
ถ้ามองจากแผนที่การเมืองโลก ชื่อของ อิหร่าน มักปรากฏอยู่ในข่าวความขัดแย้งเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดกับชาติมหาอำนาจ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือการเมืองภายในที่ผันผวนเป็นระยะ
แม้จะไม่ใช่สงครามโดยตรง แต่ประเทศนี้มักอยู่ในวงจรของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ กับโลกตะวันตกหรือเพื่อนบ้านในภูมิภาคเสมอ
ดังนั้น สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แม้สภาพแวดล้อมระดับชาติจะเต็มไปด้วยแรงเสียดทาน แต่ในโลกฟุตบอล อิหร่านกลับยังคงเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของทวีปเอเชียมาอย่างยาวนาน
พวกเขาทำแบบนั้นได้อย่างไร ? ติดตามกับ Main Stand
ฟุตบอลในประเทศที่เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน
ถ้าจะหาประเทศที่มีความสัมพันธ์ซับซ้อนกับโลกตะวันตกในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา อิหร่าน คือหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
เรื่องทุกอย่างเริ่มขึ้นจากเหตุการณ์ รัฐประหารอิหร่าน (Iranian coup d'état) เมื่อปี 1953 เหตุการณ์นั้นถือเป็นครั้งที่ชาวอิหร่านจำฝังใจว่าชาติตะวันตกได้เข้ามาแทรกแซงการเมืองของพวกเขา
เรื่องเริ่มต้นจาก โมฮัมหมัด โมซัดเดก (Mohammad Mosaddegh) นายกรัฐมนตรีของอิหร่านในเวลานั้น เข้ายึดกิจการน้ำมันในแผ่นดินอิหร่านที่มีเจ้าของเป็นอังกฤษ นั่นจึงทำให้อังกฤษไม่พอใจ และได้รับความร่วมมือจากสหรัฐอเมริกา ที่ช่วงเวลานั้นก็ขอเข้ามามีเอี่ยวเรื่องนี้ด้วยเพราะ "กลัวภัยคอมมิวนิสต์"
เนื่องจากยุคนั้นอยู่ในช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯ กลัวว่า หากอิหร่านไม่มั่นคง พรรคคอมมิวนิสต์ที่นำโดย สหภาพโซเวียต ที่อยู่ติดกับอิหร่าน อาจขึ้นสู่อำนาจ ดังนั้นอังกฤษและสหรัฐฯ จึงร่วมมือกันวางแผนรัฐประหาร โดยใช้ปฏิบัติการที่ชื่อว่า Operation Ajax
แผนของปฏิบัติการนี้มีหลายขั้นตอน เช่นการโฆษณาชวนเชื่อ โจมตีรัฐบาลอิหร่าน การซื้อสื่อและนักการเมือง การจัดม็อบสร้างความวุ่นวาย และท้ายที่สุด ก็จบลงด้วยการใช้กำลังทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลของอิหร่านที่มาจากการเลือกตั้งในเวลานั้น
เหตุการณ์นี้ ทำให้ความไม่พอใจต่อสหรัฐอเมริกาฝังลึกในสังคมอิหร่าน และส่งผลต่อการเมืองโลกมาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับโลกตะวันตก โดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกา ไม่ได้ตึงเครียดมาโดยตลอด หากย้อนกลับไปก่อนช่วงปลายทศวรรษ 1970 ทั้งสองประเทศเคยมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างใกล้ชิดกันด้วยซ้ำ ในยุคของ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (Mohammad Reza Pahlavi) หรือ "ชาห์ แห่ง อิหร่าน" ประเทศดำเนินนโยบายเปิดรับตะวันตกอย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การทหาร และวัฒนธรรม สหรัฐอเมริกาถือเป็นพันธมิตรสำคัญของรัฐบาลอิหร่านในเวลานั้น
แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อมีเหตุการณ์ การปฏิวัติอิหร่าน (Iranian Revolution) ช่วงปี 1978-1979 ซึ่งเป็นชนวนเหตุที่ทำให้อิหร่านวุ่นวาย และกลายเป็นศัตรูของโลกตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาเพียงพลิกฝ่ามือ
การปฏิวัติอิหร่าน เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ที่โค่นล้มระบอบกษัตริย์ที่สนับสนุนตะวันตกของชาห์แห่งอิหร่าน และแทนที่ด้วยสาธารณรัฐอิสลาม ภายใต้การนำของ อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี (Ayatollah Ruhollah Khomeini) ที่ไม่พอใจสิ่งที่ชาห์ทำ เพราะถึงแม้การเข้ากับตะวันตกจะทำให้อุตสาหกรรมและการศึกษาทันสมัยขึ้น แต่ก็ทำลายวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมและทำให้ความมั่งคั่งกระจุกตัว
การปกครองแบบเผด็จการของชาห์แห่งอิหร่าน ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้นำศาสนา และกลุ่มซ้ายจัดอย่างมาก เพราะพวกเขามองว่า ภายใต้สภาวะ "รวยกระจุก จนกระจาย" ชาห์แห่งอิหร่านปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อฝั่งตรงข้าม เช่น การใช้ตำรวจลับซาวัค (SAVAK) ปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูง และความไม่สงบทางสังคมในทศวรรษ 1970 ทำให้ความโกรธแค้นของประชาชนทวีความรุนแรงขึ้น โดยรวมกลุ่มปฏิรูปฆราวาส กลุ่มซ้ายจัด และผู้นำศาสนา ต่อต้านระบอบการปกครอง จนกระทั่งในที่สุด ฝั่งโคไมนี ก็โค่นล้มระบบราชวงศ์ของอิหร่านได้สำเร็จในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1979
หลังการปฏิวัติอิหร่าน ประเทศเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองครั้งใหญ่ กลายเป็นสาธารณรัฐอิสลาม และความสัมพันธ์กับหลายชาติตะวันตก โดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกา ก็เปลี่ยนไปทันที จากที่เคยเป็นพันธมิตรที่ดี กลายเป็นการเข้าเข้าสู่ช่วงตึงเครียดยาวนาน
ซึ่งการเป็นศัตรูกับอเมริกา ก็เลี่ยงไม่ได้ที่อิหร่านจะต้องเจอกับปัญหาต่าง ๆ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การทูต หรือแม้แต่สงครามตัวแทน ที่สหรัฐฯ ส่งประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่านเข้ามาเป็นหอกข้างแคร่ จนเหตุการณ์ความไม่สงบดำเนินไปเหมือนกับคลื่นใต้น้ำ
อิหร่านเผชิญสงครามใหญ่กับ อิรัก ในสงคราม อิหร่าน-อิรัก (Iran-Iraq War) ซึ่งกินเวลานานถึง 8 ปี หลังสงครามจบ ประเทศยังต้องรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศอีกหลายช่วงเวลา รวมถึงสถานการณ์การสู้รบ ที่สหรัฐอเมริกาบุกมาลูบคมอิหร่านในเวลานี้ด้วย
สาเหตุการโจมตีกันคราวนี้ เกิดขึ้นจากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อปี 2025 ทรัมป์เรียกร้องให้อิหร่านเข้าสู่การทำข้อตกลงเพื่อสันติภาพทางนิวเคลียร์ เพื่อให้อเมริกาสามารถตรวจสอบได้ แต่ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ก็ต่อต้านเรื่องนี้อย่างสุดกำลัง จนนำมาซึ่งการห้ำหั่นในเวลานี้ แม้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี จะเสียชีวิตจากการโจมตีไปแล้วก็ตาม
จากเหตุการณ์ที่กระทบกระทั่งกันมาตลอดในช่วงกว่า 70 ปีที่ผ่านมา ในบริบทแบบนี้ การสร้างระบบกีฬาที่มีเสถียรภาพไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่สิ่งที่แปลกและน่าสนใจก็คือ กีฬาที่เติบโตจากโลกตะวันตกอย่าง "ฟุตบอล" กลับกลายเป็นกีฬาที่ไม่เคยตายไปจากสังคมอิหร่าน
พวกเขาคือชาติที่เคยเป็นเบอร์ 1 ของเอเชียอยู่หลายสิบปี ทั้ง ๆ ที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลา แต่ฟุตบอลกลับกลายเป็นพื้นที่หนึ่งที่คนอิหร่านใช้แสดงตัวตนร่วมกันได้อย่างน่าประหลาดใจ
ในวันที่สังคมเต็มไปด้วยแรงกดดัน ฟุตบอลคือภาษากลางของประเทศได้อย่างไร ? ทำไมวัฒนธรรมนี้จึงยังแข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลง เหตุใดสนามฟุตบอล จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถแสดงความภาคภูมิใจในชาติได้โดยไม่ต้องพูดเรื่องการเมือง ?
ผู้บุกเบิกแห่งตะวันออกกลาง
อันที่จริงความแข็งแกร่งของอิหร่าน ไม่ได้เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมาชั่วข้ามคืน แต่จุดเริ่มต้นอาจต้องย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน หลังการนำกีฬาฟุตบอลเข้ามาของชาวอังกฤษ ที่เข้ามาขุดน้ำมันในยุคที่ประเทศยังใช้ชื่อว่า "เปอร์เซีย"
หลังจากนั้น ฟุตบอลก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรในโรงเรียนของผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ ในยุคที่จักรวรรดิอังกฤษมีอิทธิพลเหนือดินแดนแห่งนั้น ช่วงศตวรรษที่ 19-20 หลังพิสูจน์ได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ดีในการปฏิสัมพันธ์กับเด็ก ๆ ชาวเปอร์เซีย และทำให้คนที่นั่นสุขภาพดี
"ฟุตบอลถูกนำเข้ามาโดยเจ้าหน้าที่ชาวยุโรป ในความพยายามเพื่อเปลี่ยนให้ผู้อยู่ใต้การปกครอง กลายเป็น 'บุคคลที่เชื่อฟัง' ซึ่งการปรับสภาพร่างกาย ก็เป็นส่วนสำคัญในการศึกษาของยุคอาณานิยม" อับดุลเลาะห์ อัล อาเรียน ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าวในหนังสือ Football in the Middle East ที่เขาเป็นผู้แต่ง
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ อิหร่าน หรือ เปอร์เซีย ถือเป็นชาติแรก ๆ ในภูมิภาคแห่งนี้ ที่ได้รู้จักกับเกมลูกหนัง ก่อนที่มันจะกลายเป็นงานอดิเรกยอดนิยมของคนทั้งประเทศ รวมถึงชนชั้นแรงงาน ที่คุ้นเคยกีฬาชนิดนี้ผ่านกะลาสีเรือ และวิศวกรชาวอังกฤษที่แท่นขุดเจาะน้ำมัน
นอกจากนี้ ในปี 1925 ฟุตบอลยังได้รับความสนใจจาก พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ปาห์ลาวี จนเข้ามาเป็นองค์อุปถัมภ์ และได้สั่งให้สร้างสนาม อัมจาเดีย ในปี 1933 ที่ถือเป็นสนามฟุตบอลรูปแบบใหม่แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันตกอีกด้วย .... ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ คุณจะเข้าใจว่า อิหร่านเล่นฟุตบอลกันก่อนที่พวกเขาจะแตกคอกับอังกฤษ และมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาแจมในเหตุการณ์รัฐประหารอิหร่านเกือบ 2 ทศวรรษ
ในช่วงที่ประเทศสงบสุข ศิลปะและวิวัฒนการด้านอื่น ๆ ก็เบ่งบาน นั่นเองที่ทำให้ฟุตบอลกลายเป็นกีฬาที่หยั่งรากลึก และสามารถปักธงได้ในดินแดนแห่งนี้มาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 และทำให้พวกเขาสามารถสร้างผู้เล่นเก่ง ๆ มาประดับวงการได้อย่างมากมาย
หนึ่งในนั้นคือสองพี่น้องตระกูลฮุสเซน นั่นคือ ฮุสเซน ซาดาเกียนี และ ฮุสเซน อาลี ข่าน ซาดาร์ ที่ได้ย้ายไปเล่นในลีกยุโรป ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1920 หรือก่อนหน้าที่หลายชาติในภูมิภาคจะรู้จักกับฟุตบอลเสียอีก และการฝังราก ช่วยให้ไม่ว่าจะผ่านเหตุการณ์ไม่สงบกี่ครั้ง ฟุตบอลก็ยังไม่ตายไปจากประเทศแห่งนี้
แม้กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟุตบอลของอิหร่านยังได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาเข้าเป็นสมาชิก สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ในปี 1948 ก่อนจะเข้าร่วม สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ เอเอฟซี ในปี 1958 รวมถึงได้เข้าไปเล่นมหกรรมกีฬาโอลิมปิกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในปี 1964
อิหร่านยังเป็นทีมแรกของตะวันออกกลาง ที่ได้แชมป์ เอเชียน คัพ ในปี 1968 และเป็นทีมแรกของเอเชียที่คว้าแชมป์รายการนี้ได้ 3 ครั้งติดต่อกัน หลังป้องกันแชมป์ได้ในปี 1972 และ 1976 แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ อิหร่านคือตัวแทนจากเอเชียตะวันตกชาติแรกในประวัติศาสตร์ (หลัง อิสราเอล ถูกขับจากเอเอฟซี) ที่ได้ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เมื่อปี 1978 ที่อาร์เจนตินา
ประเทศบ้าฟุตบอล
นอกจากการมีรากฐานที่ดี อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมชาติแข็งแกร่ง คือการเป็นประเทศที่คลั่งไคล้ในเกมลูกหนัง ในระดับที่ความเชื่อทางศาสนา ยังหยุดไม่ได้
ในปี 1979 หรือ 6 เดือนหลังจากที่ไปโชว์ฝีเท้าให้ชาวโลกได้เห็นใน เวิลด์คัพ อาร์เจนตินา 1978 อิหร่าน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กับ "การปฏิวัติอิหร่าน" ที่กล่าวไปในข้างต้น
ในช่วงแรกของการปฏิวัติ กีฬาชนิดต่าง ๆ รวมถึงฟุตบอล ต่างถูกแบน ไม่ให้เล่นกันในหมู่ประชาชนทั่วไป เนื่องจากกลุ่มผู้ปกครองมองว่ามันเป็นสิ่งไร้สาระ แถมยังขัดต่อคำสอนของศาสนาอิสลาม
นอกจากนี้ ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ทีมชาติอิหร่าน ยังถูกฟีฟ่าแบน อันเนื่องมาจากสงครามอิรัก-อิหร่าน ระหว่างปี 1980-1988 อีกทั้งสงครามและความวุ่นวายทางการเมือง ยังทำให้ลีกในประเทศของพวกเขาต้องห่างหายจากการแข่งขันไปจนถึงปี 1989
ทว่าหลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ฟุตบอลของอิหร่าน ก็กลับมาครองความยิ่งใหญ่อีกครั้ง ด้วยการก้าวไปถึงอันดับ 3 ใน เอเชียนคัพ 1996 ก่อนที่ในปี 1998 พวกเข้าจะผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้อีกครั้ง ด้วยการเอาชนะออสเตรเลีย ด้วยกฏประตูทีมเยือนในรอบเพลย์ออฟ
ยิ่งไปกว่านั้น ในฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศส อิหร่านยังสามารถเอาชนะสหรัฐอเมริกา ศัตรูทางการเมืองที่เป็นไม้เบื่อไม้เบามากว่าหลายสิบปี ด้วยสกอร์ 2-1 และทำให้ผู้คนมากมายออกมาฉลองทั่วท้องถนนในกรุงเตหะราน
"นี่เป็นครั้งแรกหลังการปฏิวัติ ที่สังคมอิหร่านเปิดเผยด้านที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง" อายัต นาจาฟี ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิหร่านกล่าวกับ DW
"มันสร้างความตกใจให้แก่รัฐบาลอิหร่าน ไม่มีใครรู้เลยว่าฟุตบอลได้รับความนิยมขนาดนี้ และหลายคนก็อยากมีชีวิตที่ต่างออกไป"
ความนิยมอย่างมหาศาลนี้ ทำให้ผู้ปกครองมองเห็นประโยชน์ของเกมลูกหนัง จึงได้พยายามส่งคนของฝ่ายการเมืองหรือทหาร เข้าไปมีส่วนร่วมในวงการฟุตบอล ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ เช่น เปอร์เซโปลิส ที่มีกระทรวงกีฬาและเยาวชน เป็นเจ้าของ หรือ เอสเตกัล ที่มีกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังคอยดูแล
"อิหร่านก็เหมือนกับประเทศส่วนใหญ่ในตะวันออกกลาง ที่คลั่งฟุตบอลมาก" เจมส์ ดอว์ซี นักวิชาการอาวุโส แห่ง S. Rajaratnam School of International Studies มหาวิทยาลัยนันยาง กล่าวกับ The Independent
"นี่คือป๊อบคัลเจอร์รูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศ ด้วยเหตุนี้ การควบคุมทางการเมืองจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อระบอบการปกครอง"
"ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา คุณจะเห็น กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน เข้ามาอยู่ในฝ่ายบริหารของทีมฟุตบอล พวกเขาเป็นบอร์ดบริหารของหลายสโมสร"
แม้ว่ามันอาจจะทำให้เกิดการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ แต่ในทางกลับกัน การได้รับเงินสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐในทุกปี ก็ทำให้พวกเขาเดินหน้าไปอย่างมั่นคง สามารถสร้างผู้เล่นขึ้นสู่ทีมชาติได้อย่างต่อเนื่อง
ความแข็งแกร่งในวัฒนธรรมฟุตบอล ทำให้เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า อิหร่าน คือเบอร์ 1 แห่งตะวันออกกลางอย่างแท้จริง การันตีได้จากตารางใน ฟีฟ่า เวิลด์ แรงกิ้ง ที่พวกเขาเคยขึ้นไปรั้งเบอร์ 1 ของเอเชียอยู่นานหลายปี และเพิ่งเสียตำแหน่งให้ทีมชาติญี่ปุ่นเมื่อไม่นานมานี้
นอกจากพวกเขาจะเป็นชาติในเอเชียที่ได้ไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมากถึง 6 ครั้ง (1978, 1998, 2006, 2014, 2018 และ 2022) พวกเขายังมีลีกฟุตบอลที่แข็งแกร่งกว่าที่ใครหลายคนคิดอีกด้วย
กัลฟ์ โปรลีก ลีกในประเทศของพวกเขา ยังมียอดผู้ชมเฉลี่ยในระดับสูงแทบทุกปี อย่างฤดูกาล 2024-25 พวกเขามีจำนวนแฟนบอลเข้าไปชมเกมในสนามเฉลี่ยมากถึง 12,852 ต่อนัด ทิ้ง ซาอุดี โปรลีก ของซาอุดีอาระเบีย ที่อุดมไปด้วยสตาร์มากมาย (8,361 คน) แบบไม่เห็นฝุ่น
"ผมเคยมีส่วนร่วมในเกมดาร์บี้ (เปอร์เซโปลิส-เอสเตกัล) 3 ครั้ง และผมเสมอทั้ง 3 ครั้ง เพราะทุกคนเล่นแบบไม่ต้องการแพ้" อัฟชิน ก็อตบิ อดีตกุนซือเปอร์เซโปลิส กล่าวกับ Bleacher Report
"ถ้าคุณแพ้เกมนี้ ไม่ว่าคุณจะชนะหรือคว้าแชมป์ คุณจะถูกตัดสินจากนัดนี้เท่านั้น"
ชาติผู้สร้างสตาร์ลูกหนัง
แม้ลีกของพวกเขาจะไม่ได้มีค่าจ้างสูงเท่าลีกซาอุฯ หรือกาตาร์ แต่อิหร่านก็วางบริบทของตัวเองได้ดี เพราะพวกเขาเน้นเป็นฝ่ายผลิตมากกว่าฝ่ายซื้อ กล่าวคือหากมีนักเตะที่พอจะขายต่อ หรือมีทีมจากยุโรปสนใจ พวกเขาก็ไม่ลังเลที่เปิดโอกาสนั้นให้นักเตะได้ออกไปทดลองประสบการณ์ใหม่
แนวคิดดังกล่าวคงอยู่กับฟุตบอลอิหร่าน มานานแล้ว ตั้งแต่ยุค โกลเด้น เจเนอเรชั่น ในช่วงยุค 1990 ที่พวกเขามีนักเตะอย่าง อาลี ดาอี (บาเยิร์น มิวนิค, แฮร์ธ่า เบอร์ลิน), เมห์ดี้ มาดาวิเกีย (โบคุ่ม, ฮัมบูร์ก, แฟรงค์เฟิร์ต) และ คาริม บาเกรี่ (บีเลเฟลด์, ชาร์ลตัน)
หรือจะเป็นยุคต่อมา ที่หลายคนไปเล่นให้กับทีมใหญ่ ทั้ง อาลี คาริมี่ (บาเยิร์น, ชาลเก้ 04), ญาวัด เนกูนาม (โอซาซูน่า) หรือ อันดราดริค เตมูเรียน (โบลตัน, ฟูแล่ม)
แม้กระทั่งตอนนี้ จากการเปิดเผยของ CIES Football Observatory เมื่อปี 2024 ก็มีการระบุว่ามีนักเตะอิหร่านค้าแข้งในลีกยุโรปมากที่สุดถึง 29 คน หากเทียบกับชาติอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง อาทิ อิรัก (12 คน), จอร์แดน (11 คน), ซาอุฯ (4 คน) และ ยูเออี (1 คน) อย่างชัดเจน
จากตัวเลขดังกล่าวทั้งในอดีตและปัจจุบัน คุณจะเห็นได้ว่า พวกเขามีลีกอาชีพที่แข็งแกร่ง ได้รับการสนับสนุนจากประชากรในประเทศเป็นอย่างดี
และต่อให้ในบางครั้ง เหตุการณ์ความไม่สงบจะทำให้ฟุตบอลลีกในประเทศแข่งขันไม่ได้ แต่พวกเขาก็ยังมีนักเตะอีกหลายคนที่ไม่ได้หยุดพัฒนา เพราะได้ไปเล่นในยุโรป จนทำให้อิหร่านยังคงรักษาสถานะชาติที่แข็งแกร่งในเอเชียได้อย่างต่อเนื่อง มีตัวความหวังในแทบทุกยุคทุกสมัย
แน่นอนว่าการไปเล่นในต่างแดน ย่อมทำให้พวกเขาได้พัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะการที่แข้งระดับโลกแวะเวียนกันมาให้วัดฝีเท้าในทุกสัปดาห์ จึงไม่แปลกที่จะทำให้อิหร่านยังคงเป็นเบอร์ 1 ในภูมิภาคของพวกเขา
ต่อให้เรื่องราวนอกสนามจะวุ่นวาย จนไม่น่าเชื่อว่าฟุตบอลของพวกเขาจะอยู่ในจุดนี้ได้ก็ตาม
แหล่งอ้างอิง
https://football-observatory.com/WeeklyPost422
https://www.parstimes.com/soccer/players_europe2.html
https://www.fifa.com/fifaplus/en/articles/irans-football-history-of-turning-points-and-milestones
https://www.independent.co.uk/sport/football/international/world-cup-2018-russia-iran-squad-line-between-politics-and-football-thin-a8353066.htm l
https://www.dw.com/en/in-iran-football-religion-and-politics-often-overlap/a-44301366
https://www.mei.edu/publications/political-football-how-iranian-government-intervenes-sports
https://bleacherreport.com/articles/2779523-a-journey-into-the-wild-complex-and-unique-world-of-football-in-iran
https://www.insider.com/history-soccer-middle-east-africa-colonialism-independence-fifa-world-cup-2022-12