VEHICLE

หลุดกรอบขอบตำนาน : ฮันส์ มุธ ผู้ออกแบบ BMW "สีส้ม" ที่ทำให้องค์กร "พลิกจากขาดทุนเป็นกำไร" | Main Stand



หรูเรียบและมีระดับ คือจุดขายของมอเตอร์ไซค์จากแบรนด์ BMW เสมอมา นับตั้งแต่ยุคเริ่มต้นการผลิตจนถึงทุกวันนี้ หลายคนคงอาจจะนึกไม่ออกว่ามีจักรยานยนต์รุ่นใดของ BMW บ้าง ที่ใช้สีได้แปลกและแหวกแนวจนเห็นแวบเดียวก็จำได้ 


 

และนี่คือเรื่องราวความแตกต่างจากประวัติศาสตร์ของ BMW เมื่อชายคนหนึ่งถูกจ้างให้มาออกแบบรูปลักษณ์ของรถขึ้นมา 1 คัน และเขาได้ตัดสินใจใช้สีที่แปลกที่สุดเท่าที่ BMW เคยผลิตมา 

ทว่าในความต่างนี้ทำให้ BMW สีส้ม ดังระเบิดโลก พร้อม ๆ กับผู้ออกแบบที่กล้าข้ามกรอบแห่ง BMW อย่าง ฮันส์ มุธ 

นี่คือเรื่องเล่าของตำนานผู้แปลงโฉมรถมอเตอร์ไซค์ BMW ให้ร้อนแรงที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยมี ติดตามเรื่องราวของ ฮันส์ มุธ ได้ที่ Main Stand 

 

ปฐมบทแห่งความหรูที่ทรงประสิทธิภาพ 

BMW คือบริษัทผลิตยานยนต์ที่เก่าแก่และมีประสบการณ์ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย พวกเขาผลิตตั้งแต่เครื่องยนต์ของอากาศยานตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 จนกระทั่งเข้าสู่วงการรถจักรยานยนต์ ก็ได้ผลิตรถคันแรกออกมาในปี 1923 นั่นคือ BMW R32 

ในเรื่องความสวยงามและสมรรถนะนั้นไม่มีใครเถียง ทว่าผู้คนยุคสิ้นสงครามโลกยังตั้งคำถามว่า การที่รถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งมีราคากว่า 2,200 มาร์ก ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงมากจนคนธรรมดายากจะเอื้อมถึง ทำไปเพื่ออะไร ? และอีกสิ่งที่คนสงสัยคือมันแพงขนาดนั้นได้ยังไง ? 

BMW ไม่จำเป็นต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวสำหรับคำถามนี้ เพราะประสิทธิภาพของรถตอบได้ชัดเจนกว่าคำพูด "แทนที่คุณจะตั้งคำถาจาการใช้แค่ตาดู ... คุณควรจะสัมผัสมันด้วยตัวเอง" นั่นคือแนวคิดในการพิสูจน์ตัวเองที่ง่ายที่สุด 

ทันทีที่พวกเขาปล่อย BMW R32 ออกสู่ตลาด ยอดขายของมันก็ถล่มทลาย และทำให้ตลาดรถมอเตอร์ไซค์ในยุโรปตื่นตัวอย่างแรง เพราะไม่มีรถจากแบรนด์ไหนเลยจะขายดีไปกว่า BMW R32 รถจักรยานยนต์จากเยอรมันคันนี้กลายเป็นเบอร์ 1 ในทันที พวกเขาได้ทำลายความนิยมของรถอังกฤษ และอิตาลี ลงภายในระยะเวลาอันสั้น และสร้างภาพจำที่สวยหรู, เปี่ยมประสิทธิภาพ และทรงสมรรถนะ  

หลังจากนั้น BMW ก็ปล่อยรถจักรยานยนต์ภายใต้การพัฒนาของพวกเขาออกมาอีกมากมายหลายรุ่น แม้ในส่วนของเครื่องยนต์และรายละเอียดส่วนประกอบต่าง ๆ จะแตกต่างกันไป แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน และทำให้ทุกคนจดจำได้ดี คือสีของรถ ที่ไม่ว่าจะกี่รุ่นก็เป็นสีดำทั้งสิ้น

ไม่รู้ว่ามันเริ่มขึ้นตอนนั้น และมันเป็นหลักการหรือธรรมเนียมที่ยึดตามกันมาหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ผู้คนมักนึกภาพมอเตอร์ไซค์ของ BMW สีอื่นไม่ออก และการจะหลุดจากกรอบเดิม ๆ ได้ พวกเขาต้องการใครสักคนที่ "ใหม่" และมีไอเดียล้นหัวจริง ๆ

หลังจากนั้น การพบกันแห่งศตวรรษก็เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ชายคนหนึ่งลงมาจากยอดเขาเพื่อฉีกภาพลักษณ์ของ BMW ฮันส์ มุธ ได้ปรากฏตัวขึ้นที่มิวนิค หัวเมืองใหญ่แห่งแคว้นบาวาเรีย 

 

ฉีกไปเลย 

ทำไม BMW ถึงต้องการคนที่มีไอเดียล้นหัวอย่าง ฮันส์ เข้ามาทำงานด้วย ? 

คำถามนี้ตอบง่ายมาก เนื่องจากเมื่อเข้าสู่ยุค 1970s จักรยานยนต์ไม่ได้เป็นที่นิยมเหมือนกับเมื่อ 30-40 ปีก่อนอีกแล้ว กลุ่มผู้บริหารของ BMW ในแผนกมอเตอร์ไซค์ หรือ BMW Motorrad จึงเริ่มเข้ามาถกกันในห้องประชุมถึงยอดขายที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องของยุคสมัย หรือการมีแบรนด์จาก

ฮันส์ มุธ ได้เดินทางลงมาจากเมืองที่อยู่บนยอดเขาอย่างไรน์ลันด์ (Rhineland) ซึ่งที่นั่นมีโรงงานผลิตยานยนต์สัญชาติอเมริกัน อย่างบริษัท Ford ไปตั้งอยู่ ตัวของ ฮันส์ เดิมทีนั้นทำงานเป็นนักออกแบบให้กับ Ford แต่ว่าตัวเขาเองก็ต้องการจะหลุดจากกรอบเดิม ๆ และหาที่ทางที่เอื้อให้เขาได้ปล่อยของมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อนร่วมงานของเขาจึงยุยงให้เขาเก็บกระเป๋าและย้ายไปยังแคว้นบาวาเรีย สู่เมืองมิวนิค ที่ตั้งของบริษัทยานยนต์ท้องถิ่นอย่าง BMW 

ฮันส์ เริ่มงานกับ BMW ในแผนกรถยนต์ 4 ล้อ ทว่าเขากลับมีความสนใจในตลาดรถมอเตอร์ไซค์ที่ท้าทายมากกว่า อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น บ้านของเขานั้นอยู่ไกลจากตัวเมืองมาก ถนนหนทางก็ไม่ได้ดีและสะดวกสบาย ดังนั้นเขาจึงซื้อรถ SUV ขับเคลื่อนสี่ล้อยี่ห้อ เรนจ์ โรเวอร์ ไว้หนึ่งคันให้เหมาะสมกับการเดินทางในเวลานั้น 

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ได้ยินเรื่องราวการขาดทุนของแผนกรถมอเตอร์ไซค์ เขาจึงทำในสิ่งตัวเองคิดว่าน่าจะถูกต้อง ด้วยการขอย้ายแผนกเพื่อไปรับความท้าทายนั้น จุดเริ่มต้นจริง ๆ เป็นเพราะเขาอยากจะทำรถวิบากสักคัน ที่สามารถใช้ขับขึ้นเขาได้ เพื่อช่วยให้เขาเดินทางกลับบ้านได้อย่างรวดเร็ว สะดวก และปลอดภัย 

"ผมนั่งประชุมแบบสุดเครียดกับหลายแผนก การประชุมจบลงโดยไม่มีอะไรคืบหน้า ขณะที่กำลังเดินออกมาพร้อม ๆ กับ ฮาร์ดี้ มุลเลอร์ (เจ้าหน้าที่วางแผนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์) และมองไปที่รถ เรนจ์ โรเวอร์ สีส้มของตัวเองที่จอดอยู่ และคิดว่ารถคันนี้ทำออกมาได้ดีมาก สะดวกสบายในการขับขี่ อีกทั้งยังอเนกประสงค์ เหมาะสำหรับการวิ่งทางไกล รวมถึงการใช้ในทางวิบาก ... ผมบอกกับ มุลเลอร์ ทันทีหลังจากเกิดไอเดียว่า 'เพื่อน ... ฉันว่าเรามาทำรถสองล้อแห่งยุคสมัยใหม่กันเถอะ'" ฮันส์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของทั้งหมด 

อย่าคิดว่าแค่คิดทุกอย่างก็สำเร็จได้ ... ในองค์กรที่ใหญ่ขนาดนั้น ความคิดของใครคนใดคนหนึ่ง แม้จะดีแค่ไหนก็ต้องผ่านมติในที่ประชุม ผ่านการวิเคราะห์ของแผนกต่าง ๆ ให้เรียบร้อยก่อน นั่นคือสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้มีความเสี่ยงในการขาดทุนน้อยที่สุด 

การต้องฟาดฟันกันในโต๊ะประชุม ต้องรับมือการโต้เถียงของพนักงานต่างแผนก และการต้องต่อสู้กับความคิดที่ไม่เห็นด้วย ทุกอย่างนี้คือสิ่งที่กดให้คนที่มีไอเดียพรั่งพรูหลายคน กลัวที่จะออกนอกกรอบ แต่สำหรับ ฮันส์ เขาเอาจริง ... เขาร่างทุกอย่างที่เขาคิดลงบนกระดาษโดยใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น 

"ผมใส่ทุกอย่างที่มีในหัวลงในกระดาษโน้ตภายในเวลาแค่ 20 นาที ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและบังเอิญมาก เราต้องรีบจดมันไว้ให้หมด ผมตกลงไว้กับมุลเลอร์ในเรื่องนี้ เราไม่เคยขอความเห็นจากแผนกการตลาด ไม่ได้ถามความพร้อมของแผนกโครงสร้างเลยแม้แต่น้อย เรารู้ว่าผู้บริหารจะต้องเกลียดมันแน่นอนกับแนวคิดนี้ แต่ขอโทษเถอะ รอให้แผนกทดสอบได้ขับขี่มันดูก่อนแล้วกัน พวกเขาจะต้องชอบใจจนลืมไม่ลงแน่" ฮันส์ ว่าไว้เช่นนั้น และนั่นทำให้การไฟต์เพื่อการออกนอกกรอบครั้งแรกของ BMW ได้เกิดขึ้น 

ฮันส์ รู้ดีว่าทุกแผนกต่างก็มีเรื่องยุ่ง ๆ ของตัวเองกันทั้งนั้น และหลายคนเองก็คงไม่เต็มใจนัก ที่จะช่วยเขาทำงานใดเลยสักชิ้น อีกทั้ง BMW ในส่วนของมอเตอร์ไซค์ก็ขาดทุนมานานเกินกว่าที่จะเสียเงินทำการทดลองใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ดังนั้นหากเขาจะทำ เขาต้องลงทุนลงแรงเองหนักมาก แถมยังต้องใช้ของที่มีอยู่พลิกแพลงออกมาให้ได้ตามไอเดียของตัวเขาเอง ซึ่งความเฉียบคมของ ฮันส์ ก็คือ เขามีของอยู่ในหัวอยู่แล้ว และบริษัทแห่งนี้ก็มีแทบทุกอย่างที่เขาต้องการ เพียงแต่ต้องดัดแปลงโน่นนิดนี่หน่อย เพื่อให้ได้รถตัวทดสอบออกมา 

"แผนกต่าง ๆ ก็มักยุ่งอยู่กับงานที่พวกเขาต้องทำ แต่ในความเป็นจริง นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย ที่ BMW เรามีอุปกรณ์แทบทุกอย่างที่ต้องใช้ ระบบโช้ค เครื่องยนต์ หรือส่วนประกอบอื่นใดก็ตามเต็มคลัง เพียงแต่ผู้บริหารไม่อาจปล่อยให้เกิดการสร้างอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ ดังนั้นผมจึงต้องลุยแบบสุด ๆ"

"ผม, มุลเลอร์ และทีมงานของเรา รู้ว่าบริษัทมีเงินไม่มาก เราจึงต้องหยิบยืมเอาชิ้นส่วนของรถอื่น ๆ มาใช้ เพื่อทำให้ไอเดียแรกสุดของเราสำเร็จให้ได้" ฮันส์ กล่าว 

ปี 1973 รถที่ ฮันส์ เริ่มออกไอเดียก็เสร็จออกมาเป็นรูปเป็นร่าง มันคือรถมอเตอร์ไซค์สปอร์ต ที่ใช้เครื่องยนต์ Boxer (สูบนอน) ออกมาเป็น BMW R90S รถที่เป็นตัวเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงยุคสมัยแห่งวงการรถ 2 ล้ออย่างแท้จริง 

มันอาจจะไม่ใช่รถวิบากที่สมบุกสมบันเหมือนกับที่ฮันส์ตั้งใจในตอนแรก เพราะต้องไม่ลืมว่า BMW แผนกรถมอเตอร์ไซค์ที่กำลังขาดทุน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่พวกเขาจะผลิตรถวิบาก ที่ยังไม่มีตลาดรองรับ และยังไม่มีใครรู้จักรถประเภทนี้มากนัก

โครงสร้างของรถเกือบทั้งหมดออกแบบให้มีนํ้าหนักน้อย ด้วยวัสดุจำพวกอลูมิเนียมที่มีความเบา มีรูปทรงปราดเปรียวเข้ากับสีส้มฉูดฉาดที่เรียกว่า Daytona Orange หรือ สีส้ม สีใหม่ที่ BMW ไม่เคยวางขายมาก่อน และเมื่อปล่อยออกสู่ตลาด BMW R90S ก็พร้อมออกอาละวาดในทันที 

เพียง 1 ปีเท่านั้น BMW R90S ขายได้ทั้งหมด 17,348 คัน โดยวางขายในราคา 3,400 ดอลลาร์สหรัฐ (เมื่อเกือบ ๆ 50 ปีก่อน) และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป BMW Motorrad ก็พลิกฟื้นชะตาของตัวเองได้สำเร็จ นี่คือรถที่ทำให้พวกเขากลับมาได้กำไรอีกครั้ง 

ไม่ใช่แค่ยอดขายเท่านั้น แต่ชื่อเสียงในแง่ของรถแห่งยุคสมัยใหม่ของ BMW R90S โด่งดังเป็นพลุแตก และแน่นอน วิธีการที่ดีที่สุด คือการนำไปลงสนามแข่ง ... 

ซึ่ง BMW R90S นี่แหละ คือรถคันแรกที่คว้าแชมป์รายการ AMA Superbike Championship (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น MotoAmerica) ที่จัดขึ้นในปี 1976 เป็นปีแรก เพราะแค่สนามแรกที่มีการแข่งขัน สตีฟ แมคลาฟลิน ก็ควบ BMW R90S คว้าแชมป์ไปครอบ และ เรก พริดจ์มอร์ ที่ใช้รถรุ่นเดียวกันคว้าอันดับ 2 ก่อนที่พริดจ์มอร์จะคว้าแชมป์ประจำปีในบั้นปลาย

"ผมยืนยันได้เลยว่า ... นี่คืออนาคต" ฮันส์ ย้อนความถึงสิ่งที่เขาบอกกับผู้บริหารอีกครั้ง สมัยที่มันยังอยู่ในสมอง และยังไม่ได้ออกมาเป็นรถแห่งยุคสมัยในช่วงปลายยุค 70s 

 

จาก R90S สู่ R80 G/S

หลังจาก BMW R90S สร้างชื่อในฐานะรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับขี่ได้นุ่มนวลและทรงพลัง รวมถึงการออกแบบสีที่ฉีกจากกรอบเดิมที่ BMW เคยทำไว้  

ฮันส์ มุธ ได้เครดิตเป็นอย่างมากสำหรับรถที่เขาร่วมกับทีมงานคิดค้นและออกไอเดียขึ้นมา แต่โลกแห่งการตลาดไม่สามารถหยุดกับสินค้าชิ้นใดชิ้นเดียวได้ เช่นเดียวกับโลกแห่งยานยนต์ที่เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นแทบทุกวัน 

อย่างไรก็ตามในปี 1980 ฮันส์ ประกาศลาออกจากบริษัท BMW หลังจากมีแนวคิดไม่ตรงกันกับทิศทางในอนาคตของบริษัท อีกทั้งเขายังมีความทะเยอทะยานในการตั้งบริษัทของตัวเองที่ชื่อว่า Target Design 

ทว่าโมเดลและการออกแบบของเขายังคงเป็นต้นทุนสำคัญที่นำมาต่อยอดได้อีกมากมาย จากรุ่นมอเตอร์ไซค์สปอร์ตอย่าง R90S โลกของมอเตอร์ไซค์ยังไปได้ไกลยิ่งว่านั้น ไปในโลกที่ไม่เคยมีมอเตอร์ไซค์ค่ายไหนเคยไปถึง  

เพราะถึงแม้ตัวของ R90S จะขายดิบขายดี แต่ทางทีมวิศวกรและทีมทดสอบก็ยังเชื่อว่า มันยังครอบคลุมทุกพื้นถนนได้ยิ่งกว่านี้ มันสามารถเพิ่มความนุ่มนวลและเหมาะกับทุกพื้นผิวได้ยิ่งกว่าที่ R90S เป็น และมันถึงเวลาแล้ว ที่แนวคิด "หรูและลุยได้" ซึ่ง ฮันส์ คิดไว้ กับการนำ เรนจ์โรเวอร์ SUV พันธุ์หรู มาย่อไว้ในรูปแบบของรถ 2 ล้อ จะถูกนำมาทำให้เป็นความจริง

ว่าง่าย ๆ นี่คือรถมอเตอร์ไซค์ "ดูอัลสปอร์ต" ที่ขับขี่ทางไกลบนเส้นทางไหน จะถนนราบหรือทางวิบากก็เพอร์เฟกต์ จนกลายเป็นที่มาของ R80 G/S ... G มาจากคำภาษาเยอรมันคำว่า Gelande ที่แปลว่า "วิบาก" ขณะที่ S มาจากคำว่า Strasse ที่แปลว่า "ถนน" แค่ชื่อก็บอกถึงจุดมุ่งหมายของรถรุ่นนี้ได้แล้ว

หลังจากใช้เวลาราว 3 ปี คิดค้นและทดลอง R80 G/S ก็กลายมาเป็นอีกหนึ่งเรือธงของ BMW ในทันทีที่ออกวางขายเมื่อปี 1980 ปีเดียวกับที่ฮันส์ลาออกจาก BMW ... ทุกคนที่ได้สัมผัสและลองขับขี่ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือต้นกำเนิดของรถจักรยานยนต์ดูอัลสปอร์ตที่แท้จริง การมียอดขายมากกว่า 50,000 คัน มากที่สุดรุ่นหนึ่งในประวัติศาสตร์ของ BMW Motorrad เป็นการยืนยันถึงความยอดเยี่ยมของมันได้ดี 

แต่การจะตีตราตนเองว่าเป็น "ที่สุด" ได้ พวกเขาก็ต้องผ่านการพิสูจน์นอกโรงงานด้วยเช่นกัน ... และจะมีเวทีไหนที่ดีไปกว่า ปารีส-ดาการ์ รายการแรลลี่ทางวิบากอันดับ 1 ของโลก ในเส้นทางที่โหดจริง หินจริง ออกตัวจากฝรั่งเศส ข้ามมายังทวีปแอฟริกา ผ่านเส้นทางในหลายประเทศ จนถึงเส้นชัยที่ประเทศเซเนกัล ... แม้ปัจจุบัน เหตุผลด้านความปลอดภัยจะทำให้ไม่สามารถไปจัดแข่งในทวีปแอฟริกาได้ แต่ความโหดของ ดาการ์ แรลลี่ คือบทพิสูจน์ชั้นดีว่า รถคันไหนรอดจากเส้นทางนี้ได้ ก็คือ "ของจริง" 

เพราะกฎของรถที่สามารถใช้แข่งขันรายการนี้ได้นั้นก็ง่าย ๆ ... "ตราบใดที่เป็นรถซึ่งสามารถจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย จะเอาอะไรมาแข่งก็ได้" ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็นรถมากมายหลายประเภทเข้าสู่สมรภูมินี้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์, รถบรรทุก รวมถึง รถจักรยานยนต์ 

ดังนั้น BMW จึงส่ง R80 G/S เข้าแข่งขันเพื่อยืนยันตัวตนว่ารถคันนี้ไม่ได้มีแค่คำโฆษณา และก็ไม่ใช่แค่คำโฆษณาจริง ๆ เพราะ BMW R80 G/S คว้าชัยในการแข่งประเภทมอเตอร์ไซค์ 3 ปีซ้อน จาก อูแบร์ โอริโอล ในปี 1983 และ แกสตัน ราเฮียร์ ในปี 1984 และ 1985 (ปี 1985 อูแบร์ โอริโอล คว้าอันดับ 2 ด้วย R80 G/S ได้อีกด้วย)

หลังจากนั้นทั้งโลกก็หมดความสงสัยในทันที R80 G/S กลายเป็นตำนานแห่งยุค 80s และกลายเป็นต้นกำเนิดรถดูอัลสปอร์ตของ BMW ที่มีทายาทออกมาหลายรุ่น รวมถึงตัวล่าสุดอย่าง R1250GS ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2019 และได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้

อะไรที่ทำให้การออกแบบของ ฮันส์ มุธ พลิกฟื้นวิกฤตธุรกิจของ BMW และทำให้รถที่เขาออกแบบกลายเป็นสินค้าขายดีและแรร์ไอเทมที่โลกยอมรับ ? 

มันไม่ใช่แค่สีที่ฉูดฉาดยิ่งกว่าใคร หรือการหัวรั้นทำอะไรเหมือนกับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง เขาอาจจะไม่ได้เก่งที่สุดในโลกสำหรับเรื่องเครื่องยนต์ แต่สิ่งที่เขารู้อย่างแน่ชัดคือ "คนขับขี่ต้องการอะไร" และ "มอเตอร์ไซค์ที่ดีต้องเป็นแบบไหน" ผ่านประสบการณ์ และความรู้สึกของตัวเขาเอง 

"คุณสามารถนั่งบนรถยนต์ได้ แต่มอเตอร์ไซค์นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง คุณเป็นหนึ่งเดียวกับมัน มันเหมือนกับเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของคุณเมื่อคุณขึ้นไปคร่อมมัน" ฮันส์ เผยถึงแนวคิดของเขา 

"นักออกแบบต้องรับผิดชอบและตอบสนองต่อความต้องการของคนขับขี่เป็นอันดับแรก สวยอย่างเดียวไม่ได้ ... แต่มันต้องปลอดภัย บิดเมื่อไหร่ก็ได้ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถเมื่อนั้น" 

"ส่วนอะไรที่ทำให้ผมรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดมันต้องออกมาดีแน่ ๆ น่ะเหรอ ? ... ของแบบนี้ต้องรอเวลาหน่อย เมื่อมันเสร็จออกมาและพวกเขาได้ขึ้นคร่อมและยกนิ้วโป้งให้คุณพร้อม ๆ กับรอยยิ้ม นั่นแหละ เวลาที่คุณรู้ในทันทีว่ามันไปได้สวยแน่นอน" 

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://en.wikipedia.org/wiki/BMW_R90S
https://advrider.com/come-back-50-years-to-visit-the-future-with-bmw/
https://www.bmwmoa.org/news/479932/Hans-Muth-BMW-Motorrad-icon.htm
https://www.britannica.com/place/Germany/The-Weimar-Renaissance
https://timeless2wheels.com/49890/bmw-r90s/
https://en.wikipedia.org/wiki/BMW_R80G/S
https://www.motorcyclenews.com/advice/inspiration/weekend-reads/bmw-gs-history/



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x