
ในโลกฟุตบอล โดยเฉพาะในอาชีพของเฮดโค้ช เรามักคิดว่าความพ่ายแพ้ที่เจ็บที่สุด คือการแพ้นัดชิงชนะเลิศ … การโดนปลดจากตำแหน่ง … หรือการถูกผู้คนตราหน้าว่าตกยุค หมดอนาคต
แต่สำหรับ หลุยส์ เอ็นริเก้ ไม่มีความเจ็บปวดใดใกล้เคียงกับวันที่เขาต้องสูญเสียลูกสาววัย 9 ขวบไปด้วยโรคมะเร็งกระดูก ซึ่งเขายอมรับว่า ครั้งหนึ่งในความรู้สึกของเขา นี่คือการสูญเสียเหตุผลของการมีชีวิตอยู่เลยด้วยซ้ำ
และในห้วงเวลาที่โลกทั้งใบพังทลาย ชายคนนี้เคยถูกมองว่าอาจไม่มีวันกลับมายืนอยู่บนจุดสูงสุดของฟุตบอลได้อีกแล้ว
แต่วันนี้ … เขาคือกุนซือที่พา ปารีส แซงต์-แชร์กแมง คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาล 2024-25 และพาทีมเข้าไปป้องกันแชมป์อีกครั้งในฤดูกาล 2025-26
เรื่องราวของเขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือบทเรียนราคาแพงที่พิสูจน์ว่า บางครั้งชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ถ้วยรางวัลในสนาม แต่คือการประคองหัวใจที่แตกสลายให้กลับมาเต้นอย่างมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง
ติดตามทั้งหมดกับ MAIN STAND
ยิ่งใหญ่แต่(เกือบ)ไร้คำชื่นชม
ความเป็นมืออาชีพ คือสิ่งที่คนทำงานทุก ๆ คน ทุก ๆ สายงานต้องมี ... และหากจะให้ยกตัวอย่างสักประโยคที่บอกว่ามืออาชีพที่ดีคืออะไร ? ก็คงจะเป็นคำตอบของซูเปอร์สตาร์ค้างฟ้าอย่าง "พี่เบิร์ด" ธงไชย แมคอินไตย์ ที่เคยบอกว่า "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณ จงทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้เต็มที่และเสร็จลุล่วงแบบออกมาดีที่สุด ... จากนั้นคุณจะเหนื่อยจนต้องสลบไปตรงนั้นเลยก็ไม่มีใครว่า"
แม้จะต่างอาชีพ แต่คำพูดของพี่เบิร์ดเป็นจริงทุกประการ โดยเฉพาะในงานที่ความรับผิดชอบสูง ได้ค่าตอบแทนมาก "เฮดโค้ชฟุตบอล" ก็ถือว่าเป็น หนึ่งในอาชีพในหมวดหมู่นี้ ซึ่งเรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับกุนซือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของยุคปัจจุบัน นั่นคือ หลุยส์ เอ็นริเก้

ย้อนกลับไปตอนที่เอ็นริเก้เริ่มทำงานกุนซือ เขาเริ่มจากการคุมทีมเยาวชนของ บาร์เซโลน่า ก่อนจะกระโดดรับงานกุนซือใหญ่ครั้งแรกที่ โรม่า ไปจนถึง เซลต้า บีโก้ และได้รับไม้คุมทีม บาร์เซโลน่า ชุดใหญ่ในปี 2014 ต่อจาก เคราร์โด้ มาร์ติโน่
ถ้าถามว่าช่วงเวลาพาร์ทแรกของเขาในอาชีพกุนซือได้รับความยกย่องแค่ไหน ก็คงตอบได้เต็มปากว่า "ระดับหนึ่ง" เท่านั้น เขาไม่ได้พาโรม่าคว้าแชมป์อะไร เช่นเดียวกับเซลต้า บีโก้ด้วย
แต่ผลงานกับบาร์เซโลน่าในเวลานั้นล่ะ ? แชมป์ ลา ลีกา 2 สมัย, โกปา เดล เรย์ 3 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 1 สมัย และแชมป์สโมสรโลกอีก 1 สมัย ... จากความสำเร็จที่กล่าวมา เขาควรได้รับสรรเสริญระดับตำนานตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่อย่างที่ทุกคนรู้กัน บาร์เซโลน่าในยุคนั้นที่เขาคุมทีมมันเก่งกาจเสียจนเขาได้รับเครดิตที่ควรจะได้น้อยไปหน่อย
ทีมที่มี ลิโอเนล เมสซี่, หลุยส์ ซัวเรซ, เนย์มาร์, อันเดรส อิเนียสต้า, อิวาน ราคิติช และ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ... ทีมชุดนี้ถูกมองว่า "ใครคุมก็ได้แชมป์" นั่นแหละเป็นเหตุที่ทำให้เอ็นริเก้ไม่ได้ถูกยกย่องไว้สูงสุดตั้งแต่ตอนนั้น แถมยังมีเรื่องหลุดออกมาภายหลังว่า จริง ๆ แล้วตัวของเขาก็ไม่ถูกเส้นกับ "เบอร์ 1" ของทีมอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ด้วยทัศนคติที่ไม่มีใครยอมกัน
ว่ากันว่าเอ็นริเก้ปกครองทีมด้วยระบบไม้แข็ง ไม่สนใจใครหน้าไหน ยกตัวอย่างเช่นการขาย เชส ฟาเบรกาส ให้ เชลซี, การขาย ปินโต้ ประตูสำรองที่เป็นเพื่อนสนิทกับเมสซี่ออก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการไล่ เชมา คอร์เบลลา คิตแมนที่อยู่กับทีมมานานออก ทำให้เมสซี่ไม่พอใจเอ็นริเก้เป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ยังมีการปะทะกันโดยตรงที่เมสซี่กลับมารายงานตัวกับสโมสรหลังรับใช้ทีมชาติช้ากว่ากำหนด 3 วัน แม้เมสซี่จะขออนุญาตกับสโมสรแล้ว แต่เอ็นริเก้ก็ไม่พอใจ จนทั้งคู่ในอยู่สถานะ "คนละฝั่ง" กัน แต่ก็ทำงานด้วยกันแบบมืออาชีพ สุดท้ายเอ็นริเก้ก็ลาออกในปี 2017 และปีต่อมา เขาก็ได้มาคุมทีมชาติสเปนชุดใหญ่

ก็คงต้องบอกว่า ณ เวลานั้น สเปนอยู่ในช่วงขาลง นักเตะชุดแชมป์โลก 1 สมัย และแชมป์ยูโร 2 สมัย เริ่มถึงช่วงโรยรากันหลายคน นั่นจึงทำให้สหพันธ์ฟุตบอลสเปนจ้างเอ็นริเก้ ที่เหมาะกับการสร้างทีมใหม่ที่เต็มไปด้วยไม้แข็ง และการสร้างวินัยในการอยู่ร่วมกัน
ชื่อเสียงของเอ็นริเก้ ถูกเล่าในฐานะกุนซือที่ไม่สนใจใครหน้าไหน ทุกอย่างต้องตั้งอยู่ในกฎที่เขาตั้งเอาไว้อย่างเสมอภาค ... ทุกอย่างหลังจากนั้นดูเหมือนจะดี เอ็นริเก้พาทีมสเปนลงเล่น 10 นัด ชนะ 8 เสมอ 2 และไม่แพ้ใครเลย แต่แล้วเหตุการณ์ครั้งใหญ่ในชีวิตเขาก็เริ่มเข้ามาทดสอบจิตใจ และให้บทเรียนกับเขาอย่างหนักหน่วงไม่ออมมือ ... เหมือนที่เขาทำกับลูกทีมเสมอมา
เมื่อโลกทั้งใบหยุดหมุน
มิถุนายน 2019 คือช่วงเวลาที่เอ็นริเก้ต้องเผชิญกับคู่ต่อสู้ที่เขาไม่มีวันเอาชนะได้ด้วยแผนการเล่นใด ๆ ข่าวการประกาศลาออกจากตำแหน่งกุนซือทีมชาติสเปนอย่างกะทันหันสร้างความงุนงงไปทั่วโลก ท่ามกลางข่าวลือและคำวิจารณ์ว่าเขาทิ้งหน้าที่ จนกระทั่งความจริงปรากฏ ... ซาน่า ลูกสาววัย 9 ขวบของเขา กำลังต่อสู้กับโรคมะเร็งกระดูก
ตลอดช่วงที่หายไป เอ็นริเก้ไม่ได้เป็นกุนซือ เขาเป็นเพียง "พ่อ" ที่เฝ้ามองลมหายใจสุดท้ายของลูกสาว เมื่อซาน่าจากไปในเดือนสิงหาคม 2019 โลกของเขาก็พังทลายลง ทัศนคติที่เคยดุดัน แข็งกร้าว และตรงไปตรงมาจนบางครั้งดูเหมือนไม่แยแสสื่อ กลับกลายเป็นความเงียบงันที่เจ็บปวด

ในช่วงนั้น ชื่อของเอ็นริเก้เริ่มถูกลบเลือนไปจากลิสต์กุนซือระดับท็อป แม้จะกลับมาคุมทีมชาติสเปนอีกครั้ง แต่ความล้มเหลวในฟุตบอลโลก 2022 รวมถึงเหตุการณ์แย่งตำแหน่งกุนซือทีมชาติชุดยูโร 2020 กับ โรเบิร์ต โมเรโน่ ผู้ช่วยของเขาที่รับงานขัดตาทัพ จนเกิดเรื่องบาดหมางใหญ่โต
หลังจากฟุตบอลโลก 2022 จบลง เอ็นริเก้ก็ว่างงาน และถูกปฏิเสธโดยเชลซีหลังการสัมภาษณ์งาน แถมยังมีข่าวว่าเขาส่งโปรไฟล์ไปให้ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ที่กำลังหาโค้ชพิจารณา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับเลือก จากผลงานแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นในสนาม และเรื่องสภาพจิตใจที่หลายคนเป็นห่วงเขาหลังการสูญเสียครั้งใหญ่ มันทำให้เอ็นริเก้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "กุนซือเกรดบี" ที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง อยู่คนละหมวดหมู่กับโค้ชอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, เยอร์เก้น คล็อปป์ หรือ คาร์โล อันเชล็อตติ
ตัวของเอ็นริเก้เองต้องยอมรับว่า ในช่วงเวลานั้นก็จัดการกับข่าวลือต่าง ๆ ได้ดี ไม่มีถ้อยคำดราม่าหรือเรียกร้องความสงสารจากสิ่งที่ผู้คนตัดสินเขา เขาแค่พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน ด้วยการรับงานกุนซือ เปแอสเช ... ซึ่งก็ต้องบอกตามตรงว่ามันไม่ใช่ข่าวใหญ่สะเทือนโลกฟุตบอลอะไรนัก เพราะกุนซือเปแอสเชในช่วงหลัง ๆ ก็ไม่ได้เบอร์ใหญ่อะไรมากอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่เคยคุม สเปอร์ส หรือ คริสตอฟ กัลติเย่ร์ ที่ดังจากการคุม ลีลล์

ดังนั้นผู้คนจึงมองการแต่งตั้งเอ็นริเก้ว่า มันก็เป็นแค่การทดลองอีกครั้งของเปแอสเช ทีมที่นักเตะดังเต็มไปหมด แต่ไม่เคยมีคุณสมบัติของทีมที่ดีที่สุดในโลก หากเทียบกับทีมที่มีประวัติศาสตร์อย่าง บาร์เซโลน่า, บาเยิร์น มิวนิค หรือ เรอัล มาดริด ก็ต้องยอมรับว่า เปแอสเชก่อนที่เอ็นริเก้เข้ามา ยังห่างไกลต่อการเทียบรัศมีจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ เอ็นริเก้ในวันนี้ ไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว กุนซือหัวแข็งที่พร้อมฟาดนักเตะทุกคนที่ไม่เห็นด้วย พร้อมจะทะเลาะกับผู้บริหารทันทีเมื่อไม่มีการสนับสนุน อีกทั้งยังใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ไม่ค่อยสุงสิงกับใครเหมือนในอดีตได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะเขาได้ค้นพบว่าในวันที่เจอข่าวร้ายที่สุดในชีวิต .... นอกจากความเสียใจที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ควรทำคือการเรียนรู้ ทบทวนตัวเอง และลองทำอะไรใหม่ ๆ ตามที่ตัวเองตกผลึกจากช่วงเวลาเหล่านั้นบ้าง
เขาตกผลึกอะไร ?
คุณน่าจะรู้กันแล้วว่า เอ็นริเก้เปลี่ยนเปแอสเชได้อย่างไร ? ในวันที่ไม่มี เนย์มาร์, เมสซี่ หรือ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ อีกแล้ว เอ็นริเก้เปลี่ยนหน้าตาของทีมนี้ใหม่ ด้วยการอธิบายด้วยตัวเองว่า เขาอยากที่จะให้ทีม ๆ นี้ กลายเป็นทีมที่มีศักยภาพรอบด้าน มีความเข้าใจร่วมกัน มีความอยากจะต่อสู้เพื่อกันและ และเหนือสิ่งอื่นใดคือ การมีระบบการเล่นที่ชัดเจน ชนิดที่ใครเห็นต้องร้องอ๋อ และรู้ทันที่ว่านี่เป็นฟุตบอลในสไตล์ของเปแอสเช
คุณต้องยอมรับว่าจุดเปลี่ยนก็คือวันที่เอ็มบัปเป้บอกว่าจะออกจากเปแอสเชไปอยู่กับ เรอัล มาดริด ในขณะที่แฟน ๆ ขวัญเสียและอาจมีด่าทอเขาบ้าง แต่เอ็นริเก้ก็เยือกเย็นและตอบกลับว่า
"ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ซับซ้อนเพียงพอที่ทีมที่มีผู้เล่นที่ดีที่สุดจะไม่ชนะเสมอไป ผมขอย้ำอีกครั้งว่า ผมเชื่อมั่นว่าไม่ว่าผู้เล่นจะอยู่ที่นี่หรือไม่ก็ตาม เราจะเป็นทีมที่ดีขึ้นในปีหน้า"
เขาทำได้จริงใช่ไหมล่ะ ? คุณเองก็น่าจะเห็นจาก 2 ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้แชมป์ยุโรปในปี 2025 และเข้าไปป้องกันแชมป์อีกครั้งในซีซั่นนี้ ด้วยความแข็งแกร่งแบบที่ทุกทีมในยุโรปต้องหวั่นเกรง

คำถามต่อมาคือ เอ็นริเก้ตกผลึกอะไรจึงเปลี่ยนแนวคิด การปกครองทีม และทำให้ทีม ๆ นี้พร้อมสู้ตายถวายหัวเพื่อเขาโดยไม่มีนักเตะคนไหนแตกแยกไม่เข้าพวก ? คำตอบคือเขาเริ่มมองทุกคนรอบตัวด้วยความเป็นมนุษย์มากขึ้น และเลือกจะมองโลกอีกแบบนั่นคือ ต่อให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นแค่ไหน จงมองหาข้อดีของมันให้เจอ และพยายามใช้ชีวิตอยู่เพื่อสิ่งนั้น
"ผมจะถือว่าตัวเองเป็นคนที่โชคดีหรือโชคร้ายดีล่ะ ? ... คำตอบตอนนี้น่ะเหรอ ? ผมคิดว่าตัวเองคนที่โชคดี ... โชคดีมาก ๆ เลย" เอ็นริเก้กล่าวในสารคดีหลังเขาพาเปแอสเชพิชิตแชมป์ยุโรปเมื่อซีซั่น 2024-25
"ซาน่า ลูกสาวของผม เราใช้ชีวิตด้วยกันได้ 9 ปี ตลอดช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษและความทรงจำมากมาย ผมบันทึกและเก็บมันไว้ทุกอย่าง ทั้งในรูปถ่าย วีดีโอ และความทรงจำ ... ตอนแรกผมเชื่อในคำ ๆ นี้ แต่ผมต้องบอกว่าว่า แม้ร่างกายของเธอจะไม่อยู่ที่นี่ แต่จิตวิญญาณของเธอยังอยู่กับเราเสมอ"
"จากนั้นผมจีงได้รู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มาาก สนุกกับทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่เรื่องหน้าที่การงาน และพยายามมองหาด้านบวกในทุกเรื่อง แม้จะอยู่ช่วงเวลาที่ยากลำบากแค่ไหนก็ตาม"
สุขกับเรื่องราวตรงหน้า
เอ็นริเก้เลือกจดจำความสุขมากกว่าความเจ็บปวด เลือกมองสิ่งที่มีมากกว่าสิ่งที่ขาด และแน่นอน เหตุผลที่เขากลับมาเป็นกุนซือชั้นยอดได้ก็เพราะว่า เขาเปลี่ยนแนวคิดการทำงานแบบใหม่ด้วย หลังลาออกจากตำแหน่งเพื่อดูแลครอบครัว และกลับมาเป็นโค้ชอีกครั้ง เอ็นริเก้เปลี่ยนชีวิตการทำงานให้เป็นการ "อุทิศ" ให้กับซาน่า การบริหารจัดการของเขาในปัจจุบันโดดเด่นด้วยมุมมองทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นที่การสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับผู้เล่นของเขา
ห้องแต่งตัวของเปแอสเชตอนนี้เป็นแบบนั้นแหละ วันไหนที่ต้องการโฟกัสกับเกมในสนาม พวกเขาจะพร้อมรับฟังคำพูดของเอ็นริเก้ และออกไปลุยพร้อม ๆ กัน ... จะว่าไปสิ่งนี้สำคัญมากกับเปแอสเช เพราะในอดีต ทีมมักถูกมองว่าแบ่งเป็น "กลุ่มซูเปอร์สตาร์" กับ "นักเตะที่เหลือ" ซึ่งจะตื้นลึกหนาบางแค่ไหนไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ ๆ หลักฐานว่าทีม ๆ นี้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันได้ดี ก็คือผลงานในสนามที่ไร้เทียมทานของพวกเขานี่แหละ

และหากวันใดที่บรรยากาศสบาย ๆ เอ็นริเก้ก็จะเป็นคนที่ทำให้ทุกคนได้ร่วมพูดคุย หัวเราะ และแซวกันไปมาอย่างมีชีวิตชีวา จากแต่ก่อนที่เขาค่อนข้างจะหมกมุ่นอยู่กับแท็กติก และแยกปฏิสัมพันธ์กับลูกน้องในระยะห่างที่อาจจะมากเกินไป ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงนี้ เช่นคำพูดของ อุสมาน เดมเบเล่ ที่คว้าบัลลงดอร์ ให้สัมภาษณ์ว่า "เขาทำให้นักเตะทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญต่อทีม ตลอด 3 เดือนมานี้ หลุยส์ เอ็นริเก้ จะพูดว่า 'อุสมาน บัลลงดอร์' และร้องเพลงใส่ทำนองทุกครั้งเมื่อเขาเห็นผม"
ซึ่งวันที่เดมเบเล่เอาถ้วยบัลลงดอร์มาในห้องแต่งตัว เอ็นริเก้ก็เป็นคนแรกที่เริ่มแซวเขา พร้อมกับเต๊ะท่าสูบซิการ์ในบรรยากาศที่ลูกทีมทุกคนสนุกและหัวเราะตามได้ไม่ยาก
ภาพของเอ็นริเก้ที่ชูถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในซีซั่น 2024-25 พร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนขึ้น คือเครื่องยืนยันว่าเขาก้าวไปอีกระดับแล้ว ตอนนี้เขากลายเป็นคนที่ "ชนะใจตัวเอง" ได้สำเร็จ เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นกุนซือที่ตกยุค หรือถูกปฏิเสธจากทีมยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ใด ๆ ก็ตามที่คนอื่นจะพูดถึงคุณในแง่ร้าย ๆ ได้ แต่นั่นไม่ใช่จุดจบตราบใดที่คุณยังเชื่อมั่นในตัวเอง และมองโลกด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง
หลุยส์ เอ็นริเก้ อยู่บนเส้นทางนั้น ... เส้นทางแห่งความสุขทั้งแง่การใช้ชีวิตและหน้าที่การงานอย่างแท้จริง
แหล่งอ้างอิง
https://www.youtube.com/watch?v=qfdK5zJOICU
https://www.beinsports.com/en-us/soccer/fifa-club-world-cup/articles-video/the-untold-story-behind-the-clash-between-luis-enrique-and-lionel-messi-2025-06-26
https://www.reddit.com/r/soccer/comments/1g3t8vh/luis_enrique_shares_his_thoughts_about_his/
https://www.theguardian.com/football/2025/jun/01/luis-enrique-pays-tribute-to-late-daughter-xana-psg-win-champions-league
https://www.thesun.co.uk/sport/31090795/luis-enrique-xana-death-daughter-heartbreaking-interview/
https://www.skysports.com/football/news/11095/13377557/psg-win-champions-league-luis-enrique-emotional-after-supporters-unveil-banner-in-tribute-to-late-daughter