โดมินิค โซโบสไล เคยโชว์ฟอร์มได้วูบวาบเมื่อปี 2023 ตอนที่เขาย้ายมา ลิเวอร์พูล ใหม่ ๆ ในยุคของ เยอร์เก้น คล็อปป์ เพราะการยิง แอสซิสต์ และแน่นอน หน้าตาที่หล่อเท่ของเขาด้วย
อย่างไรก็ตามเมื่อผ่านไป 1 ซีซั่น และ ลิเวอร์พูล เปลี่ยนโค้ชใหม่มาเป็น อาร์เน่อ ชล็อต ดูเหมือนว่า โซโบสไล กำลังยกระดับตัวเองไปอีกขั้น ถึงขนาดที่หลายคนบอกว่า นี่คือ "ร่างทอง"
ก่อนจะมาถึงเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเขา โซโบสไล เปลี่ยนตัวเองแบบไหนบ้าง ? ติดตามที่ Main Stand
"โซโบ" ร่างเบอร์ 10 V.1
โดมินิค โซโบสไล ถือเป็นเด็กเทพที่แจ้งเกิดในฐานะเพลย์เมคเกอร์ และเป็นความภูมิใจในโปรเจ็กต์ฟุตบอลของ เรดบูล อย่างแท้จริง
ตัวของเขาเกิดที่เมือง เซเคซเฟเฮร์วาร์ ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ทางภาคกลางของประเทศฮังการี เขาเริ่มต้นก้าวแรกในการเป็นกัปตันทีมชาติของตัวเองในฐานะหนึ่งในนักเตะเยาวชนของ Fonix Gold FC ที่ก่อตั้งโดย Zsolt ผู้เป็นพ่อ ซึ่งเป็นอดีตนักเตะอาชีพที่เคยเล่นในลีกระดับล่างของออสเตรีย
"ผมไม่เคยมีของเล่นอะไร ผมไม่เคยมีเลโก้ ผมไม่สนใจอย่างอื่นเลยในวัยเด็กนอกจากฟุตบอล"
"พ่อของผมจะสอนผมพร้อมกับนักเตะทั้งทีมก่อน แต่หลังจากซ้อมเสร็จเขาจะฝึกผมเป็นพิเศษ และผมต้องพยายามและทุ่มเทมากกว่าคนอื่นเสมอ ... พ่อของผมคือปัจจัยการพัฒนาของผมอย่างแท้จริง ผมนับไม่ถูกหรอกว่าผมกับพ่อเราฝึกซ้อมด้วยกันเป็นเวลานานแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ มันเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่มีทางลืมลงแน่นอน" โซโบ เล่าถึงการถูกปลูกฝังเรื่องกีฬาของเขา
การที่มีพ่อสนับสนุนทำให้พรสวรรค์ของเขากรุยทางได้ไว พ่อของเขาส่งให้ โซโบสไล ย้ายไปอยู่กับอคาเดมี่ของ เร้ดบูลส์ ซัลซ์บวร์ก ตั้งแต่อายุ 16 ปี และหลังจากนั้นเพียงปีเดียว เขาก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ ซัลซ์บวร์ก ได้โอกาสลงเล่นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อายุ 18 ปี แและจากนั้นก็เป็นตัวหลักในระยะยาว พร้อมถูกกล่าวขานเป็นยอดเพลย์เมคเกอร์แห่งรุ่นอายุของเขา
วิธีการเล่นของ โซโบสไล ที่ถูกฝึกมาตั้งแต่ยังเด็ก คือการเล่นเป็นตัวรุกธรรมชาติ ดังนั้นเขาจะมีส่วนในการรับผิดชอบเกมรับน้อยกว่าผู้เล่นอื่น ๆ เพื่อแลกกับการเก็บแรงไว้เล่นเกมรุก เพราะเขาคือนักเตะที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายบอล ยิงประตูจากระยะใกล้-ไกล และแน่นอนรวมถึงลูกนิ่งทุกประเภทอีกด้วย เรียกได้ว่าเขาเล่นเหมือนกับเพลย์เมคเกอร์ในฟุตบอลยุคโอลด์สคูล เหมือนกับพวก ฟรานเชสโก้ ต็อตติ, รุย คอสต้า, เมซุต โอซิล หรือนักเตะเบอร์ 10 ยุคเก่า ๆ
อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลยุคใหม่นั้นมันต้องการอะไรที่มากกว่า ทุกคนต้องเล่นเป็นทีมและการเล่นเกมรับคือสิ่งที่นักเตะคนใดก็ตามไม่อาจละเลยได้ ... ถ้าหาก โซโบสไล ยังพัฒนาแค่การยิง จ่าย และสร้างเกมรุก เราอาจจะไม่ได้เห็นเขามายืนอยู่จุดนี้ ทว่าโชคดีที่เขาไม่เคยปล่อยให้ตัวเองเป็นน้ำเต็มแก้วแบบนั้น
จากวัยเด็กที่ทั้งยิงทั้งแอสซิสต์เป็นว่าเล่น เมื่อถึงเวลาที่ต้องเล่นเกมระดับสูง โซโบสไล ขยับตัวเองขึ้นไปอีกก้าวด้วยความพยายามวิ่งและเล่นเกมรับมากขึ้น สิ่งนี้ยืนยันผ่านรอยสักของเขาที่แขนข้างซ้าย โดยเขาสักเตือนตัวเองไว้ว่า "พรสวรรค์นั้นพระเจ้าประทานให้ แต่ถ้าไม่มีความมุ่งมั่นและการเสียสละ พรสวรรค์นั้นก็ไม่มีค่าอะไรเลย" แนวคิดนี้ทำให้เขาก้าวไปอีกระดับที่ แอร์เบ ไลป์ซิก ทีมระดับแถวหน้าของ บุนเดสลีกา ในยุคนี้
เบอร์ 10 ยุคใหม่ที่ ไลป์ซิก
ไลป์ซิก ซื้อตัว โซโบสไล ไปร่วมทีมตอนเขาอายุ 21 ปี เขาย้ายไปยังเวทีที่ใหญ่ขึ้น และในการลงเล่นบุนเดสลีกาเกมแรกเขายิงไป 2 ประตู และกุนซือ มาร์โก โรส ของ ไลป์ซิก ถึงกับพูดถึง โซโบสไล ในตอนนั้นว่า "เท้าซ้ายและเท้าขวาของเขาทำให้คุณมั่นใจได้ เขาสามารถยิงผ่านทุกอย่างที่ขวางหน้าได้ ยกเว้นตาข่ายหลังประตู"
โรส ใช้ โซโบ ในรูปแบบของกองกลางเบอร์ 10 ตามระบบการเล่น 3-4-2-1 โดยในระบบนี้ทีมจะมีเบอร์ 10 สองคน และจะต้องทำหน้าที่ทั้งขยับออกข้างเพื่อช่วยวิงแบ็กในการเล่นเกมบุก และยังต้องถอยลงมาเล่นเกมรับเพื่อช่วยคู่มิดฟิลด์ตรงกลางด้วย นอกจากนี้ยังมีบางเกมที่เขาจะต้องเล่นในระบบ 4-2-2-2 ซึ่งต้องทำหน้าที่ช่วยเกมรุกทั้งตรงกลางและริมเส้นเป็นหลักในเวลาเดียวกัน
รอยสักที่แขนของเขาไม่ได้สักคำคมไว้แค่เอาเท่ โซโบ พยายามจะทำแบบนั้นเสมอ และเขารู้ดีว่าไม่ว่าจะเกมรุกหรือเกมรับ เขายังมีสิ่งที่ต้องพัฒนาตัวเองอีกมาก แต่ถึงอย่างนั้นชื่อเสียงของเขาก็เริ่มไปไกลขึ้น หลายสโมสรอยากจะได้ตัว จากวิธีการเล่น โดยเว็บไซต์ บุนเดสลีกา สรุปเรื่องของฟอร์มการเล่นของ โซโบ เอาไว้ว่า
"นี่คือกองกลางตัวรุกธรรมชาติที่ถูกโยกไปเล่นริมเส้นและทำได้ดีมาก ๆ เขาคือนักเตะที่ทำได้ทุกอย่างที่คุณร้องขอจากนักเตะตำแหน่งสร้างสรรค์เกม เขาจ่ายบอล, หลอกล่อฝั่งตรงข้าม และจบสกอร์ได้ยอดเยี่ยมจากทุกมุม ถ้าจะบอกว่าสไตล์การเล่นของเขาคล้ายนักเตะคนไหน ก็ต้องเปรียบเทียบกับเพลย์เมคเกอร์ในอดีตอย่าง รุย คอสต้า จาก โปรตุเกส คงเป็นการเปรียบเทียบที่ดีที่สุด"
ขณะที่ เจสซี่ มาร์ช อดีตกุนซือของทั้ง ซัลซ์บวร์ก และ ไลป์ซิก ก็พูดถึงการย้ายไปเล่นใน บุนเดสลีกา 2 ปีของ โซโบสไล ว่าได้พาตัวเองขึ้นมาอยู่ในระดับของตัวรุกแถวหน้า และยังมีศักยภาพให้พัฒนาอีกมาก โดยยกย่องว่าเรื่องพรสวรรค์นั้น โซโบสไล มีไม่แพ้นักเตะอย่าง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ เลย ... เรียกง่าย ๆ ว่า มาร์ช กำลังจะสื่อว่า โซโบ ยังสามารถไปได้ไกลเกินกว่าจะหยุดอาชีพในการเล่นให้กับทีมอย่าง ไลป์ซิก ก็คงไม่ผิดนัก
"หากจะพูดถึงเรื่องพรสวรรค์แล้ว แทบไม่มีนักเตะคนไหนที่เล่นตำแหน่งนี้ได้ดีกว่าเขาเลย บางคนแข็งแกร่ง บางคนมีเทคนิค บางคนเก่งด้านกลยุทธ์ และบางคนเล่นเกมรับได้ดีหรือวิ่งได้มาก อย่างไรก็ตาม โดมินิก เป็นคนพิเศษเพราะเขามีทักษะทั้งหมดนี้รวมกัน โดมินิก มีพรสวรรค์ไม่แพ้ เออร์ลิง ฮาลันด์เลย" มาร์ช ว่าเช่นนั้น และนั่นเป็นเหตุผลที่เขาได้ย้ายไปอยู่กับทีมที่ใหญ่และท้าทายมากขึ้นอย่าง ลิเวอร์พูล
จาก คล็อปป์ ถึง ชล็อต
การมาของ โซโบสไล ในยุคของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ถือเป็นการพิสูจน์และท้าทายตัวเองอีกขั้น เพราะเจ้าตัวต้องเปลี่ยนวิธีการเล่นใหม่ จากเดิมที่เคยเป็นเบอร์ 10 ตามระบบการเล่นที่กล่าวมาในข้างต้น เขาต้องกลับมาเล่นเกมรับมากขึ้น เรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือเป็นนักเตะตำแหน่งกองกลางในระบบการเล่น 4-3-3 ที่ คล็อปป์ เลือกใช้
โดยตัวที่ยืนต่ำที่สุดจะเป็น วาตารุ เอ็นโด ขณะที่ตัวของ โซโบสไล จะเป็นกองกลางที่ยืนสูงขึ้นมาอีกหน่อยคู่กับ อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ ... ซึ่งถ้าจะถามว่าเขาทำได้ดีหรือไม่ ก็คงต้องบอกว่า ดีในระดับหนึ่ง สิ่งที่ โซโบสไล เด่นในยุคของ คล็อปป์ ก็คือการขยับจากกองกลางในสไตล์ Box-To-Box ขยับมาเล่นเกมรุกมากกว่ากองกลางคนอื่น ๆ ในจังหวะที่เข้าที่เข้าทาง
ในฤดูกาล 2023-24 โซโบ มีสถิติการสัมผัสบอลในพื้นที่สุดท้าย (Final Third) เป็นอันดับ 2 ของทีม ลิเวอร์พูล เป็นรองเพียง โม ซาลาห์ คนเดียวเท่านั้น โดยจุดเด่นที่นักวิจารณ์อย่าง เจมี่ คาร์ราเกอร์ บอกถึง โซโบ ก็คือ "ในช่วงเวลาที่นักเตะเกมรุกของ ลิเวอร์พูล ไม่สามารถใช้บอลไดเร็กต์และเร่งจังหวะเพื่อเข้าเขตโทษได้ พวกเขาจะรู้ได้เสมอว่ามีนักเตะอย่าง โซโบสไล เข้ามาเป็นตัวช่วยอยู่ข้างหลังเสมอ"
เรียกง่าย ๆ ว่าเขาเป็นอาวุธเสริม มากกว่าอาวุธหลัก เป็นคนที่ทำให้เกมรุกของทีมเสียบอลยากขึ้น ไม่เอาบอลไปตายในแดนบนเพื่อให้คู่ต่อสู้เอาบอลมาเล่นสวนกลับ ... ใครก็ตามที่กำลังเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก โซโบสไล พร้อมสแตนด์บายคอยช่วยเหลือเสมอ
อย่างไรก็ตาม ปีที่แล้วเป็นปีที่ ลิเวอร์พูล ไมได้ประสบความสำเร็จมากนัก ถ้วยรางวัลเดียวที่ทีมคว้ามาได้คือ คาราบาวคัพ ฟุตบอลลีกก็หมดลุ้นแชมป์ก่อนเกมสุดท้ายจะมาถึง ขณะที่ ยูฟ่า ยูโรป้าลีก ก็เสียท่าให้ อตาลันต้า ที่เป็นแชมป์ในบั้นปลาย ดังนั้นเราจึงไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าการมาของ โซโบสไล ทำให้ ลิเวอร์พูล แข็งแกร่งขึ้นในทันตา มันอาจจะมีหลายอย่างที่ต้องปรับจูนเข้าหากันอีก แต่อย่างน้อยก็ถือเป็นการออกสตาร์ทที่ทำให้เขามั่นใจมากขึ้น
และในฤดูกาล 2024-25 ร่างทองที่แท้จริงของเขาก็ถูกเปิดเผยเมื่อกุนซือ อาร์เน่อ ชล็อต เข้ามาทำทีมแทนที่ของ คล็อปป์
"สิ่งหนึ่งที่ผมต้องปรับปรุงกับเขาก็คือให้เขามีส่วนร่วมกับการทำประตูและสร้างโอกาสให้กับเรามากขึ้น เพราะผมคิดว่าฤดูกาลที่แล้วเขายิงได้สามประตู (ในลีก) ถ้าจำไม่ผิดนะ" ชล็อต ชี้จุดอ่อนของ โซโบ ผ่านสื่อในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ ลิเวอร์พูล เจอกับ เอซี มิลาน ช่วงต้นซีซั่น
ฟุตบอลจากหลังไปหน้าแบบเร็ว ๆ ไดเร็กต์จ๋า ๆ ใช้พละกำลังวิ่งขึ้นลงตลอดทั้งเกมแบบเฮฟวี่เมทัล ถูกปรับให้ช้าลงบ้างตามจังหวะและสถานการณ์ แต่ก็เพิ่มแน่นอนมากกว่าเดิม ทำให้ ลิเวอร์พูล อาจจะลดความดุดันไป แต่ก็แลกมากับการได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ และแทบไม่เพลี่ยงพล้ำในเกมบิ๊กแมตช์ หรือเกมที่เจอคู่ต่อสู้ในระดับใกล้ ๆ กันเลย
ฤดูกาลนี้ ชล็อต ได้เลือกสรรอย่างพิถีพิถันในการมอบบทบาทให้นักเตะแต่ละคนใหม่ คนที่เก่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อคนแรกแบบเห็น ๆ ตั้งแต่เปิดซีซั่นก็คือ ไรอัน กราเฟนแบร์ก ที่ถอยบทบาทมาเป็นเบอร์ 6 ของทีม ขณะที่ โซโบสไล อาจจะใช้เวลาปรับตัวสักพัก แต่เมื่อเกมผ่านไปได้สักเกือบครึ่งซีซั่น เขาก็ปรับจูนกับระบบของ ชล็อต จนได้
เรื่องดังกล่าวออกมาจากปากกุนซือชาวดัตช์เอง เขาให้ กราเฟนแบร์ก เน้นเกมรับเป็นพิเศษ แม็คอัลลิสเตอร์ เป็นคนคอยถอยลงไปช่วยเล่นกลางรับคู่กันในบางจังหวะ ขณะที่ โซโบสไล ได้รับบทบาทกองกลางลูกครึ่งเบอร์ 8 กับเบอร์ 10 กล่าวคือต้องทำงานหนักในการเพรสซิ่งแย่งบอลร่วมกับนักเตะคนอื่น ๆ ในยามเล่นเกมรับด้วย และตอนเล่นเกมรุก เขาจะได้รับอิสระขึ้นมาอีกระดับ เพราะ ชล็อต ได้เห็นถึงอาวุธที่แท้จริงของเขา นั่นคือการเล่นจังหวะชี้เป็นชี้ตาย ที่ทำได้ดีไม่ว่าจะยิงหรือจ่ายของเขา
"ถ้าคุณเจาะจงเข้าไปที่การเล่นของ ดอม คุณจะได้เห็นความแตกต่าง ช่วงต้นซีซั่น เขายังไม่มั่นใจและไม่กล้าใช้ของที่ตัวเองมี หลายครั้งเขาเลือกจะฝากบอลให้กับ โม ซาลาห์ บ่อยมาก ซึ่งก็ดีเพราะ ซาลาห์ เป็นนักเตะที่ยิงประตูได้"
"แต่อันที่จริงตัวของเขาเองนั่นแหละที่เป็นอีกหนึ่งอาวุธ ถ้าคุณมองเขาในตอนนี้ เขากลายเป็นนักเตะที่มั่นใจมากขึ้น เขากล้าตัดสินใจที่จะทำบางอย่างด้วยตัวเอง เช่นการง้างเท้ายิงในเวลาที่เหมาะสม นี่เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เพราะก่อนหน้านี้ผมมองว่าเขาอาจจะถูกประเมินต่ำกว่าเป็นจริง และบังเอิญว่าผมไม่ได้ประเมินเขาต่ำแบบนั้น"
ชล็อต ชมเกมรุกของ โซโบสไล อย่างตรงไปตรงมา แต่ก็ไม่ลืมที่จะบอกว่าเหตุผลที่ โซโบสไล กลับมายึดตัวหลักแบบเต็มตัวได้ในช่วงหลังก็คือ นอกจากจะตัดสินเกมได้แล้ว เกมรับของเขาพัฒนาขึ้นมาก โดยเฉพาะเรื่องความอึดในการวิ่ง ที่เจ้าตัวเริ่มเข้าใจหน้าที่การเล่นเกมรับของตัวเองได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม
"โซโบสไล คือนักเตะที่มีความสำคัญมากกับทีม ๆ นี้ อัตราการวิ่งในแต่ละเกมของเขานั้นเหลือเชื่อมากถ้าคุณได้เห็น เขามีพลังมากพอที่จะวิ่งขึ้นวิ่งลงด้วยความเข้มข้นในระดับสูง นี่แหละที่ผมต้องการ วิธีการเล่นแบบนี้สำคัญมาก ๆ สำหรับทีมที่ต้องการท้าทายตัวเองด้วยการคว้าแชมป์อะไรสักอย่าง" ชล็อต ว่าตรง ๆ
ขยายความจากคำพูดของ ชล็อต เพิ่มอีกนิดก็คือ ในทีม ลิเวอร์พูล จะมีนักเตะคนเดียวที่ได้รับหน้าที่ในการโฟกัสเกมรุกเป็นหลัก นั่นคือ โม ซาลาห์ ดังนั้น ลูกคู่ของ ซาลาห์ อย่าง โซโบสไล หรือ เคอร์ติส โจนส์ จะต้องทำหน้าที่รับผิดชอบทั้งรับทั้งรุกตลอดทั้งเกม คอยดูแลพื้นที่ซึ่ง ซาลาห์ อาจจะไม่ได้ลงมาช่วยในบางครั้ง
และสิ่งที่ โซโบสไล ทำได้ดีกว่า เคอร์ติส โจนส์ จนถูกเลือกให้ลงเล่นบ่อยในช่วงหลังก็คือ เขาเพิ่มเรื่องความเชี่ยวชาญด้านการแย่งบอลได้แล้ว หลายครั้งที่การเพรสซิ่งของเขาจบลงด้วยการตัดบอลมาให้กับทีมได้สำเร็จ ทีนี้แหละคือหัวใจสำคัญของการเล่นของ โซโบสไล นั่นก็คือเมื่อเขาตัดได้ เขารู้ทันทีว่าจะทำอย่างไรให้ทีมได้เปรียบในการขึ้นเกมรุกที่สุด เพราะสิ่งนี้คือเซ้นส์ที่เขาเรียนรู้มาตั้งแต่ยังเด็ก เรียกได้ว่าเป็นเหลี่ยมฟุตบอลส่วนตัวของเขาก็คงไม่ผิดนัก
สถิติยืนยันก็คือ การยิง การแอสซิสต์ และการสร้างโอกาสของเขาในทุกรายการ ณ ตอนนี้ มากกว่าซีซั่นที่แล้ว (7 ประตู 4 แอสซิสต์) ไปเรียบร้อย และเรื่องนี้ก็ดูเหมือนว่าเขากำลังสนุกสนานกับพัฒนาการในการเล่นสไตล์ของ ชล็อต มากขึ้นเรื่อย ๆ
"ฟอร์มของผมยังสามารถพัฒนาขึ้นได้อีกเสมอ ผมคิดว่า ณ ตอนนี้ตัวเองเล่นได้ดีขึ้น และอย่างที่เจ้านายบอก ผมควรจะยิงประตู และแอสซิสต์ให้มากกว่านี้ ผมว่าผมเริ่มทำหน้าที่นี้ได้แล้ว และส่วนที่เพิ่มเข้ามาก็คืองานสกปรกทั้งหลาย (หมายถึงการไล่ล่าสกัดเกมรุกของคู่แข่ง) มันคือหน้าที่สำคัญของผมที่ได้รับมอบหมาย" โซโบสไล กล่าว
ขณะที่หลังเกมที่ ลิเวอร์พูล บุกชนะ แมนฯ ซิตี้ 2-0 เจ้าตัวก็ให้สัมภาษณ์ยืนยันการทำงานหนักของตัวเองว่า "ในช่วงท้ายเกมที่แฟนบอลเริ่มร้องเพลงว่าเรากำลังจะเป็นแชมป์ เรากำลังจะเป็นแชมป์ ผมแทบไม่ได้ยินเสียงอะไร ผมวิ่งเยอะมาก ผมเหนื่อยจนหูแทบดับ แต่นั่นก็เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ"
ณ ตอนนี้เขาเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างและกำลังปรับมันให้เข้าที่ ในตำแหน่งที่โค้ชต้องการจากเขา นั่นคือ "เพลย์เมคเกอร์แบบฟุตบอลสมัยใหม่" ... ไม่แน่ เขาอาจจะเป็นคนแรกที่เล่นในตำแหน่งนี้ได้เนียนที่สุด จนกลายเป็นผู้เล่นระดับไอคอนิกของโลกฟุตบอลในตำแหน่งนี้ไปเลยก็ได้
แหล่งอ้างอิง
https://www.nytimes.com/athletic/6092094/2025/01/28/dominik-szoboszlai-liverpool-form/
https://www.bundesliga.com/en/bundesliga/news/dominik-szoboszlai-who-is-rb-leipzig-hungary-midfielder-erling-haaland-friend-23704
https://www.redbull.com/th-th/athlete/dominik-szoboszlai
https://anfieldindex.com/75177/dominik-szoboszlais-vital-role-in-liverpools-evolving-play-under-arne-slot.html
https://www.thisisanfield.com/2023/11/how-liverpool-unlocked-dominik-szoboszlai-secret-with-60m-bargain/