
"หลังจากฤดูกาลที่หายนะนี้ ผมอยากจะบอกพวกคุณว่า วันเวลาดี ๆ กำลังจะมา"
"ถ้ามีสโมสรไหนในโลกที่เคยพิสูจน์แล้วว่า สามารถเอาชนะทุกสถานการณ์ ทุกหายนะได้ ก็คือสโมสรของเรา สโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"
ประโยคสุดฮึกเหิมของ รูเบน อโมริม กลายเป็นอดีตไปแล้ว เช่นเดียวกับตัวของเขาที่กลายเป็นแค่อดีตกุนซือของ แมนฯ ยูไนเต็ด
4 เดือนก่อนกับคำพูดอันสวยหรู นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงแบบด่วน ๆ ภายในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ได้อย่างไร ? ติดตามเรื่องราวทั้งหมดกับ Main Stand
คนที่ใช่ในระยะยาว
ย้อนเรื่องราวกลับไปในวันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่งตั้ง รูเบน อโมริม เข้ามาคุมทีมในเดือน พฤศจิกายน 2024 เกิดเหตุการณ์มากมายขึ้นตั้งแต่วันนั้น และการแต่งตั้งเขาขึ้นมารับตำแหน่ง ก็ว่ากันว่าได้ทำให้ 2 พี่บิ๊ก ที่มีตำแหน่งใหญ่ในสโมสรต้องทะเลาะกัน จนนำไปสู่การลาออกของฝ่ายหนึ่งเลยทีเดียว
เรื่องราวเริ่มขึ้นจาก โอมาร์ เบร์ราด้า ผู้นั่งตำแหน่งซีอีโอ คุมภาพรวมธุรกิจและยุทธศาสตร์ของสโมสร พูดง่าย ๆ ก็คือ เขาคนนี้เป็นคนที่สามารถร่วมตัดสินใจกับคณะผู้บริหารในองค์กรได้ด้วย และ เบร์ราด้า นี่แหละ ที่เป็นคนแทงเรื่อง อโมริม เข้ามาในโต๊ะประชุมบอร์ดบริหารในวันที่ทีมปลดโค้ชคนเก่าอย่าง เอริค เทน ฮาก ช่วงเดือนตุลาคม 2024

เหตุผลที่ เบร์ราด้า เลือก อโมริม มีอยู่หลายข้อ เช่น เขาเป็นโค้ชคนหนุ่มที่ทำทีมด้วยสไตล์ฟุตบอลสมัยใหม่ เซ็ตอัพแน่น ๆ มีเกมรุกที่ดี และใช้ระบบแผงหลัง 3 คนที่โดโดเด่นกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับแผนการพัฒนาทีมภายใต้กลุ่ม INEOS
นอกจากนี้ เบร์ราด้า ก็เชื่อว่า อโมริม เหมาะเป็นโค้ชในระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เคยให้โอกาสกับโค้ชคนไหนตั้งแต่หมดยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขาเชื่อว่า อโมริม เป็นโค้ชที่มีวิสัยทัศน์เข้ากับโครงสร้างของทีม เหมาะกับการสร้างทีมขึ้นมาใหม่โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่
แนวคิดของ เบร์ราด้า เอาชนะแนวคิดของ แดน แอชเวิร์ธ ผู้อำนวยการกีฬา ซึ่งมีหน้าที่เรื่องการสรรหาโค้ช ระบบการทำทีม รวมถึงการสรรหานักเตะในภาพใหญ่ ที่ทีมไปดึงมาจาก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด แถมต้องจ่ายเงินชดเชยเพื่อให้เขาเข้ามาทำงานกับทีมปีศาจแดงถึง 10 ล้านปอนด์ ที่ไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้ง อโมริม
หลายข่าวระบุว่า แดน แอชเวิร์ธ ไม่ได้ผลักดันคนนี้ และมีความเห็นต่างในช่วงก่อนแต่งตั้ง โดยเขา "อยากได้ตัวเลือกอื่น" เช่น แกเร็ธ เซาธ์เกต หรือโค้ชที่มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกมากกว่า ซึ่งทำให้มุมมองของเขาไม่ตรงกับ เบร์ราด้า และบอร์ดของ INEOS ท้ายที่สุด แอชเวิร์ธ ก็โดนปลดออกจากตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2024
ถึงจุดนี้เป็นการตอบคำถามเชิงสัญลักษณ์ได้เป็นอย่างดีว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เลือกซื้ออนาคต ฝากไว้ในมือ อโมริม ให้สร้างทีมชุดนี้ขึ้นมา ว่ากันว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขามีระยะเวลาถึง 3 ปี ในการจะสร้างทีมชุดนี้ เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นทีมระดับหัวแถว และมีแชมป์ถ้วยใหญ่กลับมาประดับสโมสรอีกครั้ง
ยิ่งสร้าง ยิ่งทรุด
ในวันที่บอร์ดบริหารจากกลุ่ม INEOS ปลด แอชเวิร์ธ ออกจากตำแหน่ง เป็นช่วงที่เสียงแฟนบอลปีศาจแดงอาจจะแตกเป็น 2 ฝั่ง แต่หลายคนเริ่มทำใจได้ เพราะว่าการได้โค้ชที่จะเข้ามาทำทีมระยะยาว ก็เป็นสิ่งที่แฟน ๆ อยากจะเห็นเช่นกัน เพราะนับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ วางมือ โค้ชแต่ละคนก็ทำงานได้ไม่เคยครบ 3 ปี หลายคนมีอันเป็นไป ต้องเกิดเรื่องเกิดราว มีปัญหาภายในอยู่ตลอด ดังนั้น อโมริม จึงเป็นโค้ชคนแรก ๆ ที่แฟนพยายามทนเห็นเขาสร้างทีม แม้ผลงานอาจจะแทบไม่กระเตื้อง มีเปอร์เซ็นต์ชนะเพียงแค่ 38% เท่านั้น จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายในการทำงานของเขา

สิ่งที่แฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด เหลือไว้เป็นฟางเส้นสุดท้าย ท่ามกลางผลงานอันย่ำแย่ และฟอร์มในสนามที่เห็นพัฒนาการน้อยมาก ๆ ก็คือระบบการทำงานหลังบ้าน ที่ดูทุกคนจะเข้าใจกันทำหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี
อโมริม ทำงานร่วมกับ เจสัน วิลค็อกซ์ ในตำแหน่ง ผู้อำนวยการเทคนิค ในการสร้างฟุตบอลแบบที่เป็นตัวเองให้มากที่สุด รวมถึงการซื้อตัวนักเตะที่ต่างฝ่ายต่างก็มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นเพื่อเลือกซื้อนักเตะสักคน จะบอกว่านี่เป็นแนวทางที่หลายสโมสรระดับโลกทำกัน และ ยูไนเต็ด ก็เพิ่งลองปรับมาใช้วิธีนี้ จึงทำให้แฟน ๆ อยากรอดูว่า เมื่อได้ลองทำงานกันแบบมีระบบ มีโครงสร้าง สิ่งต่าง ๆ จะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่ ?
ยูไนเต็ด จบฤดูกาลแรกในยุคของ รูเบน อโมริม (แบบไม่เต็มซีซั่น เพราะเข้ามารับงานกลางทาง) ด้วยการจบอันดับ 14 ใน พรีเมียร์ ลีก พร้อมด้วยการแพ้ในนัดชิงชนะเลิศ ยูโรป้า ลีก แต่คำพูดของเขาในวันปิดซีซั่น เหมือนยาหอมที่ทำให้ทุกคนลืมความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นไปสด ๆ ร้อน ๆ ไปชั่วขณะ อยากจะรอดูอนาคตของทีม ที่เขาสร้าง และเอ่ยคำหวาน ๆ ว่า
"ก่อนอื่นเลย ผมต้องขอโทษสำหรับฤดูกาลนี้ ผมรู้ว่าพวกคุณผิดหวังในตัวผมและทีม เมื่อหกเดือนก่อน ในสามเกมแรกที่ผมคุมทีม ผมบอกพวกคุณว่า พายุใหญ่กำลังจะมา วันนี้ หลังจากฤดูกาลที่หายนะนี้ ผมอยากจะบอกพวกคุณว่า วันที่ดี ๆ กำลังจะมาถึง"
"ถ้ามีสโมสรไหนในโลกที่เคยพิสูจน์แล้วว่า สามารถเอาชนะทุกสถานการณ์ ทุกหายนะได้ ก็คือสโมสรของเรา สโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"

ถ้าเปรียบเสมือนคู่รักสักคู่ ประโยคนี้ของ อโมริม ทำให้แฟนบอลที่เปรียบเสมือนหญิงสาว เริ่มเชื่อมั่นในสิ่งที่ได้ยิน และยินดีพร้อมจะเก็บกระเป๋าไปอยู่ด้วย แบบพร้อมร่วมหัวจมท้ายกับผู้ชายคนนี้ที่ชื่อ อโมริม
ทว่า หลังจากสิ้นประโยคทองชวนซึ้งใจได้แค่ไม่กี่เดือน หญิงสาวกลับพบว่าคำพูดสวยหรูที่ให้ไว้ไม่ใช่เรื่องจริง และนำไปสู่การ "พอแล้ว" ที่จะเชื่อใจเขาคนนี้
และไม่ใช่แค่แฟนบอลเท่านั้นที่เริ่มหมดความเชื่อใจ ... กลุ่มคนชั้นบริหารหลายคน ก็เริ่มได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มากพอจนพวกเขาเริ่มจะยอมรับว่า "กุนซือในระยะยาว" อาจจะไม่ใช่ รูเบน อโมริม ที่พวกเขาเลือกให้เวลาและให้งบประมาณแบบใส่สุดตัวคนนี้
ฟางเส้นสุดท้าย
การทำงานร่วมกัน ที่เคยถูกมองว่าเป็นระบบที่ต้องใช้เวลา เกิดความสั่นคลอนขึ้น เรื่องเริ่มต้นจาก อโมริม เองที่มีปัญหากับ เจสัน วิลค็อกซ์ ที่เป็นตัวแทนของฝั่งบอร์ดบริหาร ที่เรียกร้องให้เขามองหาวิธีการเล่นใหม่ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม
จะพูดแบบชาวบ้านให้เข้าใจง่าย ๆ คือ วิลค็อกซ์ และบอร์ด มองไม่ต่างจากแฟนบอลนัก นั่นคือ "ระบบหลัง 3" ควรจะหยุดเพียงเท่านั้น เพราะนักฟุตบอลในทีมไม่ตอบสนองต่อแท็คติก และหากจะเสริมทัพเพื่อให้ได้นักเตะที่ลงล็อกกับระบบ 3-4-2-1 ของ อโมริม ทีมอาจจะต้องจ่ายเงินอีกมาก ดังนั้นการยอมผ่อนปรน และสร้างใช้วิธีการที่เหมาะกับธรรมชาตินักเตะที่มี คือทางออกที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ อโมริม ไม่เห็นด้วย การแสดงความไม่พอใจของ อโมริม ได้เกิดขึ้น มันทำให้เขา รู้สึกว่า คำสัญญาที่เคยให้ไว้ว่า บอร์ดบริหาร แมนฯ ยูไนเต็ด จะเสริมทีมในตลาดซื้อขายรอบนี้เป็นเรื่องโกหก และสโมสรกำลังผิดคำพูดต่อเขา
ถ้าสรุปแบบละครหลังข่าวก็บอกได้ว่า นี่เป็นการเหน็บแนมแย่งชิงอำนาจกันระหว่าง อโมริม กับ วิลค็อกซ์ เข้าอย่างจังเบอร์ ซึ่งแน่นอนว่า อโมริม หัวเดียวกระเทียมลีบมากกว่า เพราะ โอมาร์ เบร์ราด้า ซีอีโอของทีม สนับสนุน วิลค็อกซ์ มากกว่า อโมริม เพราะทั้งคู่ต่างเคยทำงานกันมาอย่างเข้าขาสมัยที่อยู่ด้วยกันที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เรียกได้ว่างานนี้มีก็แต่ผลงานในสนาม และการเก็บชัยชนะเท่านั้น ที่จะเป็นเกราะป้องกันให้ อโมริม ได้ ... ซึ่งเราทุกคนต่างรู้ดีว่า เขาเองก็ไม่สามารถทำผลงานเพื่อชิงสิทธิ์คุ้มกันนั้น
วนลูปอีกครั้ง
ยูไนเต็ด ยังคงทำแต้มตกหล่นเรี่ยราดในเกมที่พวกเขาควรเอาชนะได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข่าวลือที่กดดัน อโมริม และ บอร์ดบริหารของทีมอยู่ตลอด สุดท้าย อโมริม ก็เป็นฝ่ายเริ่มส่งสัญญาณด้วยตัวเองว่า ปัญหาหลังบ้านของทีมที่เป็นข่าวลือนั้น คือเรื่องจริง และเขาก็จะไม่ยอมถอยสำหรับเรื่องนี้ด้วย โดยประโยคดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเกมเสมอกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 ช่วงต้นเดือนมกราคม 2026 ที่กุนซือชาวโปรตุกีสกล่าวว่า
"ผมเป็นผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ใช่โค้ช และผมชัดเจนกับเรื่องนี้มาเสมอ ผมจะไม่ลาออก ผมจะทำงานของตัวเองต่อไปอีกอย่างน้อย 18 เดือน หรือจนกว่าจะมีใครเข้ามาแทน ผมมาที่นี่เพื่อเป็นผู้จัดการทีม"

เมื่อ อโมริม เปิดก่อนแบบนี้ ก็ไม่มีอะไรต้องมากั๊กกันอีกต่อไป ผลงานของเขาค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วว่าย่ำแย่มากกว่าเดินหน้า ขณะที่นักข่าวหลายคนในอังกฤษก็บอกว่า บอร์ดบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องของเวลาที่ให้เขาทำงานแล้ว แต่มันเป็นเรื่องการส่งสัญญาณของทีมที่กำลังพัฒนา ซึ่งพวกเขามองไม่เห็นแวว หรือได้ยินเสียงสัญญาณนี้จากการทำงานของ อโมริม เลย
และเมื่อบวกกับปัญหาภายในที่ไม่มีใครออกมาปฏิเสธ มันยิ่งทำให้ชัดเจนแล้วว่า ต่อให้ อโมริม อยู่ต่อไป อะไร ๆ ก็จะไม่มีทางดีขึ้น เพราะปัญหามันรอบด้านเกินไป ตั้งแต่ขั้นตอนการทำงาน จนถึงขั้นตอนการพัฒนาในสนาม
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีทางเลือกใดที่ดีกว่านี้ การปลดโค้ชที่เห็นทิศทางการทำงานคนละแบบกับบอร์ดบริหารจึงเกิดขึ้น และพา ยูไนเต็ด วนลูปกลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
จากหลัง 3 ที่ทุกคนเชื่อมั่น เหลือเพียง อโมริม เพียงคนเดียว นำไปสู่ตอนจบแบบเดิม นั่นคือแฟน ๆ แมนฯ ยูไนเต็ด จะต้องเริ่มใหม่อีกแล้วหลังจากเสียเวลาไปเปล่า ๆ 2 ปี ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่า พวกเขาจะต้องใช้เวลาเริ่มต้นใหม่อีกเท่าไรกันแน่ แม้ไม่อยากรอก็ต้องรอ เพราะมันเหลือทางเดียวแล้วในเวลานี้
แหล่งอ้างอิง
https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-15435141/Ruben-Amorim-sacked-LIVE-Manchester-United.html?
https://www.reddit.com/r/reddevils/comments/1q3ucoj/%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%9C%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A5/?tl=th&rdt=34152
https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-15433273/ruben-amorim-manchester-united-manager-row.html
https://www.nytimes.com/athletic/6320716/2026/01/05/ruben-amorim-manchester-united-fired-why/