
มัลดีฟส์คือประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่ถ้าพูดถึงฟุตบอลกับมัลดีฟส์เราคงนึกอะไรเกี่ยวกับพวกเขาไม่ออกเลย
ไม่ใช่เรื่องแปลกหากคุณไม่รู้เรื่องราวของฟุตบอลมัลดีฟส์ เพราะพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยในฟุตบอลระดับนานาชาติ แต่ถ้าเป็นระดับของภูมิภาคเอเชียใต้ต้องบอกว่าพวกเขาทำได้ไม่เลวทีเดียว
สำหรับประเทศที่มีประชากรไม่กี่แสนคนและมีดินแดนเล็กกว่ากรุงเทพมหานครฯ การคว้าแชมป์ฟุตบอลของภูมิภาคเอเชียใต้ถึง 2 สมัยถือว่าน่าชื่นชมมากแล้ว และพวกเขาทำได้อย่างไร ติดตามไปพร้อมกับ Main Stand
หาเป้าหมายเพื่อความสำเร็จ
หากจะนิยามผลงานในอดีตของทีมฟุตบอลมัลดีฟส์ คำที่ใช้ได้ดีที่สุดคือคำว่า "ล้มเหลว" เพราะพวกเขาไม่มีความสำเร็จอะไรติดมือเลย ซึ่งส่วนสำคัญก็เป็นเพราะว่ามัลดีฟส์ในช่วงสร้างชาติใหม่นับตั้งแต่การประกาศเอกราช เมื่อปี 1965 ไม่ได้ให้ความสำคัญด้านการพัฒนากีฬาเท่าไหร่นัก
ฟุตบอลในมัลดีฟส์จึงเป็นกีฬาสมัครเล่นมาเนิ่นนาน และสมาคมฟุตบอลมัลดีฟส์ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกของ FIFA จนมาถึงปี 1986 จึงได้มีส่วนร่วมในการแข่งขันฟุตบอลนานาชาติอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตามมัลดีฟส์ก็ห่างไกลความสำเร็จในระดับชาติจนไม่มีส่วนร่วมกับทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์ใด ๆ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่ใช่แค่มัลดีฟส์ชาติเดียวแต่รวมถึงกลุ่มชาติจากเอเชียใต้ทั้งหมดที่แทบจะไม่ผ่านเข้าสู่การแข่งขันระดับนานาชาติรายการใดเลย แม้แต่การแข่งขันประจำทวีปอย่าง เอเชียนคัพ
เอเชียใต้ถือเป็นแกะดำและเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวอย่างแท้จริงของเอเชีย ซึ่งจะเข้าใจถึงที่มาของความตกต่ำได้ไม่ยาก หากมองถึงองค์ความรู้ด้านฟุตบอลที่ขาดความพร้อมรอบด้าน ทั้งลีกกีฬาที่ไม่เป็นมืออาชีพ รวมถึงขาดการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน
ความล้มเหลวกับการไม่พัฒนาถือว่าเป็นของคู่กันในเกมลูกหนัง เมื่อไม่มีผลงานก็ไม่มีใครอยากทุ่มงบไปพัฒนา ดังนั้นวิธีที่จะพัฒนาฟุตบอลในเอเชียใต้ได้ดีที่สุดคือต้องทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จขึ้นมาบ้าง
การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียใต้ หรือ South Asian Football Federation Cup จึงถูกจัดขึ้นมาเพื่อเป็นการแข่งขันสำหรับทีมในภูมิภาคที่แห้งแล้งความสำเร็จ และเป็นการกระตุ้นให้พวกเขาต้องพัฒนาเพื่อเป็นแชมป์รายการใหม่ที่จะเป็นรากฐานการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับฟุตบอลเอเชียใต้
มัลดีฟส์คือหนึ่งในชาติที่ทุ่มเทกับรายการนี้และวางเป้าหมายไว้เป็นอันดับหนึ่งที่มัลดีฟส์ต้องพิชิตให้ได้ เพื่อเป็นก้าวแรกก่อนยกถัดไปกับการมีบทบาทในฟุตบอลระดับนานาชาติ
แม้ว่าจะไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันครั้งแรกในปี 1995 แต่มัลดีฟส์ก็สร้างเซอร์ไพรซ์ด้วยการเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในการแข่งขันครั้งถัดมาในปี 1997 และถึงจะแพ้ อินเดีย จนได้แค่รองแชมป์ แต่ความสำเร็จครั้งนั้นก็ปลุกกระแสของกีฬาฟุตบอลให้ชาวมัลดีฟส์ได้เป็นอย่างดี
มัลดีฟส์แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของพวกเขาไม่ใช่เรื่องฟลุก ในปี 1998 พวกเขาตีตั๋วเข้าสู่การแข่งขันในมหกรรมเอเชียนเกมส์รอบสุดท้ายได้สำเร็จ ก่อนตกรอบแรกในเวลาต่อมา
ทีมชาติมัลดีฟส์ในตอนนั้นมีเป้าหมายแค่อย่างเดียวคือชนะอินเดียซึ่งถูกมองว่าเป็นทีมที่เก่งที่สุดในภูมิภาคให้ได้ และพวกเขาก็มองว่าทีมของตัวเองมีดีพอที่จะล้มยักษ์ได้ในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียใต้ครั้งต่อไป
แต่มัลดีฟส์ก็ไปไม่ถึงฝัน ในปี 1999 พวกเขาแพ้อินเดีย ตกรอบรองชนะเลิศ และได้แค่อันดับที่ 3 กลับบ้านเท่านั้น

มัลดีฟส์มุ่งเป้าไปที่การเอาชนะอินเดียให้ได้ แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียใต้ปี 2003 ที่มัลดีฟส์ได้เข้าชิงชนะเลิศอีกครั้ง และคู่ต่อสู้ของพวกเขาไม่ใช่อินเดียแต่เป็น บังคลาเทศ ทีมชาติจากเอเชียใต้ที่แห้งแล้งความสำเร็จไม่ต่างจากมัลดีฟส์
ในเกมที่จะสร้างประวัติศาสตร์ให้กับทั้งสองชาติจะมีชาติหนึ่งที่ได้ปลดล็อกความสำเร็จ ส่วนอีกชาติต้องจมกับความผิดหวังต่อไป และเป็นมัลดีฟส์ที่พ่ายแพ้ให้กับบังคลาเทศในการยิงจุดโทษ ตอกย้ำว่ายุคทองของพวกเขายังคงไม่มาถึง
ใส่ใจกับการพัฒนาเยาวชน
หากมองถึงความกระหายที่จะประสบความสำเร็จมัลดีฟส์ไม่เป็นสองรองใคร สำหรับชาติเล็ก ๆ แบบนี้ ชัยชนะทุกเกมมีความหมาย และศรัทธาของแฟนบอลที่อยากเห็นทีมชาติของพวกเขาประสบความสำเร็จก็ไม่เคยหายไปไหน

แต่ฟุตบอลแค่ความพยายามไม่เคยพอที่จะทำให้ใครเป็นแชมป์หากขาดแรงสนับสนุนจากเบื้องหลัง สำหรับประเทศที่มีประชากรไม่กี่แสนคน และมีพื้นที่เพียง 300 ตารางกิโลเมตร (ขนาดใหญ่กว่าเขตหนองจอกของกรุงเทพฯ ไม่มากนัก)
ไม่ต้องนับถึงเศรษฐกิจในประเทศที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก นอกจากธุรกิจการท่องเที่ยวกับธุรกิจด้านประมงชาวมัลดีฟส์ก็ไม่มีโอกาสหารายได้จากทางอื่นเลย ซึ่งในโลกทุนนิยมแบบนี้การไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรมทำให้การเติบโตของทุนในมัลดีฟส์เป็นไปอย่างยากลำบาก เมื่อมีทรัพยากรด้านทุนน้อยมาก การพัฒนาคุณภาพฟุตบอลในประเทศจึงเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง
ตลอดระยะเวลาหลายปีวงการฟุตบอลมัลดีฟส์จึงต้องสู้แบบตามมีตามเกิด อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาหลายปีที่ทีมชาติมัลดีฟส์ไล่ล่าความสำเร็จก็ได้สร้างความฝันให้นักเตะรุ่นใหม่ให้หันมาเป็นนักฟุตบอล จนเกิดเป็นชุดโกลเดนบอย ทีมชุดลุยศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียใต้ ปี 2008
ขุมกำลังชุดนั้นรวมนักเตะที่ว่ากันว่าดีที่สุดตั้งแต่ที่มัลดีฟส์เคยมี นักเตะชุดนั้นส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มอายุประมาณ 28 ปีที่มีทั้งประสบการณ์และความรู้ใจกันเป็นอย่างดี ก่อนจะสร้างฝันให้เป็นจริงด้วยการคว้าแชมป์เอเชียใต้ครั้งแรกมาครองได้สำเร็จ

นี่คือจุดเปลี่ยนของวงการฟุตบอลมัลดีฟส์ เพราะการคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์ชาติครั้งนั้นมันเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากเกินกว่าที่ชาวมัลดีฟส์จะกล้าฝัน รายการนี้อาจเป็นแค่การคว้าแชมป์เล็ก ๆ ในระดับภูมิภาคแต่คนมัลดีฟส์ก็ฉลองกันทั้งชาติ บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าฟุตบอลมีความหมายมากเพียงใดกับชาวมัลดีฟส์
เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จที่เกิดขึ้น รัฐบาลมัลดีฟส์ประกาศให้วันที่ 15 มิถุนายน 2008 หนึ่งวันหลังจากการคว้าแชมป์เป็นวันหยุดของประเทศ เพื่อให้ทั้งประเทศได้เฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่กับความสำเร็จที่ได้รับ
หลังจากการคว้าแชมป์ในครั้งนั้น การพัฒนาวงการฟุตบอลมัลดีฟส์ก็เริ่มต้นอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะการเพิ่มค่าแรงค่าตอบแทนให้กับนักฟุตบอลและทีมงานโค้ชให้เหมาะสม เพื่อเป็นการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้หันมาสมัครใจเป็นนักฟุตบอลอาชีพกันมากยิ่งขึ้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมามีผู้ชายมัลดีฟส์จำนวนไม่น้อยเล่นฟุตบอลตอนเด็กแต่เมื่อเติบใหญ่ก็ทิ้งกีฬาไปเพื่อหาอาชีพที่สร้างความมั่นคงให้กับตัวเองได้มากกว่า
มัลดีฟส์เห็นความสำคัญของการพัฒนาฟุตบอลที่ชัดเจน นั่นคือการสร้างแข้งรุ่นใหม่ในประเทศขึ้นมา โดยทั้งรัฐบาลและสมาคมฟุตบอลของมัลดีฟส์พยายามที่จะหาผู้ที่มีความรู้ในการพัฒนาเยาวชนเข้ามาทำงานในประเทศเสมอ ไม่ว่าจะเข้ามาชั่วคราวผ่านการอบรมหรือทำคลินิกฟุตบอลต่าง ๆ ไปจนถึงการจ้างโค้ชที่ผ่านงานในระดับเยาวชนเข้ามาเป็นโค้ชทีมชาติเพื่อช่วยส่งเสริมและพัฒนาแข้งมัลดีฟส์
มัลดีฟส์กลายเป็นหนึ่งในทีมที่มีผลงานสม่ำเสมอมากที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลเอเชียใต้ หลังจากคว้าแชมป์ในปี 2008 พวกเขาก็ได้ตำแหน่งรองแชมป์ในการแข่งขันปี 2009 และอีก 3 ครั้งถัดมามัลดีฟส์สามารถเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้ทุกครั้ง
ซึ่งในช่วงเวลานั้นมัลดีฟส์ยังสามารถผ่านเข้าร่วมการแข่งขัน AFC Challenge Cup รอบสุดท้าย หรือการแข่งขันฟุตบอลของชาติเกรดรองในเอเชียได้สำเร็จอีกด้วย และพวกเขาเคยผ่านเข้าไปคว้าอันดับ 3 มาแล้วในการแข่งขันเมื่อปี 2014
มัลดีฟส์มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องขอบคุณความใส่ใจของภาครัฐที่พยายามจะเทงบประมาณเข้าไปเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้ได้มากที่สุด เพราะมัลดีฟส์มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และความพร้อมในเรื่องของสนามแข่งหรือสนามซ้อมต่าง ๆ การดำเนินการต่าง ๆ จึงทำได้ยากมากแตกต่างจากการพัฒนานักเตะและโค้ชที่สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอข้อจำกัดในเรื่องนี้
มัลดีฟส์กลับมาประสบความสำเร็จชัดเจนอีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์เอเชียใต้ในปี 2018 ซึ่งทำให้พวกเขากล้าที่จะวางเป้าหมายต่อไป นั่นคือการไปแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติให้ได้จริงสักที
เก่งในภูมิภาคแต่ดีแค่ไหนในเอเชีย ?
หากพูดในระดับเอเชียใต้ มัลดีฟส์คือทีมที่มีโอกาสได้ลุ้นความสำเร็จอยู่ตลอด ซึ่งเป็นผลงานที่น่าประทับใจที่มาจากความทุ่มเทตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
แต่ถ้าพูดในถึงระดับเอเชียมัลดีฟส์ยังคงห่างไกลกับความสำเร็จ แค่การผ่านเข้าสู่การแข่งขันเอเชียนคัพรอบสุดท้ายยังถือว่าเป็นไปได้ยาก

เพราะในขณะที่มัลดีฟส์กำลังพัฒนา ชาติอื่นก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน และยังไปได้เร็วไปได้ไกลกว่ามัลดีฟส์หลายเท่าตัว เนื่องจากถึงแม้มัลดีฟส์จะทุ่มเทพัฒนาศักยภาพผู้เล่นมากแค่ไหน นักเตะชาวมัลดีฟส์ก็ทำได้เพียงแค่เล่นในประเทศของตัวเอง โอกาสไปเล่นในต่างประเทศแทบจะไม่เกิดขึ้น
เมื่อลองเปรียบเทียบกับฟุตบอลไทย เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าการที่แข้งไทยได้ออกไปเล่นต่างแดนทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นการพัฒนาศักยภาพของผู้เล่นได้ดีแค่ไหน แต่สำหรับมัลดีฟส์เมื่อพวกเขาไม่ได้โอกาสในการไปเล่นต่างแดน การก้าวขึ้นไปอยู่อีกระดับของการยกระดับนักเตะจึงเกิดขึ้นได้ยาก
นอกจากนี้มัลดีฟส์ยังได้รับบทเรียนสำคัญกับ ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียใต้ เมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา เมื่อ มัลดีฟส์ ประกาศตั้ง อาลี ซูเซน โค้ชชาวมัลดีฟส์คุมทัพลุยการแข่งขันครั้งนี้ และทำให้มัลดีฟส์เป็นทีมเดียวที่ใช้โค้ชในประเทศ
ซึ่งก่อนหน้านี้มัลดีฟส์ใช้แต่โค้ชต่างชาติลุยการแข่งขันรายการนี้มาตลอด แต่คราวนี้มัลดีฟส์ต้องการลองใช้โค้ชที่ประสบความสำเร็จกับการทำงานในประเทศมาเป็นอย่างดีมาจับงานสำคัญตรงนี้ดู
ซึ่งพวกเขาคิดผิด เพราะมัลดีฟส์ตกรอบแรกในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียใต้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สะท้อนให้เห็นภาพเป็นอย่างดีว่า องค์ความรู้ของบุคลากรในประเทศยังขาดแคลนและต้องการการพัฒนาอีกมาก
อีกทั้งในปัจจุบันมัลดีฟส์ต้องกลับไปใช้โค้ชต่างชาติอีกครั้งผ่านการจ้าง ฟราเซสโก โมเรียโร โค้ชชาวอิตาลีเข้ามาทำทีมพร้อมกับทีมงานชาวอิตาลีทุกคนโดยไม่มีทีมงานชาวมัลดีฟส์อยู่ในทีมของโมเรียโรเลย
สุดท้ายนี่คือภาพที่ย้ำว่าต่อให้มัลดีฟส์แข็งแกร่งมากเพียงใดในเอเชียใต้ แต่พวกเขาก็ยังห่างไกลมากที่จะไปพิชิตความสำเร็จในระดับเอเชีย และยังคงต้องเรียนรู้อีกมากกว่าจะไปถึงตรงนั้น
อย่างไรก็ตามหากมองถึงการเดินทางของมัลดีฟส์ตลอดหลายปีที่ผ่านมาคงต้องบอกว่าพวกเขาทำเต็มที่เท่าที่จะทำได้ และอย่างน้อยก็คู่ควรกับความสำเร็จในฐานะแชมป์ภูมิภาคเอเชียใต้ 2 สมัย บางทีความสำเร็จในระดับเอเชียอาจต้องใช้เวลา แต่เชื่อได้เลยว่าจะต้องมีสักวันที่เราได้เห็นมัลดีฟส์ประสบความสำเร็จในฟุตบอลระดับเอเชียแน่นอน
แหล่งอ้างอิง
https://coralglass.market/news/1790
https://olympics.com/en/featured-news/indian-football-team-national-history-coach-isl-i-league-fifa-afc
https://www.telegraphindia.com/sports/football-is-the-most-popular-game-in-maldives/cid/1223194