Feature

แสงอยู่ไหน ทรัมป์อยู่นั่น : เมื่อ ปธน.อเมริกา กลายเป็นตัวละครหลักนอกสนามฟุตบอลโลก 2026 | Main Stand

ไม่มีฟุตบอลโลกครั้งไหนที่ผู้นำประเทศเจ้าภาพจะเข้ามา "แซมแลม" ขโมยซีนได้มากที่สุด เท่ากับที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาทำในฟุตบอลโลก 2026 

 

ถ้าคุณเป็นคนที่สนใจแต่เรื่องของเกมสุดมันในสนามในบอลโลกครั้งนี้ คุณอาจสงสัยหรืออาจพลาดไปว่า "ทรัมป์" ทำอะไรที่มันเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาบ้าง

MAIN STAND จะย้อนให้เห็นความแสบของชายผู้ไม่เคยคิดว่าความคิดของตัวเองผิดหรือเพี้ยน ... อ่านและหาคำตอบในใจของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เลย 

 

FIFA Peace Prize ฮาตั้งแต่ก่อนบอลโลกจะเริ่ม 

ก่อนฟุตบอลจะเริ่มขึ้นพักใหญ่ ๆ จานนี่ อินฟานติโน่ ประธาน สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ทำในสิ่งที่น่าตลกที่สุดอย่างหนึ่งระหว่างพิธีจับสลากรอบสุดท้าย นั่นคือการมอบรางวัล "สันติภาพฟีฟ่า" (FIFA Peace Prize) ให้กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ... นี่คือครั้งแรกที่ฟีฟ่ามอบรางวัลนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่แฟนบอลทั่วโลกมองรางวัลที่ทรัมป์ได้อย่างมีนัย และสงสัยมาตลอดว่าเขาคู่ควรกับคำว่า "สันติภาพ" มากแค่ไหนกันนะ ? 

และทรัมป์ไม่รอช้าที่จะตอบคำถามนี้ด้วยตัวเอง ด้วยการใช้เวลาแค่ 1 เดือนเท่านั้นหลังรับรางวัลสันติภาพฟีฟ่า เข้าสู่ปี 2026 ไม่กี่วัน ทรัมป์ออกคำสั่งโจมตีทางทหารเพื่อถอดถอน นิโคลัส มาดูโร ผู้นำประเทศเวเนซุเอลา และอีกไม่นานหลังจากนั้น ทรัมป์ก็วางนโยบายร่วมมือกับอิสราเอลเพื่อโจมตีทางอากาศใส่อิหร่าน 

ในทางการเมืองเราไม่รู้หรอกว่าคิดถูกหรือผิด เรื่องเหล่านี้มันมีตื้นลึกหนาบางอย่างไร แต่ทรัมป์กับคำว่าสันติภาพนั้นสุดแสนจะห่างไกลกันเสียเหลือเกิน จนชวนให้คิดว่า หากฟีฟ่าจะมอบรางวัลให้เขา ควรตั้งชื่อรางวัลใหม่ให้เหมาะสมกว่านี้ เช่น รางวัล "พระเอกบู๊คู่ใจฟีฟ่า" หรือคุณจะคิดชื่อรางวัลที่เหมาะกับเขามากกว่านี้แล้วพิมพ์ไว้ในคอมเมนต์ก็ได้นะ 

 

ฟุตบอลต้อนรับทุกคน ... แต่ถามทรัมป์แป๊บ! 

คุณ ๆ คงทราบดีว่า หนึ่งในนโยบายของทรัมป์ที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อย ๆ คือนโยบาย "ควบคุมการเข้าประเทศของชาวต่างชาติอย่างเข้มงวด" เพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ตามสโลแกน "Make America Great Again" ... และนโยบายนี้ถูกพูดถึงยิ่งกว่าเดิมอีกเมื่อฟุตบอลโลกเริ่มขึ้น 

นโยบายนี้สร้างปัญหาให้กับหลายชาติที่เข้าแข่งขันและนักเตะหลายคน ยกตัวอย่างเช่นนักเตะของ ดีอาร์ คองโก ต้องถูกกักตัวนานถึง 3 สัปดาห์ในเบลเยียม เพราะเหตุผลจากเรื่องไวรัสอีโบลา นอกจากนี้ยังมีเคสดังอย่าง บรีล เอ็มโบโล่ กองหน้าของสวิตเซอร์แลนด์ ที่ถูกห้ามเข้าสหรัฐอเมริกาเพราะนักเตะเพิ่งได้รับวีซ่าเข้าประเทศ หลังจากสู้คดีอาญาเมื่อ 8 ปีก่อน แต่เคสนี้อุทธรณ์ผ่าน

ร้ายแรงที่สุดคือ โอมาร์ อับดุลคาเดียร์ อาร์ตัน กรรมการชาวโซมาเลีย ที่ถูกห้ามเข้าสหรัฐอเมริกาเพราะมีความเชื่อมโยงกับผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้าย แม้โอมาร์จะได้รับการรับรองจากฟีฟ่า แต่อเมริกาก็บอกให้รู้ว่าพวกเขาคือคนที่มีอำนาจมากกว่า ชนิดที่ว่าฟีฟ่าแก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้เลย

 

สร้างความบาดหมางกับอิหร่าน

แม้อิหร่านจะผ่านเข้ารอบสุดท้ายมาตามกติกาของฟีฟ่า ทุกอย่าง แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น วลีอมตะจากเรื่องภาพยนตร์เรื่อง "โหดหน้าเหี่ยว" ถูกแปลงเป็นประโยคที่ว่า "ที่นี่ ทรัมป์ใหญ่สุด" และเมื่ออิหร่านมีปัญหากับประเทศของทรัมป์ พวกเขาก็เกือบจะไม่ได้มาแข่งฟุตบอลโลกครั้งนี้แล้ว

มีความพยายามทางการทูตที่วิ่งเต้นให้ อิตาลี ซึ่งตกรอบคัดเลือก เข้ามาแข่งขันแทน อิหร่าน แม้นี่อาจจะเป็นทางออกที่ทรัมป์ต้องการ แต่เหตุผลที่จะมาแทนยังไม่ดีพอ จึงทำให้อิหร่านได้เข้ามาเล่นแบบที่เรารู้กัน ทว่าข้อแม้ก็มากมายเหลือเกิน เช่น อิหร่านต้องย้ายแคมป์ฝึกซ้อมจากรัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปยังเมืองติฮัวนา ประเทศเม็กซิโก และได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าสหรัฐฯ เฉพาะเพื่อลงแข่งตามโปรแกรมเท่านั้น ทำให้อิหร่านเป็นชาติที่ต้องเสียเวลากับการเดินทางไปแข่งขันและกลับที่พักมากที่สุดชาติหนึ่งในทัวร์นาเมนต์นี้  

แม้อิหร่านจะร้องเรียนและบอกว่าพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมกับเรื่องนี้ แต่ มาร์กเวย์น มัลลิน รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา หรือเรียกง่าย ๆ ว่า "ลูกน้องทรัมป์" ก็ออกมาตอกย้ำในวันที่อิหร่านตกรอบแบ่งกลุ่มว่า "ได้เวลาที่พวกเราจะเต้นรำอย่างมีความสุขซะทีสินะ" ... เป็นแบบนั้นไป 

 

วิ่งเพื่อบาโลกัน 

ชายจากเจเนอเรชัน เบบี้ บูมเมอร์ ที่เป็นอเมริกันแบบหัวจรดเท้าอย่างทรัมป์ ไม่ได้สนใจฟุตบอลนักหรอก นอกเสียจากว่าเขาจะได้ซีนและมีส่วนได้ส่วนเสีย เมื่อถึงเวลานั้นเขาก็ต้องเบ่งกล้ามโชว์กันบ้าง 

แฟนบอลทั่วโลกไม่สนใจนักหรอก หากเขาอยากจะแสดงพลังอำนาจที่ตัวเองมี ทว่าทรัมป์ก็ล้ำเส้นและทำให้ทุกคนลุกฮือ เพราะเขาได้เข้ามาจุ้นจ้านในส่วนที่เกี่ยวกับเกมในสนามแบบเต็ม ๆ ด้วยการขอยกเลิกใบแดงของ โฟลาริน บาโลกัน กองหน้าตัวเก่งของสหรัฐอเมริกา ที่โดนใบแดงในเกมกับ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย 

ตามกฎ บาโลกันจะต้องโดนแบนหมดสิทธิ์ลงเล่นเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เจ้าภาพจะต้องเจอกับ เบลเยียม แต่แล้วอภินิหารก็เกิดขึ้น และทรัมป์ก็บ้าบิ่นพอที่จะบอกว่า "ผมนี่แหละเป็นคนโทรหาฟีฟ่าเรื่องนี้เอง"

เรื่องนี้มันน่าอายจริง ๆ เพราะแม้แต่บาโลกัน คนที่โดนปกป้องก็ยังมองว่าเรื่องนี้ไม่เป็นธรรม เพราะหลังจบเกมที่สหรัฐฯ แพ้เบลเยียม 1-4 บาโลกัน ถึงกับเดินเข้ามาขอโทษ รูดี้ การ์เซีย โค้ชของเบลเยียม ซึ่ง การ์เซีย ก็ตอบว่า "ผมเข้าใจ เรื่องนี้คนผิดไม่ใช่คุณหรอก" ... แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อ ทรัมป์ และ ฟีฟ่า ออกมา แต่นี่ก็ไม่ต่างจากการโดนลากไปตบกลางสี่แยกชัด ๆ 

จานนี่ อินฟานติโน่ คงได้แต่แอบคิดในใจว่า "จะพูดเพื่อ?" เพราะหลังจากนั้นไม่ว่าประธานฟีฟ่าปรากฏตัวที่ไหน หรือได้ออกจอใหญ่เมื่อใด เขาก็ถูกแฟนบอลโห่ทุกสนาม ... นี่แหละราคาที่ต้องจ่าย เพียงแต่ว่าฝั่งทรัมป์คงไม่ได้สนใจมันนักหรอก เพราะเพื่อให้ได้ซีนยิ่งกว่านี้เขาก็ทำได้ 

 

โทษทีทูเคิล ผมไม่เกี่ยวนะ ... แต่ขอเกี่ยวหน่อย

โธมัส ทูเคิล กลายเป็นคนที่ถูกพูดถึงทั่วโลกลูกหนัง หลังพา อังกฤษ แพ้ อาร์เจนตินา 1-2 ในรอบรองชนะเลิศ และทรัมป์ก็ไม่รอช้าที่จะขอเกาะเกี่ยวกระแส วิจารณ์นายใหญ่ทีมสิงโตคำรามกับเขาด้วยคน 

"ผมว่าเขาน่าจะผิดพลาดที่พยายามจับนักเตะที่โคตรเก่งอย่างแฮร์รี่ เคน ไปเป็นผู้เล่นทีมรับ (ภาษาอเมริกันฟุตบอล) คุณอาจจะบอกว่าผมจะไปรู้อะไรเกี่ยวกับซอคเก้อร์ล่ะ ? แต่ทำไมล่ะ เขาเอานักเตะที่ทำประตูได้ไปเล่นทีมรับ ใครก็น่าจะมองออกมั้ง" 

"เขาต้องกล้าจะเล่นเกมรุกสักหน่อยนะผมว่า แต่ผมคงไม่ไปสั่งหรือบังคับเขาทำอะไรแบบนั้นหรอก เพราะผมก็ไม่ใช่โค้ช ไม่รู้เรื่องการคุมทีมหรอก แต่ถึงแบบนั้น ที่ทูเคิลทำมันก็แปลกอยู่ดีนั่นแหละ" 

คำพูดมากมาย ความหมายช่างมันของแท้ แต่เอาเถอะ ข้อนี้แฟนบอลทั้งโลกก็เห็นแบบนั้น เราก็คงเปรียบเทียบและคิดในแง่ดีว่า ขนาดนาฬิกาตายก็ยังบอกเวลาถูกวันละ 2 ครั้งเลย ... ดังนั้นมนุษย์อย่างทรัมป์ก็อาจจะพูดถูกบ้างก็ได้ใช่ไหมล่ะ ?

 

ผมจะสอนทุกคน 

The Independent สื่อจากอังกฤษเปิดเผยว่า ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ที่ผู้นำชาติเจ้าภาพร่วมอย่าง แคนาดา และ เม็กซิโก ได้รับเชิญเข้ามาชมเกมในสนามระหว่าง สเปน และ อาร์เจนตินา นั้น ทรัมป์ ได้ทำการเบ่งกล้ามใส่ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา บางอย่าง 

ซึ่งแน่นอนว่า ทรัมป์ ก็คือ ทรัมป์ เมื่อคนสงสัย เขาจะเล่าให้ฟังเองก่อนที่ผู้คนจะได้ฟังจากปากคนอื่น และเขาเล่าถึงเรื่องที่คุยกับ คาร์นีย์ ว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ไฟป่าในแคนาดา ที่ส่งผลกระทบถึงเมืองต่าง ๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา อันรวมถึงรัฐนิวยอร์ก และรัฐนิวเจอร์ซีย์ สถานที่แข่งนัดชิง

"ผมก็แค่บอกเขาว่า คุณควรหยุดไฟป่าให้ได้ ไม่งั้นอากาศในประเทศของเราจะเป็นพิษ ... อย่ามองผมผิดล่ะ ผมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคาร์นีย์นะ แต่คุณก็รู้ใช่ไหม ? ว่าปัญหาไฟป่านี้ต้องจบลง และถ้าพวกเขาลองขอความช่วยเหลือจากเรา ก็พร้อมทำให้มันจบได้เหมือนกัน"

"หรือไม่อย่างนั้น พวกเขาก็ควรจ่ายค่าเสียหายให้อเมริกาบ้าง หรือไม่ผมก็อาจจะกำหนดอัตราภาษีนำเข้าของแคนาดาซะเลย ?" แม้จะซ่อนด้วยอารมณ์ขัน แต่เรื่องที่คุยในสนามนัดชิงฟุตบอลโลกนี้ดูน่ากังวลจริง ๆ สำหรับฝั่งแคนาดา 

 

ที่นี่ ทรัมป์ใหญ่สุด

วินาทีการฉลองถ้วยแชมป์เป็นอะไรที่ควรให้ซีนกับผู้ชนะมากที่สุด ในฟุตบอลโลกครั้งก่อน ๆ หน้านี้เราไม่ค่อยเห็นผู้นำชาติเจ้าภาพเข้ามาอยู่ในซีนแห่งความประทับใจนี้หรอก แต่อย่างที่บอกว่า "ที่นี่ ทรัมป์ใหญ่สุด" อยากจะได้อะไรเขาก็ต้องได้ ต่อให้ผู้คนจะโห่ใส่ นักเตะสเปนจะเชิญลงจากโพเดียมฉลองแชมป์ แต่ย้ำอีกที "ที่นี่ ทรัมป์ใหญ่สุด" 

นั่นแหละที่ทำให้เราได้เห็นภาพเขาแซมเข้ามาในทุกซีน พร้อมด้วยสีหน้าอมยิ้มมุมปากด้วยความภาคภูมิใจของเขา ต่อให้ทั้งโลกจะตั้งคำถามว่า "มึงใครเนี่ย ?" 

นี่แหละคือทั้งหมดที่ทรัมป์ทำในฟุตบอลโลก 2026 ... จะบอกว่าเป็นสีสันหรือเป็นพิษร้ายของการแข่งขัน ก็แล้วแต่ว่าคุณจะตัดสินเขาแบบไหน 

แต่ที่แน่ ๆ เขาคือตัวขโมยซีนอันดับ 1 ของฟุตบอลโลก 2026 อย่างแท้จริง 

 

แหล่งอ้างอิง

https://jacobin.com/2026/07/trump-infantino-world-cup-football?
https://www.politico.com/news/2026/07/19/spain-world-cup-donald-trump-01004607
https://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-politics/trump-world-cup-red-card-infantino-balogun-b3018105.html

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ