
ในโลกฟุตบอล ไม่มีนักเตะคนไหนหนีจากคำตัดสินของผู้คนได้ โดยเฉพาะนักเตะอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แม้กระทั่งตอนที่เขาย้ายมาเล่นในลีกที่ห่างไกลอย่าง ซาอุดีอาระเบีย ก็ตาม
ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ยิ่งถูกจับตามองมากเท่านั้น หลายคนมองว่าเขามาที่นี่เพราะเงินและเป็นนักเตะที่ใหญ่กว่าสโมสร ... เป็นจุดอ่อนที่ทำให้ 3 ปีแรกของเขากับทีม ไม่สามารถไปถึงแชมป์ลีกได้เลย
โรนัลโด้ถูกมองว่าเป็นปัญหาของทีม … แต่สุดท้าย ชายวัย 41 ปีคนนี้ กลับเป็นคนที่ปิดปากทุกข้อสงสัย ด้วยสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดนั่นคือการคว้า "ชัยชนะ"
ติดตามเรื่องราวของเขาในแดนทะเลทรายกับ MAIN STAND
GOAT ที่แปลว่า "แพะ"
ถ้า อัล นาสเซอร์ ไม่ได้ถ้วยแชมป์ซาอุดีโปรลีกในซีซั่นนี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะต้องตกเป็นแพะรับบาปอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนับตั้งแต่เขาย้ายมาที่นี่เมื่อปี 2023 มีข่าวเชิงลบมากมายไม่รู้จริงหรือปลอมเกิดขึ้นกับเขาเต็มไปหมด

การมาของ โรนัลโด้ ที่ อัล นาสเซอร์ ถูกมองเป็นเรื่องของการตลาดเป็นหลัก แม้จะเป็นเรื่องจริงอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็ยังมีการปิดท้ายว่า เหตุผลที่ช่วงแรก ๆ การคว้าตัว CR7 ไม่ได้ช่วยให้พวกเขาไปถึงแชมป์ลีกที่ดูจะง่ายดายอย่างซาอุดีอาระเบีย เป็นเพราะการพวกเขายึดติดกับการตลาดและตัวของโรนัลโด้มากเกินไป แตกต่างกับทีมที่ได้แชมป์อย่าง อัล ฮิลาล และ อัล อิตติฮัด ซึ่งเป็นอีก 2 สโมสรในกลุ่มของ Elite Club ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนและราชวงศ์ซาอุฯ
สื่ออย่าง The Athletic และ ESPN เคยวิเคราะห์ไว้ว่า ในขณะที่ อัล นาสเซอร์ ทุ่มสปอตไลต์และทรัพยากรส่วนใหญ่ไปที่ซูเปอร์สตาร์คนเดียวเพื่อยอดเอนเกจเมนต์และยอดขายเสื้อ แต่ อัล ฮิลาล และ อัล อิตติฮัด กลับใช้เงินทุนของ PIF หรือ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ในการสร้างระบบทีมที่สมดุลและลงตัวมากกว่า
โดยเฉพาะฝั่ง อัล ฮิลาล นั้นภาพชัดมาก พวกเขากระจายเงินเพื่อซื้อนักเตะที่อาจจะไม่ได้ดังเท่าโรนัลโด้ แต่ได้จำนวนที่มากกว่า และแต่ละคนถูกเลือกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในตำแหน่งที่เป็นกระดูกสันหลังของทีม อาทิ อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช เข้ามาเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า, รูเบน เนเวส และ เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช เข้ามาเป็นคู่กองกลาง, คาลิดู คูลิบาลี่ เป็นเซ็นเตอร์แบ็ก และ ยาสซีน บูนู เป็นผู้รักษาประตู
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายครั้งที่ อัล นาสเซอร์ ถูกมองว่า "อิทธิพล" ของโรนัลโด้ในสโมสรนั้นล้นเกินไป ทั้งภาพลักษณ์การแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวใส่เพื่อนร่วมทีมในสนาม การเดินเข้าอุโมงค์ก่อนเพื่อน หรือข่าวลือเรื่องการมีส่วนกดดันให้บอร์ดปลดผู้จัดการทีม ทำให้บรรยากาศในทีมกลายเป็นการเล่นภายใต้ความกลัวและความกดดันเพื่อตอบสนองอีโก้ของเขา แทนที่จะเล่นเพื่อชัยชนะของสโมสร
การมาของโรนัลโด้ คือตัวพังแท็กติกแบบที่โค้ชตั้งใจ ว่ากันว่าโค้ชทุกคนตั้งแต่โค้ชอย่าง รูดี้ การ์เซีย ไปจนถึง หลุยส์ คาสโตร ต่างจำเป็นต้องเซตระบบให้ทุกคน "วิ่งแทน" เพื่อชดเชยการเล่นเกมรับและการเพรสซิ่งที่หายไปของโรนัลโด้ ยิ่งเมื่อภาพของโรนัลโด้ที่ยิงปีละ 30-40 ลูก สวนทางกับทีมที่พลาดแชมป์ 3 ปีซ้อน มันยิ่งกลายเป็นประเด็นว่าทีมนี้เล่นเพื่อโรนัลโด้ จนลืมสิ่งสำคัญที่สุดของฟุตบอลไปนั่นคือ "ทีม"

อีกทั้งยังมีข่าวออกมาว่า อันแดร์สัน ทาลิสก้า ดาวยิงชาวบราซิลที่เป็นดาวซัลโวของทีมก่อน โรนัลโด้ จะย้ายมา ต้องย้ายออกไปเล่นกับ เฟเนร์บาห์เช่ แถมยังมีการอ้างคำพูดจนเป็นไวรัลในโซเชียลอยู่ช่วงนึงว่า "สาเหตุที่ผมถูกขายออกจากทีม เพราะว่าผมยิงประตูได้มากกว่า โรนัลโด้"
ข่าวหรือบทวิเคราะห์เหล่านี้อ่านแล้วก็ชวนให้คิดตาม ... แต่คุณลืมไปหรือเปล่าว่า ในเมื่อคุณบอกว่าฟุตบอลคือกีฬาที่เล่นกันเป็นทีมแล้ว ทำไมเวลาทีมแพ้หรือไม่ประสบความสำเร็จ โรนัลโด้จึงกลายเป็นคนผิดคนแรก และคนเดียวในสายตาสื่อตะวันตกเสมอ แม้เขายิงครบ 100 ลูกให้ อัล นาสเซอร์ ไปแล้ว มากกว่านักเตะคนอื่น ๆ 3 เท่่าเป็นอย่างน้อย ?
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราควรมองดูอีกด้านของความจริงสำหรับแพะรับบาปที่ชื่อว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กันบ้างดีไหม ?
อีกฝั่งของความจริง
แน่นอนว่าในโลกของการนำเสนอข่าวผ่านสื่อและโซเชียลมีเดียนั้น ข่าวที่ดีมักจะเป็นเรื่องธรรมดาจนคนไม่สนใจ และข่าวแย่ ๆ ก็มักจะถูกใส่สีตีไข่จนเรื่องราวใหญ่โต
ท่ามกลางมรสุมคำวิจารณ์จากสื่อตะวันตก ก็มีคนในวงการฟุตบอล ทั้งโค้ช เพื่อนร่วมทีม รวมถึงอดีตเพื่อนร่วมงานหลายคนที่พร้อมออกโรง "กางปีกป้อง" โรนัลโด้อย่างดุเดือด โดยพวกเขาพยายามชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของ อัล นาสเซอร์ ไม่ใช่เพราะโรนัลโด้ แต่เป็นเพราะปัจจัยอื่น และความจริงตัวตนของเขาก็ไม่ได้เป็นอย่างที่สื่อตราหน้า

คนที่บอกว่า คาสโตร เสียแท็กติกของตัวเองเพราะ โรนัลโด้ นั้น คาสโตร ก็ออกมาพูดหลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งว่า "อีโก้ของโรนัลโด้ไม่ได้ทำลายทีม คนที่พูดว่าเขามาที่นี่เพื่อการตลาดหรือเพราะเงิน แสดงว่าไม่เคยเห็นเขาซ้อมเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาเป็นคนที่กระหายชัยชนะมากที่สุดในทีม และความทะเยอทะยานของเขาไม่ได้ทำลายทีมเวิร์ก แต่มันคือสิ่งที่ยกระดับมาตรฐานของนักเตะทุกคนรอบตัวเขาต่างหาก"
นอกจากนี้ในช่วงที่มีข่าวลือว่า สตาร์ดังในทีมเริ่มอึดอัดกับบทบาทของโรนัลโด้ ซาดิโอ มาเน่ ซึ่งเป็นหนึ่งในบิ๊กเนมที่ย้ายมาทีหลัง ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือและชื่นชมความเป็นผู้นำของ CR7 ว่า "การได้เล่นกับคริสเตียโน่คือเรื่องง่ายมาก เขาคอยช่วยเหลือและกระตุ้นพวกเราตลอดเวลาในห้องแต่งตัว และเขานี่แหละที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของพวกเรา ไม่ใช่ตัวปัญหาอย่างที่คนภายนอกพยายามจะพูดกัน"
ส่วนประโยคของ ทาลิสก้า ที่พูดถึงเรื่องการที่เขาโดนขายออกจากทีมเพราะเป็นคนที่ทำให้ โรนัลโด้ น้อยหน้านั้น เมื่อค้นความจริง ประโยคดังกล่าวก็ไม่เคยออกจากปากเขาเอง แน่นอนมันคือ Fake News แบบไม่ต้องสงสัย เพราะความจริงเขาเองก็นับถือโรนัลโด้มากถึงขั้นเคยบอกว่าเขาคือ "ทีม โรนัลโด้" (เทียบกับ เมสซี่) เพราะเคยสัมผัสกับโรนัลโด้โดยตรงด้วยตัวเองมาแล้ว ทั้งตอนที่เขายังไม่มีชื่อเสียง จนกระทั่งได้เป็นเพื่อนร่วมทีมกัน
แม้จะออกจากปากคนใกล้ตัวก็จริง แต่เราก็ไม่ได้บอกว่าทั้งหมดนี้คือเรื่องจริง 100% อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็พอจะเอามาคานด้านลบของ โรนัลโด้ ได้บ้าง ... สิ่งสำคัญกว่าคำพูดก็คือการกระทำต่างหาก ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โรนัลโด้ทำอะไรบ้างเพื่อลบคำวิจารณ์เหล่านั้น ?
ในวัยที่นักฟุตบอลร่วมรุ่นส่วนใหญ่แขวนสตั๊ด โรนัลโด้กลับยกระดับการดูแลรักษาสภาพร่างกายเข้มงวดขึ้นเป็นทวีคูณ วินัยการซ้อมและการคุมอาหารของเขายังคงเป็นระดับปีศาจ แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งเดียวของกระบวนการพิสูจน์ตัวเอง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดที่สุดคือทัศนคติ ภายในห้องแต่งตัวและการปรับสไตล์การเล่นในสนาม
โดยเฉพาะในซีซั่น 2025-26 ที่เพิ่งจบไป โรนัลโด้ลดบทบาทการเป็นศูนย์กลางที่ทุกคนต้องป้อนบอลให้ เปลี่ยนมาเป็นผู้นำที่วิ่งช่องดึงตัวประกบเพื่อสร้างพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีม และประสานงานในเกมรุกด้วยทีมเวิร์กที่ยืดหยุ่นขึ้น เขาไม่ได้มองตัวเองเป็น "พระเจ้า" ของทีมอีกต่อไป แต่เป็นพี่ใหญ่ที่พร้อมประคับประคองรุ่นน้อง และทำให้แผงเกมรุกของทีมที่เป็น 3 ประสานอย่าง โรนัลโด้, ชูเอา เฟลิกซ์ และ มาเน่ ดีขึ้นมากในแง่ของตัวเลขและสถิติ

ในวัย 41 ปี โรนัลโด้ยังคงรักษามาตรฐานการถล่มประตูในระดับโลก เขาลงสนามในลีกไป 30 นัด และกระหน่ำไปถึง 28 ประตู ส่วน เฟลิกซ์ ที่เป็นรุ่นน้องในทีมชาติโปรตุเกสนั้น ถือเป็นดีลที่เข้ามาเปลี่ยนไดนามิกและยกระดับแนวรุกของ อัล นาสเซอร์ ในฤดูกาลนี้อย่างชัดเจน สถิติของเฟลิกซ์ในลีกนั้นจัดจ้านมาก โดยทำไปถึง 20 ประตู และทำอีก 13 แอสซิสต์
ขณะที่มาเน่ ทำงานที่ถนัดที่สุดของตัวเองมาตลอดเหมือนตอนที่เขาอยู่กับ ลิเวอร์พูล นั่นคือการรับบทผู้เสียสละและเป็นพลังขับเคลื่อนของทีม ในฤดูกาลนี้ไม่ได้เน้นการทำสกอร์ถล่มทลายเหมือนสมัยก่อน แต่เขาปรับบทบาทมาเป็นตัวรุกริมเส้นที่เน้นทีมเวิร์ก การทะลุทะลวง และการช่วยซัพพอร์ตทั้งเกมรุกและเกมรับ วินัยในการเล่นของมาเน่ช่วยให้ระบบทีมของ อัล นาสเซอร์ มีความสมดุล ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อเคยวิจารณ์ว่าทีมขาดหายไปในปีก่อน ๆ
หากเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ โรนัลโด้ยังคงเด่นที่สุดในแง่ของอิทธิพลเรื่องการยิงประตู อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของ อัล นาสเซอร์ ในฤดูกาล 2025-26 ที่แตกต่างจาก 3 ปีแรกคือ มันไม่ใช่โชว์ชายเดี่ยวของโรนัลโด้อีกต่อไป แต่เป็นเพราะเขามีฟันเฟืองระดับอัจฉริยะอย่าง ชูเอา เฟลิกซ์ คอยป้อนและประสานงาน และมี ซาดิโอ มาเน่ คอยซัพพอร์ต จนเกิดเป็นแนวรุก 3 ประสานที่ลงตัวที่สุด ซึ่งนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้อคติเรื่องทีมทำการตลาดมากกว่าฟุตบอลถูกทำลายลง เพราะพวกเขารวมใจกันเล่นเป็นทีมจนคว้าแชมป์ได้สำเร็จ
และถ้าคุณคิดว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่นักเตะคนไหนในโลกก็ทำได้ คุณคงไม่ได้เห็นน้ำตาของ โรนัลโด้ นักเตะผู้พิชิตแชมป์ที่ยิ่งใหญ่กว่านี้มาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ... นี่คือความกดดันที่ No.1 อย่างเขาต้องแบกมาตลอดอย่างแท้จริง
น้ำตาแห่งการปลดล็อกในวัย 41 ปี
ฮอร์เก้ เฮซุส กุนซือเฒ่าชาวโปรตุกีส ผู้เคยสร้างความเจ็บช้ำให้ โรนัลโด้ กับการนำ อัล ฮิลาล คว้าแชมป์ลีกเมื่อฤดูกาล 2023-24 ที่ย้ายมาคุมทีม อัล นาสเซอร์ และพา โรนัลโด้ & ผองเพื่อน คว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาล 2025-26 ออกมาพูดถึงความทุ่มเทและคุณภาพของโรนัลโด้ ว่าเป็นเรื่องสำคัญกว่าการตลาด และเป็นสาเหตุที่เขาทำได้ดีกว่าใคร ๆ เวลาลงสนาม

เฮซุสอธิบายเรื่องนี้ตั้งแต่เปิดซีซั่น เขาบอกว่าตัวของเขามาที่นี่และได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับโรนัลโด้มามากมาย และเขาเชื่อว่าหลายคนก็เป็นเหมือนเขาที่เข้าใจแต่เปลือกนอก แต่ไม่ได้เข้าใจ CR7 อย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งเขาได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง เขาพบว่า โรนัลโด้ อยากจะได้แชมป์กับ อัล นาสเซอร์ จริง ๆ จนถึงขั้นที่เขายังยอมทำเรื่องน่าเบื่อ ๆ เหมือนเดิมซ้ำ ๆ เพื่อให้ตัวเองยังคงสำคัญกับทีมในแง่คุณภาพเสมอ ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงที่ติดตัวมาจากอดีต
เฮซุสเล่าต่อว่า ในวันที่เขาการทดสอบก่อนเริ่มซีซั่น โรนัลโด้ ในวัยหลัก 4 คือคนที่วิ่งเร็วที่สุดเป็นอันดับ 3 ในทีม โดยทำความเร็วได้เกิน 25 กม./ชม. ซึ่งด้วยวัยของเขามันไม่น่าจะทำได้ขนาดนั้น
"ตอนแรกผมคิดว่าเขาถึงขีดจำกัดแล้ว แต่โรนัลโด้เป็นคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เขาเป็นผู้เล่นที่แทบจะไม่ได้รับบาดเจ็บเลย สาเหตุหลัก ๆ คือการควบคุมชีวิตนอกสนามของตัวเองได้ดีมาก"
"ไม่มีใครรู้แก่นแท้ของชายคนนี้ ผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน ... แต่ตอนนี้ผมคิดว่าผมน่าจะเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้นสำหรับเขาแล้วล่ะ" เฮซุสว่าเช่นนั้น
ถ้าถามว่าโรนัลโด้อยากจะได้แชมป์นี้และอุทิศตัวเองแค่ไหน อยากให้คุณได้ย้อนกลับไปดูการฉลองแต่ละประตูที่เขายิงได้ในเกมสุดท้ายของซีซั่นกับ ดามัค เขาซัดไป 2 ลูกพร้อมการแสดงดีใจที่สุดเหวี่ยงไม่ต่างกับยิงประตูในนัดชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และเมื่อเสียงนกหวีดยาวดังขึ้น เขาทรุดตัวลงกับพื้นและร้องไห้เหมือนกับถ้วย ซาอุดีโปรลีก เป็นถ้วยแรกในชีวิตค้าแข้งที่เขารอคอยมาตลอด
แน่ล่ะในสายตาแฟนบอลทั่วโลก ถ้วยนี้มันอาจไม่ได้มีค่ามากนัก และอาจมองเป็นเรื่องตลกที่โรนัลโด้เสียน้ำตากับมัน ทว่าใครจะรู้ดีถึงอารมณ์ของการได้เป็น "ผู้ชนะ" มากกว่าคนที่พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อสิ่งนี้ ทั้ง ๆ ที่คนอย่างเขาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้วจากความดีความชอบเก่า ๆ ที่เคยสร้างมา
เธียร์รี่ อองรี ที่ทำรายการโทรทัศน์กับ CBS เป็นคนที่เข้าใจอารมณ์ของ โรนัลโด้ เป็นอย่างดี โดยอองรีกล่าวหลังเห็นโรนัลโด้ฉลองแชมป์พร้อมน้ำตาว่า "หลายคนอาจหัวเราะเยาะเพราะลีกที่เขาเล่นอยู่ในตอนนี้ แต่สำหรับผมแล้ว ช่วงเวลานั้นอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราเคยเห็นมา"
"นี่คือนักเตะที่พิชิตวงการฟุตบอลมาแล้ว แชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก บัลลงดอร์ แชมป์ลีกในอังกฤษ สเปน และอิตาลี ถ้วยรางวัลระดับนานาชาติกับโปรตุเกส แทบไม่มีอะไรให้เขาต้องพิสูจน์ให้ใครเห็นอีกแล้ว"
"คนอายุ 41 ปี ที่ฉลองแชมป์ด้วยอารมณ์แบบนั้นไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน นักเตะส่วนใหญ่บนโลกนี้สูญเสียความกระหายไปหลังจากพิชิตยอดเขาที่ตัวเองตั้งไว้ในใจได้ แต่โรนัลโด้ไม่ใช่แบบนั้น"
"หลายคนอาจพูดถึงพรสวรรค์ของเขา แต่ไม่จริงหรอก ... จิตใจต่างหากที่เป็นเครื่องช่วยจำแนกระหว่างนักเตะธรรมดากับตำนานนักเตะ ผมรู้ว่าเขาฝึกซ้อมหนักราวกับเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิต เขาเล่นทุกเกมด้วยความกระหายและให้ความสำคัญกับมันมาก ๆ นั่นคือเหตุผลที่เขารักษาตำแหน่งของตัวเองไว้ได้นานกว่า 20 ปี"
แทบไม่ต้องอธิบายอะไรต่อแล้วจากสิ่งที่อองรีบอก โรนัลโด้ตอบกลับทุกข้อสงสัยที่ต่อเขาด้วยวิธีที่เขาถนัดที่สุด และทำมาเสมอนั่นคือการคว้า "ชัยชนะ"

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงแพชชั่นที่เหลือเชื่อ ตัวตนของเขาบนโลกฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว ถูกเสริมเรื่องราวให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก เป็นอีกครั้งที่การเสียสละ วินัย และความสม่ำเสมอ ทำให้ โรนัลโด้ มาถึงจุดที่เขาพาตัวเองมาอยู่บนข่าวหน้าหนึ่งด้วยความสำเร็จ
แม้ที่สุดแล้วคุณอาจรักหรือเกลียดเขา แต่คุณต้องเคารพในสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการฟุตบอลครั้งนี้
ถ้ามีใครสักคนถามว่า นักเตะคนไหนที่กระหายชัยชนะที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ... เชื่อว่าแม้แต่ตอนนี้ในวัย 41 ปี คำตอบนั้นก็คงยังเป็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
3 ฤดูกาลที่ว่างเปล่า : เหตุใด อัล นาสเซอร์ ถึงยังไม่มีแชมป์ลีก ทั้งที่มี CR7 เป็นตัวชูโรง
แหล่งอ้างอิง
https://www.goal.com/en/lists/dream-cristiano-ronaldo-branded-best-in-history-by-former-al-nassr-team-mate/bltb068d0e400f47941
https://www.goal.com/en/lists/tantrums-tears-joy-how-emotional-cristiano-ronaldo-finally-ended-trophy-drought-al-nassr/bltf0a8f6210bc05277
https://www.nytimes.com/athletic/7286261/2026/05/21/cristiano-ronaldo-first-saudi-title-story/
https://www.espn.com/soccer/story/_/id/46871211/cristiano-ronaldo-id-score-same-premier-league-do-saudi-pro-league
https://www.skysports.com/football/news/11095/13371145/luis-castro-interview-cristiano-ronaldos-invisible-training-is-the-secret-of-legends-longevity-at-al-nassr-says-former-coach