"ธีรศิลป์ แดงดา", "ธีราทร บุญมาทัน" และ "กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์" คือ สามสุดยอดนักเตะไทยแห่งยุค ที่ปัจจุบันกำลังค้าแข้งอยู่ในลีกสูงสุดญี่ปุ่น
นอกจากคุณภาพฝีเท้าที่ทำให้สโมสรต่างแดนทุ่มเงินซื้อตัวไปร่วมทัพแล้ว หัวหอก ชิมิสุ เอสพัลส์, แบ็กซ้าย โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส และผู้รักษาประตู คอนซาโดเล ซัปโปโร ยังมีจุดเริ่มต้นที่เหมือนกันอีกอย่าง ...
นั่นคือ การถูกปลุกปั้นโดยโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ผ่านโครงการ "ช้างเผือก" ที่เฟ้นหาเด็ก ๆ ผู้มีความสามารถด้านลูกหนังจากทั่วประเทศ ตั้งแต่อายุ 9 ขวบขึ้นไป เข้ามาอยู่กินประจำ พร้อมกับให้ทุนการศึกษาเรียนฟรี จนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

ระยะเวลากว่า 21 ปี "อัสสัมชัญธนบุรี" สร้างนักฟุตบอลเพชรเม็ดงามประดับทีมชาติไทยทุกรุ่นอายุ มานับไม่ถ้วน ครองความสำเร็จในทัวร์นาเมนต์บอลนักเรียนระดับประเทศมาอย่างยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ
ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังก่อตั้งสโมสร "อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด" ด้วยจุดประสงค์ที่ต่างจากทีมกีฬาอาชีพทั่วไป เพราะที่นี่ไม่ได้มุ่งเน้นผลตอบแทนที่เป็นกำไรเม็ดเงิน แต่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเวทีสำหรับโอกาสแก่เด็ก ๆ เยาวชน ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฟุตบอลอาชีพ
เฟ้นหา "ช้างเผือก"
"จุดเริ่มต้นมาจากที่ผมอยากช่วยเหลือ เด็กที่มีความฝันเป็นนักฟุตบอล ตอนแรกคิดจะทำเป็นมูลนิธิ โดยใช้เงินของตัวเอง ซึ่งหามาได้จากการทำธุรกิจ"
"พอดีทางโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรีติดต่อเข้ามา ก็มีการพูดคุยกันลงตัว โดยที่เด็ก ๆ โครงการช้างเผือก จะได้กินนอนเรียนฟรีทั้งหมด ผมบอกว่าถ้าเราจะทำร่วมกัน ต้องทำไม่ต่ำ 10 ปี โรงเรียนเขายินดี ถึงตอนนี้ก็เข้าปีที่ 21 แล้ว"

คำบอกเล่าของ โต-ณรงค์วิทย์ อุ่นแสงจันทร์ ศิษย์เก่าผู้ริเริ่มไอเดียโครงการพิเศษ (ช้างเผือก) โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ที่จะเฟ้นหาเยาวชน ผู้มีทักษะความสามารถด้านฟุตบอลจากทั่วประเทศ ให้เข้ามาเป็นนักเรียนทุนเรียนฟรี โดยมีที่พัก, สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
"เด็กพกมาแค่กางเกงในตัวเดียวก็พอ ที่เหลือเราดูแลทุกอย่าง" ณรงค์วิทย์ ผอ.โครงการช้างเผือก อัสสัมชัญธนบุรี กล่าวเริ่ม
"ผมไม่ได้ดูถูกนะ เด็กส่วนมากที่คัดโครงการนี้มีปูมหลังครอบครัวที่ยากจนทั้งนั้น เพราะฟุตบอลมันเป็นกีฬาที่ไร้ขีดจำกัด สมมติ กอล์ฟ คุณจะเล่นครั้งหนึ่งต้องเสียค่าอุปกรณ์เท่าไหร่ ? แต่ฟุตบอล คนรวย หรือคนจนไม่มีรองเท้าใส่ ก็เล่นได้"
"ดังนั้นพ่อแม่ และตัวเด็กที่มาคัดเข้าโครงการช้างเผือกของเรา เขาคงมองเห็นแล้วว่า ถ้ามาอยู่ที่ อัสสัมชัญธนบุรี ลูกเขาจะมีอนาคตสดใส ทั้งด้านฟุตบอล และการเรียน มีเงินเข้าบัญชีทุกเดือนตั้งแต่อายุ 9 ขวบจนถึงอายุ 18 ปี"
"ทำให้เด็กระดับหัวกะทิด้านฟุตบอลจึงอยากมาอยู่กับเรา เพราะไม่มีที่ไหนให้มาก และดีขนาดนี้หรอก คิดเอาแล้วกัน ค่าใช้จ่ายหัวหนึ่งเป็นแสนต่อเทอม ทางโรงเรียนอนุเคราะห์โควต้าให้โครงการช้างเผือกจำนวน 100 คน ก็เท่ากับเงินจำนวน 10 ล้านบาทแล้ว"

ถ้วยรางวัลกว่า 500 ใบ จนต้องขยายตู้เก็บสะสมอยู่ตลอด เป็นเครื่องการันตีความยิ่งใหญ่ของ อัสสัมชัญธนบุรี ที่ก้าวขึ้นมาเป็น สถานศึกษาเบอร์ของ 1 เมืองไทย ในด้านฟุตบอล ที่ไม่มีใครเกินพวกเขา
ธีราทร บุญมาทัน, ธีรศิลป์ แดงดา, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, สารัช อยู่เย็น, ชินภัทร์ ลีเอาะ, สุพรรณ ทองสงค์, สรวิทย์ พานทอง, กีรติ เขียวสมบัติ, ประวีณวัช บุญยงค์, นฤพล อารมณ์สวะ, นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, อาทิตย์ ดาวสว่าง, ประกิต ดีพร้อม, ชนานันท์ ป้อมบุปผา
นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของผู้เล่นทีมชาติไทยชุดใหญ่ ที่ถูกปลุกปั้นมาโดยสถานศึกษาแห่งนี้ ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชนทุกด้าน ทั้ง โภชนาการ, วิทยาศาสตร์การกีฬา ตลอดจนศาสตร์ลูกหนังที่ระดมบุคลากรผู้มีความรู้มาถ่ายทอดและขัดเกลาเยาวชน จนเติบโตอย่างมั่นคงแข็งแรง มีอนาคตสดใสรอข้างหน้า

"เด็กที่คัดผ่านโครงการเรา เรื่องฝีเท้าเก่งอยู่แล้ว เพราะรุ่นหนึ่งเอาแค่ 10 กว่าคน จากจำนวนเด็กมาคัดเป็น 10,000 คนทั่วประเทศ"
"แต่เมื่อคุณมาอยู่ที่นี่แล้ว ทุกคนเท่าเทียมกัน ความรวย ความจน ต้องถอดทิ้งไว้ข้างนอก ไม่ใช่ว่าลูกคนรวย อยากทำอะไรก็ได้ หากอยู่ด้วยกัน ต้องรักกัน เคารพกติกา กฎ ระเบียบ"
"อยู่ที่นี่ถ้าเด็กมีพฤติกรรมไม่ดี โดนใบเหลืองตักเตือน 3 ใบ แล้วยังไม่ปรับปรุงตัว เราก็คงต้องให้ออก ไม่อย่างนั้นเขาก็จะพาลูกคนอื่นเกเรตามด้วย"
"เพราะเราไม่ได้สอนเขาแค่ด้านฟุตบอลอย่างเดียว แต่เราต้องการให้เด็ก ๆ มีวินัย ความรับผิดชอบในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น" ณรงค์วิทย์ เผยถึงเคล็ดลับในการเป็นเบอร์ 1 บอลนักเรียนของ อัสสัมชัญธนบุรี คือ ระเบียบวินัย ที่ต้องปลูกฝังให้เด็ก นอกจากเหนือวิชาความรู้ด้านฟุตบอล

สโมสรเพื่ออนาคตเยาวชน
โครงการช้างเผือก ร.ร.อัสสัมชัญธนบุรี ผลิตเยาวชนป้อนเข้าสู่วงการลูกหนังไทยมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยที่ฟุตบอลลีกยังเป็นแค่กึ่งอาชีพ เด็ก ๆ ยุคนั้นต่างวิ่งหาโรงเรียนชั้นนำในเมืองหลวง เพื่อโอกาสทางการศึกษาและเล่นกีฬา
จนมาถึงยุคปัจจุบัน ที่เป็นลีกอาชีพเต็มตัว สโมสรจำนวนไม่น้อย หันมาให้ความสำคัญและลงทุนกับระบบอคาเดมี เพื่อปั้นเยาวชนของตัวเองขึ้นมาเอง ทำให้เด็กที่เรียนจบชั้นมัธยมปลายบางส่วนที่มีฝีเท้าดี แต่ยังต้องการเวลาบ่มเพาะ สั่งสมกระดูกประสบการณ์ ขาดโอกาสในการค้าแข้งและเวทีที่จะได้แสดงความสามารถ

"เด็กที่จบจาก อัสสัมชัญธนบุรี ส่วนมากก็จะได้ไปเล่นอาชีพอยู่กับสโมสรใหญ่ ๆ ทั้งนั้น หาเลี้ยงตัวเองด้วยอาชีพนักฟุตบอลได้ ตรงนั้นเราก็ดีใจด้วย ถือว่ามาส่งเขาถึงฝั่งฝันแล้ว"
"แต่เด็กเรียนจบ ม.6 บางคน ณ ตอนนั้น ฝีเท้าเขาอาจยังไม่พร้อมเล่น ระดับไทยลีก 1-2 ต้องเสริมกระดูกให้เขาในลีกรากหญ้า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราก่อตั้งสโมสร อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด เพื่อให้ผู้ปกครองและเด็กได้เห็นว่า ถ้าลูกคุณมาอยู่ที่นี่ เรียนจบแล้ว มีทีมอาชีพรองรับ โดยเราจะรับเลี้ยงต่อไว้อีก 2 ปี แต่ระหว่างนี้ คุณต้องพิสูจน์ตัวเองนะ เพื่อหาสโมสรไปค้าแข้งต่อ"
"จำไว้นะฟุตบอลมันฝากเล่นกันไม่ได้ เพราะเขานับผลแพ้ชนะ คุณเล่นดีไม่พอ เขาก็ไม่เอาคุณไว้ ฉะนั้นช่วงเวลา 2 ปีนี้ คือโอกาสที่คุณต้องคว้าไว้ให้ได้ เพื่อไปต่อในวิถีทางฟุตบอลอาชีพ" ณรงค์วิทย์ กล่าวถึงจุดกำเนิด "เจ้าสัวน้อย" ในเวทีลีกอาชีพ


"เจ้าสัวน้อย" อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด สโมสรใน ไทยลีก 3 โซนตะวันตก ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 โดยเน้นใช้ขุมกำลังที่เป็นเยาวชนผลผลิตจากเครือ อัสสัมชัญธนบุรี, อัสสัมชัญกรุงเทพ และ อัสสัมชัญศรีราชา เป็นแกนหลัก
หลังผ่านมา 6 ปี ในมุมมองของ "ณรงค์วิทย์ อุ่นแสงจันทร์" ประธานสโมสร อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด มองว่าได้ผลดีมาก เพราะเด็ก ๆ จำนวนมาก ได้เก็บเกี่ยวชั่วโมงลิ้มรสฟุตบอลอาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนขยับขยายไปสู่สโมสรที่ใหญ่กว่า หรือโชว์ฟอร์มเข้าตาแมวมองทีมอื่น ๆ
ยกตัวอย่าง สรวิทย์ พานทอง, ชาติชาย แสงดาว ที่เคยเล่นให้ อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด ปัจจุบันทั้งคู่ค้าแข้งให้กับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เช่นเดียวกับ ชินภัทร์ ลีเอาะ ก่อนที่เขากลายเป็น เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ชุดแชมป์ไทยลีก 2019 สโมสรแรกที่ให้โอกาสเขาลงพิสูจน์ตัวเองคือ อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด
รวมถึง ปฏิภาณ ปิ่นเสริมสูตรศรี ที่แจ้งเกิดในสีเสื้อ "เจ้าสัวน้อย" อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด จนถูกคว้าตัวไปเล่นให้สโมสรใหญ่ ๆ อาทิ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, โปลิศ เทโร เอฟซี, ชลบุรี เอฟซี เป็นต้น

เคียงข้างการสร้างเด็ก
"สิ่งที่ยากของการทำบอลเด็กคือ มีแต่เสีย ไม่มีรายได้ สโมสรอาชีพซื้อขายนักเตะระดับท็อป 30-50 ล้านบาท แต่เด็กของเราส่วนใหญ่เรียนมัธยมฯ ใครจะมาซื้อคุณ นั่นจึงทำให้บ้านเราไม่ค่อยมีคนอยากทำบอลเด็ก เพราะมันไม่ได้อะไร มีแต่เรื่องต้องเสียเงินทุกวัน"
"ดังนั้นต้องขอบคุณช้าง ที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนเรา 15 ปีได้แล้ว โดยเฉพาะคุณหนุ่ม ฐาปน สิริวัฒนภักดี คอยช่วยเหลืออยู่ตลอด เพราะ ช้าง มีนโยบายเน้นส่งเสริมเยาวชน ซึ่งเขาก็คงเห็นว่า เราทำบอลเด็กจริงจัง ผลผลิตของเราต่อยอดไปถึงทีมชาติได้จริง ๆ"

ช้าง ถือเป็นว่าพาร์ทเนอร์ที่อยู่เคียงข้างและให้การสนับสนุนทั้ง สโมสร อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด และโครงการช้างเผือก โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี มาตลอดระยะเวลา 15 ปี
จนก่อเกิดกำเนิดเป็นโครงการ "ช้าง ซอกเกอร์ สคูล" ที่ทางเครื่องดื่มตราช้าง จับมือกับ โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ในการออกไปเฟ้นหาช้างเผือกรุ่นจิ๋ว อายุไม่เกิน 10 ปี จาก 6 สนามทั่วประเทศ เพื่อเข้ามาเก็บตัวอบรมต่อ "ช้าง ซอคเกอร์ สคูล แคมป์" เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์
ก่อนจะทำการคัดเลือกครั้งสุดท้าย เพื่อตัดตัวคัดเอาเยาวชนราว ๆ 10 ชีวิตต่อรุ่น ให้เข้ามาศึกษาต่อที่ โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ในระดับชั้นประถมศึกษา ถึงจบมัธยมปลาย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น พร้อมกับการันตีได้ว่าเด็ก ๆ เหล่านี้ จะมีอนาคตนักฟุตบอลสดใส รออยู่วันข้างหน้า
อย่างน้อยหากเรียนจบ ม.6 ยังไม่สามารถหาสโมสรใหญ่ ๆ เล่นได้ "อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด" ก็ยังพร้อมอ้าแขนรับพวกเขามาสั่งสมประสบการณ์ เสริมสร้างกระดูก เพื่อรอวันที่โบยบินสู่ลีกอาชีพ


"ไม่มีกำไรหรอกกำไรทำฟุตบอล แต่การเห็นเด็ก ๆ ประสบความสำเร็จ มีอนาคตหน้าที่การดี มันทำให้เรามีความสุข อย่างมุ้ย อุ้ม ทุกวันนี้เงินเดือนเป็นล้าน เราก็ดีใจที่มีส่วนสร้างเขาขึ้นมาตั้งแต่เขายังเล็ก ๆ"
"ถึงบางครั้งเราอาจมีท้อ อยากเลิกบ้าง แต่สุดท้ายก็เลิกไม่ได้หรอก เพราะนักฟุตบอลเขามีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึก ถ้าสมมติเราเลิกทำแล้ววันนี้เด็ก 100 คนในโครงการจะทำอย่างไรต่อ พ่อแม่ที่เขาฝากความหวังไว้กับเราอีกล่ะ นี่ยังไม่รวมเด็ก ๆ อีกเป็นหมื่นคน ที่ตั้งใจมาคัดตัวในโครงการ ช้าง ซอกเกอร์ สคูล"
"เด็กบางคนคัดไม่ผ่าน ร้องห่มร้องไห้ มีให้เห็นทุกสนาม เราจะทิ้งเด็ก ๆ พวกนี้ได้อย่างไร มันพูดยาก คงเป็นเรื่องของความรู้สึก ที่บอกให้เรายังทำต่อไป" ณรงค์วิทย์ อุ่นแสงจันทร์ ประธานสโมสรอัสสัมชัญ ยูไนเต็ด และผู้อำนวยการโครงการช้างเผือก ร.ร.อัสสัมชัญธนบุรี กล่าวทิ้งท้าย

