002 พวกเขาทั้ง 3 คน คือกำลังสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ เซรี อา บราซิลเ ป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปีอีกด้วย
ตัดภาพมาที่หลังจากนั้น ดั๊กลาส เดินทางมาเมืองไทย และสร้างผลงานไว้กับมากมายหลายสโมสร ลีลาการเลี้ยง ยิง วิ่ง จ่ายแบบแซมบ้าแท้ ๆ ทำให้ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแฟนบอลรักเขา เหนือสิ่งอื่นใด ดั๊กลาส ยังเป็นนักเตะบราซิลที่แตกต่างจากบราซิเลียนส่วนใหญ่ เพราะเขามีวินัย มุ่งมั่น ดูแลร่างกายตัวเองเป็นอย่างดีมาตลอด ซึ่งทำให้เขาเล่นในลีกอาชีพจนอายุเกือบ 40 ปีเลยทีเดียว

ในช่วงเวลาที่ค้าแข้งในประเทศไทย และอาศัยมายด์เซ็ตดี ๆ ในการใช้ฝีเท้าเลี้ยงชีพ เขาก็ได้เริ่มสร้างเพชรเม็ดงามที่ผ่านการดูแลของเขาเอง นั่นคือลูกสาวอย่าง ยาสมิม คาร์โดโซ่ ที่ปัจจุบันไปค้าแข้งในลีกบราซิลกับ ฟลาเมงโก้ และที่สำคัญที่เราจะลืมไม่ได้ ก็คือการสร้างลูกชายของเขา ไมค่อน คาร์โดโซ่ ให้กลายเป็นนักเตะที่ไปไกลเกินกว่าที่ใครจะนึกถึง เพราะตอนนี้ เขาได้เป็นผู้เล่นที่ลงสนามให้ บาเยิร์น มิวนิค ใน บุนเดสลีกา เป็นที่เรียบร้อย
การมีพ่อเป็นยอดนักเตะ และเป็นโค้ชที่มีวินัย ช่วย ไมค่อน ได้มากจริง ๆ เราได้เปิดย้อนวีดีโอคลิปเมื่อ 7 ปีก่อนของเขาที่ ดั๊กลาส เปิดบ้านให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก ๆ คุณก็จะพบว่า จริง ๆ แล้วมันแทบจะไม่เกี่ยวด้วยซ้ำว่า คุณเป็นคนบราซิล หรือเป็นคนชาติใด เพราะทุกอย่างมันเริ่มจากการตั้งเป้าหมาย และใส่ใจกับสิ่งนั้นเป็นอันดับแรก
ดั๊กลาส มักจะพาครอบครัวของเขาไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ไม่ว่าจะเป็นวันแข่งหรือวันซ้อม มันทำให้ลูก ๆ ของเขาได้เห็นและมีอารมณ์ร่วมกับฟุตบอลตลอด ได้เล่นกับลูกบอล และได้ซ้อมในแทบจะทุกวัน ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่งวันที่ ไมค่อน เริ่มตั้งเป้าหมายให้ตัวเองอย่างชัดเจนว่า "นักฟุตบอลอาชีพ" เท่านั้นคือความฝันของเขา โดยในช่วงหนึ่ง ไมค่อน ในวัยเด็ก ถึงกับเคยให้สัมภาษณ์ด้วยตัวเองว่า "ผมเกิดมาเพื่อเป็นนักฟุตบอลเท่านั้น"
แค่เป้าแรกก็ชัดเจนแล้ว แต่เรื่องที่ตามมานั้นน่าชื่นชมยิ่งกว่า เพราะมันคือความใส่ใจในทุกขั้นตอน เพราะ ดั๊กลาส รู้ดีว่านักเตะระดับโลก หรือที่ได้เล่นในลีกสูงสุดระดับของยุโรปนั้นยากขนาดไหน แม้แต่เขาเองก็ไม่เคยไปถึง (ดั๊กลาส เคยเล่นสูงสุดเพียงแค่ เซกุนดา ลีกรองของสเปน กับ เอลเช่ เมื่อปี 2007)
ดังนั้นหน้าที่ของเขาคือการส่งมอบองค์ความรู้ทุกอย่าง ทุกบทเรียนที่เขาเคยประสบความสำเร็จและผิดพลาด ส่งต่อให้ ไมค่อน เพื่อให้ลูกชายเดินข้ามไปยังดินแดนที่แม้แต่เขาเองก็ไม่เคยไป ... นั่นคือการเป็นส่วนหนึ่งของทีมระดับโลก และในลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป
โตมากับระบบฟุตบอลไทย
ไมค่อน เริ่มฝึกฟุตบอลกับอะคาเดมี่ ราชบุรี เอฟซี ต้นสังกัดสุดท้ายของ ดั๊กลาส ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ STB Academy (สปอร์ตไทยบาวาเรีย) พันธมิตรทางการของสโมสร บาเยิร์น มิวนิค ทีมยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมนี จุดเริ่มต้นของ ไมค่อน คล้ายกับเด็กไทยฝีเท้าดี ๆ หลาย ๆ คนที่ได้โอกาสไปอยู่ในอะคาเดมี่เหล่านั้น คำถามคือ แล้วเขาต่างกับคนอื่นแบบไหน ทำไมเขาจึงไปถึงจุดที่แม้แต่บางคนยังไม่กล้าฝันเลยด้วยซ้ำ ?
คำตอบง่าย ๆ ก็คือ ในขณะที่คนอื่น ๆ ไม่กล้าฝันใหญ่ แต่ ไมค่อน เลือกจะทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาเริ่มตั้งแต่การมีเป้าหมายที่ชัดเจน การไม่อายที่จะฝันและบอกใครว่า สักวันหนึ่งเขาจะได้ไปค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก หรือในลีกยุโรปอื่น ๆ และที่สำคัญ ไม่ว่าคนอื่นจะมองแบบไหนก็ช่าง เขาไม่เคยดูถูกตัวเอง และคิดว่ามันเป็นเป้าหมายที่เขาสามารถทำได้ ถ้าเขาทุ่มเทมากพอ ซึ่งคนที่คอยเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องนี้ ก็คือพ่อของเขานี่แหละ
"พ่อเป็นคนที่บอกเสมอว่า ถ้าจะทำอะไรต้องทำให้เต็มที่ เวลาตั้งความฝันอะไรแล้วต้องไม่มีข้ออ้าง เวลาอยู่ในสนามก็ต้องใส่ให้สุดตัว ไล่บอลแบบไม่มีเหยาะแหยะ พ่อสอนว่า วันไหนที่เราพยายามตั้งมาตรฐานตัวเองให้สูงอยู่ตลอด ผลลัพธ์ที่เราทำได้มันก็จะสูงตาม" ไมค่อน ในวัย 13 ปี กล่าว
ขณะที่ ดั๊กลาส ก็ตอบคำถามว่า เขาปั้นลูก ๆ ของตัวเองให้มาถึงขนาดนี้ได้อย่างไรว่า "ถ้ากล้าฝันแล้ว ก็ต้องกล้าลงมือทำด้วย การจะเป็นยอดนักเตะมันไม่มีทางลัด คุณจะต้องฝึกซ้อมและทุ่มเทตั้งแต่ยังเป็นเด็ก พยายามอยู่กับโค้ชที่ดี พยายามเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ เพราะฟุตบอลมันมีหลายส่วนประกอบกัน คุณจะต้องเข้าใจแท็กติกระบบการเล่น คุณจะต้องทำงานร่วมกับโค้ชให้ดี เล่นร่วมกับเพื่อนร่วมทีมให้ได้"
"มาถึงจุดหนึ่ง มันจะไม่ใช่แค่เรื่องของความมุ่งมั่นพยายามอย่างเดียวแล้ว คุณจะต้องเปิดมุมมองของคุณให้กว้างขึ้น เริ่มฟังในสิ่งที่คนอื่นพูดหรือแนะนำ และในขณะเดียวกัน คุณก็ต้องกล้าที่จะแชร์ความคิดเห็นของตัวเองให้คนอื่นได้รู้ด้วย เราจะได้รู้จักผู้คนมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับคนอื่น ๆ" ดั๊กลาส ว่าแบบนั้น

หลักการของ ดั๊กลาส ในการดูแล ไมค่อน คือการพยายามคัดเลือกอะคาเดมี่ที่เหมาะสม และปล่อยให้ระบบอะคาเดมี่ดูแลเรื่องฟุตบอลเป็นหลัก ส่วนตัวของเขานั้น จะคอยทำหน้าที่เหมือนเป็นคนที่คอยกระตุ้น เป็นเหมือนลมใต้ปีกที่ทำให้ ไมค่อน เข้าใกล้เป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ให้มากที่สุด
ไมค่อน บอกว่า พ่อของเขาคือคนที่พยายามทำให้เขาเข้าใจคำว่า ระเบียบวินัย นั่นคือการไม่อ่อนข้อ ไม่เหยาะแหยะ ต่อให้วันไหนรู้สึกเบื่อหรือไม่อยากจะซ้อม ก็ต้องฝืนใจลุกขึ้นมาทำ เพราะวินัยคือบันไดก้าวแรกของทุกสิ่ง นอกจากนี้ สิ่งที่ ดั๊กลาส ให้ลูกของเขาทำร่วมกันไปกับการเตะฟุตบอลก็คือ การใส่ใจกับเรื่องต่าง ๆ เช่น การอ่อนน้อมถ่อมตน มีมารยาท รวมไปถึงการเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เพื่อเตรียมพร้อมไว้ว่า สักวันหนึ่งเมื่อโอกาสมาถึง ไมค่อน จะมีคุณสมบัติพร้อมที่จะคว้าโอกาสนั้น
และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะวันหนึ่งที่ ไมค่อน ได้ลงเล่นให้กับ บาเยิร์น สิ่งที่โค้ชของทีมอย่าง แว็งต์ซอง กอมปานี พูดถึงจุดแข็งและข้อดีของเขา มันก็แทบจะตรงกับที่ ไมค่อน ถูกพ่อของเขาฝึกมาทั้งหมด
"ไมค่อนเป็นเด็กหนุ่มที่มี Mentality (ทัศนคติ) ยอดเยี่ยม เขาฝึกซ้อมได้ดี มันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้ว ตอนนี้เขาต้องเท้าติดดินเข้าไว้ ทำงานหนัก และมารอดูว่าเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน"
เห็นได้ชัดว่าจากความสำเร็จในวันนี้ มันเริ่มตั้งแต่การติดกระดุมเม็ดแรก ไมค่อน คาร์โดโซ่ คือผลผลิตของระบบอะคาเดมี่ฟุตบอลไทยแท้ ๆ แต่สิ่งที่เขาได้รับเพิ่มเติมคือ ทัศนคติ และการฝึกสอนจากพ่อที่มีประสบการณ์ตรง จนทำให้เขาคิดและโตแบบมืออาชีพ ทุกวันคือการทำงาน แม้กระทั่งในวันที่เขายังไม่มีรายได้จากฟุตบอลเลยก็ตาม นี่คือแก่นแห่งการเติมโตของเขาอย่างแท้จริง
คว้าโอกาสสำคัญ
ไมค่อน คาร์โดโซ่ ไม่เคยกำหนดเพดานบินของตัวเอง และนั่นอาจทำให้เขาบินมาไกลมาถึง บุนเดสลีกา และทีมที่ดีที่สุดในลีก หรืออาจจะในยุโรป หรือแม้กระทั่งของโลกอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ... ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว
"ไมค่อน เข้ามาร่วมทีมกับเราได้ในช่วง 4 สัปดาห์สุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ World Squad 2024 โดยได้รับคำแนะนำจากทีมสตาฟของ Global Academy ตอนนั้นมีผู้เล่นคนอื่นบาดเจ็บ เขาเลยถูกเลือกขึ้นมาแทนที่"
"ไมค่อนได้เล่นรวม 3 เกม แบ่งเป็น 2 นัดที่เยอรมนี และอีก 1 นัดที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งแค่นี้ก็ชัดเจนพอแล้วว่า เราควรแนะนำเขาต่อไปอีกขั้น สำหรับทีมชุดยู 17 ของ บาเยิร์น มิวนิค และจากนั้นไม่นานนัก เขาก็ได้เซ็นสัญญากับสโมสร"
"เขามีเทคนิคที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี มีทักษะ คล่องแคล่ว และรวดเร็ว รวมถึงเป็นตัวรุกที่อันตรายเพราะสามารถเล่นได้ทั้งสองเท้า" รอย มาคาย อดีตกองหน้าทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ที่ปัจจุบันเป็นเฮดโค้ชของ FC Bayern World Squad แคมป์ค้นหาดาวรุ่งจากทั่วทุกมุมโลกสู่ทีมเสือใต้ พูดถึง ไมค่อน ตอนอายุ 15 ปี ที่เขาผลักดันให้สโมสรเซ็นสัญญากับแข้งแซมบ้าหัวใจไทยรายนี้
มีช่วงหนึ่งที่ ไมค่อน บาดเจ็บที่ไหล่จนต้องหยุดพักไปช่วงหนึ่ง แต่ความมุ่งมันและวินัยในการซ้อม ทำให้ทันทีที่หายเจ็บ เขาก็ขยับขึ้นสู่ทีมระดับยู-19 และเป็นขาประจำในทีมชุดสำรองอย่างรวดเร็ว จนถูก กอมปานี เชิญขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่เป็นประจำ กระทั่งได้โอกาสสำคัญในเกมกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา
"คุณเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เขาพัฒนาขึ้นมากแค่ไหนในหนึ่งปีที่ บาเยิร์น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านร่างกาย ที่นี่เรามีการฝึกซ้อมที่หนักหน่วงมาก แต่มันก็ส่งผลดีแน่ ... เขาต้องพิสูจน์ตัวเองกับผู้เล่นระดับผู้ใหญ่ในลีกนี้อีก ซึ่งผมมั่นใจว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะช่วยเขาได้มากยิ่งขึ้นอีก"
"สิ่งที่ผมประทับใจคือ ไมค่อน เป็นเด็กที่มีความมุ่งมั่น และพรสวรรค์ที่จะสร้างชื่อเสียงในระดับมืออาชีพ เส้นทางของเขาจะนำพาเขาไปสู่จุดไหนนั้นน่าสนใจมาก เราต้องรอดูกันต่อไป"
![]()
จากวันที่ได้ออกสตาร์ท เขาได้รับคำชื่นชมจากสื่อทุกเจ้าและผู้คนรอบตัว แต่เขาไม่อาจลืมได้เลยว่า ในวัย 17 ปี เส้นทางฟุตบอลของเขาบนเวทีระดับสูงเพิ่งเริ่มขึ้นเท่านั้น
ในโลกฟุตบอลจริง ๆ การได้เดบิวต์กับสโมสรระดับนี้ ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง มันเป็นเพียง จุดเริ่มต้นของบททดสอบที่หนักกว่าเดิมหลายเท่า สิ่งที่รอเขาอยู่หลังจากนี้ มีอย่างน้อย 4 อย่างใหญ่ ๆ ที่เขาต้องพิสูจน์
ประการแรก คือการก้าวข้ามจากดาวรุ่งที่วูบวาบ สู่นักเตะที่ทีมสามารถไว้ใจเขาในสถานการณ์สำคัญ ๆ ได้ สิ่งนี้ก็คือเรื่องของความสม่ำเสมอ ไมค่อน เคยทุ่มเทมามากขนาดไหน วันนี้เขาต้องไปต่อและทุ่มสุดตัวให้มากกว่าเดิม เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นแค่เด็กที่มีของ แต่เป็นคนที่ทีมพร้อมจะใช้งานเขาในทุก ๆ สัปดาห์
ประการต่อมา สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้หลังจากการลงเล่นเกมแรกก็คือ ต่อจากนี้ ไมค่อน จะต้องรับมือกับแรงกดดันที่โตเร็วกว่าอายุ สื่อจะจับตามองเขามากขึ้น ทุกความผิดพลาดของเขาจะถูกขยายให้ชัดขึ้น และทุกเกมที่เขาทำได้ไม่ดี จะต้องเจอกับคำถามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เด็กบางคนเก่งมากตอนเป็นดาวรุ่ง แต่พอความคาดหวังสูงขึ้นกลับรับไม่ไหว ฟุตบอลระดับสูงไม่ได้ทดสอบแค่ฝีเท้า แต่มันทดสอบความแข็งแกร่งทางจิตใจด้วย ซึ่งจากตรงนี้ก็ต้องยอมรับว่า ไมค่อน ได้รับการดูแลและประคบประหงมเรื่องทัศนคติมาเป็นอย่างดี มีโอกาสที่เขาจะแข็งแกร่งพอสำหรับแรงกดดันที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้
ประการที่สาม ต่อจากนี้ไปมันจะเป็นเป้าหมายที่สูงขึ้น สูงยิ่งกว่าที่ ไมค่อน ตั้งเป้าไว้เมื่อ 4 ปีก่อนมาก เพราะในสโมสรอย่าง บาเยิร์น ไม่มีใครได้จับจองตำแหน่งในสนามเพียงเพราะเป็นดาวรุ่ง ทุก ๆ ปีจะมีนักเตะระดับโลก แข้งค่าตัวแพง และเด็กจากอะคาเดมี่คนใหม่ ๆ ขึ้นมาเบียดแย่งโอกาสลงสนามกับเขาเสมอ
นั่นหมายความว่า จากนี้เด็กอายุ 17 อย่าง ไมค่อน ต้องพัฒนาเร็วพอที่จะไม่ถูกคนใหม่แซงหน้า ในประวัติศาสตร์ของ บาเยิร์น มีทั้งดาวรุ่งที่กลายเป็นตำนาน และดาวรุ่งที่หายไปจากเวทีใหญ่ ตัวอย่างคนที่ผ่านบททดสอบนี้ได้ เช่น โธมัส มุลเลอร์ หรือ ดาวิด อลาบา ที่นักเตะกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่เก่งตอนเด็ก แต่พวกเขาพัฒนาขึ้นในทุก ๆ ปี
สุดท้ายแล้ว การเดบิวต์เปรียบเสมือนการเปิดประตูบานแรก การได้ลงเล่นให้ บาเยิร์น ตอนอายุ 17 คือเรื่องที่แทบจะเกินฝัน แต่เขามีเวลายินดีกับเรื่องนี้ไม่มากนัก เพราะสิ่งสำคัญหลังจากนี้ คือเขาพัฒนาตัวเองได้มากแค่ไหนหลังจากนั้นต่างหาก
สำหรับแฟนฟุตบอลไทยที่เห็น ไมค่อน มายาวนานตั้งแต่เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ติดสอยห้อยตาม ดั๊กลาส คาร์โดโซ่ ไปยังสนามแข่งต่าง ๆ เขาก็เหมือนลูกหลานที่เราเอ็นดู และอยากเอาใจเชียร์ให้เขาไปให้ไกลที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้
ตอนนี้เรื่องของการโอนสัญชาติมาเล่นให้ทีมชาติไทยก็เบาบางไปแล้ว เพราะดูเหมือนว่า ไมค่อน ได้ก้าวข้ามระดับนั้นไปเรียบร้อย ... นานมาแล้วเจ้าตัวเคยบอกว่า "การติดทีมชาติบราซิลคงเป็นเรื่องยาก" แต่เมื่อไร้ซึ่งเพดานบิน ไมค่อน เองก็มาถึงจุดนี้โดยไม่รู้ตัว นี่คือความยอดเยี่ยมที่ทำให้เรารู้ว่า ระบบฟุตบอลไทยในการสร้างเยาวชนไม่ได้ล้าหลัง แต่สิ่งสำคัญคือ หลังจากถอดรองเท้าสตั๊ดออก คุณใช้เวลานอกสนามอุทิศตัวเองให้กับฟุตบอลและความฝันของคุณขนาดไหน
ถ้าคุณมีเป้าหมายที่ชัด ไม่เคยดูถูกความฝันของตัวเอง และทำตัวเองให้พร้อมกับทุกโอกาส ... คุณก็มีสิทธิ์ที่จะทำในสิ่งเกินฝันแบบที่ ไมค่อน คาร์โดโซ่ ทำได้เช่นกัน
แหล่งอ้างอิง
https://www.youtube.com/watch?v=l4TSFHMiPLA
https://www.youtube.com/watch?v=nT4tyPy4gPQ
https://www.youtube.com/watch?v=vT1jPF6ZNzw
https://www.youtube.com/watch?v=FzPXgXEv9v4