FEATURE

Adidas "The Wall" : กาลครั้งหนึ่งอาดิดาส เคยทำโฆษณาสยองขวัญ ?​ | Main Stand



ปี 1993 อาดิดาส แบรนด์รองเท้าชื่อดังสัญชาติเยอรมนี ได้ปล่อยรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ล่าสุดออกมาสู่ตลาดรองเท้าผ้าใบโดยใช้ชื่อว่า "ทิวบูลาร์ 2" ด้วยดีไซน์และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย จนอาจเรียกได้ว่าล้ำเกินไป รองเท้ารุ่นดังกล่าวได้กลายเป็นรองเท้าที่ถูกกล่าวขานว่า "มาก่อนกาล" แต่กลับไม่ค่อยตอบโจทย์ความนิยมของคนหมู่มากและยากที่จะเข้าถึงสำหรับใครหลาย ๆ คน 

 


นอกจากรองเท้าจะไปไกลแล้ว สิ่งที่ไปไกลกว่าคือโฆษณาโปรโมตรองเท้ารุ่นดังกล่าวที่มีชื่อว่า "เดอะ วอลล์" กำกับโดย "เดวิด ลินช์" หนึ่งในผู้กำกับที่มาแรงที่สุดแห่งยุค พวกเขาใช้เงินลงทุนกับโฆษณาทิวบูลาร์ไปกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นโฆษณาตัวแรกในรอบ 9 ปีของอาดิดาสที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการโปรโมตสินค้า 

ทว่าโฆษณาดังกล่าว คล้ายจะแปรเปลี่ยนเป็นหนังสยองขวัญขนาดย่อมความยาว 1 นาที ด้วยเอกลักษณ์ของลินช์ที่เป็นผู้กำกับที่ถนัดทำภาพยนตร์ประเภทระทึกขวัญ สยองขวัญอยู่แล้ว นี่อาจเป็นโฆษณารองเท้าที่ "บ้า" ที่สุดตั้งแต่เคยมีมาในประวัติศาสตร์วงการสนีกเกอส์ 

เดวิด ลินช์ คือใคร ? ทำไมเขาถึงเข้ามาร่วมงานกับอาดิดาสได้ ?​ เบื้องหลังของ เดอะ วอลล์ เป็นอย่างไร ?​ 

ตั้งสติให้ดีก่อนอ่านและรับชม เพราะภาพที่เห็นในโฆษณาอาจทำให้ทุกคนเก็บไปฝันประหลาดได้ 

ถ้าหากพร้อมแล้ว Main Stand ก็พร้อมเล่าให้ฟังเช่นกัน

 

รองเท้าที่มาก่อนกาล

ย้อนกลับไปเมื่อต้นทศวรรษ​ 1990s บริษัทอาดิดาส ในขณะนั้น ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของวงการรองเท้าผ้าใบ โดยเฉพาะรองเท้าวิ่ง ท่ามกลางแบรนด์คู่แข่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไนกี้ รีบอค หรือ พูม่า จึงไม่แปลกหากพวกเขาพยายามที่จะคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาสู่แบรนด์ของตัวเอง ดีไซน์เนอร์หลายคนในบริษัทขณะนั้นเริ่มหาวิธีที่จะทำให้รองเท้าของอาดิดาสแตกต่าง จนในที่สุดพวกเขาก็ได้ไอเดียจาก "ยางรถยนต์" ในปี 1992 


Photo : sneakerfreake

คอนเซ็ปต์และความตั้งใจแรกเริ่มของอาดิดาสที่จะพัฒนารองเท้าวิ่งรุ่นใหม่นี้ คือความต้องการที่จะสร้างรองเท้าลดการกระแทกที่เหนือกว่า พวกเขาผลิตรองเท้าต้นแบบออกมาโดยใช้ชื่อว่า "อาดิดาส แรดิเคิล" (Adidas Radical) และวางจำหน่ายจำนวนจำกัดเพียง 500 คู่เท่านั้น 

ลักษณะเด่นของ อาดิดาส แรดิเคิล คือพื้นรองเท้าจะมีจุกเติมลมอยู่ 4 ช่อง รองรับการเติมลม 4 ด้านแยกออกจากกัน ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับลมภายในพื้นรองเท้าได้ตามใจชอบ รองเท้ารุ่นดังกล่าวได้รับผลตอบรับที่ดี เทคโนโลยีของอาดิดาสในขณะนั้นได้รับการกล่าวถึงว่ามีความล้ำสมัย ที่แม้แต่ในปัจจุบันก็ยังถูกพูดถึงว่าน่าประทับใจอยู่ พวกเขาไม่รอช้าและเลือกที่จะเดินหน้าผลิตรองเท้ารุ่นต่อไปในปี 1993 โดยใช้ชื่อว่า "ทิวบูลาร์ 2" (Tubular 2) 

ทิวบูลาร์ 2 เป็นการต่อยอดมาจาก อาดิดาส แรดิเคิล โมเดลรุ่นนี้ยังมีหน้าตาที่ใกล้เคียงกับ แรดิเคิล พอสมควร ต่างกันตรงที่พื้นรองเท้าจะไม่มีจุกเติมลมอีกต่อไป สิ่งที่คงเหลือไว้คือคอนเซ็ปต์ลดแรงกระแทกเพื่อการวิ่งที่เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น


Photo : pinterest

แม้ว่าคอนเซ็ปต์จะล้ำนำอนาคต แต่รองเท้ารุ่นดังกล่าว ก็ได้ชื่อว่าเป็นรองเท้าที่มาก่อนกาล และถึงกระแสตอบรับจากรุ่นก่อนหน้าจะดี แต่การมาถึงของ ทิวบูลาร์ 2 ก็ไม่ได้ช่วยดันให้ตัวรองเท้าขายดีกว่าเดิมได้ 

แม้รองเท้าจะไม่ดังเปรี้ยง แต่อาดิดาสที่เป็นผู้ผลิตรองเท้าที่หัวก้าวหน้ามากในขณะนั้น นอกจากเรื่องการผลิตสินค้าแล้ว การตลาดของพวกเขาก็ก้าวหน้าไม่แพ้กัน ความทะเยอทะยานของอาดิดาสมีมากถึงขนาดจ้างผู้กำกับฝีมือดีแห่งยุคให้มาช่วยทำโฆษณาขายรองเท้าให้ 

ตอนนั้นพวกเขาก็คงนึกไม่ถึงเหมือนกันว่า โฆษณาตัวนี้มันจะพิสดารได้ขนาดนี้ 

 

ทะลวงกำแพงที่ขวางกั้น 

หาก อาดิดาส คือผู้ผลิตรองเท้าที่หัวก้าวหน้าในวงการรองเท้า ณ ขณะนั้น ในวงการภาพยนตร์ก็คงเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจาก "เดวิด ลินช์" 

เดวิด ลินช์ เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกันที่มีฝีมือและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เขาเริ่มมีชื่อเสียงมาจากภาพยนตร์เรื่อง "Eraserhead" ภาพยนตร์แฟนตาซี สยองขวัญฟอร์มเล็ก ที่ออกฉายในปี 1977 บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องราวเหนือจริงและความคิดอันบิดเบี้ยวของชายที่ชื่อว่า เฮนรี่ สเปนเซอร์ (แสดงโดย แจ็ค แนนซ์) 

นอกจากนี้ยังมี "Blue Velvet" ที่ออกฉายในปี 1984 ภาพยนตร์ระทึกขวัญที่เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่เข้าไปพัวพันกับคดีประหลาด หลังจากที่พบใบหูของมนุษย์ตกอยู่บนถนนระหว่างที่กำลังเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อที่ป่วย 

ความแปลกเหล่านี้คือเอกลักษณ์ของลินช์ทั้งสิ้น เขาได้กลายมาเป็นเจ้าพ่อหนัง "คัลท์" หรือหนังเฉพาะกลุ่ม ที่ถ้าหากไม่ชอบก็เกลียดไปเลย ถ้าต่อติดก็จะถวายตัวเป็นแฟนคลับที่ยกทฤษฎีต่าง ๆ มาวิเคราะห์เป็นประเด็นถกเถียงได้ไม่รู้จบ 

สิ่งที่ทำให้งานของลินช์โดดเด่นคือ การสร้างบรรยากาศในภาพยนตร์ให้มีความแปลก มีความเหนือจริง ผ่านฉากและบทสนทนาอันหลุดโลกของตัวละคร เห็นได้ชัดจากผลงานที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุด ที่ส่งผลให้เขาไปยืนอยู่บนจุดพีคของอาชีพ เมื่อเขาเข็นซีรีส์ที่ชื่อว่า "Twin Peaks" ซีรีส์ขนาดยาวออกฉายทางช่อง ABC ในปี 1990 

Twin Peaks เป็นทีวีซีรีส์ประเภทระทึกขวัญ สยองขวัญ ที่ได้กลายมาเป็นซีรีส์ในตำนานของอเมริกันชนและเป็นหมุดหมายที่สำคัญแห่งยุค 90s และถูกขนานนามว่าเป็นซีรีส์ที่ "คัลท์" ที่สุดที่เคยมีมา เรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอชื่อ เดล คูเปอร์ (แสดงโดย ไคล์ แม็คลัคแลน) ที่ต้องเข้าไปสืบเรื่องคดีฆาตกรรมของหญิงสาวชื่อ ลอร่า พัลเมอร์ (แสดงโดย เชอรีล ลี) ในเมือง ทวิน พีคส์ ก่อนจะรู้ตัวว่าเมืองนี้เต็มไปด้วยผู้คนสุดประหลาดและปริศนามากมาย  


Photo : imdb.com

หลังจากที่ออกอากาศมาเป็นเวลา 3 ปีเต็ม พร้อมด้วยภาพยนตร์บทสรุปอีก 1 เรื่องในปี 1992 ที่มีชื่อว่ะ "Twin Peaks : Fire Walk With Me" ... Twin Peaks ยังถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี 2017 ในชื่อ "Twin Peaks : The Return" ที่เปรียบเสมือนซีซั่น 3 ต่อจากปี 1991 เพื่อเป็นการปิดตำนานซีรีส์เรื่องนี้ให้สมบูรณ์ ซึ่งซีซั่น 3 นี้ก็ได้รับการต้อนรับจากแฟน ๆ เป็นอย่างดี ทำให้กระแส Twin Peaks ยังคง "พีค" สมชื่อเหนือกาลเวลา  

Twin Peaks เปรียบเสมือนเครื่องการันตีฝีมือและความสำเร็จของ เดวิด ลินช์ อาดิดาสจึงตัดสินใจดึงตัวผู้กำกับแห่งยุคคนนี้มากำกับโฆษณาให้กับสินค้าของพวกเขาเมื่อปี 1994 โดยทุ่มเงินลงทุนไปกว่า 1 ล้านดอลาร์สหรัฐเป็นต้นทุนในการกำกับ จากการรายงานของ The Guardian เปิดเผยว่า อาดิดาสดึงตัวลินช์มากำกับพร้อมมอบภารกิจให้กับเขา คือช่วยดึงกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นให้เข้ามาสนใจในแบรนด์ ในขณะที่ยังรักษากลุ่มลูกค้าที่ชอบเล่นกีฬาเป็นพิเศษเอาไว้ด้วย 

โฆษณาดังกล่าว มีชื่อว่า "เดอะ วอลล์" (The Wall) ที่มีคอนเซ็ปต์เบื้องหลังไม่ซับซ้อนเลยสักนิด เป็นเรื่องเกี่ยวกับใครก็ตามที่พยายามจะก้าวข้ามกำแพง ที่เป็นอุปสรรคขวางทางอยู่เบื้องหน้า แต่การนำเสนอออกมาผ่านวิสัยทัศน์ของลินช์ ทำให้โฆษณาขนาดสั้นตัวนี้หลุดโลกเป็นพิเศษ จนอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นการร่วมงานกันที่แปลกที่สุดตั้งแต่เคยมีมา 


Photo : sneakerfreaker

นี่ยังถือเป็นโฆษณาตัวแรกในรอบ 9 ปี ของอาดิดาส ซึ่งถ้านับถอยหลังไปจะตรงกับปี 1985 โฆษณาตัวล่าสุดที่อาดิดาสเคยทำมาก็เป็นโฆษณาที่ร่วมงานกับวงฮิปฮอปอย่าง Run-DMC ในการขายเสื้อผ้าและรองเท้า ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980s 

ฉากแรกของ เดอะ วอลล์ เริ่มต้นด้วยการออกวิ่งของชายร่างกายกำยำคนหนึ่ง ที่ใส่รองเท้า อาดิดาส ทิวบูลาร์ 2 รองเท้าวิ่งโมเดลล่าสุดจากอาดิดาส ท่ามกลางแดดอันร้อนระอุ มุ่งตรงไปสู่กำแพงที่กั้นขวางอยู่ด้านหน้า 

ทุกอย่างดูเป็นปกติ ก่อนที่ภาพจะเริ่มบิดเบี้ยวขึ้น เริ่มมีการซูมเข้าไปที่หูของนักวิ่งที่แดงผิดปกติ ตัดไปในภาพที่ดูคล้ายเซลล์และระบบอวัยวะภายในรูหูของชายคนดังกล่าว ซ้อนภาพด้วยดวงตาที่เกิดประกายไฟลุกขึ้นในตาดำ ภาพถูกซ้อนเข้าไปอีกชั้นด้วยฉากหลังที่เริ่มลุกเป็นไฟ พร้อมปรากฏเงาของแมงป่อง ที่อยู่ดี ๆ ก็โผล่มาจากไหนไม่ทราบ มีการถ่ายโคลสอัพบริเวณปากของนักวิ่ง ใส่เอฟเฟกไฟฟ้า ก่อนที่จะถึงจุดพีคที่สุดคือเริ่มมีไฟลุกขึ้นมาจากรูบนพื้นและตัดภาพซ้อนอีกครั้งให้เห็นภายในปากของผู้ชายคนดังกล่าว ที่เห็นทั้งฟันยันลิ้นไก่ 

ดนตรีเริ่มที่จะบิวด์หนักขึ้น จนสุดท้ายผู้ชายอ้าปากออก เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขาวิ่งถึงเส้นชัย กลายเป็นภาพผู้ชายอ้าปากแล้วมีระเบิดออกมา ก่อนที่ผู้ชายคนดังกล่าวจะวิ่งขึ้นไปบนฟ้า พร้อมกับช็อตโคลสอัพอีกครั้งในระยะใกล้ของรองเท้า โปรยสโลแกนของอาดิดาสว่า "Earn Them" หรือที่แปลได้ว่า "ไปคว้ามันไว้ซะ"


Photo : sneakerfreaker

โฆษณาตัวดังกล่าว เหลือไว้เพียงแต่คำถามที่ผุดขึ้นในหัวต่อคนที่ได้รับชมมากมาย ทั้งยังทิ้งความรู้สึกเหมือนถูกรบกวนจิตใจ เหมือนดูหนังสยองขวัญ ระทึกขวัญเรื่องหนึ่งมา มีการพยายามวิเคราะห์ตีความกันมากมายว่าแท้จริงแล้ว ลินช์ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ ?​ องค์ประกอบของหลายสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเวลา 1 นาทีกว่า ๆ ทำให้ยากเกินกว่าที่ใครหลายคนจะเข้าใจ ไม่มีใครรู้ว่าแมงป่องจะสื่อถึงอะไร ไฟที่ผุดขึ้นมาจากรูต่าง ๆ หมายถึงอะไร ฟัน ระเบิด ทุกอย่างตีกันมั่วไปหมด 

อย่างไรก็ตาม เหมือนอาดิดาสจะไม่รู้ตัวว่า แทนที่จะให้ เดวิด ลินช์ มาช่วยขายสินค้า กลับกลายเป็นว่า อาดิดาสได้กลายเป็นฝ่ายที่ช่วยขายงานของ เดวิด ลินช์ เสียเองแบบงง ๆ และคนที่ได้ประโยชน์มากกว่าคือลินช์ ไม่ใช่อาดิดาสแต่อย่างใด 

 

WEIRDEST COLLABORATION YET ? 

อาดิดาส "เดอะ วอลล์" ไม่ใช่งานกำกับโฆษณาครั้งแรกของลินช์ ก่อนหน้านี้เขาก็เคยผ่านงานกำกับโฆษณามาก่อน และเป็นสิ่งที่เขาทำเป็นประจำอยู่แล้วนอกเหนือจากการกำกับภาพยนตร์ โฆษณาที่เขากำกับบางตัวก็มีความประหลาดกว่าหนังของเขาเองเสียอีก เขามีความเห็นที่ค่อนข้างตรงไปตรงมากับเรื่องการทำโฆษณาเพื่อการพาณิชย์ หรือกล่าวอย่างง่ายคือ การเนียนขายของในสื่อต่าง ๆ ของนายทุน

"แม่งไร้สาระ" 

"บางครั้งที่ผมกำกับโฆษณาก็เพราะเงินนี่แหละ" 

เขากล่าวไว้จากการสัมภาษณ์ในปี 2008 ซึ่งเขาก็ยืนหยัดต่อแนวคิดของตัวเองอย่างมั่นคง แต่เขาก็มองเห็นด้านดีของมันเช่นกัน 

"แต่ผมจะบอกว่า ทุก ๆ ครั้งที่ผมได้ทำงานโฆษณา ผมก็มักจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเสมอ อย่างวิธีการเล่าเรื่องและเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่การวางขายสินค้าผ่านสื่อพวกนี้มันเน่าเฟะทั้งนั้น มันไร้สาระมาก ๆ และมันก็ยังเกิดขึ้นอยู่ นี่มันโลกแบบไหนกันเนี่ย ?" 

ก่อนที่จะมี "เดอะ วอลล์" ลินช์เคยกำกับโฆษณาให้กับ "แคลวิน ไคลน์" (Calvin Klein) แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ในปี 1988 และ "จอร์โจ อาร์มานี" (Giorgio Armani) ในปี 1992 ซึ่งเป็นแบรนด์สินค้าระดับใหญ่ยักษ์ทั้งสิ้น ในการกำกับโฆษณาแต่ละครั้ง ลินช์ก็จะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถตามคอนเซ็ปต์ที่ลูกค้าได้วางไว้ให้ แต่เรื่องการนำเสนอก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง 

จากความเห็นของ นิโคลัส อินด์ ที่เคยวิเคราะห์โฆษณา "เดอะ วอลล์" ของลินช์ ที่ถูกอ้างไว้ในหนังสือเรื่อง "Authorship and the Films of David Lynch: Aesthetic Receptions in Contemporary Hollywood" เขียนโดย แอนโธนี่ ท็อดด์ หนังสือที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาผลงานของเดวิด ลินช์ โดยเฉพาะ ความว่า 

"คนทำหนังคัลท์เขาไม่กำกับโฆษณาทีวีกันหรอก พวกเขามุ่งแต่จะทำลายภาพลักษณ์ของผู้ผลิตและก็เป็นพวกต่อต้านการบริโภคนิยม" 

หากอ้างอิงจากความเห็นดังกล่าว ก็พอจะทำให้เข้าใจ เดอะ วอลล์ มากขึ้น เพราะโฆษณาอาดิดาสตัวนี้ถูกสร้างมาตามคอนเซ็ปต์ที่เรียบง่ายก็จริง แต่วิธีการนำเสนอนั้นหลุดโลกเกินไปมาก ว่ากันว่าการที่ลินช์ได้เข้าไปกำกับโฆษณาตัวนี้ ก็เพื่อเป็นการต่อต้านกระแสความนิยมสินค้าอุปโภค บริโภคในกระแสหลัก 

ลินช์เคยพูดถึงงานชิ้นนี้ของตัวเองครั้งหนึ่งใน The Guardian ว่าการสร้าง เดอะ วอลล์ ก็เหมือนเป็นการแสดงให้เห็นถึงระยะทางที่ไกลห่างกันของนรกและสวรรค์ ผ่านมุมมองของนักวิ่งที่จะต้องก้าวผ่านอุปสรรคที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดให้ได้ ซึ่งอุปสรรคที่ว่าก็มาในรูปแบบของกำแพง ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในโฆษณา

อ่านมาถึงตรงนี้ ทุกคนอาจจะลืมไปแล้วว่าเรากำลังพูดถึงรองเท้า ทิวบูลาร์ 2 ซึ่งก็อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้า แทนที่อาดิดาสจะได้ขายรองเท้า กลายเป็นว่าสิ่งที่ทำให้คนพูดถึงมากกว่าคือฝีมือและวิธีการการกำกับของลินช์ รองเท้าตระกูลทิวบูลาร์ของอาดิดาสจึงไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ มารองรับ ไม่ว่าจะเป็นการปั๊มลมหรือคอนเซ็ปต์การลดแรงกระแทกของยางรถยนต์ 


Photo : kicksonfire

ทิวบูลาร์ หายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของอาดิดาสอยู่พักใหญ่ จนถูกคืนชีพอีกครั้งในปี 2014 และกลับมาอย่างสมศักดิ์ศรีในฐานะรองเท้าแฟชั่น ตัวรองเท้ายังคงโดดเด่นด้วยพื้นที่หนาเหมือนกับที่เคยเป็นในอดีต จนมาถึงตอนนี้อาจพูดได้ว่า โลกพร้อมแล้วสำหรับ ทิวบูลาร์ ที่เปี่ยมไปด้วยแนวคิดและการออกแบบจากอนาคต 

อย่างไรก็ตาม การที่ อาดิดาส ทิวบูลาร์ 2 ไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่ความผิดของลินช์ เพราะถึงตัวโฆษณาจะแปลกขนาดไหน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ทิวบูลาร์ 2 กลับได้รับความสนใจในหมู่แฟน ๆ ของลินช์เสียเอง กลายเป็นว่าคนที่อยากได้รองเท้าคือคนที่เป็นแฟนหนังของลินช์ ถึงขนาดมีการถามหากันในเว็บบอร์ด Reddit เมื่อปี 2018 ว่าจะหาซื้อรองเท้ารุ่นดังกล่าวได้จากที่ไหน แม้ว่าจะผ่านมานานกว่า 25 ปีแล้ว ตั้งแต่โฆษณานี้ออกฉาย 

เดอะ วอลล์ อาจได้ขึ้นชื่อว่าเป็นการร่วมงานกันที่แปลกที่สุดของผู้กำกับภาพยนตร์และแบรนด์สินค้า ที่ไม่น่าจะโคจรมาเจอกันได้ แต่โฆษณาดังกล่าวก็ถือว่ามีความยูนีคมากกว่าโฆษณารองเท้าอื่นเป็นไหน ๆ 

ความล้ำสมัยที่ยากเกินกว่าจะเข้าถึงนั้น ยังคงอยู่มาถึงทุกวันนี้ และได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า "ความคัลท์" ที่เดวิด ลินช์ เนรมิตขึ้นมานั้น อมตะอยู่เหนือกาลเวลาขนาดไหน 

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://www.dazeddigital.com/fashion/article/42169/1/david-lynch-adidas-tubular-sneaker-commercial-advert-agent-cooper-90s-film 
https://faroutmagazine.co.uk/david-lynch-surreal-advert-adidas-sport/ 
https://www.imdb.com/title/tt11837106/ 
https://www.imdb.com/title/tt0074486/?ref_=nm_flmg_wr_53 
https://www.imdb.com/title/tt0090756/?ref_=nm_flmg_wr_50 
https://lwlies.com/articles/david-lynch-tv-commercials/ 
https://www.reddit.com/r/ObscureMedia/comments/a3d8bi/david_lynchs_spot_for_adidas_1993/ 
https://www.sneakerfreaker.com/news/david-lynch-directed-this-1993-adidas-tubular-commercial 
https://www.sneakerfreaker.com/features/material-matters/material-matters-the-resurrection-of-the-adidas-tubular 
https://www.youtube.com/watch?v=GiP85kdyRLo 



AUTHOR

ณัฐพล ทองประดู่

Memento Vivere / Memento Mori
     


PHOTO

ภราดร ภราดร

อยากจะทำให้ดี ไม่ใช่แค่อยากจะทำให้เป็น
     


x