
มีสำนวนอเมริกันอยู่ 1 สำนวนที่ว่า Big fish in a small pond หรือ "ปลาใหญ่ในบ่อเล็ก" ที่หมายความถึง การเป็นคนที่รู้จักกันดีและสำคัญในกลุ่มเล็ก ๆ แต่ไม่เป็นที่รู้จักหรือมีความสำคัญภายนอกกลุ่มเลย
การเป็นปลาใหญ่ในบ่อเล็กมีทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าคน ๆ นั้นจะพอใจในบทบาทปลาใหญ่ตัวนั้นหรือไม่...
ในบ่อเล็ก ๆ เขาคือราชาที่จะว่ายไปไหนทางไหนผู้คนก็ต้องหลีกทาง แต่เขาจะไม่สามารถโตไปได้ยิ่งกว่านี้เพราะอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารแล้ว กลับกันหากเขาย้ายบ่อไปเป็น "ปลาเล็กในบ่อใหญ่" สิ่งที่เคยทำมาก็จะแทบไม่มีความหมาย แล้วการต่อสู้เพื่อขยายร่างใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น
นี่คือเรื่องราวของปลาใหญ่ในบ่อเล็กที่ชื่อว่า "ไทยลีก" ธีรศิลป์ แดงดา คือนักเตะที่ออกผจญภัยมากกว่านักเตะคนไหน ๆ ในประเทศ พร้อมกับได้เปิดโลกทัศน์ให้ฟุตบอลไทยได้รับรู้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากของเขา
ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่
การต่อสู้ของปลาเล็ก
ไม่ว่าจะเป็นใครบนโลกนี้ก็ไม่สามารถหนีคำนินทาและคำวิจารณ์ได้ หากเรามองไปที่ตัวของ ธีรศิลป์ แดงดา ณ เวลานี้ที่ไม่มีคนไทยคนไหนกล้าสงสัยอีกแล้วว่าเขาคือกองหน้าไทยที่ดีที่สุดในยุคนี้หรือเปล่า แต่หากย้อนกลับไปในวันที่ ธีรศิลป์ ยังอยู่ในวัยทีนเอจ เขาเคยถูกเรียกว่า "เด็กเส้น" มาก่อน
"เด็กเส้น" คือหนึ่งในประเพณีการทำงานแบบไทย ๆ ที่บางครั้งอาจจะมองไม่เห็น ไม่สามารถหาหลักฐานชัดเจนได้ แต่ก็สามารถรับรู้ได้ด้วยความรู้สึก และการที่มันเป็นการคาดเดาโดยความรู้สึกนี่แหละ ความคิดของคนเราก็มักจะไปได้ไกลและมากมายเหลือเกิน

ในช่วงที่ทีมชาติไทยยังไม่ได้บูมสุดขีด มีปัญหาเรื่องฟอร์มการเล่นแทบทุกชุด เป็นช่วงเวลาที่ ธีรศิลป์ เติบโตขึ้นมาพอดี ... ค.ศ. 2004 หรือช่วง พ.ศ. 2547 ธีรศิลป์ อายุ 17 ปี และได้เล่นฟุตบอลอาชีพให้กับสโมสร ราชประชา โดยยิงได้ 3 ลูกจาก 6 เกมที่ลงสนาม จากนั้นก็เริ่มได้ลงเล่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปีต่อ ๆ มา
กองหน้ารูปร่างดี ยิงประตูเก่ง สามารถถอยต่ำลงมาสร้างสรรค์เกมรุกได้ คือวิธีการเล่นของ ธีรศิลป์ หลังจากแจ้งเกิดได้ไม่นานสโมสร เมืองทองฯ ยูไนเต็ด ที่กำลังมีโปรเจ็กต์สร้างสโมสรให้เป็นยอดทีมของเมืองไทย โดยรวมเอากลุ่มนักเตะที่ดีที่สุดในประเทศมารวมตัวกัน เหมือนกับโมเดลที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยใช้ครองความสำเร็จในฟุตบอลอังกฤษ
ธีรศิลป์ เก่งขึ้นในแต่ละขวบปี เพียงแต่ ณ เวลานั้นฟุตบอลลีกของไทยไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก ดังนั้นหากไม่ใช่คนที่ติดตามจริง ๆ หรือเป็นแฟนของเมืองทองก็แทบจะไม่เข้าใจความเก่งกาจของธีรศิลป์เลย ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะต้องสงสัย ในวันที่ ธีรศิลป์ ก้าวขึ้นไปติดทีมชาติชุดใหญ่ ซึ่งถือเป็นเวทีเดียวที่คนไทยทั้งประเทศจะได้รู้จักนักเตะไทยได้ดีที่สุด
"ธีรศิลป์เริ่มมีทักษะและการเล่นที่ดีมากขึ้น จนมีหลายทีมทั้งในประเทศและนอกประเทศสนใจอยากได้ตัวธีรศิลป์ไปร่วมทีม ซึ่งตัวผมและสตาฟโค้ชทุกคนเชื่อมั่นเลยว่า เด็กคนนี้มีอนาคตที่สดใสแน่นอน" นี่คือสิ่งที่ โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ ประธานเทคนิคของเมืองทองในสมัยนั้นกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟนบอลไทยหลายคนไม่ค่อยจะเห็นด้วยนักในช่วงแรกที่พวกเขาได้เห็นธีรศิลป์ลงเล่นให้กับทีมชาติ

เมื่อมีใครสักคนที่พวกเขาไม่รู้จักขึ้นมาติดทีมชาติ มันจะต้องมีคำถามอยู่ตลอดว่า "เด็กเส้นหรือเปล่า" ธีรศิลป์ ถือว่ามีคุณสมบัติเข้าเค้าหลายข้อคือ ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติตั้งแต่อายุยังน้อย, ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงก่อนรุ่นพี่, ได้รับการผลักดันผ่านสื่อและสมาคม อาทิ การได้ไปสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงสั้น ๆ ทุกคนมองว่าการก้าวขึ้นมาเป็นกองหน้าเบอร์ 1 ของทีมชาติไทยของ ธีรศิลป์ นั้น "ง่ายเกินไป ราวกับเป็นเด็กเส้น"
"เท่าที่ทราบยังไม่มีประเทศไหนเขาเอานักบอลจากดิวิชั่น 2 มาติดทีมชุดใหญ่เลยนะครับ แค่นี้ก็พอจะมองออกว่าป๋าดันขนาดไหน แล้วพวกที่เล่นดิวิชั่น 1 (อีกหลายสิบ) พวกที่เล่นไทยลีก(ก็อีกหลายสิบคน) มันไม่มีฝีเท้าที่จะเล่นสู้ธีรศิลป์ได้เลยเหรอครับ ไม่ใช่ว่าผมใจแคบนะ แต่ควรทำอย่างเป็นระบบมากกว่านี้ อย่างมากเขาได้ติดทีมชุดซีเกมส์ก็พอแล้ว" นี่คือตัวอย่างความคิดเห็นของแฟนบอลในเว็บไซต์ Thailandsusu ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์รวมของคนคลั่งไคล้ฟุตบอลไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ช่วงที่ไปทดสอบฝีเท้ากับ แมนฯ ซิตี้ นั้นหากพูดกันตรง ๆ คือช่วงขายฝันให้แฟนฟุตบอลไทย หลายคนยังแอบหวังว่าจะได้เห็นคนไทยเล่นในพรีเมียร์ลีก ฟุตบอลลีกที่คนไทยติดตามมากที่สุด แต่ในความจริงนั้นยากมาก การมาจากประเทศไทยกับระดับพรีเมียร์ลีกนั้นห่างกันเกินไป อีกทั้งยังมีเรื่องของเวิร์กเพอร์มิตมาขวางอีก 1 ต่อ ทำให้ ธีรศิลป์ และเพื่อน ๆ อีก 2 คนอย่าง เกียรติประวุฒิ สายแวว, สุรีย์ สุขะ ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากในแบบที่พวกเขาไม่มีวันจะได้พบเจอในการเล่นลีกอาชีพในไทยได้เลย
ธีรศิลป์ เล่าให้สื่ออย่าง FourFourTwo Thailand ฟัง ภายหลังจากที่กลับมาค้าแข้งในเมืองไทยว่า ช่วงเวลาที่ไปอยู่ที่ แมนฯ ซิตี้ เขาต้องซ้อมกับทีมชุดเยาวชน ยากที่จะสอดแทรกไปซ้อมกับทีมชุดใหญ่ นอกจากนี้เขายังโดนส่งไปเล่นในสวิตเซอร์แลนด์ กับ กราสฮ็อปเปอร์ ซูริค ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกสับสน มันเป็นความอยากสู้และความท้อแท้ในเวลาเดียวกัน เพราะแม้จะมาเล่นในลีกที่เล็กกว่าพรีเมียร์ลีก แต่สุดท้ายสถิติการลงเล่นเกมอย่างเป็นทางการของเขาก็ยังเป็น "0" อยู่ดี อีกทั้งยังมีเรื่องราวของการเป็นโรค "โฮมซิก" เล่นงาน

สุดท้าย 1 ปีกับโครงการ แมนฯ ซิตี้ ก็จบลง หลายคนบอกว่านี่เป็นการเสียเวลาเปล่า แต่ ธีรศิลป์ กลับมามองตัวเองอีกครั้งว่าเขาได้อะไรจากช่วงเวลานั้นมาบ้าง การได้เห็นฟุตบอลระดับที่นักเตะไทยหรือคนไทยได้เห็นจากการอ่านหรือดูโทรทัศน์ ธีรศิลป์ ได้สัมผัสมันจริง ๆ ได้รู้ว่านักฟุตบอลระดับลีกแถวหน้าของโลกเขาทำตัวกันอย่างไร ตั้งแต่การซ้อม การเตรียมตัว การทำตัวเองให้อยู่ในสภาวะจิตใจที่แข็งแกร่ง หรือแม้กระทั่งการกินอาหารให้เหมาะสมตามโภชนาการ มันคือมืออาชีพจริง ๆ ชนิดที่ว่าหากไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง พวกเขาก็อาจจะหลุดจากตำแหน่งของตัวเองแทบจะทันที
"ผมยังต้องปรับตัวให้เข้ากับแนวทางการเล่นในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นด้านวินัยหรือสภาพจิตใจ ผมได้เรียนรู้ว่าจำเป็นต้องมีความเชื่อมั่นในเทคนิคและทักษะของตนเอง รวมไปถึงการแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันดีของสังคมเอเชีย อย่างการให้ความเคารพผู้อาวุโส เมื่อผมกลับมาสู่ประเทศไทย ผมรู้เพียงว่าจำเป็นต้องเล่นฟุตบอลให้ดีที่สุด และไม่คิดว่าตัวเองเป็นเด็กอีกต่อไปแล้ว" ธีรศิลป์ กล่าว
ปลาเล็กในบ่อใหญ่อย่างพรีเมียร์ลีกตัวนี้ ได้กลับมาเล่นในบ่อเล็ก ๆ ที่เรียกว่าไทยลีกอีกครั้ง ฟุตบอลไทยยังคงเดิม แตกต่างกันที่ปลาเล็กอย่างธีรศิลป์ยังคงไม่รู้ตัวว่าการกลับมาครั้งนี้ เขาได้กลายเป็นปลาใหญ่ในบ่อเล็กเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เบอร์ 1 ฟุตบอลไทย
การกลับมาเล่นในไทยลีก ธีรศิลป์ สลัดคำกล่าวหาว่าตัวเองเป็นเด็กเส้นได้จริง ๆ ในช่วงเวลาที่ ธีรศิลป์ ก้าวจากคำว่าดาวรุ่งกลายเป็นสตาร์ ฟุตบอลไทยก็เติบโตขึ้นพอดี คนไทยหลายคนหันมาชมเกมไทยลีกมากขึ้นไม่ว่าจะในสนามหรือจากการถ่ายทอดสด เริ่มมีวัฒนธรรมการเชียร์บอลที่สนุกสนาน มีระบบการถ่ายทอดสดที่พัฒนาขึ้น นั่นเท่ากับว่าจากคนไทยที่เคยเห็นธีรศิลป์ เล่นในทีมชาติปีละไม่กี่ครั้ง พวกเขาจะได้เห็น ธีรศิลป์ ลงเล่นในทุกสัปดาห์ และตรงนั้นแหละที่ทำให้หลายคนเข้าใจว่า ธีรศิลป์ "เก่งจริง ๆ" เก่งในระดับที่เหมือนมีโควตานักเตะต่างชาติในทีมเพิ่มมาอีก 1 คนเลยทีเดียว

ปีที่ดีที่สุดของ ธีรศิลป์ ที่เขาปลดล็อกคำวิจารณ์ทุกอย่างได้ คือปีที่ เมืองทอง มี สลาวิซ่า โยคาโนวิช เป็นกุนซือ (ภายหลังมีโอกาสได้คุมทีมในพรีเมียร์ลีกอย่าง ฟูแล่ม และ วัตฟอร์ด) ที่ ธีรศิลป์ จับคู่กับ มาริโอ ยูรอฟสกี ในแนวรุก และทำให้ เมืองทองทำสถิติเป็น "แชมป์ไร้พ่าย" ทีมแรกของประเทศไทย
"หากจะให้เลือกนักเตะที่ดีที่สุดในทีมของผม ผมขอเลือก ธีรศิลป์ แดงดา เขาเป็นกองหน้าที่ยิงประตูได้ทุกจังหวะ มีความเร็ว ความสามารถเฉพาะตัว และพละกำลังดีมาก ผมเชื่อว่าเขาดีที่สุดในช่วงเวลาของผม และเขาก็เป็นนักเตะที่ดีที่สุดในประเทศไทยด้วย" โยคาโนวิช ตอบคำถามสื่อถึงช่วงเวลาที่ขาคุมทีมเมืองทอง ว่าใครเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในสายตาเขา
ธีรศิลป์ กับ มาริโอ ถูกเรียกว่า "ดูโอ้ มุ้ย & มาริโอ" และ ธีรศิลป์ ก็เริ่มถูกเรียกว่า "เทพมุ้ย" ซึ่งฉายานี้ยังคงถูกเรียกมาจนทุกวันนี้

ธีรศิลป์ เป็นตัวเลือกแรกทั้งในสโมสรและทีมชาติ มีผลงานและรักษามาตรฐานระดับการเล่นไว้ได้หลายซีซั่น ไม่มีกองหน้าคนไทยคนไหนที่จะทำผลงานได้สม่ำเสมอเท่ากับเขาอีกแล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า ทุกอย่างที่ ธีรศิลป์ เคยผ่านมาล้วนเป็นครูที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้อย่างแท้จริง การโดนหาว่าเป็นเด็กเส้น การถูกมองว่าเสียเวลากับโครงการป๋าดันที่ แมนฯ ซิตี้ ทุกอย่างทำให้ ธีรศิลป์ แกร่งขึ้นทั้งในและนอกสนาม ทั้งการเล่นและสภาพจิตใจ...
กระโดดข้ามบ่อ
หลังพิสูจน์ว่า "เก่งเกินไทยลีก" ธีรศิลป์ ถูก เมืองทอง ส่งตัวไปซ้อมเก็บตัวช่วงสั้น ๆ กับ แอตเลติโก มาดริด ในช่วงนั้น ธีรศิลป์ ได้เจอกับนักเตะเก่ง ๆ โดยเฉพาะกองหน้าที่ดีที่สุดในยุคคนหนึ่งอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา กองหน้าทีมชาติโคลอมเบีย ดังนั้นแม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ แต่มันก็ถือเป็นการเรียนรู้ และเหนือกว่านั้นคือ อัลเมเรีย สโมสรในลีกสูงสุดของสเปน ให้ความสนใจในตัวเขา

มันเป็นช่วงเวลาสำคัญมากสำหรับ ธีรศิลป์ เขารู้ดีว่าการฝันหวานกับข้อเสนอแบบนี้คือสิ่งที่ผิดถนัด ถึงแม้เขาจะเก่งขึ้นมาก แต่การไปเล่นในลีกที่แกร่งที่สุดลีกหนึ่งของโลกอย่าง ลา ลีกา เขาจะต้องปรับตัวไม่แพ้กับช่วงเวลาที่เขาไปที่ แมนฯ ซิตี้ มันจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ... แต่เขาก็ไป เพราะเหตุผลเดียวคือ "ถ้าไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ คงเสียดายไปชั่วชีวิต"
เขาตัดสินใจย้ายไป อัลเมเรีย และเป็นข่าวใหญ่ในไทย นักเตะที่ดีที่สุดในประเทศและในอาเซียน กำลังจะไปเล่นในลีกแถวหน้าของโลก มันคือก้าวไปอีกขั้นและอีกระดับ หาก ธีรศิลป์ ทำได้ ... มันจะเป็นการกรุยทางครั้งประวัติศาสตร์ของฟุตบอลในภูมิภาคนี้เลยก็ว่าได้
ในขณะที่ฝันหวานเกิดขึ้นกับคนไทยอีกครั้ง ธีรศิลป์ ได้เปลี่ยนสถานะจากสตาร์ไทยลีกไปเป็น "โนวัน" ในทีมอัลเมเรีย เขาเล่าในภายหลังว่า 5 เดือนแรกนั้น ได้สัมผัสสนามเพียงน้อยนิด และรู้สึกว่าตัวเองเป็น "ส่วนเกิน" ของทีม เขาไม่มีเพื่อนและไม่สามารถสื่อสารกับใครได้เลย
“เราเริ่มรู้สึกแย่กับการไม่เข้าใจสิ่งที่โค้ชต้องการสื่อสารมากขึ้น เราพูดไม่ได้ มันรู้สึกด้อย ๆ ไปเอง เวลามีนัดหมายอะไร เราก็ไม่รู้เรื่อง มันสะสมมาเรื่อย ๆ เราก็ยิ่งไม่กล้าคุย แต่ช็อตที่รู้สึกแย่ที่สุดคือ วันที่มีประชุมกันทั้งสโมสรและจัดเป็นงานเลี้ยงค็อกเทลช่วงเที่ยงวันหลังซ้อมตอนเช้า ทุกคนจับกลุ่มคุยกัน แล้วมีเราอยู่คนเดียวในสโมสรที่พูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง มันยิ่งแย่กว่าตอนอยู่ในสนามเสียอีก”
“ผมได้ลงเล่นน้อยลงเรื่อย ๆ จนบางทีไม่มีชื่อเป็นตัวสำรองเลย และถ้าได้ลง ส่วนใหญ่ก็ถูกจับไปเล่นริมเส้นเสียมากกว่า”
แม้สิ่งที่ ธีรศิลป์ กล่าวมาจะดูน่าหดหู่ แต่เขาไม่ได้ท้อจนอยากจะกลับบ้าน เขาเข้าใจว่าไม่มีการปรับตัวใดที่ไม่ใช้เวลา หลายสิ่งจะดีขึ้นหากเขามุ่งมั่นตั้งใจ และคิดว่าช่วงเวลานี้คือห้องเรียนสำคัญ หากเขาผ่านไปได้และเก็บเกี่ยวทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาไว้ได้ เขาจะกลายเป็นนักเตะที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน ... และวันของเขาก็มาถึง
วันที่ 5 ธันวาคม 2014 ในศึกโกปา เดล เรย์ 6 เดือนหลังจากย้ายทีม ธีรศิลป์ ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในเกมที่พบกับ เรอัล เบติส เขาใช้เวลา 5 นาทีเท่านั้น กีเก้ ซานเชซ จ่ายบอลทะลุช่องให้ ธีรศิลป์ หลุดเดี่ยว ... มันเป็นช่วงเวลาที่บีบหัวใจคนไทย หลายคนที่รอดูการถ่ายทอดสดนี้ผ่านลิงก์เถื่อน แม้จะเป็นเวลาร่วมตี 3 แล้วก็ตาม ... ธีรศิลป์ เองตื่นเต้นและสับสนกว่านั้นหลายเท่านัก
“มันกดดันมาก เพราะเราเห็นมาแต่ไกลเลยว่ามันหลุดแน่ ๆ แต่มันไม่เหมือนความรู้สึกเวลาเล่นที่ไทย ที่เราจะได้มีโอกาสหลุดไปยิงบ่อย ๆ มันทำให้เราคิดว่าต้องยิงยังไงดีวะ จะชิบแบบที่เคยทำได้ไหม เฮ้ย! แล้วถ้ามันไม่เข้าล่ะ เราเคยเห็นนักบอลต่างประเทศยิงลอดขาผู้รักษาประตูบ่อย ๆ ซึ่งที่ไทยไม่ค่อยมีใครทำได้ แล้วเราจะลองทำแบบนั้นไหม ธรรมชาติของผู้รักษาประตูที่นี่เป็นยังไง คือมันเป็นการหลุดเดี่ยวที่คิดเยอะมาก และสุดท้ายผมก็เลือกยิงธรรมดา ๆ เข้าไป”
แม้จะสวยสดงดงามและสร้างสถิติเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ยิงประตูได้ในประเทศสเปน แต่เวลาของธีรศิลป์ที่อัลเมเรียหมดลงแล้ว สโมสรผลงานไม่ดีนัก มีการเปลี่ยนโค้ช และโค้ชคนใหม่ที่ชื่อว่า ฆวน อิกนาซิโอ มาร์ติเนซ ที่เข้ามาทำภารกิจหนีตกชั้น ไม่ต้องการใช้งาน ธีรศิลป์ อีกต่อไป นำไปสู่การยกเลิกสัญญาในที่สุด

ธีรศิลป์ เล่าว่าครั้งนี้เขาไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรเลย การซ้อมที่เข้มข้นและสนุกที่สุดในแบบที่เขาไม่เคยเจอ รูปแบบการเล่น การซ้อมการเตรียมตัวที่เอาจริงเอาจังมากที่สุด ชนิดที่ว่าไทยลีกยังห่างไกล มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ขมไปบ้าง แต่เขาให้ข้อสรุปว่า "นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา"
“ความจริง 6 เดือนที่อยู่ที่นั่น มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตการเป็นนักฟุตบอลของผมแล้ว หากไม่นับเรื่องความสำเร็จ การยิงประตู หรือการคว้าแชมป์ ถ้าถามว่าเสียดายไหม ผมไม่เสียดาย…”
“และถ้าถามผมว่าหากคิดว่านับเฉพาะเรื่องฟุตบอลเพียว ๆ ผมเล่นได้ไหม ? - ผมคิดว่าได้” ธีรศิลป์ กล่าวด้วยทัศนคติที่ยอดเยี่ยม
ลองทุกอย่าง ทุ่มสุดตัวทุกทาง
การกลับมายังไทยลีกอีกครั้ง ธีรศิลป์ ยิ่งเก่งขึ้นกว่าเดิม คอมเมนต์ในโซเชียลหรือเว็บบอร์ดต่าง ๆ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ธีรศิลป์ เปลี่ยนไป เยือกเย็นและเก๋าขึ้นมากกว่าตอนก่อนที่จะไปสเปนเยอะ ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องฟอร์มการเล่น ธีรศิลป์ รักษามาตรฐานยามเล่นในไทยลีกให้ เอสซีจี เมืองทอง ได้อย่างสบายบรื๋อ เพราะแทบจะไม่ต้องมีอะไรให้พิสูจน์อีกแล้ว

เขากลับมาเป็นกำลังสำคัญของ กิเลนผยอง ในยุค "แชมป์ไร้พ่าย" ครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ในยุคของโค้ช ธชตวัน ศรีปาน ที่ในทีมชุดนั้นมีนักเตะทีมชาติไทยรุ่นน้องเก่ง ๆ อีกหลายคนทั้ง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีราทร บุญมาทัน, สารัช อยู่เย็น, ธิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และ ทริสตอง โด เป็นต้น
ช่วงเวลานั้นฟุตบอลไทยกลับมาบูมอีกครั้ง นักเตะหลายคนเริ่มมีข่าวกับทีมในต่างประเทศ ชนาธิป ที่ย้ายออกไปก่อนกับ คอนซาโดเล ซัปโปโร ในปี 2018 และหลังจากนั้นไม่นาน ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิมา ก็ตามรอยด้วยการคว้า ธีรศิลป์ แดงดา ไปร่วมทีม
ครั้งนี้ ธีรศิลป์ มีส่วนร่วมแตกต่างกับตอนที่ไปเล่นในสเปนกับอัลเมเรียอย่างสิ้นเชิง เขายิงประตูได้ตั้งแต่เกมแรกที่ลงสนาม และทำสถิติเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ยิงประตูในเจลีกได้ อีกทั้งยังมีบทบาททั้งตัวจริงและตัวสำรองตลอดทั้งซีซั่น จนทีมคว้าอันดับ 2 ของลีก ตอนนี้เขาเข้าใจโลกมากขึ้น เลือกมองสิ่งต่าง ๆ ในแง่บวกเสมอ สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ดีในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง

"โดยรวมแล้วเป็นปีที่ผมมีความสนุกมาก ๆ เพราะได้เรียนรู้ฟุตบอลที่ถ้าไม่มาคงจะไม่ได้เห็นอย่างแน่นอน ผมดีใจกับทุกเหตุการณ์ในการมาอยู่กับ ซานเฟรซเช่ ฮิโรชิมา ไม่ว่าจะเป็นในการแข่งขันหรือแม้แต่การซ้อม"
ตัวของ ธีรศิลป์ นั้นอยากไปต่อและเชื่อว่าเขาจะทำได้ดีขึ้นหากได้รับโอกาสในฤดูกาลหน้า และทางสโมสรก็อยากจะรั้งเขาไว้ เพียงแต่ว่าหลังหมดสัญญายืมตัวและการเจรจาระหว่าง ซานเฟรซเซ่ และ เมืองทอง มีปัญหาเล็กน้อย มีข้อเสนอที่ไม่ลงตัว จนทำให้ทีมจากญี่ปุ่นถอนสมอไป และ ธีรศิลป์ ก็กลับมาเล่นในไทยลีกต่ออีก 1 ฤดูกาล
ทว่ายี่ห้อกองหน้าหมายเลข 1 ในประเทศไทยนั้นขายได้เสมอ หลังจบซีซั่นกับเมืองทอง ชิมิสุ เอสพัลส์ ทีมในเจลีก ก็ยื่นซื้อ ธีรศิลป์ แบบซื้อขาด ถึงตอนนี้ ธีรศิลป์ ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว เขากลับไปญี่ปุ่นอีกครั้งในปี 2020 และยังคงยิงประตูแรกได้ตั้งแต่นัดเปิดสนามเลยเช่นกัน ... แม้จะจบซีซั่นได้ไม่สวยนักจากเหตุการณ์โควิด-19 ระบาด จนเจลีกต้องให้แข่งขันแบบไม่มีตกชั้น และ ธีรศิลป์ ก็ได้ลงเล่นเป็นตัวสำรองเสียส่วนใหญ่ แต่ไม่ว่าอย่างไร ธีรศิลป์ ก็มักจะเปิดใจผ่านสื่ออยู่ตลอดว่า ทุกการตัดสินใจของเขา ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขารู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจได้ผิดพลาด

ทุกที่ ๆ ไปทำให้เขาเรียนรู้ในบทบาทต่าง ๆ หลายสิ่งหลายอย่างก็เป็นของใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนนี้ ธีรศิลป์ กลับมาค้าแข้งกับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด และคลาสของเขาก็ยังคงเดิม เขาเคยเป็นทั้งปลาใหญ่ในบ่อเล็ก และปลาเล็กในบ่อใหญ่มาแล้วทั้งหมด แม้การไปเล่นในต่างประเทศอาจจะไม่มีครั้งไหนที่ใช้คำว่าประสบความสำเร็จได้อย่างเต็มปากก็ตาม แต่เขาได้กลายเป็นนักเตะวัย 33 ปี ที่ไม่มีอะไรต้องเสียดายเลยสักอย่างในช่วงเวลาค้าแข้งที่ผ่านมา
การเจริญเติบโตในหน้าที่การงานมีอยู่ 2 ทาง "ค่อยเป็นค่อยไป หรือมีโอกาสต้องคว้าไว้" คำตอบทั้งสองข้อไม่มีข้อไหนผิดทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคำตอบไหนเหมาะกับตัวตนและหัวใจของคุณที่สุดต่างหาก
สำหรับ ธีรศิลป์ เขาเลือก "มีโอกาสต้องคว้าไว้" และคุณก็สามารถเห็นได้ว่าในทุกช่วงเวลาว่าไม่ว่าเขาจะเลือกแบบไหน ธีรศิลป์ ก็ยังเป็นกองหน้าไทยหมายเลข 1 ตลอดยุคของเขาเสมอมา

ในวันที่เขาเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพ สิ่งที่ธีรศิลป์ทำไว้จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่นักเตะรุ่นหลังต้องพยายามก้าวข้ามให้ได้ ... ถ้าเก่งจริงคุณต้องรอดในญี่ปุ่น ต้องไปเล่นเป็นตัวหลักที่สเปน ให้เหนือกว่าที่ ธีรศิลป์ เคยสร้างมาตรฐานไว้
การผจญภัยของเขาทำให้ฟุตบอลไทยได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น ... ต้องขอบคุณการไม่กลัวความล้มเหลวของเขาที่ทำให้หลายคนรู้ว่า "ระดับที่เราอยู่" กับ "ระดับโลก" นั้นต่างกันขนาดไหน
เมื่อเราเข้าใจความห่างนั้น ในอนาคตวงการฟุตบอลไทยอาจจะเจอปลาใหญ่ในบ่อใหญ่ขึ้นมาจริง ๆ อาจจจะมีคนที่สามารถก้าวข้ามสิ่งที่ ธีรศิลป์ เคยทำไว้ก็เป็นได้ในสักวัน

แหล่งอ้างอิง
https://www.smmsport.com/reader/news/315880
https://mgronline.com/sport/detail/9610000118179
http://oknation.nationtv.tv/blog/print.php?id=293023
https://www.tnnthailand.com/news/sports/42157/
http://www.thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=15218.0
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B9%8C_%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B2
https://www.prachachat.net/guru-sport/news-92649