Feature

การันตีความเดือด ! : ลิเวอร์พูล vs นิวคาสเซิ่ล กำเนิดศึก "ยิงยับ" แห่งพรีเมียร์ลีก | Main Stand

พรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์นี้ ลิเวอร์พูล จะเปิดบ้านพบกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ... และสิ่งที่น่าสนใจคือ ใน 2 ปีหลัง ไม่มีการเจอกันของทีมไหนเลยที่ยิงประตูรวมกันได้มากกว่าการเจอกันของพวกเขา

 

5 นัดหลังสุดที่พบกัน ทั้งคู่สอยตาข่ายรวมกันได้ถึง 22 ประตู เฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่เกมละ 4 ลูกกว่า ๆ เลยทีเดียว ... และถ้าย้อนกลับไป ก็ยังมีมากมายหลายเกมในความทรงจำ ที่ทั้ง 2 ทีมเจอกันเมื่อไหร่แล้วใส่กันยับ ๆ ประตูรวมเยอะ ๆ

เบื้องหลังของความเอนเตอร์เทนนี้คืออะไร ทำไมพอเจอกันต่างฝ่ายจึงยิงเยอะเสียแยะ ? ติดตามกับ Main Stand

 

เพราะเราคิดเหมือนกัน

ถ้าพูดถึงเกมพรีเมียร์ลีกในช่วง 2–3 ปีหลัง ที่แฟนบอลดูแล้วแทบไม่กล้าลุกไปเข้าห้องน้ำ ชื่อของ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล จะโผล่ขึ้นมาแทบจะทันที ล่าสุด สด ๆ ร้อน ๆ ในเกมที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค ต้นฤดูกาล 2025-26 ก็เป็นตัวอย่างความพีกได้เป็นอย่างดี จากประตูชัยนาทีที่ 90+10 ของ ริโอ เอ็นกูโมฮา ที่ช่วยให้ หงส์แดง เอาชนะไป 3-2

เหตุผลที่การเจอกันของทั้งคู่สามารถการันตีความเอนเตอร์เทนนั้น ต้องบอกว่าพวกเขาเป็นทีมที่มีความคิดเหมือนกัน ทั้งสองทีมต่างเป็นทีมที่มี DNA เกมบุกเป็นหลัก กล้าได้ กล้าเสีย และพร้อมที่จะเดิมพันกับ 3 แต้มโดยไม่กลัวว่าตัวเองเสี่ยงที่จะเป็นฝ่ายแพ้ในตอนจบ (อาจยกเว้น นิวคาสเซิ่ล ยุค สตีฟ บรูซ ไว้สักรุ่น)

ด้วยความเป็นทีมที่มี DNA เกมรุกคล้ายกันชัดเจน เวลาทั้งคู่เจอกัน เรามักจะได้เห็นฟุตบอลที่เล่นเพรสซิ่งสูง, เร่งจังหวะเกมให้เร็วขึ้น, พยายามเล่นฟุตบอลแนวลึกมากกว่าการต่อบอลไปมา และถึงแม้ฝั่งไหนจะเป็นรอง ก็มักจะไม่ถอยไปตั้งรับต่ำแบบเล่นรถบัสทั้ง 11 คน

ดังนั้นเมื่อ 2 ทีมที่เป็นฟุตบอลประเภท "ถอยหลังหกล้ม" มาเจอกัน ผลลัพธ์ก็คือพื้นที่ในแดนกลางและหลังแนวรับจะเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และนี่แหละคือเชื้อเพลิงชั้นดีสำหรับทีมที่เห็นช่องเป็นไม่ได้ ต้องวาง ต้องแทง ต้องวิ่ง เพื่อลุ้นจังหวะปลิดชีพในชั่วพริบตา 

อีกหนึ่งจุดที่เราเห็นได้ตลอด โดยเฉพาะช่วงหลัง ๆ ที่ นิวคาสเซิ่ล อยู่ในมือของกุนซือ เอ็ดดี้ ฮาว ก็คือ เวลาที่เจอกับ ลิเวอร์พูล เกมของคู่นี้มักจะไม่เน้นการครองบอลนาน เรียกง่าย ๆ ว่า แดนกลางคือจุดปะทะ ไม่ใช่จุดคุมเกม เพราะทั้ง 2 ทีมมักจะเปลี่ยนจังหวะเร็ว ใช้พลังและความดุดันเข้าแย่งบอลทันทีที่เสีย หรือศัพท์ฟุตบอลเรียกว่า เคาน์เตอร์ เพรสซิ่ง

ผลคือแดนกลางกลายเป็นสนามรบ ไม่ใช่ห้องควบคุมเกม เมื่อแดนกลางคุมเกมไม่ได้ 100% โอกาสที่โซนจะแตกก็ง่ายขึ้น เพราะในฟุตบอลระดับนี้ การยืนตำแหน่งพลาด หรือการวิ่งเข้าสกัดที่ผิดจังหวะเพียงนิดเดียว ก็สามารถเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งโจมตีได้ในทันที

เกมการพบกันของ ลิเวอร์พูล กับ นิวคาสเซิ่ล จึงเป็นเกมที่เห็นจังหวะแบบนี้ได้ง่าย มีการสร้างโอกาสยิง โอกาสสวนกลับกันอยู่เป็นระลอก ๆ ... และเชื่อว่าการเจอกันในเกมที่จะถึงนี้ที่ แอนฟิลด์ อาจจะเดือดขึ้นยิ่งกว่าที่ผ่าน ๆ มาก็เป็นได้

 

จิตวิทยา และ คู่แค้นคู่ใหม่

สิ่งที่น่าสนใจมากคือ เมื่อทีมเจอกันบ่อยและสกอร์ออกมาสูงซ้ำ ๆ นักเตะจะ "รับรู้ล่วงหน้า" โดยไม่ต้องพูดกันให้มากความ ซึ่งความคิดแบบนี้เมื่อบวกกับ DNA ฟุตบอลของทั้ง 2 ทีม ทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่กลัวที่จะเปิดเกม และกล้าเสี่ยงมากกว่าปกติ และนั่นยิ่งทำให้เกมหลุดออกจากโหมดรัดกุม กลายเป็นเกมเอนเตอร์เทนเต็มรูปแบบ

ไม่ใช่แค่เท่านั้น ผงชูรสเพิ่มความนัวของเกมคู่นี้ยังถูกเทเพิ่มขึ้นอีก เริ่มตั้งแต่ คาราบาว คัพ นัดชิงชนะเลิศในฤดูกาล 2024-25 ที่ นิวคาสเซิ่ล พลิกล็อกชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 คว้าแชมป์แบบสนาม เวมบลีย์ แทบแตก และจากนั้นมาไม่กี่เดือน ในตลาดนักเตะฤดูร้อนปี 2025 ลิเวอร์พูล จัดการคว้าตัว อเล็กซานเดอร์ อิซัค ดาวยิงเบอร์ 1 ของ นิวคาสเซิ่ล ไปร่วมทีมด้วยราคาสถิติพรีเมียร์ลีก 125 ล้านปอนด์

ที่สำคัญคือดีลนี้ไม่ใช่ดีลธรรมดา เพราะกว่าที่ อิซัค จะได้ย้าย ทุกอย่างก็ยืดเยื้อกินเวลานาน มีดราม่าต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้น ลากยาวไปถึงเรื่องที่ ลิเวอร์พูล ปาดหน้า นิวคาสเซิ่ล คว้าตัว อูโก้ เอกิติเก้ จาก ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต เนื่องจาก สาลิกาดง มีข่าวกับนักเตะมาก่อน และทีมมีแผนให้ทั้งคู่เป็นพาร์ทเนอร์กัน ... ทว่าท้ายสุด ลิเวอร์พูล ที่มีข่าวแค่ไม่กี่วัน กลับปิดดีลไปอย่างเจ็บแสบ ทำให้แผลนี้ แฟน นิวคาสเซิ่ล เจ็บแบบคูณ 2

เรื่องทั้งหมดทำให้แฟนบอล นิวคาสเซิ่ล และ ลิเวอร์พูล บนโซเชียลมีเดียเปิดวอร์กันยับ ๆ ... ไม่ใช่แค่เมืองไทยเท่านั้น ที่อังกฤษก็ไม่ต่างกัน ชนิดที่ว่าสื่อใหญ่อย่าง BBC ยังรายงานถึงเกมที่ทั้ง 2 ทีมเจอกันนัดแรกในซีซั่นนี้ ในช่วงที่ดีล อิซัค ยังดราม่าย้ายทีมไม่ลงตัวว่า "ใครจะรู้ว่า อิซัค จะคิดอย่างไรกับเกมที่คุณภาพต่ำ แต่กลับเต็มไปด้วยอารมณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ลากยาวจนมาถึงตอนจบในนาทีที่ 100"

ฟิล แมคนัลตี้ บรรยายถึงความเดือดในการเจอกันยกแรกเพิ่มว่า "บรรยากาศภายในสนาม เซนต์ เจมส์ พาร์ค เต็มไปด้วยความแค้นเคือง แม้กระทั่งก่อนที่เกมนี้จะเริ่มต้นขึ้น เอกิติเก้ ตกเป็นเป้าหมายแม้กระทั่งตอนอยู่ในห้องแต่งตัว แฟนบอล นิวคาสเซิ่ล โห่ใส่เขาเสียงดังทุกครั้งที่มีการอ่านชื่อเขาก่อนเริ่มเกม"

"อารมณ์ที่รุนแรงและความโกรธที่แผ่ซ่านไปทั่วสนาม โดยมี ลิเวอร์พูล เป็นเป้าหมาย ป้ายผ้าขนาดใหญ่ ของ นิวคาสเซิ่ล ที่ขึงอยู่บนอัฒจันทร์เขียนว่า "บุกเข้าไปเลย" ... และนักเตะของพวกเขาก็พร้อมจะทำตามตั้งแต่เดินออกจากอุโมงค์แล้ว"

ตอนนี้ก็คงต้องบอกว่า ลิเวอร์พูล กับ นิวคาสเซิ่ล มีความเป็นคู่แค้นเพิ่มขึ้นมาอีกระดับ และเมื่อคุณกลายเป็นคู่แค้นกัน นั่นมีโอกาสที่จะทำให้เกมเดือดยิ่งกว่าเดิม และเกมที่ทั้งคู่จะพบกันในสุดสัปดาห์นี้จะช่วยเฉลยว่า มันจริงแท้มากแค่ไหน

 

แฟนบอล + บรรยากาศ = ตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดี

การเจอกันของอริก็เดือดอยู่แล้ว แต่การจับคู่ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ นิวคาสเซิ่ล นั้นต้องบอกว่า "ถูกคู่ ถูกตัว" เป็นมวยถูกคู่ที่คนดูต้องถูกใจ

เพราะทั้ง 2 ทีมมีเกมเหย้าที่ดุดัน ทุกครั้งที่ได้เล่นในบ้าน แฟนบอลของทั้งสองทีมมักจะส่งเสียงดังเป็นพิเศษ และเมื่อเจอเกมที่อารมณ์พุ่งพล่าน เจอกับทีมที่แฟนบอลอยากจะเห็นทีมรักของพวกเขาเดินหน้าบดขยี้ให้แหลก แฟนบอลก็มักจะยิ่งกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกมเร็วขึ้น หนักขึ้น และเดือดขึ้นอีก

เสียงเชียร์ไม่ได้แค่เร่งเร้าให้ทีมรักของตัวเองเดินหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น บางครั้งมันก็เป็นการกระตุ้นอุณหภูมิของเกม และเร้าหัวใจนักเตะในสนามจนมากเกินไป จนบางครั้งมันนำไปสู่ความผิดพลาดจากการเสียสมาธิ

อย่างเช่นในเกมล่าสุดที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค ที่ นิวคาสเซิ่ล ถูกแฟนบอลเร่งด้วยความโกรธแค้นจากประเด็นก่อนเกมต่าง ๆ จนพวกเขาเสียความเยือกเย็นไป จากที่จะได้เปรียบกลายเป็นผลเสีย นำไปสู่การขาดจังหวะการเล่นที่แน่นอน แม้ว่าจะครองบอลและควบคุมพื้นที่ได้มากกว่า ลิเวอร์พูล ก็ตาม จนสุดท้าย หงส์แดง ก็ชิงจังหวะความผิดพลาด และนำไปสู่ประตูเปิดเกมจาก ไรอัน กราเฟนแบร์ก 

นอกจากนี้ สถิติจากเกมดังกล่าวโดย Opta ยังฟ้องว่า เกมนี้ลูกบอลอยู่ในสนามเพียง 40.8% เท่านั้น ซึ่งเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2010 อีกด้วย

จากกรณีศึกษาที่กล่าวไป คุณจะพบว่า ไม่ว่าจะเตะที่ แอนฟิลด์ หรือ เซนต์ เจมส์ พาร์ค ก็สามารถใช้เหตุผลข้อนี้ร่วมกันได้ สิ่งที่ยืนยันนอกจากเรื่องการยิงกันเยอะแล้ว ส่วนใหญ่ประตูตัดสินเกมในการพบกันของทั้งสองทีม มักจะมาในช่วงท้ายเกมด้วย โดยเฉพาะฝั่ง ลิเวอร์พูล ที่เคยได้ประตูชัยท้ายเกมในเกมกับ นิวคาสเซิ่ล มาแล้วเน้น ๆ ถึง 4 ครั้งในการพบกันช่วงหลังจาก โม ซาลาห์, ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่, ดาร์วิน นูนเญซ และล่าสุดกับ เอ็นกูโมฮา

ด้วยเหตุผลที่ว่ามาทั้งหมด ทำให้เกมที่ยิงกันเยอะระหว่าง นิวคาสเซิ่ล กับ ลิเวอร์พูล ไม่ใช่เรื่องฟลุก แต่คือผลลัพธ์ของ แนวคิดฟุตบอลที่คล้ายกัน, ความกล้าเล่น กล้าเสี่ยง และ สภาพจิตวิทยา ซึ่งถูกกระตุ้นโดยแฟนบอลของทั้งสองทีมที่จัดเต็มเสมอเมื่ออยู่ในรังเหย้า

ดังนั้นถ้าสุดสัปดาห์นี้ คุณกำลังเลือกดูพรีเมียร์ลีกสักคู่ เกมนี้คือประเภทที่ เปิดจอทิ้งไว้ได้ทั้งเกม ไม่มีคำว่าเสียเวลา และมีโอกาสสูงมาก ที่สกอร์จะระห่ำ เกมจะเดือด และเต็มไปด้วยดราม่าตามสถิติเดิมอีกครั้ง

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.reddit.com/r/LiverpoolFC/comments/1n0estq/three_crucial_winning_goals_vs_newcastle_one/
https://www.bbc.com/sport/football/articles/c4gz6ry2lxko
https://www.premierleague.com/en/news/4391961/newcastle-united-2-liverpool-3-august-2025-is-another-classic-premier-league-match
https://www.reddit.com/r/TheOther14/comments/18w8veg/anyone_else_notice_the_change_in_excitement_from/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

วัชพงษ์ ดวงแปง

Main Stand's Backroom staff

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand