
โจเซฟีน มิชคูลัค จากเมืองอัลเบอร์ต้า ประเทศแคนาดา บริจาคเลือดมาตั้งแต่ปี 1965 หรือตอนที่เธออายุ 22 ปี ซึ่งกรุ๊ปเลือดของโจเซฟินคือ O+ ซึ่งเป็นที่ต้องการของโรงพยาบาลเพราะเป็นกรุ๊ปเลือดที่พบมากที่สุด จากข้อมูลของสภากาชาดอเมริกัน 37% ของประชากรในสหรัฐอเมริกามีเลือดกรุ๊ปเดียวกันกับเธอ
จุดเริ่มต้นของการบริจาคเลือด เป็นเพราะพี่สาวแท้ๆของเธอที่ชวนให้เธอไปเป็นเพื่อนตอนบริจาคเลือด และคนเป็นพี่ก็ชวนเธอให้ลองบริจาคดู ปรากฎว่าตอนนั้นร่างกายเธอแข็งแรงดี สามารถบริจาคได้จึงมีครั้งแรกเกิดขึ้นและเธอก็ชอบความรู้สึกหลังการให้เลือดมาก
"ฉันแค่รู้สึกว่าเมื่อฉันมีให้ ฉันก็ต้องการแบ่งปันสิ่งที่ฉันมีให้กับคนอื่น" โจเซฟีนกล่าว และถึงแม้หลายคนอาจมีอาการอ่อนเพลียเพราะเสียเลือด แต่โจเซฟีนกลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าทุกครั้ง
ตลอดกว่า 6 ทศวรรษ โจเซฟีน บริจาคเลือดไปแล้ว 203 ไพน์ หรือราว 96,054 มิลลิลิตร (หนึ่งไพน์ของสหรัฐอเมริกา ราว 473มล.) ทำลายสถิติเดิมของ Madhura Ashok Kumar ชาวอินเดีย (นับสถิติเฉพาะผู้หญิง) ที่เคยทำไว้ 117 ไพน์
สำหรับในสหรัฐอเมริกาไม่มีการจำกัดอายุมากสุดในการบริจาคเลือด คุณสามารถบริจาคได้ไม่ว่าจะอายุ 80 หรือ 90 หากร่างกายคุณแข็งแรง ผ่านเกณฑ์เท่านั้นก็เพียงพอ
ซึ่งโจเซฟีน เป็นคนที่ดูแลสุขภาพตัวเองเป็นอย่างดี เพราะเธอตั้งเป้าจะบริจาคเลือดให้ได้มากที่สุด การเป็นผู้ให้แบบไม่รู้จบทำให้สุขภาพจิตของเธอดีในทุกๆวัน และทุกครั้งก่อนจะไปให้เลือด โจเซฟีนจะไปตรวจร่างกายและเช็กระดับธาตุเหล็ก แต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เธอไม่สามารถบริจาคได้เพราะมีลูก และ ผ่าตัด
อย่างไรก็ตามโจเซฟินหวังว่าจะสร้างแรงบันดาลใจ และ สนับสนุนให้คนออกมาให้เลือดมากกว่านี้
“น่าจะมีคนทำมากกว่านี้ มีความต้องการโลหิตสูงเพื่อช่วยชีวิต ส่วนฉัน ไม่เคยคิดที่จะบริจาคเพื่อบันทึกสถิติโลก” เธอกล่าว
โดยเลือดที่บริจาคสามารถใช้รักษาผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดรักษาด้วยโรคมะเร็ง การปลูกถ่ายอวัยวะ และโรคที่ต้องถ่ายเลือด
แต่ก็ใช่ว่าคุณจะตะบี้ตะบันบริจาคโดยไม่แคร์ร่างกาย เพราะหลังจากการให้เลือดแต่ละครั้ง พลาสมาในเลือดของร่างกายจะถูกเติมเต็มภายในหนึ่งวัน แต่เซลล์เม็ดเลือดแดงจะใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ในการกลับสู่ระดับปกติ ด้วยเหตุนี้ ผู้บริจาคจึงต้องรออย่างน้อย 8 สัปดาห์ก่อนที่จะให้เลือดอีกครั้ง และมีการจำกัดให้บริจาคได้ไม่เกิน 6ครั้ง/ปี