News

ถอดรหัสความสำเร็จ : บาเยิร์น มิวนิค ทำอย่างไรถึงสร้างกำไรและกวาดถ้วยแชมป์ในยุค COVID-19 | Main Stand

บาเยิร์น มิวนิค คือหนึ่งในสุดยอดทีมฟุตบอลของโลกใบนี้ ไม่ใช่แค่เป็นเจ้าพ่อฟุตบอลเยอรมันที่กวาดแชมป์ลีกสูงสุด 9 สมัยติดต่อกันเท่านั้น แต่รวมถึงเป็นสโมสรฟุตบอลระดับโลกในเรื่องนอกสนาม เป็นทีมที่มีมูลค่ามหาศาลและมีแฟนบอลมากมายทั่วทุกมุมโลก


 

ท่ามกลางการระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เล่นงานวงการฟุตบอลอย่างทั่วถึง บาเยิร์น มิวนิค ยังคงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง มีลุ้นทั้งแชมป์บุนเดสลีกา และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อยู่ทุกปี 

เรื่องในสนามแข็งแกร่ง แต่นอกสนามโดดเด่นกว่า บาเยิร์น มิวนิค ประกาศว่าสโมสรยังคงได้กำไรในฤดูกาล 2020-21 ที่เพิ่งจบไป แม้ว่าจะเป็นเงินเพียงน้อยนิดแค่ 1,800,000 ยูโร หรือประมาณ 68 ล้านบาท แต่ท่ามกลางโลกฟุตบอลซึ่งแต่ละทีมต้องเผชิญวิกฤตทางการเงิน บาเยิร์นก็ยังสามารถทำกำไรให้กับสโมสรได้เป็นปีที่ 28 ติดต่อกัน 

ขณะที่หลายสโมสรฟุตบอลทั่วโลกประกาศการขาดทุนเป็นว่าเล่น อะไรคือเคล็ดลับที่ช่วยให้ บาเยิร์น ยังคงรักษาความแข็งแกร่งทั้งในและนอกสนามเอาไว้ได้ ติดตามไปพร้อมกับ Main Stand

 

ไม่เจ็บไม่เรียนรู้ 

บาเยิร์น มิวนิค ก็เหมือนสโมสรฟุตบอลทั่วโลกที่โดนการระบาดของไวรัส COVID-19 เล่นงานเข้าอย่างจังโดยไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือมาก่อน 

หลังจากการแข่งขันถูกเลื่อนออกไปและสุดท้ายต้องกลับมาเตะแบบไม่มีผู้ชม ทำให้ในฤดูกาล 2019-20 ทัพเสือใต้ปิดงบรายได้ด้วยการสูญเสียเงิน 50 ล้านยูโร หรือประมาณ 1,900 ล้านบาทไทย

สำหรับทีมที่ผู้ถือหุ้นสโมสรส่วนใหญ่เป็นแฟนบอล เงินจำนวนข้างต้นมหาศาลมาก และในฤดูกาลนั้น บาเยิร์น มิวนิค ได้กำไรเข้าสู่สโมสรเพียง 9,800,000 ยูโร หรือประมาณ 373 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เงินก้อนที่ทีมดังจากเยอรมันจะเอาไปต่อยอดได้มากนัก 

เพราะด้วยกฎของฟุตบอลเยอรมัน อย่างกฎ 50+1 หรือกฎที่แฟนบอลจะถือหุ้นในสโมสรอย่างน้อย 51 เปอร์เซนต์ ทำให้บาเยิร์นไม่มีมหาเศรษฐีหนุนหลังและต้องพึ่งพลังจากแฟนบอลเป็นหลัก

แม้ว่า บาเยิร์น มิวนิค จะมีบริษัทระดับโลก อย่าง Adidas, Audi และ Allianz ถือหุ้นอยู่ แต่ทั้ง 3 บริษัทก็ถือหุ้นในฐานะรายย่อยเพียงรายละ 8.33 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก 75 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือแฟนบอลของทีมจะรวมกันเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ดังนั้นแล้วในทางปฏิบัติ บาเยิร์นไม่ได้มีงบประมาณมหาศาลที่พร้อมจะทุ่มลงมาสนับสนุนทีมโดยตรงเหมือนหลายทีมที่มีเจ้าของเป็นเศรษฐีพันล้าน

เมื่อการระบาดไวรัสของ COVID-19 ตัดท่อน้ำเลี้ยงสำคัญออกไป จึงเป็นการบีบบังคับให้ บาเยิร์น มิวนิค ต้องปรับตัวให้เร็วกว่าสโมสรชั้นนำอื่น ๆ เพื่อให้ทีมไม่ใช่แค่อยู่รอดแต่ต้องรักษาความแข็งแกร่งเอาไว้ด้วย 

บาเยิร์น มิวนิค แถลงการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า พวกเขาพยายามโฟกัสไปที่แง่บวกของวิกฤตที่เกิดขึ้น และเชื่อว่าสโมสรสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าทีมอื่น ซึ่งจะส่งผลดีต่อทีมในอนาคต

"นี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติที่เราเผชิญ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมาหยุดยั้งทีมเราในการไปสู่ความสำเร็จที่งดงาม" คาร์ล ไฮนซ์ รุมมินิกเก้ ผู้บริหารของบาเยิร์น มิวนิค ในช่วงฤดูกาล 2019-20 ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้ทัพเสือใต้สูญเสียความยิ่งใหญ่ เพียงเพราะมีโรคระบาดเกิดขึ้น 

บาเยิร์น มิวนิค ทำได้อย่างที่พูดจริง ๆ ด้วยการกวาดทริปเปิลแชมป์ จากการคว้าถ้วยบุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนั้น 

แต่วิกฤต COVID-19 ยังไม่ได้จบในระยะสั้น แถมการระบาดยังหนักขึ้นต่อเนื่องมากกว่าเดิม นั่นหมายความว่า บาเยิร์น มิวนิค ต้องหาทางรักษาสภาพของทีม ทั้งเรื่องในและนอกสนามต่อไปให้ได้ เพื่อให้สโมสรฟุตบอลแห่งนี้ยังคงเป็นทีมชั้นนำของวงการลูกหนัง 

 

ทำดีมาตั้งแต่ก่อนมี COVID-19 

สิ่งสำคัญที่ทำให้ บาเยิร์น มีวิธีที่คิดต่างไปจากสโมสรชั้นนำอื่นนอกประเทศเยอรมัน คือการมีผู้ถือหุ้นหลักเป็นแฟนบอลของสโมสร และมีไม่มีนายทุนคอยสนับสนุนอัดฉีดเงินอยู่เบื้องหลัง 

การบริหารทีมของ บาเยิร์น จึงไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือย ทั้งการซื้อนักเตะหรือเพิ่มค่าเหนื่อยให้กับผู้เล่นอยู่แล้ว ดูได้จากฤดูกาล 2019-20 ที่ได้ทริปเปิลแชมป์ พวกเขาได้กำลังหลักฝีเท้าดีมาช่วยสร้างความสำเร็จถึง 2 คนจากการยืมตัว นั่นคือ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (ยืมจากบาร์เซโลน่า) และ อิวาน เปริซิช (ยืมจาก อินเตอร์ มิลาน) 

หรือนโยบายการซื้อนักเตะจากทีมร่วมลีกบุนเดสลีกาเยอรมันเป็นหลัก ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ช่วยประหยัดเงินในการเสริมทัพของ บาเยิร์น มิวนิค ได้เป็นอย่างดี เพราะสโมสรในเยอรมันส่วนใหญ่ขายนักเตะในราคาไม่แพงหากเทียบกับลีกชั้นนำลีกอื่น 

อีกทั้งผู้เล่นหลายคนโดยเฉพาะแข้งเยอรมันล้วนมีความฝันอยากย้ายมาเล่นให้ทัพเสือใต้อยู่แล้ว ทำให้ทีมมีโอกาสจะได้ตัวนักเตะฝีเท้าดีมาร่วมทีมจากการเซ็นสัญญาฟรีหลังผู้เล่นหมดสัญญากับต้นสังกัดเก่าโดยไม่ต้องเสียเงินสักยูโร 

บาเยิร์น มิวนิค จึงคุ้นชินกับการหาวิธีเสริมทัพโดยไม่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่งผลให้ทีมมีความพร้อมในการวางแผนการบริหารทีมในสภาวะที่รายได้หดหาย ท่ามกลางช่วงการระบาดของไวรัส COVID-19 

ส่วนเรื่องในสนามพวกเขาก็มีทีมที่ดีอยู่แล้ว เพราะถึงจะใช้เงินน้อยแต่นักเตะของ บาเยิร์น มีแต่แข้งคุณภาพดีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นฝีเท้าระดับโลกแต่ได้ตัวมาแบบฟรี ๆ อย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ เลออน โกเร็ตซ์กา

รวมถึงนักเตะกำลังหลักที่ถูกซื้อมาในราคาไม่แพงอย่าง แซร์จ นาบรี ด้วยเงิน 8 ล้านยูโร, โยชัว คิมมิช ด้วยเงิน 7 ล้านยูโร และ อัลฟอนโซ่ เดวีส์ ด้วยค่าตัว 11.7 ล้านยูโร เป็นต้น 

ทัพเสือใต้จึงมีความพร้อมทั้งขุมกำลังที่ยอดเยี่ยมในสนามและประสบการณ์ของผู้บริหารในการสร้างทีมด้วยงบประมาณที่จำกัดนอกสนาม สิ่งนี้ส่งผลให้บาเยิร์นสามารถเดินหน้าได้ต่อโดยไม่ต้องเกรงกลัว ท่ามกลางถนนสายฟุตบอลที่เต็มไปด้วยปัญหาจาก COVID-19 

"ผมเชื่อว่าการบริหารด้านการเงินที่ดีของเราในหลายปีที่ผ่านมา ทั้งการสร้างรายได้และทำกำไร ส่งผลดีต่อเราในเวลานี้" โอลิเวอร์ คาห์น CEO คนปัจจุบันของ บาเยิร์น มิวนิค กล่าว 

สิ่งสำคัญที่โลกลูกหนังต้องไม่ลืมก็คือ ก่อนที่จะเข้าสู่ปี 2020 ซึ่งมีการระบาดของ COVID-19 บาเยิร์น มิวนิค ไม่มีหนี้แม้แต่ยูโรเดียวซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะมันทำให้สโมสรแห่งนี้แบกภาระทางการเงินน้อยกว่าหลายสโมสรอีกมากมายเมื่อวิกฤตครั้งสำคัญมาถึง

 

ลงทุนผ่านนักเตะ (อย่างคุ้มค่า) รับกำไรผ่านถ้วยแชมป์ 

ด้วยโจทย์ที่ตั้งไว้ว่า บาเยิร์น มิวนิค จะต้องเป็นสุดยอดทีมของเยอรมันต่อไปแม้จะเจอปัญหาด้านการเงิน ทีมยังคงต้องมีการเสริมทัพเพื่อไล่ล่าความสำเร็จต่อไป

บาเยิร์น จึงจ่ายเงินซื้อนักเตะฝีเท้าดีมาเสริมทีม ไม่ว่าจะเป็น เลรอย ซาเน่ ด้วยราคา 50 ล้านยูโร จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ด้วยราคา 42.5 ล้านยูโร จากแอร์เบ ไลป์ซิก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยแทบไม่ได้ขายนักเตะเอาเงินกลับมาใช้เลย มีเพียงแค่ ติอาโก้ อัลคันทาร่า กองกลางชาวสเปนที่ถูกขายออกไปให้ลิเวอร์พูลในราคา 30 ล้านยูโรเพื่อหมุนเงินมาใช้ในสโมสรเท่านั้น

คิดง่าย ๆ จาก 3 ดีลข้างต้น เท่ากับว่า บาเยิร์น มิวนิค ขาดดุลในการซื้อขายประมาณ 60 ล้านยูโร ซึ่งไม่ใช่เงินที่เยอะมากหากเทียบกับทีมระดับเศรษฐี อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ เปแอสเช แต่สำหรับทีมที่เน้นสร้างรายได้จากแฟนบอลและสปอนเซอร์แบบบาเยิร์น นี่คือเงินจำนวนมากโดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 

แน่นอนว่า บาเยิร์น ตัดสินใจยอมทุบกระปุกหมูซื้อนักเตะมาเสริมทัพก็เพราะเป้าหมายที่ชัดเจนของสโมสรว่าต้องเป็นแชมป์เท่านั้น แต่ลองคิดอีกมุมหนึ่งว่า ถ้าบาเยิร์นจะเลือกรัดเข็มขัด ยอมชวดแชมป์สักปีหรือสองปี มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรขนาดนั้น เพื่อเป็นการรักษาเงินก้อนโตที่เป็นเครื่องประกันว่าทีมจะอยู่ได้แบบสบาย ๆ ในช่วงวิกฤตแบบนี้

แต่บอร์ดบริหารบาเยิร์นไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะพวกเขาเชื่อสุดใจว่าถ้วยแชมป์ที่สโมสรคว้ามาได้คือเครื่องมือในการใช้หารายได้ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการดึงดูดสปอนเซอร์ให้เข้ามาสนับสนุนทีม หรือแม้กระทั่งการสร้างแฟนบอลกลุ่มใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการหารายได้ผ่านการขายสินค้าที่เกี่ยวกับสโมสร 

โอลิเวอร์ คาห์น CEO ของบาเยิร์น มิวนิค เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า ความสำเร็จที่ บาเยิร์น มิวนิค คว้ามาในช่วงการระบาดของ COVID-19 มีผลสำคัญต่อการสร้างรายได้ของสโมสร ซึ่งไม่ใช่ความสำเร็จเพียงแค่ปีเดียว แต่การเป็นแชมป์บุนเดสลีกาติดต่อกันถึง 9 สมัย ทำให้ภาพลักษณ์ของทีมเสือใต้มีความแข็งแกร่ง เป็นของจริงในวงการลูกหนัง และดึงดูดแฟนบอลไปจนถึงสปอนเซอร์ให้เข้ามาสนับสนุนทีม

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า บาเยิร์น มิวนิค ผูกขาดความสำเร็จมานานในวงการฟุตบอลเยอรมัน มีขุมกำลังที่ดีกว่าทีมอื่นอย่างชัดเจน การคว้าแชมป์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งของทีมจึงไม่ใช่เรื่องยาก แตกต่างจากหลายทีมในอังกฤษและฝั่งสเปนที่มีการแข่งขันที่สูงกว่าในเยอรมัน 

ดังนั้นการซื้อตัวผู้เล่นของ บาเยิร์น จึงเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง เป็นการหวังผลตอบแทนกลับมาผ่านการคว้าแชมป์ ซึ่งในปี 2020 บาเยิร์นมีรายได้จากสปอนเซอร์รวมกันประมาณ 360 ล้านยูโร หรือประมาณ 13,700 ล้านบาทไทย ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของสโมสร

เหตุผลที่ บาเยิร์น เลือกใช้ผลงานดึงดูดสเปอนเซอร์คือเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะมีการศึกษาและพบว่า นับตั้งแต่มีการระบาดของ COVID-19 มีแนวโน้มที่สปอนเซอร์จะหันมาสนับสนุนทีมฟุตบอลใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรปลดน้อยลง โดยเฉพาะในแง่เงินทุนสนับสนุน

บาร์เซโลน่า ทีมดังจากสเปนที่ปัจจุบันกำลังประสบปัญหาวิกฤตทางการเงินอยู่ในปัจจุบัน เผชิญกับปัญหานี้อย่างรวดเร็ว เพราะทันทีที่เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ บาร์ซ่าก็เสียรายได้จากสปอนเซอร์ทันที 34 ล้านยูโร หรือประมาณ 1,300 ล้านบาทไทย 

เท่านั้นยังไม่พอ หลังจากเกิดการระบาดของ COVID-19 ระยะเวลาเฉลี่ยที่สปอนเซอร์ทำสัญญาสนับสนุนทีมฟุตบอลเหลือไม่ถึง 2 ปีเท่านั้น แทบจะเรียกได้ว่าหลังจากนี้การสนับสนุนของสปอนเซอร์กับทีมเปลี่ยนเป็นสัญญาแบบปีต่อปีเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแม้แต่น้อยกับการบริหารการเงินของสโมสรฟุตบอลในระยะยาว โดยเฉพาะในสภาวะที่ทุกทีมก็สูญเสียรายได้แบบนี้ 

การคว้าแชมป์อย่างต่อเนื่องของ บาเยิร์น จึงเป็นหนทางที่ดีในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับทีมที่จะนำไปสู่ความมั่นใจของสปอนเซอร์ที่เข้ามาสนับสนุน ซึ่งผลลัพธ์คือทีมเสือใต้ได้ดีลสปอนเซอร์ที่ดี ทั้งในแง่จำนวนเงินและระยะเวลาสัญญา เพราะบริษัทกลุ่มทุนต่าง ๆ ถ้าจะเสียเงินระดับหลายสิบล้านยูโรก็คงอยากจะจ่ายเงินสนับสนุนให้กับทีมที่มีหน้ามีตาได้รับความสนใจจากแฟนบอลกันทั้งนั้น 

การประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2020 ทำให้ บาเยิร์น มิวนิค มีรายได้จากสปอนเซอร์สูงกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยมีเพียง เรอัล มาดริด ทีมเดียวเท่านั้นที่มีรายได้จากสปอนเซอร์เทียบเท่ากับบาเยิร์น 

สุดท้ายแล้วหากจะหาเหตุผลว่าเหตุใดบาเยิร์นจึงบริหารทีมได้เป็นอย่างดีในช่วงวิกฤตโรคระบาด ก็ชัดเจนว่าแนวทางของสโมสรแห่งนี้ดีมาตั้งแต่ก่อนจะมี COVID-19 แล้ว 

การสร้างความมั่นคงทั้งในและนอกสนามมาตลอดของ บาเยิร์น มิวนิค จึงออกดอกออกผลในช่วงเวลาที่ทีมต้องการ ทำให้ บาเยิร์น มิวนิค ยังคงเป็นสุดยอดสโมสรที่ไล่ล่าคว้าความสำเร็จและรักษาสถานะของสโมสรให้มั่นคงได้ต่อไป 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ก้าวอย่างโอหัง : เรื่องนอกสนามที่ทำให้ บาเยิร์น มิวนิค ครองความยิ่งใหญ่ในประเทศไปอีกนาน | MAIN STAND

บังเอิญหรือตั้งใจ : เบื้องหลังคำครหา "ทีมพลังดูด" ของ บาเยิร์น มิวนิค | MAIN STAND

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.sportspromedia.com/categories/finance-investment/finances/nike-q2-2021-revenue-digital-sales/
https://fcbayern.com/en/news/2021/11/2020-21-revenue-and-profit-strongly-influenced-by-covid-19
https://www.bavarianfootballworks.com/2022/1/12/22880194/bayern-munich-league-champion-profit-2020-2021-coronavirus-pandemic-revenue-atletico-inter-barca
https://www.footballbenchmark.com/library/commercial_revenue_trends_reveal_cautious_optimism
https://www.statista.com/statistics/250856/revenue-of-bayern-munich-by-stream/

Author

ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง

let me fly you to the moon, my eyes have always followed you around the room 'cause you're the only.

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ