News

เส้นทางสู่แชมป์ ใน NBA Playoffs ฤดูกาล 2025-26

บาสเกตบอล NBA ฤดูกาล 2025-26 มาถึงรอบเพลย์ออฟอย่างเต็มตัวแล้ว หลังทัวร์นาเมนต์เพลย์อิน จบลงไปเป็นที่เรียบร้อย

 


ก่อนอื่นก็ต้องแสดงความเสียใจกับ 2 ทีมขวัญใจคน 2 ยุค โกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์ส และ ชาร์ล็อตต์ ฮอร์เน็ตส์ ที่ต่างก็ร่วงตกรอบไปชนิดโดนคู่แข่งทุบขาดเกินคาด

เราได้เห็นโฉมหน้า 16 ทีมสุดท้าย ฝั่งละ 8 ทีมครบถ้วนแล้ว ซึ่งฟอร์แมตการแข่งขันคือ Best of 7 แข่งกันสุดที่ 7 เกม ใครชนะ 4 เกมก่อนได้ผ่านเข้ารอบต่อไปทันทีโดยไม่ต้องแข่งให้ครบโปรแกรม

อันดับ 1 เจอ 8, 2 เจอ 7, 4 เจอ 5 และ 3 เจอ 6 นี่คือโปรแกรมในเพลย์ออฟรอบแรก

มาดูกันว่าแต่ละทีมเป็นอย่างไรบ้างในฤดูกาลนี้ เพื่อจะได้มองเห็นภาพชัดขึ้นก่อนเพลย์ออฟเกมแรกจะเริ่มต้น

 

🔴 สายตะวันออก

1. ดีทรอยต์ พิสตันส์ (60-22)

อันดับ 1 ฝั่งตะวันออก พิสตันส์ มีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมด้วยสถิติ 60-22 จุดเด่นของพวกเขาคือเกมรับที่แรงกิ้งเป็นอันดับ 3 ของลีก

เคด คันนิ่งแฮม มีฤดูกาลที่สุดยอด ผ่านเกณฑ์เข้าลุ้นรางวัล MVP ช่วงที่ เคด หายหน้าไปเพราะปอดแฟบ ก็ได้ เจเลน ดูเรน ที่ก้าวขึ้นมาทำแต้มจนรักษาอันดับ 1 เอาไว้ได้

อีกคนที่ถูกดันขึ้นตัวจริงคือ แดนิสส์ เจนกิ้นส์ ซึ่งก็ทำผลงานได้ไม่เลวเลยทีเดียว

เรื่องน่ากังวลคือพวกเขาเป็นทีมหนุ่ม ผู้เล่นอายุน้อยเกือบทั้งทีม ประสบการณ์ในรอบลึก ๆ อาจน้อย ถึงแม้บางคนจะก้าวขึ้นมา แต่เมื่อมาถึงเพลย์ออฟแล้วพวกเขาต้องการ เคด คันนิ่งแฮม ที่ฟิตสมบูรณ์ ไม่งั้นแย่แน่

ข้อดีอีกอย่างคือพวกเขามีสถิติดีเมื่อเจอทีมฝั่งตะวันออกด้วยกัน 39-13

2. บอสตัน เซลติกส์ (56-26)

เซลติกส์ ก็ยังเป็น เซลติกส์ ภายใต้การทำทีมของโค้ช โจ มัซซุลล่า จากที่เสียทั้ง คริสตาปส์ ปอร์ซิงกิส, อัล ฮอร์ฟอร์ด, ลุค กอร์เน็ต, จรู ฮอลิเดย์ และ เจย์สัน เททั่ม เจ็บยาว แต่คำว่า "บาสระบบ" ยังอยู่กับ เซลติกส์

เจย์เลน บราวน์ ก้าวขึ้นมาแบกทีม บวกประสบการณ์ของ เดอร์ริค ไวท์, Sixth Man ตัวสำรองเด่นแห่งปี เพย์ตัน พริทชาร์ด, แซม เฮาเซอร์ และที่ยกระดับขึ้นมาในปีนี้ชัดเจนคือ เนมิอัส เกต้า เซนเตอร์โปรตุกีส

เกต้า ทำในสิ่งที่ เซลติกส์ ต้องการได้ตรงตำแหน่งเซนเตอร์ สกรีน, โรล, รีบาวด์ และทำสกอร์ใต้แป้น

เมื่อได้ เททั่ม กลับมาช่วงท้ายฤดูกาล พวกเขาก็อุ่นใจมากขึ้นและอ้นตรายมากขึ้นด้วย เท่ากับว่าพวกเขาจะมีสองตัวอันตรายที่ลุยได้ทั้งวงนอกวงใน

จุดเด่นคือพวกเขาเป็นทีมยิง 3 ได้ทุกตัว ยกเว้น เกต้า ถ้าวันที่เข้าฝักคู่แข่งต้านยากมาก อีกทั้ง พวกเขาติดอันดับท็อป 4 ของลีก ทั้งการทำแต้มต่อเกม และในเรื่องของเกมรับ ซึ่งเด่นในการเล่นสวิทช์ตัว

ที่แฟนบอสตันต้องภาวนา คือให้ เกต้า เล่นในฟอร์มที่ยอดเยี่ยม และ พริทชาร์ด อย่ามีเกมที่บอด

3. นิวยอร์ก นิคส์ (53-29)

นิคส์ โดนมองว่ามีแวว แต่ท่าดีทีเหลวมาหลายปี กระทั่งปีนี้ พวกเขาคว้าแชมป์ NBA Cup มาครองได้ด้วยการเอาชนะ ซาน อันโตนิโอ สเปอร์ส ในเกมชิงชนะเลิศ

ผลงานในฤดูกาลปกติถือว่ายอดเยี่ยม การจ้างโค้ช ไมค์ บราวน์ เข้ามาถือว่าน่าพอใจมาก

พวกเขาเล่นบาสฉับไว สะท้อนแคแรกเตอร์ของมือ 1 ทีมอย่าง เจเลน บรันสัน เมื่อมองไปที่ตัวจริง 5 คนแรกถือว่าแกร่งมาก ๆ นอกจาก บรันสัน ยังมี คาร์ล แอนโธนี่ ทาวน์ส ที่เป็นเซนเตอร์ยิง 3 ดี, โอจี อานูโอบี้, จอร์ช ฮาร์ท และ ไมคาล บริดเจส

ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ต้องการให้สำรองอย่าง ไมล์ แม็คไบรด์, มิทเชลล์ โรบินสัน, โชเซ่ อัลวาราโด้, แลนดรี้ ชามิต ทำผลงานให้ดีจากม้านั่งสำรองอย่างที่เป็นมาในฤดูกาลปกติ

ในบ้านพวกเขาแกร่งมาก ๆ สถิติ 30-10 เป็นทีมรีบาวด์ดี และเจอฝั่งตะวันออกด้วยกันสถิติ 35-17

4. คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส (52-30)

หลายต่อหลายปีหลัง คลีฟแลนด์ เป็นทีมที่มีผู้เล่นพรสวรรค์ฝีมือดีเพียบบนหน้ากระดาษ แต่กลับทำผลงานน่าผิดหวัง

ฤดูกาลนี้พวกเขาพยายามเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จด้วยการเติม เจมส์ ฮาร์เด้น เข้ามากลางทาง แต่ไม่ได้ลงเล่นพร้อมกันเต็ม ๆ สักที เพราะมีเรื่องปัญหาอาการบาดเจ็บมาเรื่อย ๆ

ถ้าเอาแบบเต็มทีม บิ๊ก 4 ของพวกเขาอย่าง โดโนแวน มิทเชลล์, เจมส์ ฮาร์เด้น, อีวาน โมบลี่ย์, จาร์เร็ตต์ อัลเลน ก็เรียกว่าสู้ได้หมดเหมือนกัน

ที่ผ่านมา มิทเชลล์ คนเดียวบางทีเอาไม่อยู่ การได้ ฮาร์เด้น เข้ามาช่วยในเกมสำคัญ สถานการณ์คับขัน จะเพิ่มโอกาสให้ทีมได้เยอะ พวกเขามีสถิติ 20-6 นับแต่ได้ ฮาร์เด้น เข้ามา

จุดน่าสนใจอีกอย่างคือ พวกเขาเป็นทีมที่ชนะถึง 14 เกม เมื่อเข้าสู่ คอวเตอร์ 4 ด้วยการเป็นฝ่ายตามหลัง เยอะสุดในลีกแล้ว

ที่น่ากังวลคือเกมรับ พวกเขาอันดับ 15 ในลีก แต่มีสถิติเจอทีมฝั่งตะวันออกด้วยกัน 33-19

5. โตรอนโต้ แรปเตอร์ส (46-36)

โตรอนโต้ แรปเตอร์ส ทำผลงานตั้งแต่ฮาโลวีน ถึงวันขอบคุณพระเจ้า สถิติ 13-1 เลย น่าทึ่งมาก ๆ แต่ถามว่าเพราะอะไร

คำตอบคือ โปรแกรมของพวกเขาช่วงนั้นเป็นการเจอทีมที่ห่วยเป็นส่วนใหญ่ แรปเตอร์ส คือทีมที่ทำได้ดีเวลาเจอทีมที่แย่

ตัวหลักของพวกเขา 3 ตัวเก่ง แบรนดอน อินแกรม, สก็อตตี้ บาร์นส์, อิมมานูเอล ควิกลี่ย์ ใช้ได้ แต่มักโชว์ฟอร์มไม่ออกในหลาย ๆ ครั้งที่เจอทีมแกร่งประสบการณ์สูง

จุดแข็งคือ แรปเตอร์ส ถนัดในเกมฟาสต์เบรก พวกเขาทำแต้มจากฟาสต์เบรกเฉลี่ยต่อเกมเยอะสุดในลีก (18.9 คะแนน) และเสียแต้มจากฟาสต์เบรกน้อยสุดเป็นอันดับ 2 ของลีก (12.5 แต้ม)

เรตติ้งเกมรับของพวกเขาก็ไม่เลวเลยทีเดียว เป็นอันดับ 5 ในลีก แต่เกมรุกยังกลาง ๆ และต้องหวังให้บิ๊ก 3 ของพวกเขาฟอร์มมาพร้อม ๆ กัน

6. แอตแลนต้า ฮอว์คส์ (46-36)

ฮอว์คส์ ที่ปล่อย เทร ยัง กับ คริสตาปส์ ปอร์ซิงกิส ไปกลางฤดูกาล แต่เติม ซีเจ แม็คคอลลั่ม เข้ามา พวกเขาก็มีฟอร์มที่ยอดเยี่ยม ช่วงท้ายของฤดูกาลสถิติเยี่ยม 19-5

การได้ แม็คคอลลั่ม เข้ามาประสานกับ 4 ตัวหลักเดิม เจเลน จอห์นสัน, นิคเคล อเล็กซานเดอร์ วอล์คเกอร์, ไดสัน แดเนียลส์ และ ออนเยก้า โอคองวู ทำให้กลายเป็นชุดตัวจริงที่ร้อนแรงเอามาก ๆ

จุดเด่นคือพวกเขาเป็นทีมที่มีค่าเฉลี่ยแอสซิสต์ต่อเกมสูงสุดในลีกที่ 30.1 ครั้ง และทำแต้มจากแอสซิสต์ต่อเกมสูงสุดในลีกเช่นกันที่ 78.7

ต้องมาลุ้นว่าเมื่อเข้าสู่เพลย์ออฟแล้ว ฟอร์มของ เจเลน จอห์นสัน, อเล็กซานเดอร์ วอล์คเกอร์ จะยังยอดเยี่ยมต่อไปหรือไม่ และตัวสำรองของพวกเขาจะช่วยได้มากแค่ไหนยามจำเป็น เมื่อหลายคนยังมีประสบการณ์ไม่มากนักในระดับเพลย์ออฟ

7. ฟิลาเดลเฟีย เซเวนตี้ซิกเซอร์ส (45-37)

76ers ชนะ ออร์แลนโด้ แมจิก (109-97) มาได้ในเกมเพลย์อินสายตะวันออก จนได้เข้ามาชนกับทีมวางอันดับ 2 อย่าง เซลติกส์

แน่นอนว่าผลงานของพวกเขาต้องพึ่งพา ไทรีส แม็กซี่ย์ อย่างมาก อันดับ 1 ของทีมทั้งเรื่องทำแต้ม และแอสซิสต์ รวมถึงสตีล อีกต่างหาก

โจเอล เอ็มบีด ยังไม่รู้จะสภาพร่างกายเป็นยังไง แต่เมื่อไหร่ที่เขาฟิต ก็ยังฝากความหวังใต้แป้นได้ มีมือเก๋าอย่าง พอล จอร์จ และ รุกกี้ฟอร์มฮอตอย่าง วีเจ เอ็ดคอมบ์ ที่ลงเล่นเยอะสุดในทีม

ถ้าทุกคนอยู่กันครบ ฟิตเต็มร้อย ก็ประมาทพวกเขาไม่ได้เหมือนกัน

8. ออร์แลนโด้ แมจิก (45-37)

แมจิก จบฤดูกาลปกติด้วยสถิติอันดับ 8 พวกเขาแข่งเกมเพลย์อิน รอบแรกแพ้ให้กับ ซิกเซอร์ส 109-97 แต่ยังได้โอกาสอีกรอบในการเจอกับ ชาร์ล็อตต์ ฮอร์เน็ตส์ ที่เอาชนะ ไมอามี่ ฮีต มาได้ในเกมเพลย์อิน ระหว่างอันดับ 9 และ 10

ปรากฏว่า แมจิก เข้าฟอร์มสุด ๆ พวกเขาปราบ ฮอร์เน็ตส์ ขวัญใจเด็ก Gen Z หนึ่งในทีมที่ร้อนแรงและหวือหวาในช่วงหลังไปได้ 121-90

แมจิก รู้จักใช้จุดแข็งของตัวเองเป็น คือการเอาไซส์และความแข็งแรงดุดันของ เปาโล บันเคโร่, ฟรานซ์ วากเนอร์, เวนเดลล์ คาร์เตอร์ จูเนียร์, เดสมอนด์ เบน กดใส่จน ลาเมโล่ บอล, คอน คนิพเพิ่ล และ แบรนดอน มิลเลอร์ ทำอะไรไม่ถนัด และคว้าชัยไปในที่สุด

ปัญหาของ แมจิก คือยามเจอทีมระดับ Elite ที่เกมรับแน่น เกมรุกรอบด้าน มักเอาไม่อยู่ เปาโล บันเคโร่ คนเดียวแบกไม่ไหวแน่

 

⚫️ฝั่งตะวันตก

1. โอคลาโฮม่า ซิตี้ ธันเดอร์ (64-18)

ทีมแชมป์เก่าที่ยังร้อนแรงต่อเนื่องด้วยสถิติ 64-18 ฟอร์มส่วนตัวของ SGA หรือ เช กิลจัส-อเล็กซานเดอร์ ก็ยังยอดเยี่ยม ทำแต้ม, แอสซิสต์, สตีล เฉลี่ยอยู่ในระดับสูงทั้งหมด และยังเชี่ยวชาญในการเรียกฟรีโธรว์ เขายังคงเป็นตัวเต็งในการคว้ารางวัล MVP

มาตรฐานโดยรวมของ ธันเดอร์ สูงเอามาก ๆ พวกเขาเริ่มต้นฤดูกาลด้วยสถิติ 24-1 และปิดท้ายซีซั่น 19-3 (แพ้ 2 เกมหลังเพราะพักตัวหลักแล้ว)

นอกจาก เช แล้ว การได้ เจเลน วิลเลี่ยมส์ กลับมาร่างกายสมบูรณ์ถือเป็นโบนัสสุด ๆ เพราะเขาคือตัวสำคัญเลยในเส้นทางสู่แชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

เชต โฮล์มเกร็น ก็ยังเชี่ยวชาญในเรื่องการใช้ร่างกาย รีบาวด์ และบล็อก เฉลี่ยสูงมาก

เอเจย์ มิทเชลล์ ที่ได้โอกาสกาวขึ้นมาเล่นเยอะในฤดูกาลนี้ก็ทำผลงานได้น่าประทับใจ และประสบการณ์ของ ไอเซยาห์ ฮาร์เท่นชไตน์ และ ลู ดอร์ทซ์ ก็ช่วยทีมได้ในบางสถานการณ์

การจะเอาชนะ ธันเดอร์ ที่ SGA ยังคงร้อนแรงเป็นเรื่องยากมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทาง ถ้าเจอทีมที่เน้นร่างกายและรีบาวด์ดุ ๆ ทำแต้มในพื้นที่ The Paint (ใต้แป้น) ให้ได้ชัวร์ ๆ รวมถึงระวังเรื่องเทิร์นโอเวอร์ และอย่าเล่นเกมเร็วตามจังหวะถนัดของพวกเขา

2. ซาน อันโตนิโอ สเปอร์ส (62-20)

เป็นปีที่ วิคเตอร์ เวมบันยาม่า เติบโตขึ้นมาอย่างจริงจัง และกลายเป็นเบอร์ 1 ของทีม ยกระดับ สเปอร์ส ขึ้นมาทั้งเกมรุกและเกมรับ

คู่การ์ดอย่าง ดีแอร่อน ฟ็อกซ์ กับ สเตฟอน แคสเซิ่ล มีความไว ค่าเฉลี่ยแอสซิสต์เยี่ยมยอดและสตีลบอลได้เก่ง

การมี เวมบี้ ที่มีปีที่สุดยอดและน่าจะเป็นผู้เล่น Two-way ที่ไม่เป็นรองใครแล้วในลีก คือจุดเด่นสุด ๆ แต่ข้อด้อยคือผู้เล่นหลายคนขาดประสบการณ์ในรอบลึก ๆ

พวกเขาเป็นทีมเกมรุกอันดับ 2 ของลีก เกมรับอันดับ 3 ของลีก และมีสถิติยามเล่นในบ้านดีมาก ๆ 32-8

3. เดนเวอร์ นักเก็ตส์ (54-28)

ไม่ว่ายังไง เมื่อ เดนเวอร์ ยังมี นิโกล่า โยคิช พวกเขาเป็นทีมที่ใครก็ห้ามประมาท และอยู่ในระดับได้ลุ้นแชมป์เสมอ ฟอร์มของ โยคิช ทำให้เขาอยู่ในข่ายลุ้น MVP อีกปี

ถ้าฟิตสมบูรณ์ นักเก็ตส์ ยังมีทีมที่น่ากลัว แอร่อน กอร์ดอน, เพย์ตัน วัตสัน, แคม จอห์นสัน, คริสเตียน เบราน์ และปีนี้ จามาล เมอร์เรย์ กลับมาฟิต สลัดอาการเจ็บได้แล้วด้วย และเขามีสถิติทำแต้มเฉลี่ยต่อเกม 25.4 คะแนน สูงที่สุดในอาชีพ

นักเก็ตส์ ภายใต้การนำของ โยคิช ที่คอยแจกจ่ายบอลสำคัญ พาตัวเองเข้าไปใต้แป้น และยิงวงนอกได้ดี ยังเป็นทีมที่บุกฮาล์ฟคอร์ตได้เก่งมาก ๆ แต่ในเกมรับถ้าโจมตีไวใส่ตัวใหญ่ ๆ อาจยังมีปัญหาอยู่บ้าง

พวกเขายังเป็นทีมระดับท็อป 5 ทั้งเกมรุกและเกมรับ ที่สำคัญ ประสบการณ์ของผู้เล่นข้นคลั่ก

4. ลอส แอนเจลิส เลเกอร์ส (53-29)

แม้จะเป็นปีที่ร่างกายของ เลอบรอน เจมส์ โรยลงอย่างเห็นได้ชัด เจ็บแบบจุกจิก และบางเกมฟอร์มหายไปดื้อ ๆ แต่ก็ยังอาศัยประสบการณ์ความเป็นผู้นำประคองน้อง ๆ ได้ทั้งในและนอกสนาม

ประกอบกับการที่ ลูก้า ดอนชิช ก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกของทีมแบบเต็มตัว โดยมี ออสติน รีฟส์ เป็นมือขวา ทำให้ เลเกอร์ส เร่งทำผลงานได้ดีทีเดียว

ลูก้า มีชื่อลุ้น MVP เขาเป็นคนที่จบเพลย์เองเฉลี่ยต่อเกมเยอะสุดในลีก และทำแต้มเฉลี่ยต่อเกมสูงสุดในลีกแล้วปีนี้ถึง 33.5 คะแนน

เลเกอร์ ได้เรื่องตัว เรื่องไซส์ เมื่อ ดีอันเดร เอย์ตั้น ก็ยกระดับขึ้นมามีความสม่ำเสมอมากขึ้น เป็นผู้นำทีมด้านรีบาวด์และบล็อก

ปัญหาคือความฟิตและอาการเจ็บของ 3 ตัวหลักคือ เลอบรอน, ลูก้า และ รีฟส์ กับการป้องกันเกมฟาสต์เบรก เจอเกมรุกเร็ว ๆ ยังรับมือลำบาก แล้วก็แน่นอนว่าพอพ้นจาก 5-6 ตัวแรกไปแล้ว สำรองยังดูไม่สามารถพึ่งพาได้ในสถานการณ์สำคัญ

5. ฮิวส์ตัน ร็อคเก็ตส์ (52-30)

KD หรือ เควิน ดูแรนท์ ยังเป็นยมทูตจอมทำสกอร์แม้จะอายุ 37 ปีแล้วก็ตาม เขาได้น้อง ๆ พลังหนุ่มที่ระเบิดขึ้นมา ช่วยสร้างผลงานน่าประทับใจ ทั้ง อัลเปอเรน เซนกุน เซนเตอร์ตัวเก่งที่ ทั้งรีบาวด์ แอสซิสต์ และบล็อก อยู่ในระดับสูง รวมถึง เอเมน ธอมป์สัน การ์ดที่เด่นทั้งรีบาวด์ และสตีล

แน่นอนจุดเด่นของพวกเขาคือความเร็ว เกมรีบาวด์ รุก-รับ สมดุลย์ แต่ประสบการณ์อาจเป็นปัญหา เพราะนอกจาก KD ที่เหลืออายุน้อย ประสบการณ์เกมเข้ม ๆ ยังไม่มากนัก ทั้ง ธอมป์สัน, จาบารี สมิธ, รีด เชพเพิร์ด, ทารี่ อีสัน

แต่ ร็อคเก็ตส์ เป็นทีมทื่กำลังเข้าฝักมาก ๆ 10 เกมหลังสุด สถิติสุดยอดที่ 9-1

6. มินเนโซต้า ทิมเบอร์วูล์ฟส์ (49-33)

พลังความเป็นสตาร์ของ Ant-man หรือ แอนโธนี่ เอ็ดเวิร์ดส์ เฉิดฉายสุด ๆ บวกกับเกมรับที่ดุ ทำให้พวกเขายังเข้าเพลย์ออฟได้แบบไม่ถึงกับกระเสือกกระสนจนเกินไป

ทิมเบอร์วูล์ฟส์ เป็นทีมที่แข็งแรง ป้องกัน Perimeter (พื้นที่วงนอก) ได้ดี ผู้เล่นของพวกเขาเน้นร่างกายมาก ๆ นอกจาก เอ็ดเวิร์ดส์ แล้วอย่าง จูเลียส แรนเดิ้ล, รูดี้ โกแบร์, เจเด้น แม็คแดเนียลส์, ดอนเต้ ดิวินเชนโซ่ และ นาซ รีซ ก็แข็งแรง

เรื่องน่ากังวลคือยามเจอทีมที่เล่นเกมรับแน่นหนา และวันนั้นสตาร์อย่าง Ant-man ไม่ได้อยู่ในวันที่ดี ก็อาจมีปัญหาได้

ปีนี้ เอ็ดเวิร์ดส์ ทำแต้มเฉลี่ยสูงสุดในอาชีพ 28.8 คะแนน แต่มีช่วงที่เขาบาดเจ็บนั่งยาวจนทำให้ยอดรวมลงสนามไปไม่ถึงเกณฑ์ลุ้นรางวัลยอดเยี่ยม และนั่นคือสิ่งที่แฟนหมาป่าต้องภาวนา ให้เขาฟิตเต็มถังในเพลย์ออฟ

7. พอร์ทแลนด์ เทรล เบลเซอร์ส (42-40)

พวกเขาเขี่ย ฟินิกซ์ ซันส์ ไปเป็นอันดับ 8 หลังจากเกมเพลย์อินรอบแรกที่พวกเขาเป็นฝ่ายชนะ 114-110 ทำให้ได้เข้าสู่รอบเพลย์ออฟไปเลยในฐานะอันดับ 7

เทรล เบลเซอร์ส เป็นทีมที่กัดไม่ปล่อย ฉกฉวยโอกาสได้ดี แต่ก็เป็นทีมที่อาจเรียกได้ว่ายังไม่ได้ถูกคาดหวังว่าจะไปได้ไกล

เดนี่ อัฟดิย่า สตาร์วัย 25 ปี ผลงานร้อนแรงมาก ๆ นำทีมทั้งการทำแต้ม และแอสซิสต์

โดโนแวน คลิงแกน เซนเตอร์จอมรีบาวด์ และ เชดอน ชาร์ป การ์ดตัวเก่ง อายุน้อย ประสบการณ์น้อย เช่นเดียวกับ สกู๊ต เฮนเดอร์สัน

คงต้องพึ่งพาประสบการณ์ของ จรู ฮอลิเดย์ กับ เจรามี่ แกรนท์ ให้ช่วยประคองน้อง ๆ ยามสถานการณ์คับขันหากหวังเข้ารอบลึก

8. ฟินิกซ์ ซันส์ (45-37)

ซันส์ จบฤดูกาลปกติอันดับ 7 สถิติ 45-37 แต่เพลย์อินแพ้ให้กับ เทรล เบลเซอร์ส ทำให้พวกเขาต้องไปแก้ตัวเจอกับ โกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์ส (อันดับ 10) ที่เอาชนะ แอลเอ คลิปเปอร์ส มาได้

ปรากฏว่า ซันส์ มาเข้าฝักเข้าฟอร์ม โดยเฉพาะ เจเลน กรีน ที่มือร้อนสุด ๆ กด 36 คะแนนใส่ทีมสะพานทอง ช่วยให้ ซันส์ ชนะไป 111-96 ได้ผ่านเข้าเพลย์ออฟในที่สุด

มือ 1 ของพวกเขาอย่าง เดวิน บุ๊คเกอร์ ที่ทั้งทำแต้มและแอสซิสต์อยู่ในระดับสูง กับ เจเลน กรีน ถ้าวันไหนมา ก็ถือว่าแต้มกระจาย บวกกับจอมป่วนกัดไม่ปล่อย ดิลลอน บรูคส์ ก็เป็นตัวเสริมที่ดี

อย่างไรก็ตาม ซันส์ มีจุดอ่อนเกมใต้แป้น และมักเจอทีมที่เน้นร่างกายสร้างปัญหาให้อยู่เสมอ

 

Author

เจษฎา บุญประสม

EAT, SLEEP, TRAVEL, RACE, MAKE LOVE, REPEAT

Graphic

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1