
บางครั้ง การปลดผู้จัดการทีมฟุตบอล ก็ไม่ใช่เรื่องที่วัดกันแค่ 48 ชั่วโมง แต่มันคือผลลัพธ์ของรอยร้าวที่ก่อตัวมานานหลายเดือน
และในกรณีของ เอ็นโซ่ มาเรสก้า กับ เชลซี มันคือการปะทะกันระหว่างระบบองค์กร กับ ความเป็นมนุษย์ของโค้ชฟุตบอลคนหนึ่ง ที่ยิ่งทำงานด้วยกันยิ่งเห็นภาพกันคนละแบบ
ที่สุดแล้ว การลงดาบแม้จะมีแชมป์โลกอยู่ในมือจึงเกิดขึ้น ติดตามกับ Main Stand
ฟันเฟืองของนโยบาย
หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่ เชลซี ตัดสินใจเลือก เอ็นโซ่ มาเรสก้า เข้ามาคุมทีม เหตุผลสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องของการทำฟุตบอลที่เล่นสวยงาม เหมาะกับยุคสมัยใหม่ หรือการเป็นกุนซือหนุ่มที่ยังมีศักยภาพพัฒนาไปได้อีกไกลเท่านั้น

การเลือกกุนซือที่เพิ่งทำทีมสำเร็จแค่ครั้งเดียวจากการพา เลสเตอร์ ซิตี้ เลื่อนชั้นใน แชมเปี้ยนชิพ ขึ้นมาพรีเมียร์ลีก มีเหตุผลหลัก ๆ คือ แนวคิดการทำงานที่ดูจะเข้ากับนโยบายของสโมสรยุคใหม่
เชลซี ภายใต้เจ้าของใหม่อย่างกลุ่ม BlueCo ที่นำโดย เบห์ดัด เอ็คบาห์ลี และ ท็อดด์ โบห์ลี่ มีแนวทางชัดเจน นั่นคือ การลงทุนกับนักเตะที่อายุน้อยจากทั่วทุกมุมโลก ที่ผ่านการวิเคราะห์ด้วยข้อมูล โดยมี "โครงสร้างของทีม" เป็นกรอบหลัก
นักเตะที่เข้ามาจะได้สัญญาในระยะยาว และพวกเขาจะเข้ามาอยู่ในเกมคล้าย ๆ กับ Survival (ผู้อยู่รอด) นั่นคือคนที่เล่นได้ เล่นดี เล่นเข้าระบบ จะเป็นผู้ถูกเลือกให้ลงสนาม ส่วนคนที่ไม่ดีพอก็จะถูกคัดทิ้ง เช่นเดียวกับคนที่จะมาหยิบนักเตะเหล่านี้ใช้ในสนาม จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีม แต่เป็นได้แค่ เฮดโค้ช เท่านั้น กล่าวคือ กุนซือของ เชลซี จะต้องเป็น "ผู้ใช้งานระบบ" ไม่ใช่ "ผู้กำหนดระบบ" เพราะบอร์ดบริหารกำหนดระบบไว้แล้ว
และ มาเรสก้า ในวันนั้น คือกุนซือที่ดูแล้วเหมาะสมกับความต้องการและนโยบายการทำทีมของ เชลซี ไม่ว่าจะเป็นการเคยทำงานในระบบของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ แมนฯ ซิตี้ นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยว่า เขายังเป็นโค้ชที่รับโจทย์จากบอร์ดบริหารได้ชัดเจน และข้อตกลงที่ว่า "พร้อมจะทำงานภายใต้กรอบที่วางไว้"
เชลซี ไม่ได้ต้องการกุนซือผู้ทรงอำนาจ 100% ในตอนแรก แต่พวกเขาต้องการกุนซือหนุ่มศักยภาพดีที่สามารถรันระบบให้เดินหน้าได้ พวกเขาตกลงกันแบบนั้น มาเรสก้า จึงก้าวกระโดดจากงานที่ เลสเตอร์ มาสู่หนึ่งในสโมสรที่ใหญ่ที่สุดอย่าง เชลซี ภายใต้ช่วงเวลาสั้น ๆ
เมื่อโค้ชเริ่ม "คิดเอง" รอยร้าวจึงถือกำเนิด
มาเรสก้า ทำงานภายใต้ระบบมาได้โดยไม่เคยปริปากบ่นในช่วงขวบปีแรก ตลอดเวลาเขามักจะทำหน้าที่เป็นลูกจ้างที่ดี คือไม่เคยกล่าวหาว่าร้าย ไม่ว่าทีมจะสั่งการอะไร เขาจะลงมือทำภายใต้กรอบหน้าที่ของตัวเอง

มาเรสก้า มักจะบอกว่าตัวของเขาแทบไม่มีบทบาทในการคัดสรรนักเตะเลย และเรื่องนี้เขาจะไม่เรียกร้อง พร้อมยังเชื่อมั่นในการทำงานของทีมซื้อขายของสโมสร ที่จะนำดาวรุ่งฝีเท้าดีมาให้เขาได้ใช้งาน และขัดเกลาจนสามารถเป็นนักเตะที่ดีได้
มาเรสก้า ทำงานอย่างแข็งขัน และพยายามเปลี่ยนนโยบายที่รับมือได้ยากในฐานะเฮดโค้ชคนหนึ่งออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างน้อยที่สุด เขาสามารถพลิกแพลงนักเตะที่มี และทำงานภายใต้ความกดดันในงาน "รันระบบ" ซึ่งบางช่วงก็ต้องยอมรับว่าเขาเองก็โดนวิจารณ์ในเชิงลบไม่น้อย
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ มาเรสก้า ยังสามารถรักษาตำแหน่งของเขาผ่านการทำงานที่มีผลงานจับต้องได้ การคว้าแชมป์ ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก, การคว้าแชมป์สโมสรโลก และการคว้าโควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่คุมทีม ทำให้หลายคนมองว่า มาเรสก้า น่าจะได้รับโอกาสทำงานนี้ไปอีกพักใหญ่ และการปลด มาเรสก้า ไม่น่าจะอยู่ในแผนงานของบอร์ดบริหารของ เชลซี แน่ ๆ ... เพียงแต่ว่าในโลกฟุตบอล อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
จุดเริ่มต้นของรอยร้าว ในมุมมองของหลายคน น่าจะเริ่มตั้งแต่ ศึกสโมสรชิงแชมป์โลก ที่ เชลซี คว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ ด้วยการน็อก ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง ในรอบชิงชนะเลิศ แต่ต้องแลกกับข่าวร้ายที่สำคัญที่สุด เมื่อ ลีวาย โคลวิลล์ เซ็นเตอร์แบ็กดาวรุ่งอนาคตไกล และเป็นตัวหลักของทีม บาดเจ็บหนักหลังจบทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวไม่นานนัก

มันเป็นเรื่องธรรมดาที่โค้ชคนหนึ่งผู้อยู่กับทีมทุกวันอย่าง มาเรสก้า จะเห็นปัญหาของทีม และเริ่มอยากจะแก้ไขมันด้วยตัวเองพร้อมพาทีมไปข้างหน้า แม้มันจะไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่ตกลงกันตั้งแต่แรก ว่าง่าย ๆ มันคล้าย ๆ กับการที่ มาเรสก้า มองว่า ในฐานะโค้ช เขารับนโยบายไปวัน ๆ และปล่อยให้ทีมไม่พัฒนาไม่ได้ เขาพบว่า "ตัวเลข" หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ที่บอร์ดบริหารวางไว้ กับ "ความจริงในสนาม" ที่เขาทำงานและเห็นมันในทุก ๆ วันนั้น "ต่างกันอย่างสิ้นเชิง"
แม้ทีมมีเซ็นเตอร์แบ็กในสต็อกหลายคน แต่ในเชิงคุณภาพและประสบการณ์ มาเรสก้า อาจต้องการใครสักคนที่เป็นพี่ใหญ่ เคยผ่านเกมใหญ่ ไว้ใจได้ เพื่อเข้ามาพยุงทีมที่เปราะบางในช่วงตั้งไข่แบบนี้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พอล วินสแตนลี่ย์ กับ ลอว์เรนซ์ สจ็วร์ต ผู้อำนวยการกีฬาร่วมของ เชลซี ยังคงเดินหน้าในแนวทางเดิม กว้านซื้อดาวรุ่งจากทั่วทุกมุมโลก ไม่เสริมกองหลังประสบการณ์ โดยมีแนวรับดาวรุ่งอย่าง จอร์เรล ฮาร์โต้ กับ มามาดู ซาร์ แถมยังปล่อยยืมเด็กอย่าง มามาดู ซาร์ (ที่เพิ่งซื้อมา) กับ อารอน อันเซลมิโน่ ผลลัพธ์คือ เชลซี ขาดคนใช้งานได้จริงในจุดที่โค้ชร้องขอ
จากจุดนี้เอง มาเรสก้า เริ่มพยายามใส่ไอเดียของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการขออิสระในการเลือกนักเตะ การเสนอโปรไฟล์แข้งที่ตอบโจทย์แท็กติกการจัดการทีมในแบบที่เขาเห็นว่าควรจะเป็น
แต่ในสายตาบอร์ด สิ่งเหล่านี้กลับถูกมองว่ากระด้างกระเดื่อง เริ่มออกนอกระบบ และรอยร้าวก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่ใช่แค่ 48 ชั่วโมงอันเลวร้าย
สื่อทุกเจ้าแทบจะบอกตรงกันหมดว่า การปลด มาเรสก้า ไม่ได้อยู่ในแผนของ เชลซี ฤดูกาลนี้เลย แต่มันเกิดขึ้นเพราะว่า เชลซี ตั้งใจที่จะทบทวนความก้าวหน้าของสโมสร รวมถึงผลงานของ มาเรสก้า ในช่วงท้ายฤดูกาล ซึ่งเป็นฤดูกาลที่สองของเขาในฐานะผู้จัดการทีม
นับตั้งแต่ที่ มาเรสก้า เปิดเผยอย่างกะทันหันว่า เขาเพิ่งประสบกับ 48 ชั่วโมงที่เลวร้ายที่สุดในอาชีพกุนซือกับ เชลซี หลังเกมที่ชนะ เอฟเวอร์ตัน 2-0 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2025 ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ทุกอย่างไม่ราบรื่นที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ และในเวลาเดียวกัน มาเรสก้า ก็มีข่าวว่า ถูกวางตัวให้เป็นกุนซือคนต่อไปของ แมนฯ ซิตี้ ต่อจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

48 ชั่วโมงที่เลวร้าย เป็นคำพูดจากปากของ มาเรสก้า ที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาเจอกับอะไร ทำไมพูดแบบนั้น แต่ข้อมูลก็พรั่งพรูออกมามากมายหลังจากที่เขากับ เชลซี แยกทางกัน จากสื่อหลายเจ้า และแยกออกมาเป็นหลายเรื่อง เช่น มาเรสก้า กำลังพูดถึงความขัดแย้งกับทีมแพทย์ของ เชลซี เกี่ยวกับการบริหารจัดการเวลาการลงเล่นของ รีซ เจมส์ กัปตันทีม ที่ดูเหมือน มาเรสก้า อยากจะใช้เขามากกว่านี้ แต่แนวคิดของเขาไม่ได้รับการอนุมัติจากทีมแพทย์ แถมบอร์ดบริหารก็ไม่ได้ยืนหนุนหลังเขาด้วย
แหล่งข่าวใกล้ชิด เอ็นโซ่ มาเรสก้า ระบุว่า เขารู้สึกว่าตัวเองควรได้รับการสนับสนุนจากสโมสรในระดับเดียวกับที่ มิเกล อาร์เตต้า ได้รับจาก อาร์เซน่อล, เยอร์เก้น คล็อปป์ จาก ลิเวอร์พูล รวมถึง รูเบน อโมริม ในช่วงเวลาที่ยากลำบากกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สำคัญ มาเรสก้า เชื่อว่าเขาควรมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของโปรเจกต์ด้วย
ความจริงที่โหดร้าย คือนี่ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิดของใครคนใดคนหนึ่ง เชลซี มีนโยบายการทำทีมที่ชัดเจนและพวกเขาไม่คิดจะเปลี่ยน ขณะเดียวกัน ก็ใช่ว่า มาเรสก้า จะลอยตัวกับความแตกแยกครั้งนี้ เพราะสโมสรเองก็มองว่า เขาไม่สามารถพัฒนานักเตะที่มีอยู่ ให้ได้ผลลัพธ์ตามโจทย์ของสโมสรได้เช่นกัน
และปัญหาไม่ได้หยุดแค่ในสนาม พฤติกรรมของผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง เบห์ดัด เอ็คบาห์ลี ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้าย ไม่ว่าจะการเข้าไปในห้องแต่งตัวหลังเกมที่ทีมไม่ชนะ การมีส่วนรับรู้ หรือชี้แนะในบางการโรเตชั่นนักเตะแปลก ๆ จนเป็นการแทรกแซงที่ทำให้โค้ชทำงานได้ไม่เต็มที่
อย่างไรก็ตาม เมื่อผลงานของทีมตก คนที่ต้องรับผิดชอบ คือคนที่ตกลงกันไว้ว่าจะเป็นคนเข้ามาแก้ปัญหาอย่าง "เฮดโค้ช" และเมื่อไปต่อกันไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้ว เชลซี ที่เชื่อมั่นในนโยบาย จึงไม่มีทางเลือก และต้องแยกทางกับโค้ชที่พาทีมคว้าแชมป์สโมสรโลก ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ทุกคนในสโมสรมีความสุขแบบสุด ๆ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน

"48 ชั่วโมงที่เลวร้าย" จึงเป็นเพียงฉากหน้าของการแยกทางครั้งนี้เท่านั้น ความจริงแล้วมันคือหลายเดือนในความอึดอัดของโค้ช ที่มองเห็นปัญหาแต่ไม่มีอำนาจแก้ไข ขณะที่ฝั่งสโมสรก็ขอเลือกแนวทางเดิมที่พวกเขาเชื่อมั่น พวกเขายังคงต้องการโค้ชที่ไม่เรียกร้อง ไม่ตั้งคำถาม และมีหน้าที่ลงมือทำตามนโยบาย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้หาได้ยากสุด ๆ
เพราะในโลกของฟุตบอลจริง ๆ มันไม่ได้มีแค่เรื่องของระบบ แต่มันมีความเป็นมนุษย์แฝงอยู่ในทุก ๆ ส่วน กรณีของ มาเรสก้า กับ เชลซี ก็เหมือนกับคู่รักคู่หนึ่ง ที่ตอนแรกเริ่มรักกัน ต่างฝ่ายต่างพร้อมยอมรับข้อเสียของกันและกันอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ต่างคนก็ต่างแนวคิด ต่างคนก็ต่างเห็นปัญหาในมุมมองที่แตกต่างกัน และบางคนก็เริ่มอยากจะแก้ปัญหาในแบบของตัวเอง ซึ่งแตกต่างจากที่ตกลงกันไว้ในตอนแรก
ต่างฝ่ายต่างทนและระหองระแหงกับความแตกต่างนี้มาพักใหญ่ จนท้ายที่สุด รอยร้าวเล็ก ๆ ก็ใหญ่เกินเยียวยา นำมาซึ่งการแยกทาง ต่างคนต่างไปหาคนที่เหมาะกับสิ่งที่ตัวเองต้องการที่สุด กลายเป็นทางออกที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถเลี่ยงได้นั่นเอง
แหล่งอ้างอิง
https://www.nytimes.com/athletic/6933362/2026/01/01/enzo-maresca-leaves-chelsea/
https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/enzo-maresca-chelsea-sack-reasons-36483140
https://www.theguardian.com/football/2026/jan/01/enzo-maresca-leaves-chelsea-breakdown-relations
https://www.football365.com/news/chelsea-enzo-maresca-revealed-four-reasons-exit
https://www.thesun.co.uk/sport/37783212/chelsea-news-enzo-maresca-sacked-reason-man-city-talks/