
เอสมีร์ บายรักตาเรวิช กลายเป็นฮีโร่ของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เมื่อเขาเป็นคนสังหารจุดโทษชี้ชะตาผ่านมือ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า พาทีมชนะอิตาลีในรอบเพลย์ออฟ ส่งชาติบ้านเกิดเข้าสู่ฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้ายได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวสุดแสนลำบากมากมาย จากผลกระทบทางการเมืองและสงคราม ทำให้เจ้าตัวได้พบเจอกับประสบการณ์ที่น้อยคนจะได้สัมผัส กับการลงเล่นให้ชาติของบรรพบุรุษ สู้กับชาติบ้านเกิด ที่เขาเคยรับใช้ชาติมาด้วยแล้ว
บรรพบุรุษของ เอสมีร์ บายรักตาเรวิช มาจากเมืองเซรเบรนิตซา ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เมืองที่เคยเกิดเหตุสังหารหมู่เมื่อปี 1995 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามบอสเนียระหว่างปี 1992-1995 เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ครอบครัว บายรักตาเรวิช สูญเสียสมาชิกไปหลายคน
เคราะห์ยังดีที่คู่สามีภรรยา เอลมีร์ กับ เอลมิน่า รอดชีวิตมาได้ ทั้งคู่หนีไปตั้งหลักที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ก่อนตั้งรกรากใหม่ที่รัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา และให้กำเนิด เอสมีร์ เมื่อปี 2005
"เซรเบรนิตซาคือสิ่งที่ผมจะไม่มีวันลืม" บายรักตาเรวิช กล่าวกับ The Blazing Musket เมื่อปี 2024 "มันอยู่ในสายเลือด และจะเป็นส่วนหนึ่งในตัวตนของผมเสมอ"
เอสมีร์ บายรักตาเรวิช เติบโตขึ้นมาในเมืองแอปเปิลตัน รัฐวิสคอนซิน ด้วยการผสมผสานสองวัฒนธรรม ใช้ชีวิตแบบชาวบอสเนียฯ กับครอบครัว ก่อนปรับวิถีสู่ชาวอเมริกันเมื่อออกนอกบ้าน
ฟุตบอล คือสิ่งที่เชื่อมโยงเขาจากครอบครัวสู่โลกภายนอก เริ่มจากการฝึกสอนโดยคุณพ่อกับเขาและพี่น้อง ก่อนพัฒนาฝีเท้าตามลำดับ เข้าสังกัด เอสซี เวฟ ทีมท้องถิ่นตอนอายุ 13 ปี ไปอยู่อะคาเดมี่ของ ชิคาโก้ ไฟร์ ระหว่างปี 2019-2020 ก่อนกลับ เอสซี เวฟ ช่วงสั้น ๆ และเข้าอะคาเดมี่ของ นิวอิงแลนด์ เรฟโวลูชั่นส์ ในปี 2021 ตอนอายุ 16 ปี
"ผมบอกกับพ่อแม่ว่านี่คือสิ่งที่ผมต้องทำ ต้องเสียสละ" เอสมีร์ ย้อนความหลัง "จริง ๆ มันยากมากนะ เพราะผมสนิทกับพ่อแม่มาก ๆ มันเป็นเรื่องยากสำหรับผมจริง ๆ ในช่วง 2-3 เดือนแรก แต่การตัดสินใจมันก็ไม่ได้ยากนะสำหรับผม ผมรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ผมต้องทำ"
บายรักตาเรวิช ได้รับสัญญาทีมชุดใหญ่ และเดบิวต์กับ "เรฟส์" ในปี 2022 ด้วยวัยเพียง 17 ปี ก่อนติดทีมชาติสหรัฐอเมริกาชุดเยาวชน และฝีเท้าที่เกินวัย จนได้ฉายา "มิลวอกี้ เมสซี่" ก็ทำให้ เกร็กก์ เบอร์ฮาลเตอร์ เรียกติดทีมลุงแซมชุดใหญ่ ในเกมอุ่นเครื่องพบ สโลวีเนีย เมื่อเดือนมกราคม 2024 ในวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น
"สตาฟโค้ชประทับใจในตัวเขามาก" เบอร์ฮาลเตอร์ กล่าวในตอนนั้น "พวกเราประทับใจในทักษะของเขา เขาอายุเพียง 18 ปี แต่จิตใจกลับแข็งแกร่ง ชอบแข่งขัน ดุดันเมื่อมีบอล ครองบอลดี พร้อมช่วยเกมรับ รับมือสภาพแวดล้อมได้ดี คุณอาจจะคิดว่าดาวรุ่งอายุแค่ 18 เข้ามาแล้วจะกลัวจะอายบนสนาม แต่ไม่เลยสำหรับเอสมีร์ เขามีอนาคตยิ่งใหญ่รออยู่ตรงหน้า"
ทว่าลึก ๆ ในใจของ เอสมีร์ บายรักตาเรวิช รู้ดีว่า ถ้าหากบอสเนียฯ เรียกตัว ไม่มีทางที่จะปฏิเสธ เพราะเขามักดูเกมทีมชาติที่มี เอดิน เชโก้ เป็นไอดอลอยู่เสมอ และเมื่อประเทศบ้านเกิดของพ่อแม่เขาติดต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2024 เจ้าตัวก็ตัดสินใจยื่นเรื่องเปลี่ยนทีมชาติ ซึ่งได้รับการอนุมัติในเดือนต่อมา ก่อนประเดิมสนามให้บอสเนียฯ เมื่อเดือนกันยายนปีเดียวกัน
"มันไม่มีความลังเลใด ๆ ผมรู้อยู่เสมอว่าสุดท้ายแล้วต้องบอสเนียฯ มันเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นสำหรับผม" เอสมีร์ เผยถึงการเปลี่ยนทีมชาติ
เดือนมกราคม 2025 เขาย้ายไปร่วมทัพ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ในเนเธอร์แลนด์ ก่อนกลายเป็นฮีโร่ยิงจุดโทษตัดสินให้บอสเนียฯ ชนะอิตาลี เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ
"ทุกครั้งที่ผมลงเล่น ผมคือตัวแทนของครอบครัว" เอสมีร์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ The Athletic เมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา
บอสเนียฯ จบอันดับ 3 ในกลุ่ม B เข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ และเหมือนชะตาลิขิต เพราะต้องมาเจอกับสหรัฐอเมริกา บ้านเกิดของ เอสมีร์ บายรักตาเรวิช
เกมนี้ เจ้าตัวจะได้หวนมาเจอคนคุ้นหน้าคุ้นตา อาทิ ไมล์ส โรบินสัน เซ็นเตอร์แบ็ก ที่เล่นในเกมเดียวของเอสมีร์กับทีมลุงแซม รวมถึง คริส เบรดี้ ผู้รักษาประตู ที่คุ้นเคยตั้งแต่เล่นทีมชุด U23 รวมถึง แซร์จินโญ่ เดสต์ และ ริคาร์โด้ เปปี้ ที่อยู่สังกัด พีเอสวี ด้วยกันอีก
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา จะพบกับ สหรัฐอเมริกา ในรอบ 32 ทีมสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2026 โดยจะแข่งในวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม เวลา 7 โมงเช้า ตามเวลาประเทศไทย
เรื่อง : นพรัตน์ สุวิสุทธิมนตรี - นักศึกษาฝึกงาน