FEATURE

แค่เปลี่ยนยางเอง ? : ทำไมการทำ Pit Stop ของ F1 ถึงสามารถชี้วัดผลการแข่งขันได้ | Main Stand



ถ้าช่างที่อู่รถยนต์บอกคุณว่า “เราสามารถเปลี่ยนยางให้ได้ในเวลา 2 วินาที โดยที่คุณไม่ต้องก้าวขาลงจากรถเลย” มันคงฟังดูไม่เป็นความจริง หรือไม่ช่างคนนั้นก็ต้องมีพลังวิเศษเหนือมนุษย์ซ่อนไว้อยู่แน่แท้


 

แต่เรื่องดังกล่าวกลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นปกติอยู่แล้วระหว่างการแข่งรถฟอร์มูล่าวัน ที่ทุกทีมต่างเรียกนักแข่งของตนเข้ามาสู่พิตเลนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เพื่อเปลี่ยนยางเส้นเก่าออกแล้วใส่ยางเส้นใหม่ลงไปให้พร้อมวิ่งต่ออย่างเต็มที่

แค่การเปลี่ยนยาง แต่ทำไมการเข้าพิตระหว่างแข่งถึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด ระดับที่แต่ละทีมต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาคอยนั่งวิเคราะห์ข้อมูลกันเลย ? มาเจาะลึกความสำคัญระหว่างทำ Pit Stop กันได้ในบทความนี้กับ Main Stand

 

มีมาตั้งแต่แรก

การเข้าพิต คือช่วงเวลาที่นักแข่งบังคับรถเข้ามารับการเปลี่ยนยางหรืออุปกรณ์ที่พังไปในระหว่างแข่งขัน หรือเพื่อเติมเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อการวิ่งส่วนที่เหลือได้ แต่ทราบหรือไม่ว่าการทำ Pit Stop นั้นมีมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกการแข่งมอเตอร์สปอร์ตเลยทีเดียว

ย้อนกลับไปยังปี 1894 การประลองความเร็วบนยานยนต์ 4 ล้อได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส โดยกินระยะทางรวม 50 กิโลเมตร จาก ปารีส สู่เส้นชัยที่เมือง รูอ็อง ที่ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นเกือบ 7 ชั่วโมงด้วยกัน

ด้วยระยะเวลาระดับนี้กอปรกับถนนลูกรังที่ไม่ได้อ่อนโยนกับสภาพของล้อรถมากนัก จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมการเข้าพิตถึงมีมาตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าว

แต่ลืมภาพของทีมพิตเลนกว่า 20 ชีวิต ที่ยืนนิ่งประจำตำแหน่งเพื่อรอให้รถแข่งวิ่งเข้ามาสู่จุดที่วางไว้ไปเลย เพราะในสมัยแรกเริ่มของการแข่งรถนั้น นวัตกรรมแห่งยุคคือการหอบช่างนั่งไปบนรถด้วยเสียเลย พวกเขาไปพร้อมกับอุปกรณ์อะไหล่ แผนที่ และเข็มทิศนำทาง รวมถึงสเบียงอาหารที่จำเป็นต่อการวิ่งแบบข้ามเมือง ราวกับเป็นรายการแข่งแรลลี่ในยุคปัจจุบัน แต่มาก่อนกาลแค่ 100 กว่าปีเท่านั้นเอง

เมื่อเวลาล่วงเลยไปการแบกช่างหรือวิศวกรไปบนรถด้วยก็ไม่ได้มีความจำเป็นอีกต่อไป เพราะนอกจากการแข่งจะเกิดขึ้นในถนนปิดหรือในสนามแข่งรถเป็นหลักแล้ว ช่างไม่ได้มีพลังงานเหนือมนุษย์หรือเป็นเกจิอาจารย์วัดดัง ที่อันเชิญไปนั่งแล้วจะสามารถทำให้รถแคล้วคลาดปลอดภัยได้ จึงควรให้เจ้าตัวเตรียมพร้อมอยู่ข้างสนามแข่งเพื่อรอรับรถที่เข้ามารับการซ่อมบำรุงจะดีเสียกว่า

พอล่วงเลยมาสู่ยุคของฟอร์มูล่าวัน การทำ Pit Stop นั้นก็มีมาตั้งแต่สนามแรกที่ซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 1950 โดยจุดประสงค์หลักแห่งการทำพิตนั้น เป็นช่วงที่ให้แต่ละทีมสามารถเข้ามาเติมน้ำมันได้ โดยจะกักเก็บไว้ในถังแบบเดียวกับที่ไว้ใช้ใส่นม ก่อนที่ทีมงานจะเทเติมเข้าไปในตัวรถ รวมถึงการเติมน้ำหล่อเย็นให้กับเครื่องยนต์ พร้อมกับเสิร์ฟเครื่องดื่มให้คนขับได้พักผ่อนแล้วเติมพลังไปในตัว

แต่ด้วยเวลาที่หยุดนิ่งนานเกือบครึ่งนาที จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายทีมตัดสินใจเลือกที่จะไม่หยุดเข้าพิต แต่จะพยายามรักษาสภาพยางและสะสมน้ำมันให้เพียงพอต่อการวิ่งจนจบไปเลยตั้งแต่แรก ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปตามความก้าวล้ำของเทคโนโลยี ที่ทำให้เวลาในการจอดทำ Pit Stop ลดลงมาเหลือเพียงแค่ 2-3 วินาทีเท่านั้น จนได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันและอาจจะเป็นไฮไลท์ที่ตัดสินผลอันดับคะแนนได้เลยทีเดียว

 

Undercut-Overcut

สองคำพูดที่คุณจะต้องได้ยินในระหว่างการแข่งรถ F1 โดยเฉพาะการทำ Undercut คือกลยุทธ์สำคัญที่ทีมต่าง ๆ ตัดสินใจใช้ Pit Stop เป็นตัวแย่งคะแนนจากคู่แข่งที่อยู่ในอันดับดีกว่าได้

ก่อนจะลงลึกไปมากกว่านี้ มาทำความเข้าใจรายละเอียดเบื้องต้นของการแข่งรถฟอร์มูล่าวันในปัจจุบันกันเสียก่อน นั่นคือพวกเขามีตัวเลือกของยางที่จะใช้ในการแข่งขันในสภาพอากาศปกติเป็นยางสลิกไร้ดอกอยู่ 3 แบบ คือยาง Soft, Medium และ Hard ที่ทางบริษัทผู้ผลิตอย่าง Pirelli จะกำหนดจากยางทั้งสิ้น 5 แบบ แบ่งตามความอ่อนแข็งของส่วนผสมในเนื้อยาง

ยางที่อ่อนกว่าจะช่วยให้รถทำความเร็วได้ดีกว่าแต่จะมีอายุใช้งานสั้นกว่า เช่นกันกับยานที่แข็งจะยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้นแต่ต้องแลกมาด้วยความเร็วที่หล่นหายไป แถมยังมียางชนิด Intermediate กับ Wet ที่มีดอกยางที่ถูกออกแบบมาใช้ตอนฝนตกเพื่อเพิ่มการยึดเกาะบนถนนลื่นโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่แต่ละทีมจะต้องเลือกวางแผนก่อนแข่ง รวมถึงปรับแผนกันสด ๆ หน้างาน ว่านักแข่งของตนจะใส่ยางอะไรออกไปสู้ตั้งแต่เริ่มต้น และจะเปลี่ยนเป็นยางชนิดไหนต่อระหว่างทาง

น่าเสียดายที่ในปัจจุบันการเติมเชื้อเพลิงเข้ารถ F1 ได้ถูกแบนไปเป็นที่เรียบร้อย จึงทำให้ทุกทีมต้องเติมน้ำมันมาตั้งแต่ออกสตาร์ทให้เพียงพอ และต้องเหลือเชื้อเพลิงอีกอย่างน้อย 1 ลิตรหลังการแข่งขันจบลง เพื่อนำส่งให้ทาง FIA ตรวจสอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปรับฟาวล์แบบ เซบาสเตียน เวทเทล ระหว่างการแข่งที่ฮังการี เมื่อกลางปี 2021

นั่นจึงทำให้กลยุทธ์การแข่งขันอย่าง Undercut กลายเป็นสิ่งที่แทบทุกทีมปรารถนาและวางแผนมาเป็นอย่างดี ด้วยความหวังในการมาช่วงชิงตำแหน่งที่สูงกว่าจากอีกทีมมาให้ได้

Undercut คือการชิงเข้าพิตของรถคันที่อันดับตามหลังก่อนหน้ารถอีกคันที่อยู่ในตำแหน่งเบื้องหน้า เพื่อเปลี่ยนยางใหม่ที่สดและพร้อมสำหรับการทำความเร็วไล่กวดได้ง่ายขึ้น

การกระทำดังกล่าวส่งผลให้รถคันข้างหน้าต้องตัดสินใจเข้าพิตตามในลำดับถัดไป เพราะเมื่อใช้ยางไปได้สักระยะหนึ่ง ความเร็วของรถจะเริ่มตกลงไป และถ้าหากรอนานก็ยิ่งมีโอกาสที่จะโดนคันหลังไล่จี้เข้ามา จนทำให้สูญเสียตำแหน่งนำไปได้

อย่างไรก็ตามทีมผู้นำอาจใช้กลยุทธ์การทำ Overcut หรือนำประโยชน์จากการมียางที่อุ่นกว่าเมื่อเทียบกับทีมที่เพิ่งเข้าพิตไป ในการหวดเก็บความเร็วทิ้งห่างให้ได้มากสุด เพื่อจะได้เข้าทำ Pit Stop โดยไม่ถูกแซงจากคันหลัง หรือจะใช้แทคติกเพื่อลดอายุยางให้สดกว่าทีมคู่แข่ง ทำให้สามารถไปไล่แซงในตอนท้ายของการแข่งขันได้เช่นกัน

 

เก็บทุกรายละเอียด

เวลาสถิติโลกของ Pit Stop ในปัจจุบันอยู่ที่ 1.82 วินาที สร้างไว้โดยทีมพิต Red Bull Racing ในการเปลี่ยนยางรถหมายเลข 33 ของ มักซ์ เวอร์สแตพเพ่น เมื่อปี 2019 ที่สนามอินเตอร์ลากอส ประเทศบราซิล

แม้ด้วยกฎระเบียบปัจจุบัน อันถูกปรับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยระหว่างเข้าพิต จะทำให้การทำลายสถิติดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป แต่ความสำคัญระหว่างทำ Pit Stop นั้นยังคงอยู่ดังเดิม

“11 เดือน” คือช่วงเวลาที่ทีมโรงรถของ Red Bull ใช้ในการฝึกซ้อมก่อนสร้างสถิติโลกดังกล่าวได้สำเร็จ เพื่อให้บุคคลกว่า 20 ชีวิตสามารถนำล้อเส้นเก่าออกมา ก่อนจะสลับล้อใหม่เข้าไปติดตั้งโดยไม่เกิดข้อผิดพลาดขึ้น เพราะนอกจากเรื่องความปลอดภัยของทีมงานแล้ว การใส่ล้อไม่สนิท ใส่ล้อสลับ หรือเอาล้อเดิมออกมาไม่ได้ อาจพลิกชะตาจากการเป็นผู้นำให้หล่นไปอยู่ท้ายแถวของการแข่งขันได้เลย

โจนาธาน วีทลี่ย์ ชายผู้อยู่เบื้องหลัง Pit Stop ครั้งสถิติโลกของ Red Bull เปิดเผยว่า “การนำยางออกอาจฟังดูง่าย แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย ยางเหล่านี้หนักมาก ทีมงานของผมต้องเอื้อมไปหยิบมันในองศาที่ผิดหลักสรีระ เพื่อให้ยางใหม่ถูกนำไปติดตั้งแบบไร้ที่ติ พร้อมกับเจ้าหน้าที่คุมแจ็คต้องหลีกทางออกมาแบบทันเวลา ควบคู่ไปกับการตอบสนองออกตัวแบบทันท่วงทีจากนักแข่ง”

“ทั้งหมดนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนกับที่คุณนึกเลย แต่ถ้าทุกคนในทีมทำได้แล้วทุกอย่างดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบอย่างพอดิบพอดี ก็จะเกิดสิ่งที่พิเศษแบบนี้ (สถิติโลก) ขึ้น”

แต่สิ่งที่ไม่ปกติหรือเรื่องเหนือคาดก็พร้อมจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เช่น การปล่อยรถ Safety Car ออกมาวิ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้รถทุกคันต้องชะลอความเร็วลง อันส่งผลให้สามารถยืดอายุยาง ประหยัดเชื้อเพลิง หรือร่นช่องว่างระหว่างผู้นำกับรถคันตามได้ ก็คือจุดที่แต่ละทีมต้องทำนายล่วงหน้าว่าจะต้องมีแผนรองรับในกรณีเกิดเหตุปล่อยรถ Safety Car มาวิ่งนำขบวนด้วยหรือไม่

การเข้าพิตระหว่างเกิด Safety Car ยังเป็นสิ่งช่วยให้เสียเวลาทำ Pit Stop น้อยลงได้อีกด้วย เนื่องจากรถแข่งทุกคันจะต้องชะลอความเร็วลง แต่ความเร็วที่จำกัดในพิตเลนยังคงอยู่ที่ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่าเดิม จึงทำให้แทบจะเป็นการตอบสนองโดยอัตโนมัติเลย ว่าถ้ามี Safety Car ถูกปล่อยออกมา ทีมต่าง ๆ จะตัดสินใจเข้าพิตในทันที

นอกจากนั้นสภาพของฟ้าฝนก็พร้อมเป็นตัวตัดสินชัยชนะได้เช่นกัน อย่างในกรณีของ รัสเซีย กรังด์ปรีซ์ 2021 ที่ แลนโด นอร์ริส พยายามฝืนใช้ยางสลิกวิ่งในขณะที่ฝนเริ่มเทลงมา ด้วยความหวังว่าเขาจะเข้าเส้นชัยได้ก่อนสถานการณ์จะแย่ลง แต่กลายเป็นว่าต้องเสียตำแหน่งผู้นำให้กับ ลูอิส แฮมิลตัน จากทีมเมอร์เซเดส เมื่อรถ แมคลาเรน ของนอร์ริสไถลออกนอกถนนไปในรอบที่ 51 ก่อนจะยอมเปลี่ยนเป็นยางลุยฝน และจบในอันดับ 7 เป็นรางวัลปลอบใจไปแทน

ยังไม่รวมถึงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ สภาพแวดล้อม อุณหภูมิของสนามแข่งขัน ตำแหน่งที่ได้ระหว่างรอบคัดเลือก หรือแทคติกการหยุด 1 กับ 2 ครั้ง ที่แต่ละทีมต่างไม่แบไต๋ของตนออกมาก่อน แถมบางทียังมีการสับขาหลอกทำเป็นจะมีการเข้าพิตแต่สุดท้ายไม่มีอะไร เพื่อเป็นการวัดไปในตัวว่าคู่แข่งของพวกเขาจะมาไม้ไหนและจะสู้กันอย่างไรในระหว่างการออกทำความเร็วทั้ง 1 ชั่วโมงครึ่งนี้ ที่พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ให้คนดูได้ตลอดเวลา

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมการทำ Pit Stop ระหว่างแข่งขัน F1 ถึงกลายเป็นสิ่งสำคัญของทีมและเป็นหนึ่งในจุดไฮไลท์ของคนดู เพราะนอกจากเบื้องหน้าของทีมหลายสิบคนที่ทำงานร่วมกันอย่างสง่างามแล้ว ยังมีกลุ่มคนเบื้องหลังอีกมากมายที่คอยนั่งรันข้อมูลในแบบจำลองผ่านคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์กลยุทธ์ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งนั่งฟังแทคติกจากทีมอื่น เพื่อเตรียมพร้อมในการตอบสนองให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และกับอีก 2 เรซสุดท้ายในปี 2021 นี้ ไม่แน่ว่า การเข้าพิต อาจเป็นจุดตัดสินแชมป์ว่าจะเป็นคนเก่าเก๋าเกมอย่าง เซอร์ ลูอิส แฮมิลตัน หรือผู้ท้าชิงหนุ่มอย่าง มักซ์ เวอร์สแตพเพ่น กันแน่

 

แหล่งอ้างอิง:

https://www.formula1.com/en/latest/article.gone-in-1-88s-putting-together-the-perfect-f1-pit-stop.3lLKnEoPKdJgACsUn9IltC.html
https://www.formula1.com/en/latest/article.1950-vs-2020-cars-drivers-safety-and-pitstops-how-f1-has-changed-in-70-years.62ITx6LlIY3qgzTctXgz1j.html
https://www.redbull.com/us-en/redbullracing/bulls-guide-to-pit-stops
https://www.youtube.com/watch?v=wqf-dJyU_WA
https://www.youtube.com/watch?v=2FrRnbHqogo
https://bleacherreport.com/articles/2202731-the-evolution-of-formula-1-pit-stops-speed-and-consistency



AUTHOR

กรทอง วิริยะเศวตกุล

Astronomy, Liverpool, You.
     


PHOTO

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ
     


x