
ในปัจจุบันถ้าต้องการหารองเท้าผ้าใบดี ๆ สักคู่ที่คุณภาพดี ดีไซน์คลาสสิค สามารถจับมามิกซ์แอนด์แมชต์ได้กับแฟชั่นหลากหลายสไตล์ และที่สำคัญคือราคาไม่แพง ทุกคนสามารถเอื้อมถึงได้ แบรนด์อย่าง Converse มักจะปรากฏขึ้นมาเป็นตัวเลือกแรก ๆ เสมอ
และเมื่อพูดถึง Converse รองเท้า 2 รุ่นที่อมตะที่สุดตลอดกาลยังไงก็หนีไม่พ้น Chuck Taylor และ Jack Purcell โดยเจ้ารุ่นหลังนี่แหละคือพระเอกที่เราหยิบยกเรื่องราวของมันมาเล่าในบทความนี้ โดยจะย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว
หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า Converse Jack Purcell ที่ถือเป็นรองเท้าสตรีทไอเท็มที่คลาสสิคเหนือกาลเวลามาจนถึงปัจจุบันนั้น แท้จริงแล้วมีจุดเริ่มต้นมาจากกีฬาอย่างแบดมินตัน
เรื่องราวของ Converse Jack Purcell เป็นอย่างไร และจากรองเท้ากีฬาทำไมถึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแฟชั่นไปได้ ติดตามได้ที่ Main Stand
Jack Purcell คือใคร ?
การที่จะย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของรองเท้า Converse Jack Purcell แน่นอนว่าคงต้องเริ่มจากคำว่า Jack Purcell ซึ่งเป็นชื่อรุ่นนั่นแหละ ว่าจริง ๆ แล้วชื่อนี้มีที่มาจากไหน หมายถึงอะไร หรือเป็นชื่อของใครกันแน่
คำตอบคือ Jack Purcell เป็นชื่อของคน ๆ หนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1903-1991 ... ว่าแต่เขาคือใคร แล้วมีบทบาทสำคัญยังไง ชื่อของเขาถึงได้กลายเป็นชื่อของหนึ่งในรุ่นรองเท้าที่คลาสสิคตลอดกันได้กันนะ ?
Jack Purcell มีชื่อเต็มๆ ว่า "จอห์น เอ็ดเวิร์ด เพอร์เซลล์" เกิดในปี 1903 ณ เมืองออนตาริโอ ประเทศแคนาดา และเนื่องจากเป็นช่วงก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยซ้ำ ผ่านกาลเวลามาเกือบ 120 ปีแล้ว ทำให้ข้อมูลในวัยเด็กของ แจ็ค นั้นปรากฏอยู่ตามแหล่งข้อมูลต่าง ๆ น้อยมาก แต่ข้อมูลเดียวที่ทุกแหล่งเห็นพ้องตรงกันคือ แจ็ค เป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านกีฬามาตั้งแต่วัยเยาว์ โดยเฉพาะกอล์ฟและแบดมินตัน
สุดท้าย แจ็ค ก็ตัดสินใจแน่วแน่กับเส้นทางการเป็นนักแบดมินตัน โดยเริ่มเอาจริงเอาจังกับมันนับตั้งแต่ปี 1924 เป็นต้นมา และในเวลาอันสั้นเขาก็พุ่งขึ้นมากลายเป็นหนึ่งในนักแบดมินตันที่เก่งกาจที่สุดในประเทศแห่งใบเมเปิ้ล
แจ็ค คว้าแชมป์รายการ Ontario Championships ได้ 4 สมัยซ้อนในช่วงปี 1927-1931 นอกจากนั้นยังสามารถคว้าแชมป์รายการระดับประเทศอย่าง Canadian National Badminton ในปี 1930-1931 ได้อีกด้วย
เมื่อประเทศแคนาดาดูจะเล็กไปเสียแล้วสำหรับ แจ็ค หลังจากได้แชมป์ในปี 1931 เขาจึงตัดสินใจเดินทางข้ามฟากโลกมายังประเทศอังกฤษ เข้าร่วมการแข่งขัน All-England Championships ทัวร์นาเมนต์แข่งขันแบดมินตันที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เพื่อประลองกับคู่ต่อสู้ที่ฝีมือแข็งแกร่งขึ้น และสำหรับยอดฝีมือจากแดนไกลปืนเที่ยงอย่างเขาก็ถือว่าทำได้ไม่เลวเลยทีเดียวสำหรับการเข้าร่วมรายการใหญ่แบบนี้เป็นครั้งแรก โดย แจ็ค นั้นไปได้ไกลถึงรอบรองชนะเลิศ แต่ความฝันในการคว้าแชมป์ของเขาก็ต้องหยุดลงที่ตรงนั้น
แจ็ค เดินทางกลับประเทศแคนาดาด้วยความผิดหวัง แต่ในทางกันกลับกันความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้เขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก
แชมป์โลกและการกำเนิดรองเท้าในตำนาน
เมื่อเดินทางถึงบ้านเกิด แจ็ค ก็มุ่งมั่นฝึกฝนพัฒนาฝีมือของตัวเองจนเก่งกาจขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุดในปี 1933 เขาก็ได้รับการประกาศให้เป็นนักแบดมินตันแชมป์โลก จากการที่เขาสามารถเอาชนะนักแบดมินตันชั้นนำจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้มากมาย เช่นอังกฤษ, สหรัฐอเมริกา, และ แคนาดา (ในยุคสมัยนั้นยังไม่มีรายการแข่งขันชิงแชมป์โลก แชมป์โลกจะมาจากผลงานโดยรวมของผู้เล่นแต่ละคน โดยการแข่งขันแบดมินตันชิงแชมป์โลกถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 1977)
นอกจากนั้นหลายสื่อยังรายงานตรงกันว่า นับตั้งแต่ปี 1933 จนกระทั่งถึงปี 1945 ที่ แจ็ค อำลาวงการไป เขาก็ไม่พ่ายแพ้ให้กับใครอีกเลยในการแข่งขัน อย่างไรก็ตามข้อมูลในส่วนนี้ไม่มีการเก็บสถิติบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ ฟังหูไว้หูไว้น่าจะดีกว่า
ในช่วงที่เส้นทางอาชีพนักแบดมินตันของ แจ็ค ก้าวมาถึงจุดสูงสุด ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่รองเท้า Jack Purcell ได้ถือกำเนิดขึ้น
ในปี 1935 แจ็ค ได้รับการติดต่อจาก PF Flyers บริษัทรองเท้าในเครือ BF Goodrich บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลกให้มาร่วมกันออกแบบรองเท้าสำหรับใส่เล่นแบดมินตัน ในฐานะที่ แจ็ค ถือเป็นผู้มีชื่อเสียงในวงการนักตบลูกขนไก่ เขาน่าจะทราบดีถึงสิ่งที่รองเท้าแบดมินตันควรมีเพื่อกลบจุดอ่อน ชูจุดเด่นของเหล่าผู้เล่น ประสบการณ์ของเขาน่าจะมีส่วนช่วยในการออกแบบได้ไม่มากก็น้อย
ในปีเดียวกันนั้นเอง รองเท้า Jack Purcell ก็เสร็จสมบูรณ์ และมีการวางจำหน่ายให้ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โดยจุดเด่นของมันคือพื้นรองเท้าที่แบนราบ สามารถเกาะติดพื้นคอร์ทได้อย่างดีเยี่ยมด้วยแผ่นยางไม่มีร่องสีฟ้าน้ำเงิน
ด้วยประสิทธิภาพในการยึดเกาะพื้นที่เหนือกว่ารองเท้าแบรนด์อื่น ๆ ในช่วงยุคสมัยนั้น ทำให้นอกจากกีฬาแบดมินตันแล้ว Jack Purcell ยังนิยมนำมาสวมใส่ในการเล่นเทนนิสบนคอร์ทดินและคอร์ทหญ้าอีกด้วย
อีกหนึ่งจุดเด่นของ Jack Purcell คือลวดลายสีน้ำเงินรูปยิ้มตรงหัวรองเท้าด้านหน้า หรือที่เรียกกันว่า "Toe Smile" ที่ว่ากันว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงหนวดของ แจ็ค ผู้ให้กำเนิดนั่นเอง และนับตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้รองเท้า Jack Purcell จะมีการพัฒนาเปลี่ยนวัสดุ ปรับรูปทรง ให้เข้ากับยุคสมัย แต่รูปยิ้มนี้ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของรองเท้า Jack Purcell ไม่เปลี่ยนแปลง
แน่นอนว่ารองเท้า Jack Purcell ของ PF Flyers นั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และมีการผลิตออกมาวางจำหน่ายติดต่อกันเรื่อยมาเกือบ 4 ทศวรรษ จนกระทั่งในปี 1970 ทางบริษัท BF Goodrich ต้องการถอนตัวเองออกจากอุตสาหกรรมรองเท้า จึงได้ขายบริษัทลูกอย่าง PF Flyers ให้กับ Converse ซึ่งในช่วงเวลานั้นก็ถือเป็นมหาอำนาจเรื่องรองเท้าอยู่แล้วจากการขายรองเท้ารุ่น Chuck Taylor
Converse ซื้อบริษัท PF Flyers ได้สำเร็จ แต่สุดท้ายด้วยปัญหาทางกฎหมายที่ยุ่งยาก พวกเขาจึงตัดสินใจขายมันต่ออีกทอดให้กับบริษัทอื่น โดยเลือกเก็บไว้เพียงเครื่องหมายการค้าของรองเท้ารุ่น Jack Purcell ไว้เท่านั้น
การตัดสินใจครั้งดังกล่าวของ Converse ถือว่าถูกต้องอย่างมาก เพราะนับจากนั้นเป็นต้นมา Converse Jack Purcell ถือเป็นหนึ่งในรุ่นรองเท้าที่ขายดีที่สุดของ Converse พวกเขารู้ดีว่าลูกค้าต้องการอะไร จึงไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรมาก เน้นคงความคลาสสิคดั้งเดิมตามที่ แจ็ค เป็นผู้ออกแบบ
จอห์น เอ็ดเวิร์ด เพอร์เซลล์ ผู้ให้กำเนิดรองเท้าในตำนานรุ่นนี้เสียชีวิตลงในปี 1991 แต่ความยิ่งใหญ่ของเขาในฐานะนักกีฬา ทำให้ชื่อของเขาได้รับการจารึกลงใน Canadian Olympic Hall of Fame ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองไม่เคยเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกด้วยซ้ำ รวมถึง Canada's Sports Hall of Fame ด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ประวัติศาสตร์ก็ไม่มีทางลืมเลือนยอดนักแบดมินตันชาวแคนาดาผู้นี้แน่นอน
เช่นเดียวกับรองเท้า Converse Jack Purcell ที่ยังคงความยิ่งใหญ่มาจนถึงปัจจุบัน แม้บทบาทของมันจะเปลี่ยนแปลงจากรองเท้ากีฬา กลายมาเป็นรองเท้าแฟชั่นเต็มรูปแบบแล้วก็ตาม
จากคอร์ทแบดมินตันสู่โลกแฟชั่น
ภาพลักษณ์ของรองเท้า Jack Purcell เปลี่ยนจากรองเท้ากีฬามาเป็นรองเท้าแฟชั่นตอนไหน?
คำตอบที่ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นในปี 1955 เมื่อ เจมส์ ดีน หนึ่งในนักแสดงที่ได้รับการยกย่องว่าทรงอิทธิพลและมีเสน่ห์ที่สุดตลอดกาล เป็นแฟชั่นไอคอนคนสำคัญที่ยังคงได้รับการกล่าวถึงโดยตลอดในปัจจุบัน (แม้ว่าเขาจะลาโลกนี้ไปแล้วกว่า 65 ปี) เลือกที่จะหยิบรองเท้า Jack Purcell สีขาวมาใส่ โดยภาพที่ทุกคนน่าจะคุ้นตาที่สุดคือภาพของ เจมส์ ในเสื้อสเวตเตอร์สีดำ กางเกงยีน สวมรองเท้า Jack Purcell นั่งพาดขากับเก้าอี้
แฟชั่นของ เจมส์ เซ็ตนี้ได้รับการกล่าวขานอย่างกว้างขวางในยุคสมัยนั้น เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ชาย โดยเฉพาะดาราที่มีชื่อเสียงแทบจะไม่มีใครใส่รองเท้าผ้าใบในเวลาปกติเลย ภาพลักษณ์ของรองเท้าผ้าใบคือการใส่เพื่อเล่นกีฬาเท่านั้น ส่วนใหญ่แทบทั้งหมดจะใส่รองเท้าหนังขัดเงา ดังนั้นนี่จึงเป็นการทำลายขนบครั้งสำคัญ และทำให้ผู้คนตระหนักว่ารองเท้าผ้าใบก็สามารถนำมาใส่คู่กับเสื้อผ้าในวันสบาย ๆ ได้เช่นกัน แถมยังออกมาดูดีอีกด้วย ... สมกับเป็นเจ้าชายจอมขบถแห่งยุคสมัยอย่างแท้จริง (ภาพลักษณ์ของ เจมส์ ดีน นั้นดูเป็นคนหัวรั้น ไม่ชอบทำตามกรอบสังคมมาตลอด โดยเฉพาะหลังจากที่เขาประสบความสำเร็จกับภาพยนตร์เรื่อง Rebel Without a Cause)
เจมส์ ดีน ไม่ต่างอะไรจาก เอลวิส เพรสลี่ย์ หรือ The Beatles เขามีอิทธิพลอย่างมาก โดยเฉพาะในโลกแฟชั่น ทำให้หลังจากนั้นผู้คนต่างก็หารองเท้า Purcell มาใส่ตามกันอย่างบ้าคลั่ง
ตอกย้ำด้วย สตีฟ แมคควีน อีกหนึ่งดาราที่ทรงอิทธิพลไม่แพ้กันก็หยิบ Jack Purcell มาใส่คู่กับชุดลำลองเช่นกัน หรือแม้กระทั่งในยุค 90s อีกหนึ่งคนที่ทำให้ Jack Purcell ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในฐานะรองเท้าสตรีทแวร์แฟชั่นคือ "เคิร์ท โคเบน" ฟรอนต์แมนแห่งวงดนตรีกรันจ์โลกไม่ลืม Nirvana
ด้วยเหตุนี้เองจากรองเท้ากีฬา Converse Jack Purcell จึงได้ผันตัวกลายมาเป็นรองเท้าสตรีทแฟชั่นเต็มตัว และยังคงได้รับความนิยมผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน โดยมีรายงานว่าแต่ละปียอดขายของรองเท้ารุ่นนี้มีมากกว่า 200 ล้านคู่ มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของแบรนด์ Converse เป็นรอง Chuck Taylor เพียงรุ่นเดียวเท่านั้น
โดยในปัจจุบันในประเทศไทยมีรองเท้า Converse Jack Purcell วางจำหน่ายทั้งหมด 6 โฉม 6 สี ดังนี้
-Converse Jack Purcell White ราคาคู่ละ 2,600 บาท
-Converse Jack Purcell Black ราคาคู่ละ 2,600 บาท
-Converse Jack Purcell Twill Ox Yellow ราคาคู่ละ 2,600 บาท
-Converse Jack Purcell Twill Ox Dark Grey ราคาคู่ละ 2,600 บาท
-Converse Jack Purcell Leather Ox Black ราคาคู่ละ 3,300 บาท
-Converse Jack Purcell Leather Ox White ราคาคู่ละ 3,300 บาท
โดยทุกโฉมสามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.lazada.co.th/shop/converse-thailand-official-store
แหล่งอ้างอิง:
https://en.wikipedia.org/wiki/Jack_Purcell
https://www.activerideshop.com/blogs/news/who-the-hell-is-jack-purcell
https://solecollector.com/news/2015/08/converse-chuck-taylor-sales
https://www.metro-society.com/th/style/james-dean-icon
https://www.mendetails.com/style/jack-purcell-history/
https://sneakernews.com/tag/converse-jack-purcell/