Feature

ปีเตอร์ วิธ : โค้ชต่างชาติผู้สร้างศรัทธาฟุตบอลทีมชาติไทย  | Main Stand

ทีมชาติไทยใช้บริการกุนซือต่างชาติมาแล้วมากมาย ก่อนจะถึงคิว มาโน่ โพลกิ้ง เฮดโค้ชชาวบราซิล เป็นรายที่ 15 แล้วที่เข้ามากุมบังเหียนเตรียมนำทัพ “ช้างศึก” ลุยภารกิจชิงเจ้าอาเซียน ในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ปลายเดือนธันวาคมนี้

 


ซึ่งหากพูดถึงกุนซือต่างชาติที่ทำผลงานได้ดีที่สุดให้กับทีมชาติไทยจนเป็นที่จดจำมาจนถึงทุกวันนี้ คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “ ปีเตอร์ วิธ” เทรนเนอร์ชาวอังกฤษ ผู้เขียนประวัติศาสตร์ให้กับทีมชาติไทยมากมายตลอดระยะเวลา 5 ปีที่เข้ามารับงานบนดินแดนขวานทอง

จากอดีตฮีโร่ผู้ยิงประตูชัยพาสโมสรแอสตัน วิลล่า คว้าแชมป์ยุโรป จับพลัดจับผลูข้ามน้ำข้ามทะเลมาคุมทีมชาติไทยในห้วงเวลาที่ต้องเผชิญวิกฤตศรัทธาจากแฟนบอลอย่างหนัก แถมตัวเองยังไร้ประสบการณ์การเป็นโค้ชอย่างเพียงพอเสียด้วย

แล้วสาเหตุใดที่ทำให้ ปีเตอร์ วิธ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชจากเมืองผู้ดีคนแรกของทีมชาติไทย ที่พาทีมประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจนกู้ศรัทธาจากแฟนบอลคืนกลับมาได้ ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่ Main Stand

 

จากฮีโร่แชมป์ยุโรปสู่โค้ชมือใหม่

สมัยยังค้าแข้ง ปีเตอร์ วิธ นับเป็นนักเตะอังกฤษที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง เขาพเนจรมาแล้วกว่า 10 สโมสรในประเทศ แต่ภาพที่ผู้คนจดจำเขาได้มากที่สุดคือสมัยที่เขาสวมยูนิฟอร์มของ “เจ้าป่า” น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ และ “สิงห์ผงาด” แอสตัน วิลล่า

ด้วยความที่เป็นศูนย์หน้ารูปร่างสูงใหญ่ถึง 188 เซนติเมตร ที่มีทั้งพละกำลัง ความแข็งแกร่ง และการจบสกอร์อันเฉียบคมทั้งลูกกลางอากาศและภาคพื้นดิน ทำให้เขาเป็นตัวเลือกลำดับต้น ๆ ของทีมที่คอยจับคู่กับพาร์ตเนอร์ในแดนหน้าที่มีความเร็วและคล่องตัว 

ในสีเสื้อ “เจ้าป่า” วิธก้าวขึ้นเป็นกำลังสำคัญช่วยให้ฟอร์เรสต์คว้าแชมป์ลีกสูงสุด (ดิวิชั่น 1 เดิม) และลีก คัพ ในฤดูกาล 1977-78 พร้อมครองตำแหน่งดาวซัลโว 19 ประตู ก่อนจะระเบิดฟอร์มที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพหลังย้ายมาเล่นให้กับวิลล่า ใน 3 ฤดูกาลถัดมา

เพียงซีซั่นแรกกับ “สิงห์ผงาด” วิธในวัย 29 ปี กระหน่ำไป 20 ประตูจาก 36 เกม ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 1980-81 ก่อนที่ปีต่อมาจะนำทีมลงเล่นศึกฟุตบอลชิงถ้วยสโมสรยุโรป หรือ “ยูโรเปี้ยน คัพ” และเป็นผู้ยิงประตูชัยในนาทีที่ 67 พาทีมเฉือนชนะ บาเยิร์น มิวนิก 1-0 ผงาดครองโทรฟี่บิ๊กเอียร์อย่างยิ่งใหญ่

ณ เวลานั้น วิธ เปรียบประดุจฮีโร่ของสโมสร เขายังช่วยให้วิลล่าคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ ในปี 1982 พร้อมฝากผลงานยิงรวมทั้งสิ้น 90 ประตู ให้กับทีมตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ค้าแข้งในถิ่นวิลล่าพาร์ก และยังคงโลดแล่นอยู่บนฟลอร์หญ้าต่อไปอีก 5 ปีหลังจากนั้น ก่อนจะแขวนสตั๊ดแล้วผันตัวมาเป็นโค้ชในที่สุด

ในฐานะนักเตะไม่มีใครสงสัยในความเป็นยอดดาวยิง แต่ในการเป็นโค้ชยังมีข้อครหาอีกมากมายในตัวอดีตนักเตะรายนี้

หลังเลิกเล่น วิธ กลับมาเป็นโค้ชทีมสำรองให้กับวิลล่าในระยะสั้น ๆ ก่อนจะรับงานเป็นผู้จัดการทีมเต็มตัวครั้งแรกให้กับวิมเบิลดัน ในลีกสูงสุดในปี 1991 แต่เขากลับพาทีมเก็บชัยชนะได้เพียงนัดเดียวจาก 13 เกมในลีก จนถูกปลดจากตำแหน่งในเวลาเพียง 105 วัน

แค่เพียงงานแรกก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ที่สำคัญหลังจากนั้นเจ้าตัวยังว่างงานไม่มีทีมคุมนานถึง 6 ปีเต็ม ๆ จนเรียกได้ว่าไม่มีชื่ออยู่ในสารบบใด ๆ เลยด้วยซ้ำ

แต่จู่ ๆ ปีเตอร์ วิธ ก็ได้ก้าวเข้ามารับงานคุมทีมชาติไทยอย่างไม่มีใครคาดคิด…

 

กุนซืออังกฤษคนแรกของทีมชาติไทย

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น ปีเตอร์ วิธ กับ ฟุตบอลไทย แทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวพันกันเลยด้วยซ้ำ ถึงจะมีการปรับเปลี่ยนโค้ชใหม่ก็ไม่เคยมีชื่อของเทรนเนอร์ชาวอังกฤษรายนี้อยู่ในสารบบ

แต่โลกฟุตบอลก็นำพาให้ทั้งคู่มาเจอกัน

ช่วงปี 1998 ในขณะนั้นทีมชาติไทยกำลังอยู่ในยุครุ่งโรจน์ ผลผลิตจากทัพนักเตะชุดดรีมทีมต่างทยอยตบเท้าขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญ พวกเขาคว้าเหรียญทองซีเกมส์มาแล้ว 3 สมัยติด รวมถึงแชมป์อาเซียน หรือ ไทเกอร์ คัพ สมัยแรกในปี 1996 และยังผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในศึกเอเชียนคัพ มาแล้ว 2 สมัยติดในปี 1992 และ 1996

อันดับโลกค่อย ๆ ไต่ขึ้นเรื่อย ๆ จากอันดับ 60 ในเดือนมีนาคม ขึ้นมารั้งอันดับ 45 ในเดือนสิงหาคม โดยช่วงปลายปีมีภารกิจสำคัญต้องลงเล่น 2 รายการคือ ชิงแชมป์อาเซียน หรือ “ไทเกอร์ คัพ” และ เอเชียนเกมส์ 

ทว่าในศึกไทเกอร์คัพ ทีมชาติไทยต้องเผชิญกับมรสุมวิกฤตศรัทธาจากแฟนบอล หลังจากแมตช์ครหาที่พบกับอินโดนีเซีย ซึ่งทั้งสองฝั่งต่างลงเล่นด้วยความไม่อยากเป็นผู้ชนะ เพื่อเลี่ยงการเป็นแชมป์กลุ่มแล้วต้องเดินทางข้ามเมืองกว่า 1,500 กิโลเมตร จากโฮจิมินห์ไปฮานอย เพื่อเจอกับเจ้าภาพเวียดนามที่ยืนรออยู่ในรอบต่อไป 

ท้ายที่สุดแล้วทีมชาติไทยไม่สามารถผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ และจบทัวร์นาเมนต์เพียงอันดับ 4 ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากแฟนบอลถาโถมโจมตีอย่างหนักจนทีมแตกกระจุย นักเตะและโค้ชต่างแยกย้ายไปคนละทิศละทาง โดยเหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนเท่านั้น ก่อนพิธีเปิดเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2541

แม้จะชวดแชมป์อาเซียนแต่คะแนนสะสมในฟีฟ่าแรงกิ้งของทีมชาติไทยก็ยังดีพอที่จะขยับขึ้นไปรั้งอันดับ 43 ของโลก ในการประกาศเมื่อวันที่ 16 กันยายน 1998 หรือหลังจบศึกแห่งภูมิภาคเพียง 11 วัน ซึ่งเป็นอันดับโลกสูงที่สุดที่เคยไปถึงจวบจนปัจจุบัน

สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย โดย วิจิตร เกตุแก้ว นายกสมาคมฯ จึงต้องเร่งหาทางกอบกู้ศรัทธาของแฟนบอลให้กลับคืนโดยเร็ว ประกอบกับเวลานั้นทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงคัดเลือกประเทศเจ้าภาพฟุตบอล ปี 2006 ซึ่งมีสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับฟุตบอลไทยเสนอตัวด้วย

สมาคมฟุตบอลอังกฤษ จึงเสนอความช่วยเหลือในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับลูกหนังไทย โดยหนึ่งในนั้นคือการส่งโค้ชมาช่วยพัฒนา ก่อนจะได้ข้อสรุปว่าเป็น ปีเตอร์ วิธ ที่กำลังว่างงานอยู่พอดี และทำให้เทรนเนอร์วัย 47 ปีในเวลานั้น กลายเป็นกุนซือชาวอังกฤษคนแรกของทีมชาติไทยในที่สุด

โค้ชจากเมืองหลวงแห่งโลกลูกหนังผู้แทบไม่มีประสบการณ์ในการคุมทีม แถมไม่รู้จักนักเตะไทยแม้แต่คนเดียว เขาจะทำอย่างไรกับเวลาที่เหลือไม่ถึง 2 เดือนท่ามกลางความกดดันมากมาย ก่อนถึงภารกิจสำคัญในเอเชียนเกมส์

 

ภารกิจกู้ศรัทธา

หลังเข้ามารับตำแหน่ง ปีเตอร์ วิธ รู้ดีว่าทีมชาติไทยในเวลานั้นกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาจากแฟนบอล แต่ตัวเขาเองยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่

“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาเมืองไทย ผมไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับทีมไทยเท่าไหร่ ผมมีเวลาศึกษาทีมไทยแค่ 2 สัปดาห์ ผมเชื่อว่าพวกเขาเป็นผู้เล่นที่ดีด้วยแทคติกและทักษะที่ยอดเยี่ยม สิ่งที่ผมทำได้คือแนะนำและกำจัดจุดด้อยของพวกเขา เช่น การเคลื่อนที่ที่ช้าเกินไป”

“มีทีมที่แข็งแกร่งอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น (ในเอเชียนเกมส์) แต่ฟุตบอลเป็นเพียงเกม ถ้าเราเล่นได้ดีเราก็จะได้บางอย่างกลับคืนมา ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเราทุ่มเทและมั่นใจ” วิธ กล่าวหลังเดินทางถึงประเทศไทย

งานแรกของวิธคือเปลี่ยนวิธีคิดและทัศนคติของผู้เล่น แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่สามารถใช้การตะโกนหรือสบถด้วยถ้อยคำรุนแรงเพื่อกระตุ้นนักเตะอย่างที่เคยชินได้เพราะติดขัดด้านภาษาที่แตกต่าง แต่ก็ได้พยายามเปลี่ยนไปใช้เทคนิคอย่างอื่นแทน เช่น ภาษากายและการสาธิตให้นักเตะได้เห็นด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดจากนักเตะ

นอกจากนี้ยังทำงานกับนักเตะด้วยอารมณ์ขันและความมีระเบียบวินัยควบคู่กันไป รวมถึงอาศัยประสบการณ์จากการเป็นนักฟุตบอลที่เคยโลดแล่นบนเวทีระดับโลกมาช่วยเติมเต็ม ถึงขนาดที่ ธวัชชัย (วนัสธนา) สัจจกุล ผู้จัดการทีมชาติไทยชุดนั้น เอ่ยปากชมว่า เจ้าตัวมีการอ่านเกมได้ดีเป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีการกระตุ้นผู้เล่นที่น่าประทับใจ

และสิ่งเหล่านี้ได้แสดงให้แฟนบอลไทยทั้งประเทศได้เห็นเมื่อศึกเอเชียนเกมส์เปิดฉากขึ้น

ทีมชาติไทยภายใต้การคุมทีมของ ปีเตอร์ วิธ เดินหน้าคว้าชัยชนะสองนัดรวดตั้งแต่ออกสตาร์ทในรอบแรก ต่อด้วยการผ่านรอบสองเข้าสู่รอบน็อกเอาท์ 8 ทีมสุดท้าย พบกับ เกาหลีใต้ ยอดทีมแห่งเอเชีย

แม้จะต้องต่อกรกับบิ๊กทีมของทวีปแต่กุนซือชาวอังกฤษยังวางแทคติกจนสามารถสู้ได้อย่างไม่เป็นรอง หรือแม้แต่ในยามที่ทีมต้องเสียเปรียบโดยเหลือผู้เล่นเพียง 9 คน เพราะโดนใบแดงออกจากสนามก็ตาม

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตกเป็นรองทุกหน้าเสื่อหลังจบ 90 นาทีแล้วก็ยังเสมอกันอยู่ 0-0 หนำซ้ำทีมเหลือผู้เล่นน้อยกว่า 2 คน วิธยังคงปลุกเร้านักเตะที่อยู่ในสนามต่อหน้าผู้ชมกว่า 6 หมื่นคนบนอัฒจันทร์ 

และแล้วปาฏิหาริย์ก็มาถึงดั่งคำที่เจ้าตัวเคยกล่าวไว้ “ถ้าเราเล่นได้ดีเราก็จะได้บางอย่างกลับคืนมา” เมื่อ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล มิดฟิลด์ตัวสำรองที่ถูกส่งลงไปแก้เกมตะบันฟรีคิกสุดสวยระยะกว่า 30 หลา พุ่งเสยใต้คานเป็นประตูโกลเดนโกลให้ทีมชาติไทย 9 คน พลิกล็อกคว่ำเกาหลีใต้ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ 2-1

ท้ายที่สุดแล้วเพียงแค่งานแรก ปีเตอร์ วิธ ก็สามารถพาทีมชาติไทย คว้าอันดับ 4 ในศึกเอเชียนเกมส์ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่ทีมไทยทำได้ต่อจากปี 1990 และหลังจากนั้นตำนานบทใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น 

 

เดินหน้าเขียนประวัติศาสตร์

หลังจากที่ทีมชาติไทยกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต ปีเตอร์ วิธ ใช้เวลาเพียงเดือนเดียวกอบกู้ศรัทธาจากแฟนบอลให้กลับมาดังเดิม และไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น กุนซือชาวอังกฤษยังคงเดินหน้าสร้างความสำเร็จให้กับทีมชาติไทยอย่างต่อเนื่อง

ผลงานระดับมาสเตอร์พีซมากมายถูกสลักลงไปในหน้าประวัติศาสตร์ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่เจ้าตัวเข้ามาคุมทีมชาติไทย ตั้งแต่ปี 1998-2003 ไม่ว่าจะเป็น การทวงคืนความเป็นเจ้าอาเซียนด้วยแชมป์ไทเกอร์ คัพ 2 สมัย ในปี 2000 และ 2002 โดยเฉพาะสมัยแรกที่คว้าชัย 5 นัดรวดตั้งแต่รอบแรกยันรอบชิงฯ

แชมป์ซีเกมส์ ปี 1999, แชมป์ถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ปี 2000, ผ่านเข้ารอบสุดท้ายเอเชียนคัพ ปี 2000, พาทีมชาติไทย คว้าดับ 4 ในเอเชียนเกมส์ เป็นสมัยที่ 2 ของตัวเองในปี 2002 โดยในรอบแบ่งกลุ่มชนะรวด ปราบทั้ง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3-1, เวียดนาม 3-0, เยเมน 3-0, เฉือน เกาหลีเหนือ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย 1-0 ก่อนจะแพ้ ญี่ปุ่น 0-3 ในรอบตัดเชือก และแพ้ เกาหลีใต้ 0-3 ในรอบชิงเหรียญทองแดง

และผลงานที่สำคัญที่สุดก็คือการพาทีมชาติไทยผ่านเข้าถึงรอบ 10 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย ซึ่งเป็นการผ่านเข้ารอบที่ลึกที่สุดของทีมชาติไทยในเวลานั้น โดยในรอบแบ่งกลุ่มยังสามารถบุกไปชนะ เลบานอน ถึงถิ่น 2-1 ซึ่งเป็นการบุกไปชนะทีมจากตะวันออกกลางได้เป็นครั้งแรกในรายการนี้ พร้อมผ่านเข้ารอบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม ด้วยผลงาน ชนะ 5 เสมอ 1 ไม่แพ้ใคร 

แม้สุดท้ายในรอบ 10 ทีม ที่อยู่ร่วมสายกับ ซาอุดีอาระเบีย, อิหร่าน, บาห์เรน และ อิรัก จะลงเล่น 8 นัดโดยไม่ชนะใครเลยก็ตาม (เสมอ 4 แพ้ 4) แต่ก็เป็นผลงานที่แฟนบอลชาวไทยภาคภูมิใจมาถึงทุกวันนี้

เรียกได้ว่าตลอดระยะเวลา 5 ปี ปีเตอร์ วิธ ได้ทำให้แฟนบอลชาวไทยดื่มด่ำกับความสำเร็จจนแก้มปริ ก่อนที่จะต้องแยกทางกันในปี 2003

หลังจากตกรอบคัดเลือก รอบสอง ศึกโอลิมปิกเกมส์ 2004 หลังจากนั้นเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ยังไม่มีโค้ชต่างชาติรายใดที่สามารถคุมทีมชาติไทยทำผลงานได้เทียบเท่ากุนซือชาวอังกฤษผู้ที่เคยไร้ประสบการณ์รายนี้เลย

เราคนไทยต้องมาลุ้น มาเชียร์กันว่า "ทีมช้างศึก" ของอเล็กซานเดร "มาโน่" โพลกิ้ง จะสร้างพลังศรัทธาพลิกชะตาบอลไทยได้หรือไม่

แต่ทุก ๆ การสร้างพลังศรัทธา พวกเราแฟนบอลชาวไทย คือ ปัจจัยที่สำคัญที่สุด

 

อ้างอิง 

https://www.fifa.com/fifa-world-ranking/tha
http://en.fifaranking.net/nations/tha/
https://www.theguardian.com/observer/osm/story/0,6903,1404055,00.html
https://m.facebook.com/changsuek/photos/a.1214314241966613/2612367858827904/?type=3&source=57&__tn__=EH-R
http://www.thaifootball.com/news1998.html
 

Author

ชมณัฐ รัตตะสุข

Chommanat

Graphic

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Art Director ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น