Feature

จับตาเลือกตั้งนายกฯ สนุกเกอร์ครั้งแรกรอบ 32 ปี … จุดเปลี่ยนสำคัญวงการสอยคิวไทย ? | Main Stand

วงการสนุกเกอร์เมืองไทยกลายเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อเกิดการท้าชิงตำแหน่งนายกสมาคมเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมขึ้นมาเลยก็ว่าได้

 

โดยมี 2 แคนดิเดตอย่าง สุนทร จารุมนต์ หรือที่คนในวงการเรียกกันว่า “เฮียฮง” เจ้าของตำแหน่งเดิมที่ทำหน้าที่รักษาการณ์อยู่ในตอนนี้ กับ “เอส” ไชยพงศ์ กรวสุรมย์ ผู้จัดการทีมชุดซีเกมส์ 2022 ที่มีหลายฝ่ายเปลี่ยนขั้วมาสนับสนุนมากมาย

การเลือกตั้งที่ควรจะจบไปแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคมกลับมีปัญหามากมายจนถูกเลื่อนออกมาดีเดย์ตัดสินในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย … เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่ Main Stand

 

สมาคมที่ไม่เคยมีผู้ท้าชิง

หลายคนเมื่อเห็นข่าวการชิงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทยคงจะอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่เคยเห็นหรือได้ยินข่าวคราวการท้าชิงตำแหน่งเหมือนสมาคมอื่น ๆ มาก่อนเลย … ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ก่อตั้ง สมาคมนี้แทบจะเรียกได้ว่าผูกขาดอยู่กับบุคคลเพียงแค่ 3 ราย

ในปัจจุบันสนุกเกอร์มีการเล่นกันแพร่หลาย ทว่าหากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ในสายตาคนทั่วไปยังมองว่ากิจกรรมชนิดนี้เป็น “กีฬาสีเทา” เพราะในการเล่นมักจะมีการพนันขันต่อเกิดขึ้น จนกระทรวงมหาดไทยโดยกรมตำรวจได้จัดเอาบิลเลียด-สนุกเกอร์ มาไว้ในพระราชบัญญัติการพนัน ประเภท ข. ตั้งแต่ปี 2478 และเป็นกฎหมายที่ใช้ควบคุมมาจนถึงปัจจุบัน

เนื่องด้วยเป็นกีฬาที่เข้าข่ายการพนันจึงทำให้การเล่นไม่แพร่หลายนัก ในสมัยนั้นผู้เล่นส่วนใหญ่จะมีอยู่ 2 กลุ่มคือ กลุ่มประชาชนทั่วไปที่เล่นกันตามโต๊ะในตลาดหรือในชุมชนละแวกบ้าน กับ กลุ่มที่พอจะมีฐานะที่เล่นกันตามสปอร์ตคลับ ซึ่งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีผู้เล่นเฉพาะกลุ่ม โดยมีการจัดแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทยครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2500 แต่ก็เงียบหายไปหลังจากนั้น

กระทั่งปี พ.ศ. 2555 มอริส เคอร์ อดีตกรรมการบริหารราชกรีฑาสโมสรชาวอังกฤษ ผู้หลงไหลในกีฬาสนุกเกอร์และอาศัยอยู่ในเมืองไทยมายาวนานจนเปรียบเสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง ได้รื้อฟื้นการจัดแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทยขึ้นอีกครั้ง ภายในบริเวณราชตฤณมัยสมาคมฯ (สนามม้านางเลิ้ง) โดยมีผู้เข้าแข่งขันไม่ถึง 20 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเซียนสนุกเกอร์ที่หันมาสมเวสต์และเสื้อแขนยาวตามรูปแบบการแต่งกายมาตรฐาน

แม้จะติด ๆ ขัด ๆ อยู่บ้าง แต่การจัดแข่งขันครั้งนั้นก็ได้เป็นแรงผลักดันให้มอริสเดินหน้าขับเคลื่อนวงการสนุกเกอร์ต่อด้วยการจัดตั้งสมาคมสนุกเกอร์แห่งประเทศไทยขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยมีมีคณะกรรมการบริหารรุ่นบุกเบิกเพียง 7 คน ประกอบด้วย ตัวมอริส เคอร์, โอภาส เลิศพฤกษ์, สินธุ พูนศิริวงศ์, สุทธิชาติ จิราธิวัฒน์, ศักดา รัตนสุบรรณ, พล.ต.ต.ณรงค์ เหรียญทอง และ เถกิง สวาสดิพันธ์

หลังจากจัดตั้งสมาคมอย่างเป็นทางการ มอริสและคณะกรรมการบริหารก็เดินหน้าพัฒนาวงการสนุกเกอร์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเชิญชาติในอาเซียนและเอเชียมาร่วมแข่งขันในรายการต่าง ๆ จนกระทั่งตัวเขาได้เสียชีวิตลงจากปัญหาด้านสุขภาพในวัยเกือบ 70 ปี ซึ่งก่อนจะเสียชีวิตเจ้าตัวได้ส่งไม้ต่อตำแหน่งนายกสมาคมให้แก่ สินธุ พูนศิริวงศ์ ในปี  พ.ศ. 2531 โดยคณะกรรมการไม่มีใครขัดข้อง … นับจากนั้นวงการสนุกเกอร์ก็เข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว

ในยุคของ สินธุ พูนศิริวงศ์ เขาได้พยายามผลักดันให้สนุกเกอร์ได้รับการยอมรับในเชิงกีฬามากขึ้น จนได้บรรจุเข้าชิงชัยในกีฬาแห่งชาติ, กีฬานักเรียน และรายการนานาชาติต่าง ๆ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อสมาคมเป็นสมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย โดยครอบคลุมกีฬาคิวสปอร์ตทั้ง สนุกเกอร์, บิลเลียด, พูล และ แครอมบอล มาไว้ด้วยกัน

ขณะเดียวกันในเวลานั้นก็มีนักกีฬาดังอย่าง “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” วัฒนา ภู่โอบอ้อม ที่ไปสร้างชื่อเสียงในเวทีระดับโลกและมีการถ่ายทอดสดข้ามประเทศกลับมาให้คนไทยได้ดูกันทั่วหน้า จนสนุกเกอร์ได้กลายเป็นกระแสในวงกว้างมากขึ้น และเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของวงการสอยคิวเมืองไทยเลยก็ว่าได้

ผลพวงต่าง ๆ ทำให้การบริหารงานของ สินธุ พูนศิริวงศ์ ถูกเผยแพร่สู่สายตาประชาชนในแง่ดีอย่างต่อเนื่อง คนในสมาคมเองก็ต่างยอมรับในฝีมือและบารมีโดยไม่มีใครที่จะก้าวขึ้นมาท้าชิงการเป็นนายกสมาคมแทนที่เลยแม้แต่ครั้งเดียว 

นั่นจึงทำให้เขาครองตำแหน่งยาวนานถึง 32 ปี ก่อนลงจากตำแหน่งแล้วส่งไม้ต่อให้กับ สุนทร จารุมนต์ หรือที่คนในแวดวงเรียกขานกันว่า “เฮียฮง” และอยู่ในตำแหน่งต่ออีก 4 ปีโดยที่ไม่มีใครคัดค้านเช่นกัน จึงทำให้สมาคมนี้ไม่เคยมีการเลือกตั้งนายกสมาคมอย่างเป็นทางการมาก่อนเลยเป็นเวลาถึง 40 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง … ก่อนจะเกิดขึ้นครั้งแรกในวันที่ 19 สิงหาคม 2565

 

ผู้ท้าชิงคนแรก

อย่างที่กล่าวไปว่าตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ก่อตั้งขึ้นมานายกสมาคมทุกคนล้วนได้รับเสียงตอบรับจากสมาชิกและคนในวงการเป็นอย่างดีจนไม่มีใครคัดค้าน เมื่อครบวาระก็มีแต่เสียงโหวตรับรองให้ดำรงตำแหน่งต่อ จนมาถึงในยุคของ “เฮียฮง” สุนทร จารุมนต์ ด้วยเช่นกัน

หลังจากที่เข้ามาดูแลสมาคมในตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติให้กับทางสมาคม จนได้รับไม้ต่อจากสินธุให้นั่งแท่นนายกสมาคมคนใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2551 ในเวลานั้นเจ้าตัวก็ได้รับการต้อนรับจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี เนื่องด้วยเป็นบุคคลที่อดีตผู้มากบารมีอย่างสินธุฝากฝังมาเองกับมือ

ทีมงานของสุนทรส่วนใหญ่เป็นทีมงานที่สานต่อมาจากยุคก่อน นำโดย ศักดา รัตนสุบรรณ หรือ “คิวทอง” กูรูแห่งวงการสอยคิวไทยในฐานะอุปนายกสมาคม พร้อมเชิญนักกีฬาอย่าง “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” เข้ามาทำหน้าที่ช่วยโปรโมตประชาสัมพันธ์ให้กับทางสมาคม

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่อยู่ในตำแหน่ง ภาพลักษณ์ของสุนทรที่ถูกเสนอออกมาตามหน้าสื่อแทบจะเดินตามรอยจากยุคของสินธุเลยก็ว่าได้ แม้จะเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่เกือบ 3 ปี แต่ทางสมาคมก็ยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมและมีนักกีฬาเข้าแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

ก่อนจะได้รับการกล่าวถึงอีกครั้งเมื่อ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” เดินทางไปแข่งซีเกมส์ ที่เวียดนาม เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แล้วสามารถคว้าเหรียญทองรายการนี้ได้เป็นครั้งแรกของตัวเองในวัย 52 ปี โดยทัพสอยคิวไทยในครั้งนั้นเดินทางไปแข่งขันโดยมี “เอส” ไชยพงศ์ กรวสุรมย์ เจ้าของกิจการสนุกเกอร์คลับ S1 Signature Snooker Club ย่านพุทธมณฑลสาย 1 นั่งแท่นเป็นผู้จัดการทีมคอยดูแล 

ภาพที่ถูกเสนอออกมาช่างหอมหวานและแทบจะไม่มีใครคาดคิดเลยด้วยซ้ำว่าการประชุมใหญ่ของสมาคมประจำปี 2565 โดยมีวาระสำคัญคือการเลือกตั้งนายกสมาคมคนใหม่ที่จะมีขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้าจะมีเหตุการณ์พลิกโผที่ไม่ได้นอนมาเหมือนทุกครั้ง

กระแสข่าวเชิงลบที่มีต่อสมาคมเริ่มมีให้เห็นมากขึ้น ปัญหาใต้พรมต่าง ๆ ถูกรื้อออกมาสู่สายตาประชาชนผ่านทางโซเชียลมีเดียทั้งจากตัวนักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย หนึ่งในนั้นมี “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” รวมอยู่ด้วย

ต๋องโพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตัวเอง (Tong Snooker Club) ถึงปัญหาต่าง ๆ ที่มีในตลอดระยะเวลา 4 ปีภายใต้การทำงานของทีมบริหารชุดนี้ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2565 หรือก่อนเลือกตั้ง 2 วัน

https://www.facebook.com/THAITORNADOFC/posts/pfbid02wRwCWTTfEV57nxdaxpR3tFUy5E3Yvi4VxYYoHvCjwNKD6ne2sMrnqSapuAUNMhAjl

ปัญหามากมายพรั่งพรูออกมาทั้งเรื่องการส่งนักกีฬาไปแข่งขันในต่างประเทศ งบสนับสนุนที่ล่าช้า อุปกรณ์และโต๊ะสนุกเกอร์ที่นักกีฬาใช้ฝึกซ้อมและแข่งขันไม่ได้มาตรฐาน ตลอดจนการประสานงานและการดูแลด้านต่าง ๆ อีกมากมาย พร้อมยังออกตัวสนับสนุน  “เอส” ไชยพงศ์ ให้เป็นนายกสมาคมคนใหม่ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

หลายคนที่ไม่ได้อยู่วงในหรือติดตามข่าวสารจึงอาจจะงงว่าทำไม “ต๋อง” ที่ทำงานกับทางสมาคมจึงเลือกที่จะสนับสนุนขั้วอำนาจใหม่ขึ้นมาแทนที่ และไม่ได้มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นแต่ยังรวมถึงนักกีฬาและคนในวงการอีกจำนวนมากด้วยเช่นกัน

“การบริหารของสมาคมชุดนี้ตลอดระยะเวลา 4 ปีทำให้เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้จำเป็นว่าต้องเป็นคุณเอส จริง ๆ จะเป็นใครก็ได้ที่มีใจรักและอยากพัฒนาวงการ แต่ตอนนี้มีแค่คุณเอสที่มีอุดมการณ์และมีเจตนารมณ์” ต๋อง เปิดใจกับเราถึงการตัดสินใจในครั้งนี้

“ปัญหาส่วนมากมาจากนักกีฬาที่คอมเพลนกันมาว่านายกคนปัจจุบันเขาทำงานไม่ผ่าน ถ้าทำงานผ่านก็คงจะไม่มีการแข่งขันเกิดขึ้นหรอก เช่นที่นักกีฬามากกว่าครึ่งพูดกันถึงเรื่องสภาพโต๊ะแข่งขัน ลูกก็เก่า เขาจ่ายเงินเข้าแข่งขันก็อยากจะแทงบนสภาพโต๊ะที่ดีเหมือนเมืองนอก แต่พอเข้ามากลับเจอสภาพเหมือนโต๊ะตามคลับทั่วไป รวมถึงปัญหาเรื่องการดูแลนักกีฬาและการประสานงานเมื่อนักกีฬาไปแข่งต่างประเทศอีกมากมาย นักกีฬาต้องดูแลกันเอง ถ้าเขาดีจริงก็คงไม่มีคำครหา ไม่มีการแข่งขันเกิดขึ้น”

“หรืออย่างตัวผมเอง คุณสุนทรชวนผมมาช่วยงานสมาคม ผมก็ยินดีถือว่าช่วยพัฒนาวงการ แต่พอมาอยู่จริง ๆ แล้วเนี่ยเขาไม่ได้ใช้บริการอะไรผมเลย ให้ผมเป็นวอลเปเปอร์เวลาไปของบสนับสนุนเท่านั้น ผมก็ไม่แฮปปี้ เพราะผมมองว่าผมสามารถทำได้มากกว่านั้นจากประสบการณ์ที่คร่ำหวอดมากว่า 30 ปี แต่เขาไม่ได้ใช้เราให้เป็นประโยชน์และไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากเรา ซึ่งเงินเราก็ไม่ต้องการ ชื่อเสียงเราก็เคยมีมาแล้ว ที่ผมเข้ามาก็เพื่ออยากจะช่วยเหลือน้อง ๆ รุ่นใหม่ อยากให้วงการสนุกเกอร์กลับมายิ่งใหญ่และคึกคักอีกครั้งเท่านั้น” อดีตนักสนุกเกอร์มือ 3 ของโลก เผย

นอกจากต๋องแล้วยังมีบุคคลสำคัญอีกรายที่เปิดตัวพร้อมสนับสนุนคลื่นลูกใหม่นั่นก็คือ สินธุ พูนศิริวงศ์ อดีตนายกสมาคมที่เป็นผู้ส่งไม้ต่อใหักับสุนทรด้วยตัวเอง โดยเผยกับสื่อว่าผิดหวังกับการทำงานตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาของนายกสมาคมคนปัจจุบัน

ถึงจุดนี้วงการสนุกเกอร์ในเมืองไทยที่ล้วนแต่เคยเป็นคนรู้จักมักคุ้นกันถูกแยกเป็น 2 โดยปริยาย ฝ่ายหนึ่งเป็นขั้วอำนาจเก่าคือ “เฮียฮง” สุนทร จารุมนต์ กับผู้ท้าชิงคลื่นลูกใหม่ “เอส” ไชยพงศ์ กรวสุรมย์ อดีตผู้จัดการทีมชุดซีเกมส์ 

 

กระดานล้มก่อนโหวต

นับจากที่เริ่มมีหลายฝ่ายเปิดตัวสนับสนุน “เอส” ไชยพงศ์ ในฐานะผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกสมาคมคนใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ วันที่ทุกคนจับตาก็มาถึง ในการประชุมใหญ่ประจำปี ที่ร้านอาหารโฮคิทเช่น พระราม 3 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 โดยมีวาระสำคัญคือโหวตเลือกตั้งนายกสมาคมคนใหม่หลังจากที่ “เฮียฮง” ครบวาระ

ทว่ายังไม่ทันได้มีการเสนอชื่อผู้ท้าชิงก็มีปัญหาเกิดขึ้นโดยเฉพาะเรื่องสิทธิ์ของผู้มีสิทธิ์โหวต ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ระบุว่า มีผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งรวมทั้งหมด 33 เสียง แบ่งป็น เสียงจากกรรมการบริหารสมาคม 18 เสียง และ 15 เสียงจากสโมสรสมาชิก ประกอบด้วย 1 การท่าเรือ, 2 ชมรมบิลเลียดสนุกเกอร์ธนาคารออมสิน, 3 กสท.โทรคมนาคม (CAT & TOT ), 4 ชมรมสนุกเกอร์การนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.), 5 ชมรมกีฬาบิลเลียดสนุกเกอร์สมาคมสโมสรการประปาส่วนภูมิภาค, 6 ชมรมบิลเลียดสนุกเกอร์การไฟฟ้าภูมิภาค, 7 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 8 ชมรมสนุกเกอร์สวนกุหลาบวิทยาลัย, 9 สมาคมศิษย์เก่าอัสสัมชัญศรีราชา, 10 สมาคมอัสสัมชัญ, 11 แม็กซ์ บี สนุกเกอร์ แอนด์ พูลเฮาส์, 12 สมาคมศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล, 13 สโมสรราชพฤกษ์, 14 ราชกรีฑาสโมสร และ 15 ราชกรีฑาสโมสร โปโลคลับ

ทว่าทันทีที่ผู้แทนจากสมาคมสนุกเกอร์เซนต์คาเบรียล เสนอชื่อ สุนทร จารุมนต์ เป็นนายกสมาคมต่อไปก็มีหลายสโมสรสมาชิกที่ข้องใจว่าเสียงของกรรมการบริหาร 18 คนที่หมดวาระไปแล้วตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2565 ยังสามารถลงคะแนนได้หรือไม่ จนเกิดการถกเถียงกันวุ่นวายของทั้ง 2 กลุ่ม

สุดท้ายแล้วผู้แทนจากการกีฬาแห่งประเทศไทยจึงต้องเข้ามาเบรกพร้อมชี้แจงว่ากรรมการบริหารสมาคมไม่สามารถลงคะแนนได้ จึงเหลือเพียงแค่ 15 สโมสรที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเท่านั้น พร้อมมีการตรวจสอบคุณสมบัติของสโมสรสมาชิกต่อ แต่ก็มีผู้ที่เอกสารครบตามเงื่อนไขเพียงแค่ 3 สโมสรเท่านั้น ทางที่ประชุมจึงได้ลงมติขอคะแนนเสียงให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อนและจะกลับมาเลือกตั้งใหม่ภายใน 30 วัน 

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงล้มกระดานกันไปก่อนจะมีการเสนอชื่อผู้เข้าแข่งขันเสียอีก โดยมีการคาดการณ์กันว่าหากการเลือกตั้งเกิดขึ้นและกรรมการบริหารมีสิทธิ์ลงคะแนนก็คงจะเป็น “เฮียฮง” ที่เข้าวิน แต่หากเหลือเพียงแค่สโมสรสมาชิก 15 เสียงก็อาจจะมีเรื่องพลิกโผเกิดขึ้นก็เป็นได้

แน่นอนว่าเมื่อขอบข่ายเวลาถูกขยายออกไป ทั้งสองฝ่ายก็มีโอกาสเดินหน้าเพิ่มความนิยมจากสโมสรสมาชิกมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากว่าท้ายที่สุดแล้วฝั่งใดจะเป็นผู้ชนะ เพราะต้องอย่าลืมว่านี่แทบจะเป็นการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการครั้งแรก ทุกอย่างแทบจะใหม่หมด และเหล่าบรรดาสโมสรสมาชิกรวมถึงผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนก็ล้วนแต่เป็นคนในวงการที่รู้จักและสนิทสนมกับทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างดี

ก่อนจะได้ข้อสรุปดีเดย์วันตัดสินกันในวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ที่ภัตตาคารโฮคิทเช่น พระราม 3 เวลา 14.00 น.

 

เลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์

อย่างที่กล่าวไปว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ของสมาคมกีฬาบิลเลียดฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่มีผู้เปิดตัวขอท้าชิง นั่นเท่ากับว่าจะเป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของวงการเลยก็ว่าได้

ทำให้ทุกอยากต้องถูกรื้อออกมาหมด ทั้งระเบียบการต่าง ๆ เอกสารยืนยันการเป็นตัวแทนผู้มีสิทธิลงคะแนนของสโมสรสมาชิก ตลอดจนใบมอบอำนาจต่าง ๆ เพราะหลายสโมสรถูกบรรจุมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งเมื่อกาลเวลาผ่านไปบางสโมสรก็แทบจะไม่เคยมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของทางสมาคมเลยก็มี

ปัญหาการแย่งสิทธิ์เป็นเจ้าของสโมสร ตลอดจนใบมอบอำนาจที่ต่างฝ่ายต่างจัดทำกันเองล้วนแต่เป็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยและอีกหลายสมาคมมาแล้ว ก็ต้องจับตาดูกันว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่ หรืออาจจะมีอะไรใหม่ที่เซอร์ไพรส์เกิดขึ้นอีกก็เป็นได้

ขณะที่ 2 แคนดิเดตเองก็ต่างเดินทางพบปะหาเสียงกันอย่างเต็มที่ โดย “เฮียฮง” ในฐานะรักษาการณ์นายกสมาคมก็ชูนโยบายสานต่อการทำงานของตัวเองโดยเฉพาะการจัดการแข่งขันรายการต่าง ๆ และหากได้รับตำแหน่งต่อก็จะยกระดับสิ่งที่ทำมาทั้งหมดให้ดีขึ้น

ด้านผู้ท้าชิง “เอสวัน” ก็พร้อมที่จะนำความเปลี่ยนแปลงเข้ามาสู่วงการ ชูนโยบายเพิ่มการแข่งขันสอยคิวให้มากขึ้นในทุกระดับและมีโควตาสำหรับแชมป์แต่ละรายการที่จะได้สิทธ์ในการแข่งขันระดับชาติและระดับโลก ตลอดจนการพัฒนาเยาวชนที่ตัวเองให้ความสนใจและดูแลสนับสนุนมาโดยตลอด

ดังนั้นจึงต้องจับตาดูกันว่าท้ายที่สุดแล้วฝั่งไหนจะเป็นผู้คว้าชัยชนะ โดยถึงเวลานี้เหรียญยังสามารถออกได้ทุกหน้า แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือการเลือกตั้งครั้งนี้จะเซตมาตรฐานให้กับวงการสนุกเกอร์ไทยต่อจากนี้ไป

 

แหล่งอ้างอิง

http://www.thailandsnooker.org/bsat_history.php
https://www.thaipost.net/sport-news/183140/

Author

ชมณัฐ รัตตะสุข

Chommanat

Photo

วัชพงษ์ ดวงแปง

Main Stand's Backroom staff

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ