FEATURE

คิมี่ ไรโคเน่น : "ไอซ์แมน" ผู้สร้างตำนานพูดน้อยต่อยหนักแห่ง F1 | Main Stand



คิมี่ ไรโคเน่น ตำนานนักขับ Formula 1 ชาวฟินแลนด์ ประกาศรีไทร์จากวงการหลังจบฤดูกาล 2021 ด้วยวัย 41 ปี 


 

นอกจากการเป็นแชมเปี้ยน เขาถูกจดจำในฐานะ "ไอซ์แมน" ผู้เยือกเย็น พูดน้อย นิ่งสงบ และเป็นหนึ่งในนักขับที่ทำงานด้วยยากที่สุดคนหนึ่งจากปากคำของผู้ร่วมงาน ถึงกระนั้นคุณก็คาดหวังผลงานจากเขาได้เสมอ

เขาทำเช่นไรภายใต้บรรยากาศการทำงานที่น่าอึดอัด แต่กลับลงท้ายด้วยผลลัพธ์ระดับแชมป์โลก 

ติดตามได้ที่ Main Stand 

 

ตามรอย Flying Finn 

ฟินแลนด์ คือประเทศที่ผลิตนักแข่งกีฬาด้านความเร็วมาหลายยุคหลายสมัย พวกเขาวิ่งเร็ว ขับรถเร็ว และเป็นหนึ่งในประเทศที่ "ซิ่งที่สุด" ในโลก

จุดเริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อปี 1912 ที่ ฮันเนส โคเลห์ไมเน่น นักวิ่งระยะกลางและระยะไกลที่คว้าได้ถึง 3 เหรียญทองในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ปี 1912 ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน จากนั้นก็มีนักวิ่งอีกหลายคนที่สืบทอดตำนานนั้น 

ทว่าเมื่อกีฬามอเตอร์สปอร์ตได้รับความนิยมขึ้นมาในประเทศฟินแลนด์ในช่วงปี 1960 เราโน่ อัลโตเน่น และ ติโม มาคิเน่น ก็กลายเป็นเจ้าแห่งความเร็วของโลกในกีฬาแข่งรถแรลลี่ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็ก ๆ ฟินแลนด์หลังจากยุคดังกล่าวมีความฝันในการเป็นนักแข่งรถ 

นอกจากเรื่องของแรงบันดาลใจแล้ว ฟินแลนด์ ยังเป็นประเทศที่มีโครงข่ายถนนที่โยงใยไปทั่วประเทศที่มีความยาวรวมกันอยู่ที่ราว 454,000 กิโลเมตร ทว่ามีทางหลวงเส้นใหญ่เพียง 78,000 กิโลเมตร และถนนชุมชนท้องถิ่นราว 26,000 กิโลเมตรเท่านั้น เท่ากับว่า ถนนส่วนบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่มีสภาพเป็นลูกรัง รวมถึงถนนที่ตัดผ่านป่าเขาลำเนาไพรของประเทศมีมากถึงราว 350,000 กิโลเมตรเลยทีเดียว 

ยิ่งไปกว่านั้นคือการมีฤดูหนาวที่ยาวนาน มีหิมะตกอยู่บ่อย ๆ จึงทำให้ถนนหนทางที่นี่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ... คุณเห็นอะไรจากสิ่งที่เรากล่าวมาบ้าง ?

พวกเขามีสภาพของถนนที่ขับรถยากพอสมควร และมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องปรับตัว เมื่อมีถนนที่ขับรถยากคนขับก็ต้องพัฒนาฝีมือตัวเองให้เก่งขึ้นด้วย และนี่คือจุดเริ่มต้นของ คิมี่ ไรโคเน่น หนึ่งในนักแข่งฟอร์มูล่าวันที่ดีที่สุดของฟินแลนด์ เพราะเจ้าตัวเคยเล่าว่าต้นเหตุของฝีมือการขับรถของเขา เกิดจากการพยายามปรับตัวกับถนนหนทางในประเทศฟินแลนด์ตั้งแต่หัดจับพวงมาลัยเป็นครั้งแรก 

"ถ้าอยากมีชีวิตรอดในฟินแลนด์ สิ่งหนึ่งที่ต้องมีเลยคือฝีมือในการขับรถ เพราะถนนที่นี่ไม่เพียงแต่ขรุขระเท่านั้น แต่ยังลื่นเอามาก ๆ อีกด้วยล่ะ" ไรโคเน่น ว่าถึงจุดเริ่มต้นของการตามรอยตำนาน Flying Finn อันยิ่งใหญ่ 

 

เด็กหนุ่มแห่งความลับ  

อย่างที่เราได้กล่าวไว้ในข้างต้น ประเทศฟินแลนด์เป็นประเทศที่ให้ความสนใจในกีฬาความเร็วแทบทุกประเภทโดยเฉพาะรถแข่ง และเมื่อผนวกเข้ากับคุณภาพชีวิตที่อยู่ในระบบรัฐสวัสดิการ เด็ก ๆ ในครอบครัวต่าง ๆ ก็มักจะได้ทดลองทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย ได้หาความชื่นชอบของตัวเอง เนื่องจากพวกเขามีคุณภาพชีวิตพื้นฐานที่ดี 

ว่ากันว่าแทบทุกครอบครัวจะต้องมีบ้านพักตากอากาศกลางป่าเขาไว้สำหรับพักผ่อนช่วงซัมเมอร์ ซึ่งจุดนี้เองเป็นช่วงเวลาที่จะมีกิจกรรมระหว่างพ่อกับลูก นั่นคือการเอาลูกนั่งตักและทดลองขับรถในที่โล่ง ๆ โดยไม่มีรถคันอื่นรบกวน จากจุดนั้นเอง คิมี่ ไรโคเน่น ก็เริ่มได้รับประสบการณ์การเป็นคนนั่งหลังพวงมาลัยมาตั้งแต่นั้น 

เขาเริ่มเป็นนักแข่งตั้งแต่อายุ 10 ขวบในประเภทรถโกคาร์ท เก่งขนาดไหนก็ให้นึกภาพเอาว่าไล่ปราบเด็กรุ่นเดียวกันจนเกลี้ยง ใช้เวลาขับในประเทศถึงแค่อายุ 15 ปีเท่านั้น ความเก่งก็ฉายแสงจนได้เป็นตัวแทนของประเทศไปแข่งโกคาร์ทระดับโลกที่จัดขึ้นในโมนาโกแล้ว 

การก้าวข้ามระดับประเทศคือการยืนยันว่า ไรโคเน่น เป็นเด็กที่เอาจริงเอาจังกับการเป็นนักขับอย่างมาก เพราะไม่ใช่แค่ขับเร็วอย่างเดียว แต่เขายังสนใจเรื่องการทำงานของเครื่องยนต์และเทคโนโลยีต่าง ๆ เรียกได้ว่าสิ่งใดที่จะทำให้เขาเป็นยอดนักขับได้ คิมี่ ไรโคเน่น ไม่เคยมองข้ามเลยแม้แต่ข้อเดียว 

อย่างไรก็ตามไอดอลในวงการความเร็วของเขาคือ เจมส์ ฮันท์ แชมป์โลก F1 ปี 1976 ชาวอังกฤษ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องการใช้ชีวิตให้สุดขอบแบบไม่สนโลก และบางทีนี่อาจเป็นที่มาของวีรกรรมระดับตำนานที่เราจะได้กล่าวต่อไป

กลับมาที่การแข่งที่โมนาโกอีกครั้ง นั่นคือครั้งที่ทำให้ คิมี่ รู้ว่าระดับโลกนั้นเป็นอย่างไร เขาอายุ 15 ปี และออกมาแข่งต่างประเทศครั้งแรก ก่อนจะพบกับปัญหามากมายที่อาจจะทำให้เขาเลิกเป็นนักขับได้เลยถ้าไม่หนักแน่นพอ

ในการแข่งขันครั้งนั้น โกคาร์ทของ คิมี่ พวงมาลัยหักและชนเข้ากับรั้วกั้นตั้งแต่การแข่งรอบแรก ในขณะที่ทีมงานของ คิมี่ คิดว่าเขาจะลงจากรถและพอแล้ว คิมี่ ยกพวงมาลัยชูขึ้นฟ้าและโบกไปมาเพื่อบอกทีมช่างของเขาให้รู้ว่า "พวงมาลัยหัก เตรียมของใหม่ไว้ด่วน" 

คิมี่ กลับมาขึ้นรถโกคาร์ทอีกครั้ง ประคองมันเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนพวงมาลัย และในจำนวนรอบที่เหลือ คิมี่ ไม่พูดกับใครเลยสักคำและตั้งสมาธิกับการแข่งขัน จากคนที่รั้งบ๊วย เขาขึ้นมาจบอันดับที่ 3 ในการแข่งขันครั้งนั้น ซึ่งถือเป็นการแข่งขันที่เปลี่ยนชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ เพราะการทำความเร็วในการไล่ตามผู้เข้าแข่งขันที่เหลือถูกสังเกตเห็นจากทีมรถแข่งรุ่นใหญ่ต่าง ๆ ที่มาหานักขับดาวรุ่งฝีมือดีในการแข่งขันที่โมนาโกครั้งนั้น และหนึ่งในคนที่มองเห็นแววในตัว คิมี่ คือ ปีเตอร์ ซอเบอร์ เจ้าของทีมรถแข่งฟอร์มูล่าวันที่มีชื่อว่า Sauber 

กาลเวลาล่วงเลยไป คิมี่ เติบโตขึ้นตามลำดับ จากโกคาร์ทก็มาจับรถล้อเปิดอย่าง Formula Ford กับ Formula Renault ในปี 1999 และ 2000 และผลงานของเขาที่คว้าแชมป์ Formula Renault UK Winter ปี 1999 กับ Formula Renault UK ปี 2000 ทำให้ ปีเตอร์ ซอเบอร์ ตัดสินใจเรียกตัวเขามาทดสอบฝีมือว่าพร้อมสำหรับ F1 แล้วหรือยัง

การทดสอบของ คิมี่ ที่ทีม Sauber วางไว้มีกำหนด 3 วัน และการทดสอบแต่ละครั้งก็ใช้งบประมาณที่ต้องบอกว่าไม่น้อยเลยสำหรับทีมอิสระเช่น Sauber เพียงแต่ว่าในการขับทดสอบครั้งแรกของ คิมี่ ในวัย 20 ปี ปีเตอร์ ซอเบอร์ ประทับใจมาก เพราะ คิมี่ ขับได้เร็วกว่านักแข่งอาชีพบางคนเสียอีก

ซอเบอร์ ตัดสินใจประชุมทีมด่วนและบอกกับทุกคนที่เข้าร่วมในการทดสอบครั้งนั้นว่า "เราจะเก็บการทดสอบนี้ไว้เป็นความลับ" เนื่องจากเขากลัวว่าข่าวของ คิมี่ จะหลุดไปถึงทีมอื่นจนถูกทุ่มเงินจ่ายค่าตัวตัดหน้าไป ภารกิจดังกล่าวถูกเรียกในชื่อว่า "เอสกิโม โปรเจ็กต์" เป็นโค้ดลับที่ในทีมมีคนรู้แค่ไม่กี่คนเท่านั้น 

เซร์คิโอ รินแลนด์ หนึ่งในทีมช่างของ Sauber เล่าว่า ความประทับใจในการทดสอบฝีมือของ คิมี่ ในเวลานั้นถือเป็นความตื่นเต้นของทั้งทีม และคิดว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญและตำนานบทใหม่ของวงการเลยด้วยซ้ำ

"เรื่องราวการทดสอบฝีมือของ คิมี่ ยังสดใหม่มาก ๆ ในความทรงจำของผม ณ เวลานั้นเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ ไอร์ตัน เซนน่า (ตำนานนักขับชาวบราซิล) เสียชีวิตไม่นานนัก ผมจะไม่โกหกคุณและโกหกตัวเอง ผมมองเข้าไปในตัวของ คิมี่ และผมคิดว่าเด็กคนนี้จะเป็นคนต่อไป"

"เขาเพิ่งทดสอบเสร็จครั้งแรกไม่ทันไร เขาก็กระโดดขึ้นรถอีกครั้งแล้วขอทดสอบอีกรอบ ด้วยการเปลี่ยนอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามสิ่งที่เขาสัมผัสได้จากการขับครั้งแรก เราพยายามบอกเขาว่าที่ F1 เราไม่ใช้วิธีการทำงานแบบนี้ แต่เขายืนกราน เถียงเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้สัมผัส แล้วขึ้นไปขับอีกครั้ง โดยทำความเร็วได้มากกว่าเดิม 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง" รินแลนด์ กล่าว 

ไม่จำเป็นต้องทดสอบถึง 3 วันคำตอบก็เป็นเอกฉันท์ คิมี่ ไรโคเน่น กลายเป็นสมาชิกใหม่ของ Sauber ท่ามกลางคำวิจารณ์ของนักวิเคราะห์หลายคนที่บอกว่า ทีม Sauber เสี่ยงเกินไปสำหรับนักแข่งที่มีประสบการณ์ขับรถล้อเปิดในการแข่งจริงแค่เพียง 23 สนามเท่านั้น ซึ่งก็ไม่แปลกนัก เพราะทุกการทดสอบของ คิมี่ ทีม Sauber เก็บไว้เป็นความลับจนนาทีสุดท้าย ไม่มีใครสเกาต์ คิมี่ มาก่อน จนกระทั่งวันที่ คิมี่ ไรโคเน่น เปิดตัวในการแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี 2001 ที่ประเทศออสเตรเลีย 

แค่สนามแรกเจ้าตัวก็เก็บคะแนนสะสมได้ทันทีจากการเข้าเส้นชัยอันดับ 6 (ในยุคนั้นจะมอบคะแนนให้เพียง 6 อันดับแรกของแต่ละสนามเท่านั้น ปัจจุบันเพิ่มเป็น 10 อันดับแรกแล้ว) ก่อนจบปีแรกด้วยการช่วยทีม Sauber ทำแต้มจนได้เป็นอันดับที่ 4 ในคะแนนสะสมประเภททีม ซึ่งถือเป็นอันดับที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีมในเวลานั้น

Sauber ไม่สามารถเก็บตัว คิมี่ ไว้ได้อีกต่อไป ความสามารถของเขาไปเตะตายักษ์ใหญ่เข้าแล้ว 

 

วิถีแชมป์แบบ "Iceman"

หลังจากขับให้กับทีม Sauber ได้ปีเดียว ไรโคเน่น ก็ได้รับข้อเสนอจากทีมใหญ่อย่าง McLaren ในปี 2002 จากนี้ไปเราคงไม่ต้องพูดกันเยอะ เพราะ ไรโคเน่น มีศักยภาพที่จะสามารถเก่งขึ้นอีกได้ตามขนาดทีม ยิ่งมาอยู่กับ McLaren ที่ถือว่ามีความก้าวหน้าในหลาย ๆ ด้าน ศักยภาพในการขับของ คิมี่ จึงไปได้ไกลยิ่งกว่าเดิม จนได้รับฉายาว่า "ไอซ์แมน" (Iceman) หรือนักขับผู้เยือกเย็นที่มีการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมถูกที่ถูกเวลาจาก รอน เดนนิส ทีมบอสของ McLaren ในช่วงเวลาดังกล่าว

ในปี 2003 เขาคว้าแชมป์การแข่ง F1 ครั้งแรกในการแข่งขันที่ประเทศมาเลเซีย จากนั้นก็มีเรื่องราวความยิ่งใหญ่เกิดขึ้นมากมาย ในตอนนั้น คิมี่ ไรโคเน่น ไม่ใช่นักขับโนเนมอีกต่อไปแล้ว 

ปี 2007 ทีมอันดับ 1 ของยุคอย่าง เฟอร์รารี่ ดึงตัวเขาไปร่วมทีม ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ คิมี่ ไรโคเน่น ประสบความสำเร็จที่สุดในอาชีพ กับการคว้าแชมป์โลก F1 ในปีดังกล่าว โดยเฉือน เฟร์นานโด อลอนโซ่ แชมป์โลก F1 ปี 2005 กับ 2006 และ ลูอิส แฮมิลตัน รุกกี้ฟอร์มแรงในเวลานั้นที่กลายเป็นแชมป์โลก F1 ถึง 7 สมัยในเวลาต่อมาเพียง 1 คะแนนเท่านั้น

การเติบโตในแต่ละปีของ คิมี่ คือการเอาใจใส่กับงานที่ทำ หนึ่งในสิ่งที่ผู้ร่วมงานกับเขาพูดตรงกันคือ คิมี่ เป็นคนที่พูดน้อยมากในการทำงานแต่ละวัน เขาคำนึงถึงผลลัพธ์เป็นที่ตั้งและเป็นคนบ้างาน เขาเก็บเอาวิธีต่าง ๆ ในการฝึกซ้อมในแต่ละวันมาทบทวนอย่างจริงจังไม่มีอ่อนข้อ 

เขาอาจจะไม่ใช่เพื่อนร่วมงานที่เฟรนด์ลี่ช่างพูดช่างเจรจามากมายนัก แต่ถ้าคุณตัดสินเขาในแง่คนทำงานที่ตั้งเป้าหมายไว้สูงสุดและพยายามทุกทางเพื่อไปให้ถึง คิมี่ ไรโคเน่น คือคนที่ตั้งมาตรฐานไว้สูงมากและพร้อมจะยกระดับทั้งทีมขึ้นไปด้วยกัน

ขณะที่เมื่ออยู่นอกการแข่งขัน คิมี จะคุยกับทีมแต่เรื่องสำคัญ ๆ เช่นเรื่องของเครื่องยนต์และการปรับแต่งต่าง ๆ เขาแทบจะไม่หยุดพักเลย แม้กระทั่งในวันที่มีเวลาว่าง เขาก็มักจะไปที่แทร็กเพื่อดูนักแข่งคนอื่น ๆ จดจำวิธีการขับขี่ของแต่ละคน เมื่อดูเสร็จเขาก็จะกลับมาประชุมกับทีมอีกครั้ง นี่คือวิธีการทำงานที่ทุกคนต้องยอมรับในวิธีของเขา

แจ็คกี้ เอ็คเคเลิร์ธ อดีตวิศวกรของทีมซอเบอร์ เล่าว่า "คิมี่ แทบไม่เคยบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาเลย เขาพูดแต่การเบรก เข้าโค้ง กลางโค้ง ออกโค้ง ในแต่ละโค้ง ในวิถีที่รวบรัด เขาโฟกัสกับโค้งที่เขาคิดว่าเขาจะทำเวลาได้ ในตอนเย็นเราได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล แม้แต่ช่วงพักเขาก็ไปที่แทร็กดูวิธีการขับของนักแข่งอย่าง มิชาเอล ชูมัคเกอร์" 

รินแลนด์ พูดถึงการทำงานกับ คิมี่ ไรโคเน่น สมัยร่วมงานกันที่ Sauber ว่า "คิมี่ เป็นคนเงียบมาก พูดน้อยจนคุณอาจต้องแปลกใจ แต่เมื่อไหร่ที่เขาอ้าปากพูดทุกคนต้องฟัง เพราะเขาจะพูดง่าย ๆ สั้น ๆ แต่เป็นความจริงที่มีประโยชน์ทั้งสิ้น" 

ซึ่งอันที่จริงแล้วตั้งแต่วันเริ่มต้นจนถึงวันวางมือ คิมี่ ไรโคเน่น เป็นแบบนั้นมาเสมอ 

 

เสน่ห์ในแบบที่ไม่เหมือนใคร

ฝีมือที่เก่งกาจอาจทำให้คุณเป็นที่ยอมรับ แต่การเป็นที่จดจำของแฟน ๆ บางครั้งก็ต้องมีจุดขาย ซึ่ง คิมี่ ไรโคเน่น มีทั้งสองอย่างในแบบที่ไม่เหมือนใคร

จุดขายของ คิมี่ นอกจากเรื่องฝีมือนั้น หนีไม่พ้นตัวตนของเขาในการแข่งขัน กับการสื่อสารถึงทีมงานผ่านวิทยุในสถานการณ์ต่าง ๆ และความจริงจังของเจ้าตัวที่มักสร้างประโยคทองได้เสมอ โดยเหตุการณ์ในตำนานคงหนีไม่พ้นการแข่งขันที่ อาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในปี 2012 

ในการแข่งขันครั้งนั้น คิมี่ ที่สังกัดทีม Lotus ในเวลาดังกล่าวและกำลังขึ้นนำ ถูก เฟร์นานโด อลอนโซ่ ที่ตอนนั้นอยู่กับทีม Ferrari ไล่ล่ารดต้นคอ ระหว่างนั้นทีมวิศวกรได้ส่งคำแนะนำต่าง ๆ ผ่านสัญญาณเสียง แต่ คิมี่ ตอบกลับว่า "อย่ายุ่งกับผม ผมรู้ว่าต้องทำอะไร" (Just leave me alone, I know what to do!) หลังจากนั้นเขาก็เป็นผู้ชนะตามที่ตัวเองได้พูดไว้จริง ๆ 

ขณะเดียวกันอิริยาบถของ คิมี่ ที่เจ้าตัวมองว่า "แล้วมันผิดตรงไหน ?" ยังเรียกเสียงฮาได้เสมอ ทั้งตอนการแข่งขันที่โมนาโก ปี 2006 ที่หลังจากรถพังจนต้องออกจากการแข่งขัน เจ้าตัวที่ยังอยู่ในชุดแข่งก็ตรงดิ่งขึ้นเรือยอตช์ของตัวเองแล้วลงแช่อ่างจากุซซี่ทันที หรือในการแข่งขันที่ประเทศมาเลเซีย ปี 2009 ที่เจ้าตัวยืนกินไอศกรีมอย่างสบายอารมณ์ หลังพระพิรุณทำให้การแข่งขันต้องยุติลงชั่วคราว

แม้แต่ตัวของ คิมี่ เองก็รู้ตัวเองดีว่าเขาเป็นคนประหลาด แต่ภายใต้ความประหลาดนั้นเขาแค่ต้องการเป็นผู้ชนะ ซึ่งการเงียบและพูดในสิ่งที่ควรพูด และลงมือทำมากกว่ากว่าการโฆษณาตัวเองคือวิธีเดียวที่ทำให้เขาเข้าใกล้เป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ได้ 

"ผมเป็นคนดีมั้ยน่ะเหรอ ? ผมว่าคำถามนี้ขึ้นอยู่กับว่าคุณถามใครมากกว่า ถ้าถามผม ผมไม่เคยมีปัญหากับการทำงานของตัวเอง นั่นสำคัญที่สุดแล้วและผมก็ไม่สนว่าคนอื่นจะคิดยังไงหรือทำอะไรด้วย"

"หากคุณถามคนอื่น ๆ อีกร้อยคน พวกเขาก็จะบอกว่าผมทำตัวประหลาด ซึ่งผมก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพราะอะไร ผมเป็นเพอร์เฟ็กชันนิสต์แต่ก็มีแง่มุมเรื่องการใช้ชีวิต ถ้าเลือกได้ผมก็ไม่อยากเป็นคนที่มีชื่อเสียงอะไรนักหรอก เพราะมันทำให้ผมต้องตอบคำถามอะไรมากมาย ผมแค่ต้องการขับรถไปเรื่อย ๆ และคว้าชัยชนะให้ได้ก็พอแล้ว" คิมี่ อธิบายถึงการทำงานของตัวเอง

แม้ว่าการเป็นนักกีฬาระดับโลกไม่ว่าชนิดใด ๆ สิ่งสำคัญคือการต้องอุทิศตนเป็นคนสาธารณะ รักษาภาพลักษณ์ และคอยทำตัวให้เพื่อนร่วมงานสามารถทำงานด้วยง่าย ๆ แต่สำหรับ คิมี่ ไรโคเน่น เขาเชื่อเสมอว่าทุกคนมีเส้นทางที่แตกต่างกันไป มีความถนัดที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงยืนกรานที่จะเป็นตัวของตัวเองเสมอมา เพราะเขาเชื่อว่าที่สุดแล้วการหวังถึงแชมป์อาจจะเป็นสิ่งที่นักขับทุกคนฝันไว้ แต่การจะไปถึงเป้าหมายนั้น ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกวิธีไปถึงในแบบของตัวเอง

"บอกตรง ๆ ผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมคนเราจึงพูดว่า 'ฉันอยากจะเป็นเหมือนคน ๆ นี้จัง' ซึ่งจริง ๆ แล้วบางสิ่งมันก็ไม่ได้เหมาะกับชีวิตและตัวตนของคุณเลย ผมอาจจะมีไอดอลที่เป็นแรงบันดาลใจตอนเด็ก แต่สิ่งที่ผมไม่เคยมองข้ามคือผมเป็นตัวของตัวเองเสมอ ผมพยายามจะไม่เป็นเหมือนใคร ครูที่ดีที่สุดคือประสบการณ์ และผมก็เรียนรู้จากจุดนั้น สิ่งใดเหมาะกับผม และสิ่งใดที่ทำให้ผมมีความสุข เท่านี้ก็พอแล้ว" คิมี่ ไรโคเน่น กล่าว 

 

สู่การสร้างแรงบันดาลใจ

การเป็นตัวของตัวเองที่ชัดเจนทำให้ คิมี่ ไรโคเน่น อาจจะไม่ได้ถูกนำเสนอเป็นข่าวหน้าหนึ่งเหมือนกับนักแข่งรุ่น ๆ เดียวกันอีกหลาย ๆ คน (ถึงกระนั้นบทจะเป็นข่าวหรือกล่าวอะไรออกมาก็มักเป็นตำนานเล่าขานจนถึงเป็นมีมให้คนพูดถึงเสมอ) นอกจากนี้เขาเองก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องสปอนเซอร์ส่วนตัวมากมายนัก หากว่าเงื่อนไขไม่ใช่ เป้าหมายไม่ตรงกัน คิมี่ ก็พร้อมปฏิเสธแบบไม่ใยดีเลยด้วย 

แบรนด์ใดที่เข้าถึงเป้าหมายที่แท้จริงของเขาได้ก็จะต้องใช้เวลาในการพูดคุยกับเขาพอสมควร ซึ่งหนึ่งในแบรนด์ที่พิชิตใจ คิมี่ ไรโคเน่น ได้คือ สิงห์ (Singha) ที่นอกจากจะเป็นสปอนเซอร์ส่วนตัวมาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว ยังเป็นสปอนเซอร์ให้กับต้นสังกัด ทั้ง Ferrari ในปี 2016-2018 และ Alfa Romeo Racing ORLEN ในปี 2019-2021 อีกด้วย

ซึ่งในการจีบเขามาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์นั้น ทั้ง สิงห์ และ ไรโคเน่น หาเป้าหมายที่ตรงกันเจอในเรื่องการช่วยพัฒนาวงการมอเตอร์สปอร์ตของไทย การให้โอกาสเด็ก ๆ ได้เข้าใจถึงวิธีและการรับมือกับการเป็นนักแข่งระดับโลก ซึ่งจุดนี้ไม่เคยมีใครมาเล่าหรือถ่ายทอดให้เยาวชนไทยจากประสบการณ์ตรงเลย 

คิมี่ กับ สิงห์ จึงได้อยู่คู่กันมาจนถึงทุกวันนี้ และตัวเขาเองที่ไม่ใช่คนชอบเดินทางนักก็ได้เดินทางมาเมืองไทยหลายครั้ง เพื่อทำการถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ที่เขารู้ให้กับเด็กไทยที่ชื่นชอบในกีฬาความเร็ว 

เขาอาจจะเงียบขรึม แต่เขาก็เป็นคนที่มองเห็นภาพกว้างของหลายสิ่ง เขาเชื่อและรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร และแน่ใจว่าการมายังเมืองไทยของเขาในโครงการ "Singha Kart Cup by Kimi Räikkönen" จะช่วยจุดประกายสำคัญให้กับเด็ก ๆ และวงการมอเตอร์สปอร์ตของไทยได้เช่นกัน 



ความรับผิดชอบ หน้าที่ การแบ่งปัน และการเป็นตัวของตัวเอง คือหลักการที่เขายึดถือมาเสมอ คิมี่ เป็นเช่นนั้นตั้งแต่วันที่เริ่มจับพวงมาลัยจนถึงวันที่เขาอำลาการแข่งขัน F1 โดยหลังการแข่งขันที่อาบูดาบีในปี 2021 จบลง คิมี่ ไรโคเน่น จะอำลาวงการ F1 ด้วยสถิติลงแข่ง 353 ครั้ง (สตาร์ท 349 ครั้ง) ชนะ 21 ครั้ง โพลโพสิชั่น (ออกสตาร์ทหัวแถว) 18 ครั้ง ทำเวลาต่อรอบดีสุด 46 ครั้ง

และตำนาน Flying Finn ของ Iceman ในทีม Alfa Romeo Racing ORLEN กำลังจะถูกสานต่อในฤดูกาล 2022 ด้วยอีกหนึ่งนักแข่งสัญชาติฟินแลนด์อย่าง วัลท์เทรี่ บอตตาส ที่มีสไตล์การซิ่งอันเยือกเย็นไม่ต่างจากรุ่นพี่ร่วมชาติของเขา


การรีไทร์อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เขาโล่งใจที่สุด เพราะเขาจะกลับมาเป็น คิมี่ ไรโคเน่น โดยธรรมชาติ 100% การพูดน้อย เจ้าระเบียบ และเสพติดความสมบูรณ์แบบของเขาจะไม่เป็นปัญหาสำหรับใคร ๆ อีก 

และในขณะเดียวกันเมื่อเขามองย้อนกลับมาบนเส้นทางอาชีพของคนพูดน้อยต่อยหนักอย่างเขา เขาก็สามารถภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองเคยทำมาอย่างเต็มที่ ในฐานะหน้าหนึ่งของตำนาน Formula 1 โดยแท้จริง 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ตำนาน FLYING FINN : เหตุใดฟินแลนด์ถึงเป็นดินแดนสร้างยอดฝีมือโลกความเร็ว

คิมี่ ไรโคเน่น : นักแข่งระดับโลกและแพชชั่นที่มาเติมเต็มฝันให้เด็กไทย

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.givemesport.com/1746710-kimi-raikkonen-5-of-the-finns-most-iconic-and-funniest-moments-in-f1-as-he-announces-retirement
https://en.wikipedia.org/wiki/Kimi_R%C3%A4ikk%C3%B6nen
https://www.formula1.com/en/latest/article.oral-history-the-inside-story-of-kimi-raikkonens-legendary-first-f1-test.3ModP4tC1WwNOAP8vjaLUy.html
https://www.bbc.com/sport/formula1/58371856
https://itiswhatitis7.wordpress.com/category/interview/
https://www.topgear.com/car-news/interview/kimi-raikkonen-weird-tg-asks-iceman-big-questions
https://thesportsgrail.com/know-the-top-ten-best-kimi-raikkonen-interview-replies-quotes-his-net-worth-as-he-announces-his-f1-retirement/



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ
     


x