Feature

6 ปีที่สีน้ำเงิน : ครั้งหนึ่งเมื่อ อาร์เตต้า คือกัปตันของ เอฟเวอร์ตัน | Main Stand

เอฟเวอร์ตัน กำลังหยิบยื่นโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้กับ อาร์เซน่อล และ มิเกล อาร์เตต้า ในฐานะกุนซือ

 

แม้จะไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ครั้งหนึ่ง อาร์เตต้าก็เคยเป็นนักเตะดาวดังที่ กูดิสัน พาร์ค จนชวนให้เราคิดว่านี่คือการตอบแทนของสโมสรกับช่วงเวลา 6 ปีที่แสนหวานในถิ่นทอฟฟี่

6 ปีที่เอฟเวอร์ตัน อาร์เตต้าสร้างเรื่องราวอะไรไว้บ้าง ติดตามเรื่องราวสุดคลาสสิกกับ Main Stand 

 

ต้องหากองกลางชั้นดี 

ช่วงกลางยุค 2000 ถือว่าเป็นหนึ่งในยุคทองของ เอฟเวอร์ตัน ... ไม่มีช่วงเวลาใดที่พวกเขาจะแข็งแกร่งและอยู่บนอันดับหัวตารางได้อย่างต่อเนื่องเหมือนในตอนนั้นอีกแล้ว ลากยาวมาถึงปัจจุบันก็ยังทำเช่นนั้นไม่ได้

และสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันระหว่างวันนี้กับเรื่องราว 20 ปีก่อน ก็คือกุนซือของพวกเขาชื่อว่า เดวิด มอยส์ 

สาเหตุที่กล้าพูดแบบนั้นก็เพราะพวกเขาเคยจบ "ท็อปโฟร์" ของพรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาล 2004-05  ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดในยุคพรีเมียร์ลีกของสโมสรจนถึงทุกวันนี้ ... และคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างมากคือ มิเกล อาร์เตต้า 

เดวิด มอยส์ ถูกดึงตัวมาจาก เปรสตัน นอร์ธเอนด์ เมื่อปี 2002 และค่อย ๆ สร้างทีมเอฟเวอร์ตันเวอร์ชั่นแรกของเขาด้วยเกมรับที่แข็งแกร่ง ริชาร์ด ไรท์ อดีตผู้รักษาประตูดาวรุ่งค่าตัวแพงที่ล้มเหลวจากการย้ายจาก อิปสวิช ไปอยู่กับ อาร์เซน่อล กลับมากู้ชื่อเสียงของเขาด้วยการเข้ามาเป็นมือ 1 ในถิ่น กูดิสัน พาร์ค 

แผงแบ็กโฟร์ที่ชื่อชั้นอาจจะไม่ได้ดีมาก แต่เล่นเข้ากันเป็นอย่างดีประกอบด้วย โทนี่ ฮิบเบิร์ต, โจเซป โยโบ, เดวิด เวียร์ และ อเลสซานโดร ปิสโตเน่ (หรือ นูโน่ วาเลนเต้) 

ขณะที่เกมรุกมีกองหน้าตัวต่ำอย่าง ทิม เคฮิลล์ ปีก 2 ฝั่งที่ไว้ใจได้ทั้ง เควิน คิลบาน, แอนดี้ ฟาน เดอ เมย์เด้, ลีออน ออสมัน และ ไซม่อน เดวิส ส่วนกองหน้ามี 3 คนคอยหมุนเวียนอย่าง เจมส์ บีตตี้, เจมส์ แม็คฟาดเดน และ จอมเก๋าประจำถิ่นอย่าง ดันแคน เฟอร์กูสัน 

ปัญหามาอยู่ที่ตำแหน่งกองกลาง ที่ในอดีต มอยส์เคยใช้ ลี คาร์สลี่ย์ จับคู่กับ โทมัส กราเวอเซ่น ซึ่งรายหลังทำผลงานเด่นมากจน เอฟเวอร์ตัน เล็กเกินไป เพราะ เรอัล มาดริด เข้ามาทาบทามตั้งแต่ครึ่งแรกของฤดูกาล 2004-05 ... และทันทีที่ขึ้นปีใหม่ 2005 กราเวอเซ่นก็ย้ายไปอยู่กับราชันชุดขาว และสร้างเรื่องราวของเขาขึ้นมาเอง

ในส่วนแดนกลางของเอฟเวอร์ตัน อันที่จริง ฟิล เนวิลล์ ก็พอที่จะเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวห้องเครื่องแทนที่ได้บ้าง แต่ เดวิด มอยส์ นั้นรู้ดีว่า ในการแข่งขันที่จะเข้มข้นขึ้นในฤดูกาล 2004-05 ที่เหลืออยู่ พวกเขาจำเป็นต้องมีกองกลางเชิงสูงเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนการขาดหายไปของกราเวอเซ่น ที่แทบจะแบกกองกลางของทีมในปีที่แล้ว

คาร์สลี่ย์อาจจะเล่นหนักหน่วงได้ แต่ก็ไม่ได้แม่นยำและมีทักษะฟุตบอลดีเท่ากับกราเวอเซ่น ขณะที่ ฟิล เนวิลล์ เป็นกองหลังธรรมชาติ แม้จะถูกจับมาเล่นกองกลางแต่ก็ฟอร์มตกไปเยอะมากเช่นกัน มันทำให้ เดวิด มอยส์ เข้าใจปัญหาของทีมชุดนี้ได้โดยง่าย 

ฟุตบอลยุคใหม่เอาชนะกันที่กองกลาง และเขารู้ดีว่าเทรนด์ของโลกฟุตบอลกำลังจะหมุนไปที่ "ห้องเครื่องสเปน" กล่าวคือมิดฟิลด์ที่ครองบอล พลิกบอล จ่ายบอล และมีดวงตาที่สแกนได้ทั้งสนาม ... แล้วของดีก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง 

 

อาร์เตต้า ที่มาก่อนกาล 

ด้วยงบประมาณที่มีไม่มากนัก ต้องยอมรับในความตาแหลม พวกเขาได้นักเตะที่ตรงตามสเปกทุกอย่าง ชั้นเชิงดี, ทักษะดี, เข้าใจภาษาและวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นของขึ้นห้างในราคาแบกะดิน ... และเขาคนนั้นคือ มิเกล อาร์เตต้า กองกลางจอมทัพชาวสเปนที่สร้างชื่อกับ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ใน สกอตติช พรีเมียร์ลีก ซึ่งเพิ่งย้ายไปเล่นกับ เรอัล โซเซียดาด ได้แค่ครึ่งซีซั่น

สาเหตุของการย้ายกลับไปบ้านเกิดของเขาที่ ซาน เซบาสเตียน ก็เพราะว่า ชาบี อลอนโซ่ ย้ายไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล แล้ว อาร์เตต้าจึงต้องกลับมาทำหน้าที่เป็นห้องเครื่องของทีมแทน

ถ้าคุณจะถามว่า อาร์เตต้าเป็นกองกลางแบบไหน ก็ต้องบอกก่อนว่า เขาเติบโตมากับระบบเยาวชนของ บาร์เซโลน่า รุ่นน้องในรุ่นอายุไล่ ๆ กับ ชาบี เอร์นานเดซ รวมถึงเป็นรุ่นน้องของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แต่อาจจะห่างกันหลายปีซักหน่อย... ดังนั้นถ้าเป๊ปและชาบีเป็นกองกลางแบบไหน อาร์เตต้าก็เล่นในสไตล์นั้นนั่นแหละ เพียงแต่ขีดของความสามารถอาจจะเป็นรองเป๊ปและชาบีในระดับหนึ่ง

เพื่ออธิบายความต่างให้ชัดขึ้นคือ อาร์เตต้าเป็นกองกลางเบอร์ 8 ที่มีความเป็นเชิงรุกมากกว่าทั้ง 2 คน เทคนิคยอดเยี่ยม วิสัยทัศน์ในการมองเกมกว้างไกล และมีความทุ่มเทเต็มไปด้วยทัศนคติที่ห้องแต่งตัวของทุกทีมต้องการ 

"ผมรู้ทันทีว่าเขาแตกต่าง ผมประทับใจอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องทัศนคติและความเป็นมืออาชีพ เขาคือคนที่คิดถึงแต่เรื่องฟุตบอลตลอดเวลา เขามองเห็นเกม เหมือนกับเป็นโค้ชในสนามเลย" มอยส์ว่าแบบนั้น

นี่คือของดีราคาถูกอย่างไม่ต้องสงสัย สิ่งที่มอยส์พูดตรงตามกับที่เพื่อน ๆ ในทีมคิด ... อาร์เตต้าเข้ามาเป็นกองกลางตัวคุมเกมในแบบที่อาจจะไม่ดุดันเท่ากราเวอเซ่น ขวัญใจคนเก่า แต่ถ้าวัดกันเรื่องจังหวะจะโคน และความสม่ำเสมอ และอิทธิพลในห้องแต่งตัว รับรองได้ว่าอาร์เตต้าไม่เป็นรองแน่ 

อาร์เตต้าใช้เวลาไม่นานในการสร้างความประทับใจ เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในการลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกนัดแรก ในเกมที่ชนะ แอสตัน วิลล่า 3-1 กองกลางชาวสเปนทำประตูแรกให้กับเอฟเวอร์ตันในเดือนเมษายน ด้วยการยิงฟรีคิกสุดสวยเสียบมุมประตูในเกมที่ชนะ คริสตัล พาเลซ 4-0 และจากนั้นก็เป็นหัวใจสำคัญในชัยชนะครั้งสำคัญ โดยเป็นผู้จ่ายบอลให้ ดันแคน เฟอร์กูสัน ยิงประตูโทนในเกมที่ชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ทุกอย่างปรากฏในสนามทั้งหมด เอฟเวอร์ตัน ไล่ทำแต้มจนจบอันดับ 4 ของตารางคะแนน พรีเมียร์ลีก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พวกเขาจบฤดูกาลด้วยอันดับเหนือกว่า ลิเวอร์พูล ... อาร์เตต้ามีส่วนอย่างมากกับเรื่องนี้ ในขณะที่เทรนด์ "เบอร์ 6 แบบไม่ฮาร์ดแมน" เริ่มเกิดขึ้น เขาก็เป็นหนึ่งในต้นแบบที่ทำให้ทุกคนเห็นภาพได้ดี 

เดวิด มอยส์ ถึงกับตอบคำถามให้สื่อตั้งแต่ยังไม่จบซีซั่นว่า การยืมตัว มิเกล อาร์เตต้า คือดีลที่ยอดเยี่ยมของเอฟเวอร์ตัน และเขาจะทำทุกอย่างเพื่อคว้าตัวอาร์เตต้ามาอยู่กับทีมแบบถาวรให้ได้ ... และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อตลาดซื้อขายซัมเมอร์ปี 2005 เปิดขึ้น เอฟเวอร์ตัน ได้ตัว อาร์เตต้า มาในราคาแค่ 2 ล้านปอนด์เท่านั้น

 

ผู้นำที่แท้ทรู

อาร์เตต้าเองก็ตกหลุมรักแฟน ๆ เอฟเวอร์โตเนียนกันแบบเต็ม ๆ เปา เขาตัดสินใจไม่ยากที่จะย้ายรกรากมาเริ่มอย่างจริงจังในฟุตบอลอังกฤษ และอิทธิพลของเขาก็ซึมเข้าห้องแต่งตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ 

มันยากที่จะยกสถิติต่างของเขาออกมาเพื่อให้เห็นภาพว่าเขาเก่งขนาดไหนสำหรับเอฟเวอร์ตัน เพราะในตอนนั้น Opta ยังไม่ได้เริ่มเก็บตัวเลขสถิติต่าง ๆ เอาไว้เลยด้วยซ้ำ แถมอาร์เตต้ายังเป็นนักเตะประเภทปิดทองหลังพระ เล่นบอลเหมือนแปะไปแปะมาง่าย ๆ แต่นัยยะของมันคือการเคลื่อนเกมไปเรื่อย ๆ เพื่อรอสบโอกาสงาม ๆ ในการเข้าทำ 

แต่อย่างน้อยก็ยังมีหลักฐานยืนยันความยอดเยี่ยมของเขาเหลืออยู่บ้าง เพราะในซีซั่น 2005-06 อาร์เตต้าได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของเอฟเวอร์ตัน กับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมจากการโหวตของเพื่อนร่วมทีม และจากนั้นอีก 1 ซีซั่น ในฤดูกาล 2006-07 เขาช่วยให้เอฟเวอร์ตันกลับไปเล่นในยุโรปอีกครั้ง โดยจบในอันดับที่ 6 และได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน ยูฟ่า คัพ

สิ่งหนึ่งที่อาร์เตต้ารักมากที่สุดเกี่ยวกับการเป็นนักเตะเอฟเวอร์ตัน คือการได้เล่นที่ กูดิสัน พาร์ค ความรู้สึกนั้นยังคงแรงกล้าในใจของเขาเสมอ เขาเคยเล่าถึงนาทีประทับใจที่สุดในอาชีพนักเตะของเขา เกิดขึ้นในปี 2008 ที่เขาทำประตูได้ในยูฟ่า คัพ รอบ 16 ทีม เลกสอง กับ ฟิออเรนติน่า 

แม้ว่าค่ำคืนนั้นจะจบลงด้วยความผิดหวังเมื่อเอฟเวอร์ตันแพ้ในการดวลจุดโทษ แต่อาร์เตต้าได้รำลึกถึงค่ำคืนนั้นกับเว็บไซต์ของเอฟเวอร์ตันว่า "ผมจำค่ำคืนนั้นได้ บรรยากาศที่พวกเราร่วมกันสร้างขึ้นในค่ำคืนเหล่านั้นที่ กูดิสัน เมื่อคุณเป็นผู้เล่นและก้าวลงสู่สนาม คุณจะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศรอบ ๆ ฝูงชนและแฟน ๆ พลังงานที่พวกเขาสร้างขึ้นนั้นเหลือเชื่อมาก"

"แฟน ๆ เหล่านั้นยอดเยี่ยมมากกับผม ผมรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเสมอ พวกเขาทำให้ผมรู้สึกได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ผมพยายามทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้พวกเขารู้สึกภูมิใจ การที่มันเกิดขึ้นหลังจากที่ผมไม่ได้เล่นฟุตบอลในยุโรปมาหลายปี ผมคิดว่าแฟน ๆ ก็รอคอยค่ำคืนแบบนี้เช่นกัน"

อาร์เตต้ายังคงได้รับรางวัลส่วนตัวอย่างต่อเนื่องในเมอร์ซีย์ไซด์ โดยเขาเป็นนักเตะเอฟเวอร์ตันคนแรกที่ได้รับรางวัลบุคคลกีฬาแห่งปีจาก  หนังสือพิมพ์ Liverpool Echo ในเดือนมกราคม 2008 

“ผมต้องขอขอบคุณทุกคนในเมืองนี้” อาร์เตต้ากล่าวขณะรับรางวัล “การปรับตัวหลังจากย้ายมาจากต่างประเทศนั้นใช้เวลานาน แต่ผู้คนในเมืองนี้ทำให้ผมปรับตัวได้ง่ายขึ้นมาก เมื่อผมมีปัญหาเรื่องภาษา ทุกคนก็พร้อมจะช่วยเหลือผมเสมอ”

ความยอดเยี่ยมของอาร์เตต้า เกิดจากการประกอบกันทั้งผลงานในสนาม ทัศนคติ และความมุ่งมั่น เขาคือกัปตันทีมหมายเลข 3 ที่มักจะได้โอกาสสวมปลอกแขนต่อจาก ฟิล เนวิลล์ และ โจเซฟ โยโบ ... ซึ่งทุกครั้งที่เขาลงสนามพร้อมปลอกแขนก็มักจะมีเสียงแฟนบอลตะโกนว่า "เอล กาปิตาโน่" (กัปตัน)  เพื่อยกย่องเขาว่าเหมาะสมกับตำแหน่งนี้แค่ไหน 

น่าเสียดายที่อาการบาดเจ็บพรากเขาให้ร้างสนามไปนานในช่วงท้าย ๆ กับเอฟเวอร์ตัน และเมื่อหายเจ็บกลับมาแม้จะทำผลงานได้ดี แต่เวลาของเขาก็เวียนมาถึงช่วงเวลาอันสมควร

อาร์เตต้า ได้ยืนยันว่าเขาจะออกจากทีมหลังจบฤดูกาล 2010-11 ด้วยการกล่าวสุดซึ้งถึงแฟน ๆ ว่า "ผมอายุ 29 ปีแล้ว ดังนั้นผมเหลือเวลาในอาชีพนักเตะไม่มากนัก มันถึงเวลาที่ผมจะลองเสี่ยงอะไรแบบนี้ แต่ผมขอยืนยันว่า ผมทำดีที่สุดแล้วเพื่อเอฟเวอร์ตันตลอดช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่ … นี่คือช่วงเวลา 'ดีที่สุดในวงการฟุตบอล' ของผม" 

อาร์เซน่อลคว้าตัวเขาไปร่วมทีมด้วยราคา 10 ล้านปอนด์ เราต่างรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเขาบ้างหลังจากนั้น ... อาร์แซน เวนเกอร์ พูดถึงเขาเหมือนกับมอยส์แทบทุกอย่าง 

แม้ในตอนเป็นนักเตะ อาร์เตต้าอาจจะไม่เคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเลย ... แต่ 16 ปีผ่านไปจนถึงตอนนี้ในฐานะโค้ช เขาเข้าใกล้โอกาสที่จะปลดล็อกถ้วยรางวัลนี้เข้าไปอีกก้าวแล้ว และเอฟเวอร์ตันก็มีส่วนไม่น้อยเลยทีเดียว

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.arsenal.com/news/story-mikel-artetas-six-years-everton
https://www.everton.news/mikel-arteta-reveals-what-everton-taught-him-that-hes-used-to-transform-arsenal/
https://en.wikipedia.org/wiki/Mikel_Arteta
https://en.wikipedia.org/wiki/2007%E2%80%9308_Everton_F.C._season
https://www.efcstatto.com/team-stats/everton-captains/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ