Feature

"มดงาน" ผู้ได้ภารกิจ "ล้มช้าง" : จังหวะนรกหรือโชคดีสำหรับ อัลบาโร่ อาร์เบลัว ? | Main Stand

จากโค้ชทีมเยาวชน สู่เก้าอี้ที่โค้ชระดับโลกยังเอาชีวิตไม่รอด เมื่อ อัลบาโร่ อาร์เบลัว ต้องก้าวขึ้นมาคุม เรอัล มาดริด แบบไม่ทันตั้งตัว

 

นี่ไม่ใช่เรื่องของแท็กติก แต่คือบททดสอบการเอาตัวรอดในสโมสรที่ไม่เคยให้เวลาใคร

นี่คือภารกิจของ "มดงาน" ที่ถูกส่งไปเผชิญหน้ากับช้างตัวใหญ่ที่สุดในโลกฟุตบอล ติดตามเรื่องราวจาก Main Stand

 

อยู่ได้เพราะใจรัก 

อัลบาโร่ อาร์เบลัว เป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จและคว้าแชมป์มาไม่น้อยตลอดอาชีพค้าแข้งของเขา อย่างไรก็ตาม หลายคนก็น่าจะพอรู้ว่าตัวของเขาไม่ใช่นักเตะระดับแถวหน้า หรือเป็นตัวหลักที่ทีมจะขาดไม่ได้ ถ้าจะบอกให้ถูกคือ อาร์เบลัว เป็นนักเตะที่จัดอยู่ในหมวด "อะไหล่ชั้นดี" ก็คงไม่ผิดนัก 

อาร์เบลัว เป็นนักเตะฝึกหัดของ เรอัล มาดริด แต่ขึ้นชั้นสู่ชุดใหญ่ไม่ได้ จนต้องระหกระเหินไปเล่นกับ เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า และ ลิเวอร์พูล กระทั่งปี 2009 เส้นทางเวียนมาบรรจบ เขาย้ายกลับมาอยู่กับ มาดริด อีกครั้ง ในฐานะตัวโรเตชั่น 

ถ้าเปรียบให้เห็นภาพกับนักเตะ มาดริด ในยุคหลัง ๆ บทบาทของเขาคงถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกับ ลูคัส บาสเกซ หรือ นาโช่ เฟร์นานเดซ กล่าวคือมีฝีเท้าดีในระดับหนึ่ง แต่ถ้านักเตะตัวหลักฟิตพร้อมที่จะลงสนาม นักเตะโรเตชั่นพวกนี้ก็ต้องอยู่บนม้านั่งสำรองไปโดยปริยาย เพียงแต่ว่าความโดดเด่นของนักเตะ หรือคนอย่าง อาร์เบลัว คือ การยอมรับสถานะนี้ และพยายามพัฒนาตัวเองให้ได้มากที่สุด แม้จะไม่ได้เก่งเท่าคนอื่น แต่เมื่อได้ลงสนามก็ทำได้ดีไม่มีเคอะเขิน เรียกได้ว่าไม่เป็นภาระของทีมเลยแม้แต่น้อย 

ด้วยบุคลิกนี้ทำให้ อาร์เบลัว อยู่กับ มาดริด ได้ถึง 7 ปี เรียกได้ว่าในช่วงจังหวะหนึ่ง เขาเป็นหนึ่งในคนสำคัญของห้องแต่งตัว ที่มี DNA ผู้ชนะของทีมอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งทำให้ท้ายที่สุดแล้วหลังแขวนสตั๊ด สโมสรที่เห็นสิ่งเหล่านี้ในตัวของเขา จึงให้โอกาสเข้ามาทำงานเป็นของโค้ชของทีมอะคาเดมี่เมื่อปี 2020 และยังทำอีกหลายหน้าที่ เช่น นักวิเคราะห์ในช่องทางสื่อของสโมสร หรือแม้กระทั่งตำแหน่งทูตสโมสร อาร์เบลัว ก็เคยเป็นมาแล้ว 

การเป็นคนว่าง่าย ไม่มีปัญหา และเข้าใจบริบทการทำงานของที่นี่ ทำให้ อาร์เบลัว ถูกเลื่อนขั้นให้มาคุมทีมสำรองอย่าง เรอัล มาดริด กาสติย่า ในซัมเมอร์ปี 2025 ที่ผ่านมานี้เอง

แม้จะมีผลงานที่จับต้องได้ แต่ในอีกทางหนึ่ง หากจะบอกว่า อาร์เบลัว เป็น "เด็กในคาถา" ของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรของ มาดริด ก็มีเหตุการณ์ให้ชวนคิดเช่นนั้น เพราะ เปเรซ ก็เป็นหนึ่งในคนที่ผลักดันดีลคว้า อาร์เบลัว จาก ลิเวอร์พูล ในปี 2009 ในตลาดรอบเดียวกับที่ได้ อลอนโซ่ มาจากทีมหงส์แดงอีกคน

และเมื่อปี 2016 ตอนที่ อาร์เบลัว ย้ายออกไปอยู่กับ เวสต์แฮม เขาถึงกับเขียนข้อความบนเสื้อแข่งเป็นของขวัญอำลาแด่ เปเรซ ว่า "ถึงท่านประธาน ท่านพาผมมาที่นี่เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เมื่อท่านจากไป ผมก็ไปกับท่าน และในปี 2009 ท่านก็พาผมกลับบ้าน นี่คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ผมรู้สึกซาบซึ้งในชีวิต" ... และมันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่หลังจาก อาร์เบลัว แขวนสตั๊ด เปเรซ ก็ดึงตัวกลับมาทำงานในฐานะโค้ชของ มาดริด และเติบโตในหน้าที่การงานจนทุกวันนี้

ว่ากันว่าตำแหน่งเฮดโค้ชทีม กาสติย่า เปรียบเสมือนกับที่นั่งพักคอยสำหรับการได้เป็นเฮดโค้ชของทีมชุดใหญ่ในอนาคต เพราะส่วนใหญ่เมื่อ มาดริด ปลดโค้ชทีมชุดใหญ่ กุนซือทีมสำรองมักจะถูกดันขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งก่อนหน้าที่ อาร์เบลัว จะได้รับตำแหน่ง ก็มี ซีเนดีน ซีดาน และ ซานติอาโก้ โซลารี่ ที่ขยับจากเฮดโค้ชทีมสำรอง ขึ้นไปรับงานกุนซือทีมชุดใหญ่มาแล้วทั้งสิ้น

 

ตำแหน่งแต่งตัวรอ

อาร์เบลัว กับ ชาบี อลอนโซ่ มีความสนิทสนมกันมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งคู่เล่นด้วยกันที่ ลิเวอร์พูล ช่วงปี 2007-09 ก่อนที่จะเล่นให้กับ มาดริด ด้วยกันระหว่างปี 2009-2014 นอกจากนี้ยังอยู่ในทีมชาติสเปนยุคทอง คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 กับ ยูโร 2008 และ 2012 ด้วยกันอีก 

ความสัมพันธ์นี้ยังคงดำเนินต่อไปหลังจากที่ทั้งคู่ประกาศเลิกเล่น อาร์เบลัว เป็น 1 ในสตาฟฟ์โค้ชของ ชาบี ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา และนับตั้งแต่เริ่มซีซั่น ทั้งสองคนได้พบกันบ้างในสนามฝึกซ้อมและทำงานร่วมกัน

แน่นอนว่าในวันที่ อลอนโซ่ เริ่มมีข่าวจะโดนปลด โดยเฉพาะหลังเกมที่ มาดริด แพ้ แมนฯ ซิตี้ ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก การที่ชื่อของ อาร์เบลัว ขึ้นมาเป็นพาดหัวใหญ่ว่าจะรับตำแหน่งคนต่อไป ทำให้สถานการณ์ของทั้งคู่ดูซับซ้อนยิ่งขึ้น จะบอกว่าสถานการณ์เริ่มส่งกลิ่นก็คงไม่ผิดนัก 

ขณะที่ อลอนโซ่ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า  “ผมคิดว่าเขาอาจจะเป็นโค้ชของมาดริดในอนาคต เขาทำงานของตัวเองได้ดีมาก ๆ" ... และ 2 เดือนจากประโยคนี้ อาร์เบลัว ก็ขึ้นมารับตำแหน่งของเพื่อนสนิทของเขาที่เพิ่งโดนปลดไป 

แม้งานกุนซือ เรอัล มาดริด จะเป็นงานระดับแถวบนสุดสำหรับโค้ชฟุตบอล แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่ามันมีราคาต้องจ่าย และการที่ อลอนโซ่ คนที่เคยทำทีมได้แชมป์ไร้พ่าย เป็นนักเตะระดับแถวหน้าของโลก และเคยเป็นนักเตะเก่าของ มาดริด ยังไม่สามารถคุมห้องแต่งตัวของทีมชุดปัจจุบันได้ ... แล้วมดงานอย่าง อาร์เบลัว จะรอดเหรอ ? 

อาร์เบลัว เริ่มงานด้วยท่าทีที่แสดงถึงความเชื่อใจนักเตะของเขา และไม่ได้ประกาศตัวด้วยท่าทีแข็งกร้าว หรือวางกฎระเบียบเข้มข้นอะไรนัก 

"เรามีทีมที่เต็มไปด้วยผู้เล่นมากความสามารถ และผมคิดว่าพวกเขาเป็นคนดี ผมเองก็เคยเล่นให้ เรอัล มาดริด และผมบอกพวกเขาไปแล้วว่า สำหรับผม นั่นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต"

"แน่นอนว่าผู้เล่นทุกคนเริ่มต้นใหม่หมด มันคือจุดเริ่มต้นใหม่ แค่นั้นเอง มันคือจุดเริ่มต้นใหม่ และเป็นการสานต่อเป้าหมายที่เราตั้งไว้แต่เดิม" นี่คือสิ่งที่ อาร์เบลัว กล่าว แม้จะดูดี แต่ใครต่างก็รู้ว่า ทีมชุดนี้กำลังมีปัญหา

ปัญหาแรก ๆ ที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ คงหนีไม่พ้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง อลอนโซ่ กับผู้เล่นคนอื่น ๆ ในทีม ดังนั้นจึงน่าสนใจที่จะได้เห็นว่า หัวหน้าโค้ชคนใหม่จะทำอย่างไร และเขาจะเข้มงวดกว่าโค้ชคนก่อนหรือไม่ ? 

ซึ่ง อาร์เบลัว ก็ใช้วิธีเอาน้ำเย็นลูบ และชม วินิซิอุส จูเนียร์ ที่ถือว่าเป็นตัวตั้งตัวตีในห้องแต่งตัวว่า "เขาเป็นผู้เล่นที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก" ... ด้วยคำพูดนี้ ทำให้ทุกอย่างดูซอฟต์ลงมา 

ทว่าหลังจากนั้นไม่กี่วัน มาดริด ก็ตกรอบ 16 ทีม โกปา เดล เรย์ ด้วยการแพ้ อัลบาเซเต้ ซึ่งเป็นเกมแรกที่ อาร์เบลัว คุมทีมชุดใหญ่อย่างเป็นทางการอีกด้วย ... กระแสทุกอย่างโหมกระหน่ำใส่เขาในทันที และเขาน่าจะพอเริ่มรู้แล้วว่า ตำแหน่งที่เขาทำอยู่นี้ต้องแบกรับอะไรบ้าง 

 

รุ่งอรุณ หรือ ตกต่ำ 

การเปลี่ยนโค้ชไม่ได้แก้ปัญหาที่เห็นได้ชัดของทีมได้ในทันที ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีมาตั้งแต่ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ อลอนโซ่ คุมทีม ไปจนถึงช่วงท้ายฤดูกาล 2024-25 ที่ย่ำแย่ของ คาร์โล อันเชล็อตติ โค้ชคนก่อนหน้านี้ และมันไม่มีทางที่ อาร์เบลัว ที่อ่อนพรรษากว่ามากจะแก้ไขได้ในชั่วข้ามคืน 

เพราะปัญหาเดิมยังอยู่ สะท้อนผ่านการขาดความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจของทีมโดยรวม การขาดผู้นำเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง การขาดแคลนกองหลังระดับท็อปที่มีความฟิตสมบูรณ์ การขาดกองกลางที่สามารถจัดระเบียบเกม และแนวรุกที่ประสบปัญหาในการเจาะแนวรับของคู่แข่งที่ตั้งรับลึก 

ถึงปัญหาจะมีมากแค่ไหน แต่ใครจะกล้าคิดว่า ทีมอย่าง มาดริด จะตกรอบจากน้ำมือของทีมรองบ่อน ? ทีมกลับเล่นด้วยฟอร์มที่ย่ำแย่ แทบไม่มีสัญญาณใด ๆ ของความดุดัน การต่อสู้ และความภาคภูมิใจเหมือนที่ทีมนี้เป็นมาตลอด 

นี่จะเป็นหนึ่งในความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายที่สุดในประวัติศาสตร์ของ เรอัล มาดริด ในศึก โกปา เดล เรย์ เทียบเท่ากับการแพ้ อัลกอร์กอน 0-4 เมื่อปี 2009 ในยุคของ มานูเอล เปเยกรินี่ ซึ่งในเกมนั้น อัลบาโร่ อาร์เบลัว ยิงเข้าประตูตัวเองไป 1 ลูกอีกด้วย 

"ผมเข้าใจถ้าคนจะเรียกความพ่ายแพ้นี้ว่าความล้มเหลว แต่ผมไม่กลัวคำว่าความล้มเหลวหรอก เพราะผมเคยล้มเหลวมาหลายครั้งในชีวิต เคยตกรอบการแข่งขันอย่างเจ็บปวดมาแล้ว หนักกว่านี้ผมก็เคยผ่านมาแล้ว" อาร์เบลัว กล่าว 

ส่วนเหตุผลที่เขาพอจะชี้ไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ก็คือ ระดับความฟิตของทีมจำเป็นต้องปรับปรุงอย่างมาก และการกลับมาของโค้ชฟิตเนสมากประสบการณ์อย่าง อันโตนิโอ ปินตุส จะช่วยในเรื่องนี้ได้ ... แต่โจทย์ในซีซั่นนี้ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไป แม้สถานการณ์จะโกลาหล แต่ อาร์เบลัว รู้ว่า เป้าหมายของท่านประธานเปเรซคือ การคว้าแชมป์ในอีก 2 รายการที่เหลืออยู่ ซึ่งเป็นงานช้างของโค้ชที่ขาดประสบการณ์อย่างเขาอย่างเห็นได้ชัด 

ไม่รู้ว่าการได้รับงานนี้ของ อาร์เบลัว ควรใช้คำว่า "โชคดี" หรือคำว่า "จังหวะนรก" จะเหมาะกว่ากัน เขาได้คุมทีมที่มีนักเตะที่มีคุณภาพที่สุด แต่กลับได้คุมในช่วงเวลาที่สโมสรเดินทางมาถึงจุดที่แย่ที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งเรื่องนี้ กัปตันทีมอย่าง ดานี่ การ์บาฆาล เป็นคนพูดเอง

หากมองจากสายตาของ อาร์เบลัว ก็ต้องบอกว่าเขาถอยไม่ได้อีกแล้ว อย่างน้อยที่สุด เขาก็ไม่มีอะไรต้องเสียมากมายนัก หากล้มเหลวก็แค่กลับไปที่เดิม แต่หากสำเร็จ มันจะเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ของเขาในโลกของโค้ชชั้นแนวหน้าของยุโรปภายในช่วงเวลาสั้น ๆ 

งานนี้ไม่ต่างกับภารกิจของ "มดงาน" ที่ถูกส่งไปยืนต่อหน้าช้าง โดยไม่มีโล่ ไม่มีดาบ มีเพียงความเข้าใจสโมสร และหัวใจของคนที่รู้ว่าเสื้อตัวนี้หนักแค่ไหน ... งานนี้มีแต่ต้องทำให้เต็มที่ไปแบบวันต่อวัน เพราะนี่ไม่ใช่งานที่สามารถจะจินตนาการไปไกลกว่าความจริงได้ ... หาก อาร์เบลัว ฝากความประทับใจให้แฟน ๆ ไว้ได้สัก 1-2 อย่างในช่วงเวลาสั้น ๆ ของเขา ก็นับว่าเป็นผลงานที่น่าประทับใจแล้วสำหรับการตกกระไดพลอยโจนครั้งนี้ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.nytimes.com/athletic/6966892/2026/01/13/alvaro-arbeloa-real-madrid-xabi-alonso-sacked-manager/
https://www.nytimes.com/athletic/6966369/2026/01/15/real-madrid-albacete-arbeloa-result-disaster-copa-del-rey/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

วัชพงษ์ ดวงแปง

Main Stand's Backroom staff

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand