
ย้อนกลับไปช่วงท้ายฤดูกาลในศึกโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ไทยลีก 2020-2021 ของทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด แฟนบอลชาวไทยหลายคนคงเคยได้ยลโฉมนักเตะหน้าใหม่ผู้มาในมาดเจ้าหนุ่มผมยาวสวมเสื้อหมายเลข 14 นามว่า ณัฐวุฒิ สุขสุ่ม
หนุ่มจากจังหวัดตากรายนี้ลงสนามมาพังตาข่ายคู่ต่อสู้ช่วงท้ายเกมจนชินตา ส่งให้เจ้าตัวไต่เต้าขึ้นเป็นดาวรุ่งที่แฟนบอลจับตามอง พร้อมเสียงชื่นชมจากสไตล์การเล่นที่มีสัญชาติญาณการจบสกอร์ที่เหนือชั้น รวมถึงการเคลื่อนหาที่ว่างยิงประตูที่ไม่มีใครเหมือน จนมีกระแสเรียกร้องให้มีชื่อของ ณัฐวุฒิ ติดทีมชาติไทย ในสมัย อาคิระ นิชิโนะ กำลังคุมทัพ
แต่ถึงกระนั้นกว่าจะมาเป็นศูนย์หน้าดาวรุ่งความหวังใหม่แห่งวงการฟุตบอลไทย บางคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนว่า ณัฐวุฒิ เคยผ่านร้อนผ่านหนาวและความโดดเดี่ยวครั้งยิ่งใหญ่ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กับสโมสร เอฟซี โตเกียว U-23 มาก่อน ซึ่งประสบการณ์บนเวที เจลีก ในครั้งนั้นมันได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเขาไม่มีพลังแกร่งเหนือนิยามในตัวของเขา
เส้นทางชีวิตตลอด 1 ปีในสีเสื้อ เอฟซี โตเกียว U-23 มันช่วยพลิกชีวิตให้ ณัฐวุฒิ ไปได้มากแค่ไหน Main Stand ขอพาไปทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้น
เริ่มสตาร์ทเครื่อง
จุดเริ่มต้นของเขาไม่ต่างกับการเดินทางด้วยรถยนต์ที่ถ้าหากล้อจะหมุนได้ก็ต้องสตาร์ทเครื่อง เข้าเกียร์แล้วเหยียบคันเร่งไปตามสเตป เช่นเดียวกับเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลของเขาที่เริ่มต้นจากลูกบอลหนังใบเล็ก ๆ ที่แถมมากับผงซักฟอก ก่อนจะพัฒนาได้หวดลูกฟุตบอลเบอร์ 5 อย่างในปัจจุบัน

ด้วยฐานะเศรษฐกิจทางบ้านที่พ่อแม่ของ ณัฐวุฒิ ทำงานรับจ้างก่อสร้าง ทำให้เขาต้องออกไปช่วยแม่ทำงานในบางโอกาสตั้งแต่ยังเด็ก แต่เขาก็ยังมีลูกบอลหนังใบเล็ก ๆ ที่แถมมากับผงซักฟอกในวันนั้นเป็นเพื่อนร่วมทางมาตลอด ก่อนจะก้าวข้ามจากเด็กผู้ชายที่เตะฟุตซอลเล่นกับเพื่อน ๆ ละแวกบ้านเข้าสู่การแข่งขันกีฬานักเรียน-นักศึกษาแห่งชาติ ในสมัยมัธยมต้นที่โรงเรียนสามเงาวิทยาคม จังหวัดตาก
แล้ววันหนึ่งโอกาสครั้งใหญ่ก็มากองตรงหน้าเขา เมื่อมีญาติได้แนะนำให้ไปคัดตัวเป็นนักฟุตบอลโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีที่กรุงเทพฯ ซึ่งถ้าเขาผ่านการทดสอบจะได้เข้าเรียนฟรี มีหอพักและอาหารให้ แน่นอนว่า ณัฐวุฒิ ไม่ปฎิเสธโอกาสนั้น เขาหอบความฝันมุ่งสู่เมืองกรุงด้วยตัวเองด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของครอบครัวด้วยตัวเขาเอง
ด้วยความเหนือชั้นของฝีเท้าทำให้ ณัฐวุฒิ ได้รับการคัดตัวเข้าเป็นนักกีฬาฟุตซอลของโรงเรียน แต่ด้วยความที่ อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ ผู้ฝึกสอนทีมฟุตบอลโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ในเวลานั้นเห็นแววว่า ณัฐวุฒิ สามารถต่อยอดไปสู่กีฬาฟุตบอลได้ ก่อนจะดึงเข้าสู่ทีมฟุตบอลของโรงเรียนในเวลาต่อมา

“อาจารย์สกลแกเป็นคนที่ให้โอกาสเด็กอยู่แล้วครับ ท่านเห็นแววผมก็เลยจับมาปั้นเล่นฟุตบอลจริงจัง” ณัฐวุฒิ กล่าวถึงอาจารย์ผู้ปลุกปั้นสมัยเป็นนักฟุตบอลดาวรุ่ง
“ทีแรกอาจารย์ให้ผมเล่นฟุตบอลและฟุตซอลควบคู่กันไปด้วยครับ แต่ว่าตอนนั้นโรงเรียนเซ็นสัญญา MOU กับสโมสรแบงค็อก ยูไนเต็ด สมัยที่ทีมยังเล่นอยู่สนามไทย-ญี่ปุ่น พอสโมสรเห็นว่าผมพอเล่นได้เลยจับเซ็นสัญญาเข้าอคาเดมี พอเรียนจบปีแรก (2017) ก็ได้ต่อยอดขึ้นมาซ้อมกับทีมชุด B ของแบงค็อก”
ได้เวลาเหยียบคันเร่ง
ในรุ่นราวคราวเดียวกันนอกเหนือจากณัฐวุฒิ โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรียังได้ผลิตนักฟุตบอลชั้นยอดออกมาโลดแล่นบนเวที ไทยลีก และ ทีมชาติไทย ไม่ขาดสาย เช่น “ไอซ์” จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์, “เตี้ย” วิศรุต อิ่มอุระ และ “ตาหวาน” ศรายุทธ สมพิมพ์ เป็นต้น ซึ่งการผลัดเปลี่ยนจากโลกฟุตบอลระดับนักเรียนมาสู่ระดับอาชีพ ณัฐวุฒิ ก็ได้เผชิญกับความท้าทายใหม่อีกครั้ง
เนื่องด้วยเวลานั้นสโมสรแบงค็อก ยูไนเต็ด เซ็นสัญญา MOU กับ เอฟซี โตเกียว ทีมชั้นนำจากศึก เจลีก ประเทศญี่ปุ่น การส่งตัวนักเตะแลกเปลี่ยนกันระหว่างสโมสรจึงเกิดขึ้น ซึ่ง “ไอซ์” จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ ได้ประเดิมก่อนเป็นคนแรกด้วยการถูกส่งไปอยู่ในทีมเอฟซี โตเกียว U-23 ในปี 2017 และแล้วโอกาสก็วิ่งเข้ามาหา ณัฐวุฒิ เช่นกันในปี 2019

ณัฐวุฒิ ที่เวลานั้นอายุ 21 ปี ได้ถูกเลือกจาก แบงค็อก ในการปล่อยยืมตัวให้ เอฟซี โตเกียว U-23 ไปใช้งานหนึ่งฤดูกาล แน่นอนว่าโอกาสใหญ่แบบนี้มีหรือที่เขาจะทิ้งไปง่าย ๆ จากครั้งหนึ่งเคยย้ายจากบ้านเกิดในจังหวัดตากมาสู่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ครั้งนี้เขาต้องเดินทางไกลออกไปหลายร้อยไมล์ด้วยตัวเองอีกครั้งเพื่อก้าวไปสู่อีกขั้นของความแกร่งทะลุพิกัด
“ความกลัวไม่มีในหัวผมเลย แต่พูดถึงว่ารู้สึกโดดเดี่ยวหรือเหงาไหม มันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ผมนึกถึงอนาคตมากกว่า อย่างน้อยเราไปถึง เจลีก แล้ว จุดจุดนั้นเราไม่มีอะไรต้องเสีย มันมีแต่ได้ทางฟุตบอลมันได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ มากมาย” ณัฐวุฒิ เล่าถึงความรู้สึกช่วงเวลาที่ใช้ชีวิต ณ กรุงโตเกียว

“ถึงจะไม่มีล่ามไปเลย ผมก็ต้องปรับใช้ภาษาฟุตบอลปรับตัวเข้าหากัน เรื่องใช้ชีวิตนอกสนามมันก็ส่วนหนึ่ง”
“แต่ในเรื่องสนามมันก็เป็นธรรมดาที่เราจะต้องเจอคนที่เหนือกว่าเรา เขามองว่าเราฝีมือไม่ถึง มันก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็น พอเราทำได้เขาก็เข้ามาดีใจกับเรา มันก็เปลี่ยนทัศนคติเขาไปบ้าง มันก็เหมือนเป็นแรงผลักดันที่ช่วยพัฒนาเราครับ”
ตลอดเวลา 1 ปีในเสื้อเอฟซี โตเกียว ของ ณัฐวุฒิ ถือว่าเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าอันยากจะลืมเลือน แม้ว่าจะต้องใช้เวลาปรับตัวเพื่อให้ทันสปีดบอลของเพื่อนร่วมทีมนานกว่า 6 เดือน แต่เขาก็ฝากผลงานเป็นที่จดจำไว้ด้วยผลงานลงสนาม 16 นัด เป็นตัวจริง 7 นัด ตัวสำรอง 9 นัด และยิงได้ 3 ประตู

“การได้ไปเจอกับคนที่เก่งกว่ามันจะช่วยให้เราพัฒนาขึ้นแน่นอน อันนี้ผมการันตีได้เลย” ณัฐวุฒิ กล่าวปิดท้ายถึงช่วงเวลาที่ไปโลดแล่นบนเวทีเจลีก 3
เครื่องร้อนสุดขีด
อย่างไรก็ดีช่วงที่ ณัฐวุฒิ กลับมาจากญี่ปุ่นหมาด ๆ เขาก็ได้รับโอกาสครั้งใหญ่ด้วยการมีรายชื่ออยู่ใน 23 คนสุดท้ายของทีมชาติไทยชุด U-23 ลุยศึกชิงแชมป์เอเชียที่ไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนมกราคม ปี 2020 แต่โชคชะตาเหมือนเล่นตลก เพราะอีก 2 ชั่วโมงต่อมาชื่อของเขาก็หลุดออกจากทีมชาติไป ทำเอาแฟนบอลหลายคนถึงกับบ่นเสียดาย

“ผมว่ามันเป็นการเข้าใจผิดมากกว่า ตอนนั้นผมเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่นและยังไม่มีผลงานที่มันชัดเจนพอ ทีมชาติอาจจะเผลอใส่ชื่อผมผิดก็ได้” ณัฐวุฒิ เผยถึงเรื่องราวในตอนนั้น
เมื่อกลับมาเล่นในไทยลีกอีกครั้บกับ แบงค็อก ยูไนเต็ด ฤดูกาล 2020-2021 ณัฐวุฒิ ก็ก้าวขึ้นมาสู่ชุดใหญ่เต็มตัว พร้อมสวมเสื้อหมายเลข 14 ลงสนามให้ทัพ “แข้งเทพ” ก่อนจะระเบิดฟอร์มอย่างดุเดือด กดไป 12 ประตูตลอดฤดูกาลดังกล่าว จนถูกแฟนบอลจับตามองว่าเขาอาจจะก้าวขึ้นไปเป็นดาวดวงใหม่ของทีมชาติไทยชุดใหญ่
แต่เขาก็เลือกที่จะใช้ผลงานในสนามแสดงความสามารถของตัวเองจนได้โอกาสอีกครั้งในนามของทีมชาติไทยชุดใหญ่ ภายใต้การทำทีมของ อาคิระ นิชิโนะ ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบ 2 โซนเอเชีย ที่ประเทศยูเออี ในเดือนมิถุนายน 2564

แม้จะไม่มีโอกาสลงสนามในนามทีมชาติ แต่เขากลับไม่รู้สึกเสียใจเลย เพราะการได้สวมเสื้อทีมชาติไทยชุดใหญ่นั้นมันคือความฝันสูงสุดของเขากับครอบครัวอยู่แล้ว
“ผมก็อยากพิสูจน์ตัวเอง แสดงสิ่งที่เราได้มาจากเจลีก ผมอยากแสดงความสามารถให้ทุกคนได้เห็น ส่วนเรื่องติดทีมชาติผมว่าผมต้องมีโอกาสลงสนามเพื่อไปสร้างผลงานให้มากกว่านี้”
แกร่งเกินนิยาม
ความที่เป็นนักเตะรุ่นพี่ของโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ยามใดที่มีรุ่นน้องจากโรงเรียนเดียวกันก้าวไปสู่ทีมชาติ ณัฐวุฒิ ก็ไม่ลืมที่จะเข้าไปแสดงความยินดีหรือให้ความช่วยเหลือในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

“ผมกลับไปเยี่ยมโรงเรียนบ้างถ้ามีโอกาส ไปคุยกับรุ่นน้องเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ มันก็เหมือนตอนไปญี่ปุ่นแรก ๆ ผมก็ได้รับคำแนะนำจาก “ไอซ์” จักรกฤษณ์ ที่เคยไปเล่นที่ญี่ปุ่นมาก่อนเรา เวลามีรุ่นน้องเราไม่ว่าจะเป็นรุ่นน้องที่ สุรศักดิ์ฯ หรือ แบงค็อกฯ เราก็จะส่งข้อความหากันเสมอ ให้คำแนะนำต่าง ๆ ถ้ามีปัญหาอะไรเราก็คุยกัน”
นอกจากจะเป็นรุ่นพี่ที่ดีให้กับรุ่นน้องแล้ว ณัฐวุฒิ ก็ไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อหาโอกาสหวนคืนสู่ทีมชาติไทยอีกครั้ง แม้ว่าฤดูกาลนี้เขาจะตกเป็นตัวสำรองของกองหน้าต่างชาติใน แบงค็อก อยู่หลายเกม แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกยอมแพ้
“ฤดูกาลที่แล้ว (2020-2021) ที่ผมได้ลงสนามบ่อย ๆ กับฤดูกาลนี้ (2021-2022) แทคติกมันต่างกัน เราต้องเล่นตามแทคติกที่โค้ชวางไว้ ถึงจะมีการเปลี่ยนโค้ชแต่เราก็ต้องปรับตัวไปตามแผนใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา มันขึ้นอยู่กับโค้ชว่าครึ่งหลังจะเล่นอย่างไร เราก็ต้องเล่นให้ได้ตามที่โค้ชสั่ง”

“สิ่งที่สำคัญสำหรับผมคือโอกาสในการลงสนาม ไม่ว่าจะเล่นให้กับ แบงค็อก หรือปล่อยยืมตัวไปที่อื่น ผมก็จะขอทำผลงานให้ดีที่สุด เพื่อที่ผมจะนำสิ่งที่ได้สัมผัสในเจลีกมาแสดงให้แฟนบอลได้เห็น” กองหน้าวัย 24 ปีที่เพิ่งจะเป็นคุณพ่อลูกสอง กล่าวปิดท้าย
แม้ว่าตำแหน่งกองหน้าในไทยลีกจะต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่สำหรับกองหน้าที่มีความกระหายที่จะยิงประตูตลอดเวลาและมีพลังแกร่งเหนือนิยามดังเช่น โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ อย่าง “เบียว” ณัฐวุฒิ สุขสุ่ม อาจจะได้กลับมาปรากฏชื่อในทีมชาติไทยเพื่อแสดงผลงานให้ทุกคนได้ประจักษ์อีกครั้ง
โตโยต้า พร้อมสนับสนุนความสำเร็จของนักฟุตบอลทุกคน ด้วยการสนับสนุนฟุตบอลไทยลีกมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 10 ปี ทุกเส้นทางของนักฟุตบอลทุกคนอาจต้องเผชิญกับอุปสรรคที่แตกต่างกัน แต่การยืนเคียงข้างสนับสนุนฟุตบอลลีกในทุกภาคส่วนของ โตโยต้า คือส่วนสำคัญที่จะทำให้ฟุตบอลไทยก้าวหน้าพัฒนาสู่ความสำเร็จระดับสากล
