Feature

เอล กลาสิโก้ สไตล์ ฟลิค : การผสมผสานสร้าง "บาร์ซ่า" ในแบบที่ "มาดริด" แพ้ทาง | Main Stand

นอกจากจะพา บาร์เซโลน่า คว้าแชมป์ ลา ลีกา 2 สมัยติดต่อกันแล้ว ฮันซี่ ฟลิค มีอีกสถิติหนึ่งที่ทำให้เขาถูกเรียกว่า "ชายผู้ทำให้ เอล กลาสิโก้ ไม่สูสีกัน" 

 

สถิติของเขาในการเจอกับ มาดริด ทั้งหมด 7 ครั้ง คือชนะ 6 และแพ้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ... แต่ละประตู แต่ละชัยชนะ ล้วนสามารถถอดสมการได้ว่าทำไมฟุตบอลของเขา จึงเป็นสิ่งที่ มาดริด ชุดนี้ยากจะต้านทาน 

เหตุใด ฟลิค จึงพาทีมลงเล่นในเกมเดิมพันสูงอย่าง เอล กลาสิโก้ ด้วยสถิติที่ยอดเยี่ยมชนิดที่เป็นรองแค่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คนเดียวได้ ? ถอดกลยุทธ์และสิ่งที่เกิดขึ้นในทีม บาร์เซโลน่า ชุดปัจจุบันทั้งหมดกับ MAIN STAND

 

ตัวตนของโค้ช สะท้อนสไตล์ของทีม

หลังจากที่ ฮันซี่ ฟลิค เข้ามาแทนที่ ชาบี เอร์นานเดซ ในเดือนพฤษภาคม 2024 ฟลิค แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตั้งแต่เริ่มต้น เขาเข้ามาพร้อมกับโครงสร้างการทำงานที่มั่นคงและชัดเจน ซึ่งช่วยให้ทีมรับมือกับสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายของทีมในช่วงเวลานั้นได้อย่างดี 

เรื่องการปกครองทีมและทำให้นักเตะเชื่อมั่น พร้อมวิ่งถวายหัวเพื่อเขาคงไม่ต้องอธิบายกันเยอะ ว่ากันว่า ฟลิค เป็นเหมือนพ่อบุญธรรมของเหล่าแข้งดาวรุ่ง บาร์ซ่า ที่หลายคนได้รับการผลักดันมาจากชุดเยาวชนแบบยกเข่ง ถึงเวลานี้ ฟลิค ใช้ดาวรุ่งอายุ 17-21 ปี ในทีมชุดใหญ่แล้วมากกว่า 10 คน

"ฟลิคเปรียบเสมือนพ่อของผม เขาให้การสนับสนุนผมเสมอ ผมรู้สึกขอบคุณเขามาก เพราะเขาเชื่อมั่นในตัวผมเสมอ และผมรู้สึกได้จริง ๆ ผมหวังว่าเขาจะอยู่กับทีมไปอีกหลายปี" กาบี กล่าวกับ DAZN 

คำพูดของ กาบี บอกเป็นภาพกว้าง ๆ ในทีม ๆ นี้ได้ว่าทุกคนให้ใจกับ ฟลิค และพร้อมรับกับระบบของเขากันยกชุด ... นี่คือสิ่งสำคัญมากในการทำทีมฟุตบอลให้มีคุณภาพ  เมื่อนักเตะพร้อมรับและเรียนรู้กลยุทธ์ วิธีการ และคาแรกเตอร์แบบที่คุณอยากให้เป็น เมื่อนั้นพวกเขาจะตอบสนองทุกอย่างออกมาในสนาม แบบที่สมหวังดั่งใจคุณคิด 

คาแรกเตอร์ฟุตบอลของ ฟลิก ชัดเจนมาเสมอ วินัย สามัคคี ความฟิต เพรสซิ่ง เข้าทำเร็ว เล่นด้วยความกล้าที่จะลุย และยอมเสี่ยงเพื่อให้ได้ประตูมา ... วิธีนี้แหละที่ทำให้เขาเปลี่ยนรูปแบบของ เอล กลาสิโก้ ไปเป็นอีกแบบจากยุคก่อนหน้านี้ 

เดิมทีการเผชิญหน้ากันระหว่าง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า มักถูกตัดสินด้วยพรสวรรค์เฉพาะตัว แต่ในยุคของ ฮันซี่ ฟลิค เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง เมื่อระบบ "เยอรมัน-กาตาลัน" ได้กลายเป็นอาวุธที่ทำลายล้างความไร้เทียมทานของราชันชุดขาวได้อย่างราบคาบ

หากเอาชื่อชั้นมาวัดกันตัวต่อตัว แบบในเกม Football Manager หรือ FIFA พลังของนักเตะฝั่ง มาดริด เหนือกว่าแน่นอน ... แต่ ฟลิค ทำให้เด็กของเขากล้าเสี่ยงโดยไร้ข้อแม้ ต่อให้เจอทีมอย่างมาดริด ก็กล้าที่เลือกระบบที่ตัวเองถนัดที่สุด แทนที่จะเล่นในระบบที่ทำให้ทีมมีโอกาสปราชัยน้อยที่สุด พูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ ความกลัวของนักเตะ บาร์ซ่า ไม่ได้หลงเหลืออยู่แล้ว หนำซ้ำพวกหนุ่ม ๆ ของฟลิค ยังห้าวเกินเบอร์ชนิดพร้อมปีนเกลียวนักเตะมาดริดด้วยซ้ำ 

ถ้าใจพร้อมและยังเชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะได้ สิ่งเหล่านั้นจะสะท้อนไปที่วิธีการเล่นในสนาม ซึ่งตอนนี้ลายเซ็นของ บาร์ซ่า ช่างชัดเจนเหลือเกิน 

 

High risk high return

"ยิ่งกล้าเสี่ยงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้คืนกลับมาเท่านั้น" นี่คือประโยคคลาสสิกของเหล่านักลงทุนที่สามารถเอามาเปรียบเทียบกับ บาร์ซ่า ยุค ฟลิค ในการเจอกับ มาดริด ได้เป็นอย่างดี 

The Atheltic วิเคราะห์หลังจบเกม บาร์ซ่า ชนะ มาดริด 2-0 และคว้าแชมป์ ลา ลีกา ฤดูกาล 2025-26 ว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้ มาดริด "เสียอาการ" มากที่สุด คือแนวรับที่ดันสูงจนเกือบถึงครึ่งสนามของฟลิค หลายคนมองว่านี่คือการฆ่าตัวตายเมื่อต้องเจอกับความเร็วของ วินิซิอุส จูเนียร์ และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ แต่ในความเป็นจริงมันคือจิตวิทยาเชิงกลยุทธ์

บาร์ซ่าไม่ได้แค่ดันสูง แต่พวกเขาขยับเป็นแผงเดียวอย่างมีระบบ ทำให้ดาวยิงระดับโลกของมาดริดติดกับดักล้ำหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การเจอกันในเดือนตุลาคม 2024 ที่ มาดริด แพ้คาบ้านให้ บาร์ซ่า 0-4 เกมนั้น มาดริด ล้ำหน้ารวมถึง 12 ครั้ง โดยที่ เอ็มบัปเป้ คนเดียวล้ำไป 8 ครั้ง ถือเป็นสถิติมากที่สุดใน เอล กลาสิโก้ นับตั้งแต่มีการเก็บสถิติตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา

จริงอยู่ที่บางครั้งพวกเขาจะพลาดและเสียประตู แต่คุณก็ต้องไม่ลืมว่าการดันไลน์แนวรับสูงทำให้ บาร์ซ่า ได้เล่นในวิธีที่ตัวเองถนัด และสามารถสร้างโอกาสในการยิงประตูให้กับพวกเขาได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน 

หนำซ้ำเมื่อพื้นที่แดนกลางบีบแคบลงด้วยไลน์เกมรับที่สูงขึ้น แม้เสี่ยงที่จะพลาด แต่อีกทางมันก็บีบให้ มาดริด ต้องพึ่งการวางบอลยาวจากมิดฟิลด์ ซึ่งมีโอกาสขาดความแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ไม่มี "สายจ่ายธรรมชาติ" อย่าง โทนี่ โครส อยู่ในทีมแล้ว กลายเป็นเข้าล็อกให้ บาร์เซโลน่า ใช้เกมเพรสซิ่งและเคาน์เตอร์เพรสซิ่งเล่นงานในทันที 

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น บาร์เซโลน่าชุดนี้ไม่ได้ครอบครองบอลเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาเพิ่มความเร็วและความเด็ดขาดขึ้น ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ลดการครองบอลในสไตล์ "ติกิ-ตากะ" ที่เปรียบเสมือนลายเซ็นของทีม ๆ นี้มาตั้งแต่ยุค เป๊ป ออกไปด้วย 

เมื่อตัดบอลได้ ฟลิคสั่งให้ลูกทีมโจมตีในแนวลึกทันที ไม่มีการต่อบอลขวางสนามไปมาเหมือนยุคก่อน การใช้ประโยชน์จากความฉลาดของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และความเร็วของ ลามีน ยามาล ทำให้การโจมตีเพียง 3-4 จังหวะก็สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้ 

และที่สำคัญ สิ่งที่ทำให้กลยุทธ์ต่าง ๆ ที่ฟลิคเดินหน้าไปได้คือ "ความขยันและความฟิต" ตามสถิติเผยว่าตลอด 7 เกมที่ บาร์ซ่า เจอกับ มาดริด ในยุค ฟลิค  โดยสถิติการวิ่งเฉลี่ยทั้งของ บาร์เซโลน่า คือ 112-118 กิโลเมตร ต่อ 1 เกม ส่วนของ มาดริด นั้นอยู่ที่ 108-114 กิโลเมตร โดยนักเตะที่วิ่งได้มากที่สุดใน เอล กลาสิโก้ ยุค ฟลิค คือ มาร์ก กาซาโด้ ที่ทำสถิติวิ่งเฉลี่ย 12.2 กิโลเมตร ต่อเกม (ฝั่ง มาดริด คือ เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ที่วิ่งเฉลี่ย 11.8 กิโลเมตร ต่อเกม) 

แข้งหนุ่มของ ฟลิค คือทีมที่เพรสซิ่งได้ตลอด 90 นาที และมีสถิติการวิ่งรวมกันเหนือกว่า มาดริด อย่างชัดเจน ... ตรงนี้ก็ต้องให้เครดิตฟลิคอีก เพราะมันเป็นผลจากการยกระดับสมรรถภาพทางกายที่เขาให้ความสำคัญอย่างมาก 

สุดท้ายมันคือการ "ย้อนศร" ที่ทำให้ มาดริด ซึ่งถือเป็นทีมประเภทถนัดเกมโต้กลับต้องเป็นฝ่ายถูกไล่บี้เสียเอง 

 

ย้อนกลับมาดูฝั่ง มาดริด 

พูดถึงฝั่ง บาร์เซโลน่า จนน่าจะเห็นภาพกันไปแล้ว ทีนี้เราย้อนกลับมาดูฝั่งตรงข้ามอย่าง มาดริด บ้าง เพื่อให้เรื่องนี้ได้บทสรุปอย่างสมดุลที่สุด 

สิ่งที่เราต้องยอมรับคือ ในช่วง 2-3 ปีนี้ มาดริด ค่อย ๆ ถ่ายเลือดและเปลี่ยนแปลงหน้าตาทีมไปพอสมควร กลุ่มนักเตะซีเนียร์หลาย ๆ คนค่อย ๆ จากทีมไปทีละคนไล่ตั้งแต่ เซร์คิโอ รามอส, ราฟาเอล วาราน, กาเซมีโร่, คาริม เบนเซม่า, นาโช่ เฟร์นานเดซ, ลูคัส บาซเกซ, โทนี่ โครส และล่าสุดอย่าง ลูก้า โมดริช 

หากว่ากันเฉพาะช่วงหลัง ๆ ที่น่าจะส่งผลมากที่สุด ก็น่าจะเป็นการจากไปของ โทนี่ โครส (แขวนสตั๊ดปี 2024) และปล่อย โมดริช ที่เปรียบเสมือนซีเนียร์คนสุดท้ายในทีมชุดนี้ให้ เอซี มิลาน ในซัมเมอร์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถิติการครองบอลในเกมใหญ่

ยกตัวอย่างเช่น ในยุคฟลิค บาร์ซ่ามักจะชนะในแดนกลางเพราะมาดริดเปลี่ยนไปใช้มิดฟิลด์สายพลังงาน โอเรเลียง ชูอาเมนี่, เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ และคนอื่น ๆ ซึ่งแม้จะวิ่งเยอะ แต่ขาดความเยือกเย็นในการแก้สถานการณ์ ดังนั้นเมื่อเจอความห้าวและการเพรสซิ่งสูงของ บาร์เซโลน่า จึงทำให้เกิดผลลัพธ์ชนิดที่ว่า มาดริด ต้องเสียบอลในแดนตัวเองบ่อยขึ้น นำไปสู่การเสียประตูจากจังหวะทรานซิชั่น ซึ่งเป็นจุดเด่นของฟลิคมาเสมอ

นอกจากขาดคนคุมเกมในเกมใหญ่แล้ว พวกเขายังอยู่ในภาวะขาดผู้นำทั้งในแนวรับและรุก การสูญเสียซีเนียร์อย่าง คาริม เบนเซม่า (2023) และแนวรับรุ่นเก๋าอย่าง นาโช่ หรือการบาดเจ็บเรื้อรังของ ดาวิด อลาบา ทำให้ทีมขาดนักเตะที่ "อ่านเกมขาด" ในวินาทีวิกฤต ... สิ่งเหล่านี้ทำให้สถิติต่าง ๆ และรูปแบบของ เอล กลาสิโก้ เปลี่ยนไป ... มาดริดเคยเป็นทีมที่ "นิ่ง" กว่าใน เอล กลาสิโก้ แต่ในยุคฟลิค สถิติชี้ว่า มาดริดเสียประตูเฉลี่ยมากกว่า 2.5 ลูกต่อเกมเลยทีเดียว

 

การขาดผู้นำเป็นพี่ใหญ่ของน้อง ๆ ไม่ได้ส่งผลแค่เชิงแท็กติกเท่านั้น ทุกคนน่าจะเห็นกันแล้วกับข่าวความบาดหมางและฟาดปากกันในสนามซ้อม รวมถึงข่าวลือแย่ ๆ อีกมากมายที่ไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันลือ เพราะมันปูดออกมาเต็มไปหมด 

ดูเหมือนว่าตอนนี้ มาดริด อาจจะต้องเจอปัญหาเกี่ยวกับการปรับตัวและการสร้าง "กาลาติกอส ภาค 3" แบบที่ใครว่ากันว่า การเข้ามาของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ทำให้มาดริดเปลี่ยนมาใช้ระบบพึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวมากขึ้น เพื่อทดแทนระบบทีมที่เคยมีซีเนียร์คอยประคอง ซึ่งท้ายที่สุดก็นำมาสู่บทสรุปของเรื่องนี้คือ ...

การถ่ายเลือดของ มาดริด ยังคงต้องรอจูนกันอีกพักใหญ่ และฟลิคก็เข้ามาในช่วงที่ทีมมาดริดเก๋าไม่พอและระบบยังไม่นิ่ง นั่นทำให้บาร์ซ่าในเวอร์ชั่นที่พร้อมกว่าทั้งใจ ร่างกาย และระบบ จนกลายเป็นยุคที่บาร์ซ่ากลับมาครองสถิติเหนือกว่าใน เอล กลาสิโก้ อีกครั้ง แบบที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.bbc.com/sport/football/articles/cedp2wjepqno
https://www.nytimes.com/athletic/7260652/2026/05/10/barcelona-real-madrid-clasico-rashford-result-analysis/
https://www.nytimes.com/athletic/7269799/2026/05/11/barcelona-real-madrid-flick-clasico-formation-analysis/
https://www.nytimes.com/athletic/7245749/2026/05/10/barcelona-la-liga-champions-flick-yamal-la-masia/
https://www.nytimes.com/athletic/7262934/2026/05/08/real-madrid-tchouameni-valverde-clasico-arbeloa-perez/
https://www.nytimes.com/athletic/7151944/2026/04/08/barcelona-hansi-flick-future-la-liga/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ