FEATURE

ก่อนชิงดำ : เกิดอะไรขึ้นบ้างกับ "แฮมิลตัน-เวอร์สแตพเพ่น" ใน F1 ฤดูกาล 2021 | Main Stand



การแข่งรถ Formula 1 ฤดูกาล 2021 ดำเนินมาถึงสนามสุดท้าย ณ สนาม ยาส มารีน่า กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมกับแต้มที่เท่ากันของสองผู้นำอย่าง มักซ์ เวอร์สแตพเพ่น จากทีม เรดบูล และ เซอร์ ลูอิส แฮมิลตัน จากทีมเมอร์เซเดส


 

แน่นอนว่าเมื่อธงตราหมากรุกถูกโบกสะบัดในคืนวันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ผงาดขึ้นไปเป็นแชมป์โลกได้ ไม่ว่าแต้มตอนจบจะเป็นอย่างไรก็ตาม ดังนั้นเรามาย้อนดูเส้นทางการขับเคี่ยวของทั้งคู่ว่าก่อนที่จะมาบรรจบด้วยแต้มเทียบเท่ากันแบบทุกวันนี้ มีจังหวะไหนที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตจดจำไม่ลืมกันบ้าง

 

บาห์เรน : เดือดตั้งแต่สังเวียนแรก

เวอร์สแตพเพ่น ปาดแซงหน้า แฮมิลตัน ขึ้นไปรั้งอันดับ 1 ได้สำเร็จ ระหว่างรถกำลังเข้าสู่โค้งแรกของรอบที่ 53 

อย่างไรก็ตาม มักซ์ ไปแซงขณะรถหลุดขอบเขตของสนามแข่งขัน ทำให้ทางทีม เรดบูล ตัดสินใจสั่งให้นักแข่งชาวดัตช์ยอมคืนตำแหน่ง เพื่อป้องกันการถูกลงโทษปรับเวลาในภายหลัง และส่งให้ เซอร์ ลูอิส คว้าชัยไปในการแข่งขันครั้งแรกของปี

แต้มหลังจบเรซนี้ : แฮมิลตัน 25 - เวอร์สแตพเพ่น 18

 

สเปน : แทคติก 2 พิท พา เซอร์ ลูอิส พิชิตชัย

การเข้าพิท เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ใช้ในการแย่งชิงทั้งตำแหน่งในสนามหรือยืดการออกนำให้อยู่ต่อไปได้นานขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้การเข้าพิทนั้นเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบและได้ผลตามที่แต่ละทีมต้องการ

ในสนามนี้ แฮมิลตัน ใช้การเข้าพิท 2 ครั้ง ในรอบที่ 29 และ 43 ด้วยความเชื่อมั่นของทีมว่า รถของเมอร์เซเดสที่วิ่งกับยาง Medium ดีจะแซงรถของทีมเรดบูลได้ แล้วก็แซง เวอร์แตพเพ่น ที่เข้าพิทแค่รอบเดียว แถมยังเสียเวลาที่พิทนานกว่าปกติ ได้สำเร็จในรอบที่ 60 ก่อนเข้าป้ายเป็นอันดับหนึ่งไปได้ตามเคย

แต้มหลังจบเรซนี้ : แฮมิลตัน 94 (+25) - เวอร์สแตพเพ่น 80 (+19)

 

อาเซอร์ไบจาน : มักซ์ ยางแตก ส่วนท่านเซอร์ แหกโค้ง

ในสตรีทเรซรายการที่สองของปี เรดบูล สามารถยึดครองความได้เปรียบคืนมา จากทั้ง เวอร์สแตพเพ่น และ เซอร์จิโอ เปเรซ ผู้รั้งอันดับ 1 และ 2 มาจนถึงรอบที่ 46 ที่ มักซ์ ดันดวงแตก เมื่อรถยางแตกและชนเข้ากับกำแพงข้างทาง
จนต้องออกจากเรซไปโดยปริยาย จึงทำให้อดได้รับคะแนนพิเศษ 1 คะแนนจากการทำเวลาต่อรอบเร็วสุดไปด้วย เพราะคะแนนดังกล่าวจะให้เฉพาะกรณีติด 10 อันดับแรกซึ่งมีคะแนนสะสมในแต่ละสนามเท่านั้น

แน่นอนว่าทุกอย่างเทมาทางท่านเซอร์หมดแล้ว เพราะเจ้าตัวมีโอกาสชนะและสามารถทำแต้มฉีกห่าง เวอร์สแตพเพ่น ไปได้อีก ทว่า แฮมิลตัน ก็ดันมาพลาด ปรับโหมดเบรกผิด จนล้อล็อกตอนเข้าโค้งแรกหลังรีสตาร์ท หลุดออกนอกแทร็กไป ก่อนเข้าเส้นชัยได้แค่อันดับ 15 เท่านั้น

สงสัย เซอร์ ลูอิส จะกลัวแต้มไม่สูสีแน่เลย (ฮา)

แต้มหลังจบเรซนี้ : เวอร์สแตพเพ่น 105 (+0) - แฮมิลตัน 101 (+0)

 

ฝรั่งเศส : พิทมาสเตอร์คลาสของ มักซ์ และ เรดบูล

เรื่องการเข้าพิท คือของคู่กันกับทางเรดบูลที่เป็นเจ้าของสถิติโลกพิทสตอปที่เร็วที่สุด และพวกเขาก็นำมันมาใช้กับที่สนาม พอล ริคาร์ด อีกครั้ง ด้วยการเรียก เวอร์สแตพเพ่น และ เปเรซ เข้าพิท 2 ครั้ง ในขณะที่ เมอร์เซเดส ใช้การเข้าพิทเพียงครั้งเดียว

นั่นทำให้ มักซ์ สามารถแซงหน้า แฮมิลตัน ได้ในรอบรองสุดท้าย เช่นเดียวกันกับ เปเรซ ที่ปาดหน้า วัลท์เทรี บอตตาส ขึ้นมารั้งอันดับสามด้วยเช่นกัน

แต้มหลังจบเรซนี้ : เวอร์สแตพเพ่น 131 (+26) - แฮมิลตัน 119 (+18)

 

สหราชอาณาจักร : เซอร์ ลูอิส ชน มักซ์ หลุดออกนอกสนาม

และการชนกันเองของทั้งคู่ครั้งแรกของฤดูกาลนี้ก็มาเกิดขึ้นที่สนาม ซิลเวอร์สโตน เมื่อ เวอร์สแตพเพ่น โดน แฮมิลตัน เกี่ยวยางเบียดหลุดออกจากสนามแข่ง ก่อนจะชนเข้ากับแท่นยางที่ช่วยดูดซับแรงกระแทก ด้วยแรงที่มากถึง 51G

โชคยังดีที่ มักซ์ สามารถเดินออกมาได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก ส่วน เซอร์ ลูอิส โดนลงโทษบวกเวลา 10 วินาที (เข้ามาใช้ลงโทษด้วยการหยุดรถช่วงเข้าพิท) แต่ก็ยังจบการแข่งขันด้วยอันดับหนึ่ง และลดช่องว่างจาก เวอร์สแตพเพ่น จาก 33 ลงมาเหลือเพียง 8 แต้มเท่านั้น

แม้ มักซ์ จะไม่จบการแข่งขัน แต่ เรดบูล ก็โชว์ความเขี้ยวด้วยการให้ เปเรซ ที่ฟอร์มออกทะเลในสนามดังกล่าว เข้าพิทเพื่อทำเวลาต่อรอบเร็วสุด ฉก 1 คะแนนอันล้ำค่าออกจากมือของแฮมิลตันมาได้

แต้มหลังจบเรซนี้ : เวอร์สแตพเพ่น 185 (+0) - แฮมิลตัน 177 (+25)

 

ฮังการี : ฝนตกถนนลื่น

เรียกได้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดกับ เรดบูล อย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้กอง บอตตาส มือสองของทีมเมอร์เซเดสสูญเสียการควบคุมรถหลังออกสตาร์ท ชนท้ายรถ แมคลาเรน ของ แลนโด นอร์ริส จนเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ไปโดนทั้งรถของ เวอร์สแตพเพ่น และ เปเรซ ซึ่งรายแรกร่วงไปอยู่ท้ายแถว ส่วนรายหลังต้องออกจากการแข่งขันไปเลย

อย่างไรก็ตาม แฮมิลตัน ผู้เป็นคนเดียวที่ไม่เปลี่ยนยางตอนกลับมาแข่งใหม่ ก็ต้องสูญเสียอันดับร่วงลงไปอยู่ที่ 13 ก่อนจะพยายามไล่บี้กลับมาสู่หัวตาราง ซึ่งเจ้าตัวโดน เฟร์นานโด อลอนโซ่ ป้องกันอันดับตัวเองไว้เป็นอย่างดี จนไม่อาจไล่ทัน เอสเตบัน โอคอน ผู้คว้าแชมป์สนามนี้ไปครองได้สำเร็จ

อันดับสุดท้ายของ แฮมิลตัน นั้นคือที่ 2 หลังจาก เซบาสเตียน เวทเทล โดนปรับแพ้เพราะเหลือเชื้อเพลิงไม่เพียงพอ และ เวอร์สแตพเพ่น ทำได้ดีสุดแค่อันดับ 9 เท่านั้น

แต้มหลังจบเรซนี้ : แฮมิลตัน 195 (+18) - เวอร์สแตพเพ่น 187 (+2)

 

เบลเยียม : เรซที่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์

เมื่อฝนเทมาไม่หยุดเรซนี้จึงจบลงด้วยการวิ่งตามหลัง เซฟตี้ คาร์ ให้ครบ 3 รอบ และกลายเป็นการแข่งขัน F1 ที่สั้นที่สุด และมอบคะแนนให้นักแข่งครึ่งคะแนน เนื่องจากยังวิ่งไปได้ไม่ครบ 75% ของระยะทางจริง

เวอร์สแตพเพ่น ผู้ทำเวลารอบคัดเลือกมาเป็นอันดับหนึ่ง จึงชนะไปอย่างไม่ยากเย็น ส่วน แฮมิลตัน นั้นหล่นไปอยู่อันดับสาม เนื่องจาก จอร์จ รัสเซลล์ จากทีม วิลเลียมส์ ว่าที่เพื่อนร่วมทีมของเจ้าตัวในฤดูกาล 2022 ผงาดขึ้นมาคว้าตำแหน่งอันดับ 2 ได้จากผลควอลิฟายที่ฝนตกหนักไม่ต่างกันนั่นเอง

แต้มหลังจบเรซนี้ : แฮมิลตัน 202.5 (+7.5) - เวอร์สแตพเพ่น 199.5 (+12.5)

 

อิตาลี : มักซ์ จบด้วยการอยู่เหนือ เซอร์ ลูอิส (Literally)

เวอร์สแตพเพ่น เผชิญกับฝันร้ายในการเข้าพิท เมื่อเจ้าตัวต้องหยุดนิ่งอยู่นานกว่า 11.1 วินาที จากปัญหาการเปลี่ยนยาว ร่วงจากอันดับ 2 ลงมาสู่อันดับ 9 ในทันที

อย่างไรก็ตาม โชคชะตาก็เหมือนลิขิตไว้ว่า แฮมิลตัน ต้องเจอกับความล่าช้าระหว่างพิทสต็อปเช่นกัน เพราะเขาต้องหยุดนิ่ง 4.2 วินาที ที่แม้จะไม่นานเท่า มักซ์ แต่ก็ส่งให้ทั้งคู่ออกมาพบกันแบบพอดิบพอดี ก่อนที่พวกเขาจะเบียดแย่งตำแหน่งกัน จนทำให้รถของ เวอร์สแตพเพ่น ตะกายขอบข้างทาง แล้วซ้อนทัพเหนือ เมอร์เซเดส ของท่านเซอร์เสียเลย

นั่นส่งผลให้ทั้งคู่แข่งไม่จบ และแม้ มักซ์ จะจบด้วยการอยู่เหนือ แฮมิลตัน ในเชิงกายภาพ แต่เจ้าตัวก็โดนโทษปรับตำแหน่งกริดลงไป 3 อันดับในสนามถัดไป และโดนหักคะแนนใบขับขี่เพิ่มอีก 2 แต้ม (คะแนนส่วนนี้ไม่เกี่ยวกับคะแนนสะสมชิงแชมป์โลก โดยใครที่สะสมครบ 12 แต้มในรอบ 12 เดือนหลังสุด จะถูกห้ามแข่ง 1 สนาม) 

แต้มหลังจบเรซนี้ : เวอร์สแตพเพ่น 226.5 (+0) - แฮมิลตัน 221.5 (+0)

 

ตุรกี : เมื่อการเข้าพิทไม่เป็นใจให้ท่านเซอร์

ด้วยสภาพอากาศแบบไฮบริด คือฝนหยุดตกแล้ว แต่สนามก็ยังไม่แห้งพอจนใส่ยางสลิกลงไปได้ จึงทำให้นักแข่งหลายคนพยายามยืดอายุยาง Intermediate ของตนให้ใช้ได้นานที่สุด ด้วยความหวังว่าสภาพแทร็กจะดีขึ้นและไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนยางถึงสองรอบด้วยกัน

แฮมิลตัน พยายามไม่เข้าพิทจนถึงรอบที่ 51 (จาก 58 รอบ) ก่อนที่ทีมจะเรียกเจ้าตัวเข้ามา เพื่อป้องกันยางระเบิดจนสูญเสียอันดับและเวลา ทำให้ท่านเซอร์หล่นไปรั้งอันดับ 5 เมื่อธงตราหมากรุกโบกสะบัด โดยที่ เวอร์สแตพเพ่น เข้าป้ายเป็นอันดับสอง ตามหลัง บอตตาส อยู่ราว 14 วินาที

แต้มหลังจบเรซนี้: เวอร์สแตพเพ่น 262.5 (+18) - แฮมิลตัน 256.5 (+10)

 

สหรัฐอเมริกา : Undercut พา มักซ์ เบียดชนะหวุดวิด

เป็นอีกครั้งที่ศาสตร์แห่งการเข้าพิทเข้ามากำหนดชะตากรรมของผู้ชนะได้ เพราะแม้จะพลาดท่าในจังหวะออกตัวจนสูญเสียตำแหน่งผู้นำให้กับ แฮมิลตัน แต่กลยุทธ์การทำ Undercut หรือชิงเข้าพิทก่อนของ เรดบูล ก็ส่งให้ เวอร์สแตพเพ่น สามารถยึดตำแหน่งคืนจากท่านเซอร์ได้

พวกเขาใช้การเข้าพิทของ มักซ์ และ เปเรซ มากดดันให้วิศวกรของ เมอร์เซเดส ต้องตัดสินใจเรียกรถหมายเลข 44 มาเข้าพิทเร็วกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อป้องกันการสูญเสียอันดับไปมากกว่านี้ ซึ่งช่วยให้ เวอร์สแตพเพ่น ยังพอป้องกันการบุกแย่งตำแหน่งของ เซอร์ ลูอิส จนจบการแข่งขันได้ ช่วยให้เจ้าตัวเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง ตามมาด้วยรถของ แฮมิลตัน ที่เข้ามาพร้อมกับ Fastest Lap เป็นรางวัลปลอบใจ

แต้มหลังจบเรซนี้: เวอร์สแตพเพ่น 287.5 (+25) - แฮมิลตัน 275.5 (+19)

 

บราซิล : อย่าไปจับท้ายรถ และการแซงอุตลุตของท่านเซอร์

กลายเป็นกระแสไปทั่วโลกออนไลน์ เมื่อ เวอร์สแตพเพ่น ดันไปจับท้ายรถของ แฮมิลตัน หลังสิ้นสุดรอบคัดเลือกเพื่อจัดอันดับสตาร์ทรอบแข่งสปรินต์ จนโดนปรับไป 50,000 ยูโร ส่วน เมอร์เซเดส ของท่านเซอร์ ก็ถูกตรวจพบว่ามีช่องว่างระหว่างปีกท้ายที่ต้องเปิดใช้ทำ DRS กว้างเกินกว่าขนาดที่กำหนด จึงทำให้โดนลบเวลาในรอบคัดเลือกจนต้องออกสตาร์ทจากท้ายสุดในรอบสปรินต์แทน

อย่างไรก็ตามจากการเปลี่ยนเครื่องยนต์ชุดใหม่ของท่านเซอร์ ซึ่งตามกฎแล้วจะต้องโดนลดตำแหน่งไปอีก 5 ตำแหน่ง ทำให้จากที่จะได้ออกสตาร์ทอันดับ 5 หลังแซงอุตลุตในรอบสปรินต์ จะต้องไปสตาร์ทรอบแข่งจริงที่อันดับ 10 แทน

ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ปัญหา ด้วยเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่สุด เซอร์ ลูอิส เร่งเครื่องมาจบตำแหน่งผู้ชนะของสนามได้อย่างสมศักดิ์ศรี แม้จะมีจังหวะเบียดกับคู่แข่งชิงแชมป์โลกอย่าง เวอร์สแตพเด่น ก็ตาม

แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าเรื่องทั้งหมดจะดุเดือดขึ้นกว่านั้นเยอะในอีกไม่กี่สนามต่อมา

แต้มหลังจบเรซนี้ : เวอร์สแตพเพ่น 332.5 (+18) - แฮมิลตัน 318.5 (+25)

 

ซาอุดีอาระเบีย : ชนกัน แซงกัน เบียดกัน และงัดกันออกมาทุกกลยุทธ์

หนึ่งในเรซที่บ้าคลั่งที่สุดครั้งหนึ่งเลย กับการประเดิมสนามใหม่ในเมืองเจดดาห์ ที่มีกลิ่นอายของสนามแบบสตรีทในพื้นที่ปิดแยกออกมาเป็นเอกเทศ แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุสูงอยู่เช่นเคย

มักซ์ ทำความเร็วในรอบคัดเลือกไว้ได้ดีมาก ๆ แต่การชนเข้ากับป้ายโฆษณาข้างทางทำให้เขาต้องออกสตาร์ทที่อันดับ 3 ถึงกระนั้นความผิดพลาดดังกล่าวถูกลบล้างไปอย่างรวดเร็ว เมื่อทีมตัดสินใจไม่เรียกเข้าพิทในช่วง Safety Car เพื่อแย่งตำแหน่งผู้นำคืนมา ไม่เพียงสำเร็จเท่านั้นแต่ยังได้เปลี่ยนยางฟรีจากช่วงที่ต้องยุติการแข่งขันชั่วคราวอีกด้วย

อย่างไรก็ตามจากการแซง แฮมิลตัน นอกขอบเขตของสนามในช่วงรีสตาร์ท (และเกิดธงแดงหลังจากนั้นไม่นาน) ทำให้ ไมเคิล มาซี่ ผู้อำนวยการการแข่งขัน ต้องออกมาเจรจาดีลกับทาง เรดบูล ให้คืนตำแหน่งให้ ก่อนเจ้าหน้าที่จะต้องลงมาตรวจสอบ ซึ่ง เรดบูล ก็ยอมทำตาม ถึงกระนั้นในช่วงรีสตาร์ทครั้งที่ 2 มักซ์ ก็แซงหน้าทั้ง โอคอน และ แฮมิลตัน กลับมาได้อยู่ดี

อย่างไรก็ตามการขับเคี่ยวระหว่างกันหลังจากนั้น ทำให้ มักซ์ ฉวยโอกาสรักษาอันดับผู้นำตอนหลุดขอบเขตสนามและจำต้องต้องคืนตำแหน่งให้กับ เซอร์ ลูอิส แต่เมื่อทีมสั่งให้คืนแบบมีกลยุทธ์ เจ้าตัวจึงตัดสินใจเบรกเทสต์ใส่เสียเลย จนทั้งคู่ชนกันและเกิดความเสียหายกับปีกหน้าของ แฮมิลตัน เล็กน้อย รวมถึงส่วนท้ายรถของ เวอร์สแตพเพ่น

แต่ท้ายที่สุดแล้ว แฮมิลตัน ก็สามารถประคองรถเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งได้ โดยมี เวอร์สแตพเพ่น ที่โดนโทษบวกเวลา 15 วินาทีจบเป็นที่สอง ส่งให้ทั้งคู่มีแต้มเท่ากันก่อนเรซสุดท้ายจะมาถึงนั่นเอง

แต้มหลังจบเรซนี้: เวอร์สแตพเพ่น 369.5 (+18) - แฮมิลตัน 369.5 (+26)



AUTHOR

กรทอง วิริยะเศวตกุล

Astronomy, Liverpool, You.
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x