Feature

386 แซแด : เมื่อครั้งหนึ่งวัยรุ่นทะลุแก๊ส เป็น "ความหวังใหม่" ในการปฏิรูปกีฬาเกาหลีใต้ | Main Stand

ในยุคปัจจุบันนี้ การจัดประเภทของปัจเจกตาม “เจเนอเรชัน (Generation)” ถือว่าได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเพียงแค่ดูช่วงอายุการเกิดก็สามารถจะ “ตีขลุม” ได้แล้วว่าปัจเจกเหล่านั้นจะมีลักษณะเป็นอย่างไร วิธีคิดแบบใด ต้องดำเนินตนเช่นไร โดยเฉพาะ “Gen Z” ที่จะได้รับการจับตามองเป็นพิเศษว่าจะขึ้นมาเป็น “อนาคตใหม่” มีความก้าวหน้า หัวสมัยใหม่ และแตกต่างไปจากเจนเดิม ๆ อย่าง “Boomers” หรือ “Gen X” ที่หัวหงอก หยุดการพัฒนา และจมปลักกับอะไรเดิม ๆ ดังนั้นสำหรับประเทศชาติแล้ว การฝากความหวังไว้กับคนรุ่นใหม่จึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำ 

 

อย่างในช่วงหนึ่งของเกาหลีใต้ที่เกิดกระบวนการสร้างประชาธิปไตย (Democratization) และประเทศเดินหน้าเข้าสู่ความเจริญทั้งทางเศรษฐกิจและวิธีคิดของประชาชน ด้วยการขึ้นมาเป็นแกนนำขับเคลื่อนของ “386 แซเแด (386 세대)” หมายถึง “กลุ่มคนวัย 30 ปีที่เรียนระดับอุดมศึกษายุค 1980s และเกิดประมาณช่วงยุค 1960s” ซึ่งอยู่ในช่วงวัยที่เป็นเจ้าคนนายคนและส่งต่อความเจริญทางความคิดต่อคนรุ่นต่อไปได้อย่างทันท่วงที ไม่เว้นแม้กระทั่ง “วงการกีฬา” ที่พลอยได้รับการเติมเต็มไปด้วย

เกิดอะไรขึ้น ? วงการกีฬาเกาหลีใต้ได้รับการส่งถ่ายสิ่งดังกล่าวผ่าน 386 แซแดได้อย่างไร ? ร่วมติดตามไปพร้อมกับเรา

 

วัยรุ่นทะลุแก๊ส

ก่อนอื่นนั้นต้องอธิบายถึงเหตุแห่งการเกิด 386 แซแด เสียก่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วคนเหล่านี้คือ “Gen X” ที่มักได้รับการนิยามว่าเป็นพวกที่ ”รับมรดก” จากการทำงานหนักของ Boomers ที่ต้องทำงานหนักเพื่อการพัฒนาประเทศ จนสามารถสร้าง “มหัศจรรย์แห่งแม่น้ำฮัน” ได้ 

โดยค่านิยมที่ตามมาคือการทำงานตามแบบฉบับของ “ชนชั้นกลาง” เป็นพนักงานบริษัท ทำงานโดยใช้วิชาชีพหรือใช้สมอง มีการเทรดหุ้น ซื้อพันธบัตร หรือตราสารอนุพันธ์ เพื่อ “เก็งกำไร” และหาเงินที่มากไปกว่ารับเป็นรายเดือน และที่สำคัญ “การได้ใบปริญญา” คือขั้นต่ำของชีวิต (ในกรณีที่ครอบครัวมีเงินส่งเสีย)

แต่สิ่งที่ 386 แซแด แตกต่างจาก Gen X ทั่ว ๆ ไปคือเรื่องของ “ความแตกฉาน” ทางความรู้ ความสามารถ หรือก็คือ เป็น Gen X ที่ให้ความสำคัญกับ “การแสวงหาความรู้” โดยไม่ใช่ว่าต้องการจบการศึกษาเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อ Make Money ถ่ายเดียว แต่การ “รู้แจ้งเห็นจริง” ศึกษาอะไรต้องเข้าใจถ่องแท้ มีความสงสัยใคร่รู้ และตั้งคำถามต่อสิ่งที่เป็นประเด็นต้องมีด้วย 

แรก ๆ กลุ่มคนในลักษณะนี้จะเป็น “นักวิชาการ (Scholars)” คือใฝ่หาและสรรสร้างองค์ความรู้อย่างเดียว คือเน้นสร้างวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์แบบที่ไม่ต้องไปตีกันทางกายภาพ แต่สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องของ “สติปัญญาเฉพาะกลุ่ม” ทำให้ภายหลังที่เกิด “แอคติวิสต์ (Activists)” หรือพวกแกนนำนักศึกษาที่ใส่อารมณ์ความรู้สึกแบบท่วมท้นในการพูด จะพูดอะไรก็สามารถโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นคล้อยตามได้มีมากขึ้น ลักษณะของการใฝ่หาความรู้จึงได้กระจายลงไปสู่บรรดาปัญญาชนและคน Gen X ทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้จบการศึกษาระดับสูง และส่งต่อไปสู่คนชั้นล่างต่อไป

ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นคนละระดับกับพวก Gen X ที่ออกแนวอนุรักษ์นิยม เป็นลูกหลานอีลีต หรืออยู่ฝ่ายเดียวกันกับรัฐ แต่ในบริบทของอำนาจนิยมทหารที่มีแต่การกดขี่และใช้ความรุนแรง ทำให้ 386 แซแด แพร่กระจายไปเร็วมาก ๆ คือเป็นเทรนด์ประมาณว่า “ไม่เป็น 386 แซแด ก็ออกจากแก๊งเราไปเลย” การเป็น Ignorants หรือแค่มาเรียนเพื่อเรียนเฉย ๆ จึงกลายเป็นสิ่งต้องห้ามเหมือนการก่ออาชญากรรมเลยทีเดียว 

และแน่นอนว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้มีดีแค่ปาก เพราะพวกเขาได้เป็นกำลังหลักในฐานะ “วัยรุ่นทะลุแก๊ส” ที่ทั้งประท้วงรัฐบาลทหาร หนีคลาสมาปะทะโล่ กระบอง รถน้ำ เครื่องยิงแก๊สน้ำตา หรือกระทั่งขโมยรถเมล์มาขับชน คฝ. เรียกได้ว่านอกจากจะมีความรู้แล้วยังมีใจที่เดือดพล่าน ยอมหักไม่ยอมงอ ตายเป็นตาย

หากจะเปรียบเทียบกับประเทศไทย แน่นอนว่าสิ่งแรกที่เด้งขึ้นมาในหัวคือ ปัญญาชนในสมัย “14 ตุลา หรือ 6 ตุลา” อย่างไรอย่างนั้น แต่ที่ไม่เหมือนกันคือในไทยการเกิดขึ้นดังกล่าว ส่วนมากจะมาจากส่วนของ “มนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์” เป็นหลัก หรือในระดับใหญ่ก็ทำให้บรรยากาศทางการเมืองและสังคมเปลี่ยนไปไม่มาก แต่กับเกาหลีใต้ที่ถูกเปลี่ยนภูมิทัศน์ไปแทบทั้งหมด ขนาดในวงการกีฬาที่เรียกได้ว่าเป็น “แดนลับแล” ด้านการเปลี่ยนผ่าน เพราะคำโปรย “อย่านำกีฬามารวมกับการเมือง” ก็เกิดผลกระทบตามมาอย่างถึงเครื่อง

สิ่งหนึ่งที่เป็นเช่นนี้ นั่นเพราะ “ระบบโควตานักกีฬา” ของเกาหลีใต้นั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อการกีฬาถ่ายเดียว แต่เป็นไปเพื่อ “การศึกษากีฬาและสร้างองค์ความรู้ด้านกีฬา” มาเป็นลำดับแรก ในแต่ละปีที่บรรดา “สาขาวิชาพลศึกษา (Department of Physical Education) คณะศึกษาศาสตร์ (College of Education)” ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีเกณฑ์การคัดเลือกที่ตั้งไว้สูงมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกรดเฉลี่ยสะสมหรือคะแนนสอบ SAT (ทั้งมหาวิทยาลัยมีชื่อและท้องถิ่น) 

ซึ่งบางทีเกณฑ์ดังกล่าวสูงกว่าคณะสายวิทยาศาสตร์กายภาพและวิทยาศาสตร์ประยุกต์เสียด้วยซ้ำ หรือก็คือใช่ว่ามีฝีมือทางด้านการเล่นกีฬาอย่างเดียวจะสามารถเข้าศึกษาต่อในระบบโควตานักกีฬาได้ หากแต่ต้องเตรียมสมองให้พร้อมสรรพเพื่อมอบประโยชน์ทางการสรรสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ แก่วงการกีฬาอีกทอดหนึ่ง ไม่ว่าพวกเขาจะจบการศึกษาออกไปเป็นอาจารย์หรือจะไปเล่นกีฬาอาชีพก็ตาม 

และแน่นอนว่าเกณฑ์ที่สูงลิบขนาดนี้เพิ่งจะมาปรับเปลี่ยนราวยุค 1980s หรือในช่วงที่ 386 แซแด กำลังก่อรูปพอดิบพอดี

อีกส่วนหนึ่ง เมื่อใช้คำว่า “โควตา” ย่อมหมายถึง “การให้โอกาส” เพราะนอกเหนือจากฝีมือ การเป็นนักกีฬานั้นส่วนมากมักมีพื้นฐานมาจากชนชั้นกลางค่อนล่างที่ไม่ได้มีทุนทรัพย์มากมาย ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากอำนาจนิยมทหารมากที่สุด อย่างน้อย ๆ ก็เป็นเรื่องของนโยบายการพัฒนาประเทศแบบ “กดค่าแรงให้ต่ำ” เพื่อลดต้นทุนการผลิตจะได้ส่งออกให้ได้ ”ดุลการค้า” จากสินค้าของประเทศอื่น ๆ ที่เน้นแบบเดียวกัน (ส่วนมากเป็นญี่ปุ่น ไม่ก็เอเชียภูมิภาคอื่น ๆ) 

เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคลากรด้านกีฬาจึงไม่ได้แยกขาดตนเองออกมาจากสังคมการเมืองแบบถาวร หากแต่มีการตระหนักรู้บางอย่างถึงความอยุติธรรมของระบบหรือโครงสร้างบางประการ บางรายอาจถึงขั้นไปทะลุแก๊สเสียด้วยซ้ำ และที่สำคัญที่สุดภายหลังจากที่การเมืองภาพใหญ่ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ไป ภายในภาพย่อยอย่างวงการกีฬาเองที่คนเหล่านี้ต้องไปสังกัดย่อมได้รับการ “สังคายนา” ตามไปด้วย

 

เข้มข้นไป เราไม่จัด

อย่างที่ทราบกันดีว่าสังคมเกาหลีใต้ นอกจากจะมีความเป็น “ขงจื้อ” ที่เน้นลำดับชั้นและความอาวุโสทางสังคมมาเป็นพัน ๆ ปี ในเรื่องของระบบ “คับชิล (갑질)” หรือระบบ “เรียกข้าว่านาย” ที่เน้นชี้นิ้วสั่งคนเยี่ยงทาสโดยห้ามขัดขืนก็เป็นผลมาจากนโยบายเกณฑ์ทหาร 2 ปี ที่หล่อหลอมให้วงการต่าง ๆ ของประเทศมีลักษณะแบบ “ฝึกทรหด (Spartan Way)” ไปหมด

การฝึกทรหดที่กล่าวไปนั้นที่เห็นได้อย่างชินตาคือ “การด่ากราด” หรือ “บูลลี่ด้วยถ้อยคำรุนแรง” ต่อคนใต้บังคับบัญชา หากทำงานไม่ได้ดั่งใจ ขัดคำสั่ง หรือทำไปเพื่อประโยชน์ของตัวเอง และที่หนักไปกว่านั้นอาจมีการ “ตบเด็ก” หรือถึงขั้น “ทำร้ายร่างกาย” เลยทีเดียว

แน่นอนว่าสำหรับวงการกีฬาที่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างคนฝึกสอนและนักกีฬามีความใกล้ชิดกันอย่างมาก โดยเฉพาะกีฬาประเภททีมที่ต้องเน้นหนักไปที่การปกครองเป็นพิเศษ ไม่เช่นนั้นทีมจะแตกและหาความเป็นหนึ่งเดียวกันไม่ได้ ย่อมนำมาซึ่งการประกอบใช้การฝึกทรหดอย่างถึงเครื่องเป็นเงาตามตัว

หากกระทำเช่นนี้ สำหรับคนในยุคอื่น ๆ ของประเทศคงไม่มีปัญหาและก้มหน้าก้มตาทำงานหนัก แต่ไม่ใช่กับ 386 แซแด อย่างที่กล่าวไป “ความเฟียส” และการต่อต้านแบบไม่มีการอ่อนข้อจะเกิดขึ้น

เรื่องนี้ โช ยุนฮวัน (조윤환) ตำนานปราการหลังของ ยูกง แอเลเฟนส์ และศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมย็องจี (명지대학교) ได้กล่าวไว้อย่างหนักแน่นกับ โชซอน อิลโบ สื่อยักษ์ใหญ่ของประเทศ ความว่า 

“คุณไปดูได้เลย พวกเรา (386 แซแด) ไม่มีใครเขายอมให้โค้ชมาฝึกทรหดกันหรอก บังคับทีก็หนีค่ายที เราบีบให้โค้ชต้องงัดศิลปะแห่งการปกครองออกมาใช้ และผ่อนปรนสิ่งต่างๆ ที่เคยทำกับรุ่นก่อน ๆ ลง มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจ”

แน่นอนว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงการโต้กลับในกลุ่มเล็ก ๆ แต่ได้ขยายผลไปสู่การเรียกร้องในม็อบต่าง ๆ ที่แม้จะเป็นกระแสรอง (เพราะเน้นแต่เรื่องการเมือง) แต่นักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษาโดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างกลุ่ม SKY (ย่อมาจาก Seoul National university, Korea University และ Yonsei University) ก็ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ด้วยความคิดที่ว่า หากประเทศได้ประชาธิปไตยแล้ว อะไรดี ๆ ในวงการกีฬาอาจตามมาเป็นผลพวงก็เป็นได้

ซึ่งจุดที่พีกที่สุดคือช่วงหลังจากที่ประเทศเกิดเหตุการณ์ “ลุกฮือเรียกร้องประชาธิปไตยที่กวางจู (Gwangju Uprising)” หรือในภาษาเกาหลีจะเรียกว่า “โออิลพัล (오일팔 : แปลว่า วันที่ 18 เดือน 5 คือวันที่เกิดการลุกฮือ)” ในปี 1980 ส่งผลให้เกิดการสังหารหมู่จนประชาชนล้มตายไปเป็นจำนวนแตะหลักพันคน 

คนที่เริ่มทนไม่ไหว แน่นอนว่าเป็น 386 แซแด ก่อนใครเพื่อน พวกเขาได้ปลุกระดมและยกระดับการเคลื่อนไหวให้หนักหน่วงขึ้น นอกจากจะยึดรถโดยสารประจำทางมาขับไล่ชน คฝ. อย่างที่กล่าวไป ถึงขนาดที่มีการซ่องสุมอาวุธยุทรโธปกรณ์เพื่อใช้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารเลยทีเดียว

จนในที่สุดกระแสเรียกร้องก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อรัฐบาล ช็อน ดูฮวัน ได้ออกมาตรการ “3S (3S 정책)” หรือก็คือ “มาตรการผ่อนปรนการเซ็นเซอร์และตรวจสอบจากภาครัฐ” ใน 3 วงการ นั่นคือวงการ “ภาพยนตร์ (Screen)”, “สื่อทางเพศ (Sex)” และ “กีฬา (Sport)” โดยในเรื่องกีฬานั้นได้มีการกระจายการถือครองทรัพย์สินในรูปแบบของสโมสรไปสู่บริษัทเอกชนมากขึ้น โดยที่รัฐยังเป็นผู้กำหนดมาตรฐานและกรรมสิทธิ์การทำทีมส่วนกลาง หรือเรียกง่าย ๆ ว่าระบบ “แฟรนไชส์” แบบอเมริกัน อย่างเคย

ซึ่งจุดสังเกตง่าย ๆ นั่นคือบรรดา “ลีกอาชีพ” ของกีฬายอดนิยมในเกาหลีใต้ เช่น เบสบอล ฟุตบอล หรือ บาสเกตบอล ต่างก่อตั้งขึ้นมาราวคริสต์ทศวรรษที่ 1980s แทบทั้งสิ้น ตรงนี้ถือว่าพลังของ 386 แซแด สร้างประโยชน์แรกด้านการเปิดกว้างให้วงการกีฬาไปแล้วหนึ่งอย่าง

เรื่องนี้ ยู แจฮัก (유재학) ยอดโค้ชชั้นครูของวงการบาสเกตบอลเกาหลีใต้ ที่เป็น 386 แซแด เช่นกัน โดยตอนนั้นเขาเรียนสาขาพลศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยยอนเซ ได้กล่าวย้อนความหลังไว้ที่ โชซอน อิลโบ ความว่า

“บอกตรง ๆ คือผมไม่ได้ออกไปชุมนุมอะไรหรอกครับ แต่ก็เข้าใจและคอยให้กำลังใจเพื่อน ๆ ที่ออกไปตลอด ไม่มีพวกเขาผมก็คงไม่มีเวลาได้ฝึกซ้อมเพื่อไต่เต้าในวงการบาสเกตบอลหรอกครับ”

ส่วน ช็อน ดงย็อน (선동열) พิชเชอร์ระดับผู้บุกเบิกนักเบสบอลเกาหลีสู่ลีกญี่ปุ่นกับสโมสร จุนอิจิ ดรากอนส์ (中日ドラゴンズ) ที่มีประสบการทุละแก๊สมาโดยตรงสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยโคเรีย (Korea University) เขาเล่าว่า

“ผมไม่อยากเผชิญหน้ากับความเป็นจริงเลย มันโหดร้ายมาก แต่ผมแค่ถวิลหาโลกใหม่เท่านั้น เด็ก ๆ รุ่นหลังจะมองว่าสิ่งที่เราทำดีหรือไม่ดี (ในการใช้ความรุนแรงประท้วงให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ) ผมก็ไม่สน แต่สิ่งนี้ทำให้ผมได้ไปญี่ปุ่นก็แล้วกัน”

และเมื่อกาลเวลาผ่านไป วงการกีฬาเกาหลีใต้มีแต่จะผ่อนปรนและปรับทิศทางไปสู่แบบสากลมากยิ่งขึ้น ภายใต้หัวเรือประท้วงจาก 386 แซแด จนในที่สุด ในปี 1987 ประชาธิปไตยเต็มใบก็บังเกิดขึ้น ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปิดกว้างแบบถาวร พร้อม ๆ กับวัยวุฒิของ 386 แซแดที่แตะหลัก 30 กลาง ๆ ไปจนถึง 40 ต้น ๆ ซึ่งเป็นวัยวุฒิที่มากพอในการก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง “บริหาร” อย่างเต็มตัว

ซึ่งเป็นเหมือนกับ “ความคาดหวัง” ทั่วโลกที่มักจับตามองคนที่อยู่ในรุ่นที่มีหัวคิดแบบ “ก้าวหน้า” ว่าในท้ายที่สุดนั้น จากแต่เดิมที่เน้นวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล และไม่อดทนต่อการกดขี่ เมื่อขึ้นมามีอำนาจจะได้มาบริหารจัดการทุกอย่างเสียเอง พวกเขาจะนำประเทศไปสู่ทิศทางอย่างที่ควรจะเป็นที่คาดหวังไว้ได้หรือไม่ ?

 

มายาคติของการแบ่งคนด้วย Gen

จากที่กล่าวในข้างต้น เหมือนชะตาฟ้ากลั่นแกล้ง นั่นเพราะเมื่อกลุ่มคนรุ่น 386 ได้เข้าสู่อำนาจอย่างเต็มตัว กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่เคย “เรดิคัล (Radical)” ที่มีหัวคิดนำสมัยและมองเห็นปัญหาของสิ่งต่าง ๆ หรือมีความคิดที่ก้าวหน้าก็กลับกลายเป็น “การโอนอ่อนไปสู่ความเป็นอนุรักษ์นิยม (Conservatization)” ไปเสียอย่างนั้น

ตรงนี้หากอธิบายผ่านหลักการที่ว่าด้วย “อำนาจ (Power)” ย่อมถือว่าไม่ได้แปลกอะไร เพราะสิ่งนี้นั้น “หอมหวาน” มาโดยตลอด หากได้สัมผัสไปครั้งหนึ่งแล้วย่อมยากที่จะสละทิ้งไปได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากบรรดาคนที่เคยโดนอำนาจเล่นงานมาอย่างเจ็บแสบเสียจนบอบช้ำจะเกิดอาการ “ลุ่มหลง” สิ่งที่พวกเขาไม่เคยได้มี และทำให้อุดมการณ์ผิดเพี้ยนไปจากเดิมอย่างมาก

บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ไปจนถึงประธานาธิบดี อย่าง โน มูฮย็อน (노무현) ที่เป็นภาพแทนของเหล่า 386 แซแด ในการออกนโยบายสุดเพ้อฝัน อย่าง “นโยบายตะวันทอแสง (햇볕정책)” หรือ “Sunshine Policy” ที่มุ่งฟื้นความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ ในยุคที่ประเทศกำลังฟื้นจากวิกฤตการณ์ IMF เรียกได้ว่าทำให้คนด่ากันระงม นี่หรือคือความหวังใหม่ของประเทศ ทำไมถึงทำอะไรสิ้นคิดแบบนี้ ?

และที่งามไส้ไปกว่านั้นคือ 386 แซแดนี้เองที่กลับกลายไปเป็นคน “หัวโบราณ” ในสายตาของคนยุค Digital Disruption โดยเฉพาะเรื่องการหวังคืนดีกับเกาหลีเหนือโดยใช้การทูต สิ่งนี้ทำให้คนรุ่นใหม่ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “586 แซแด (586 세대)” หรือที่มีนัยว่า “ความหวังหมด” 

และแน่นอนว่าเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบมายังวงการกีฬาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “พัค ฮังซอ (박항서)” บรมกุนซือระดับขึ้นหิ้งของทีมชาติเวียดนาม ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นคนในรุ่น 386 เช่นเดียวกัน หากแต่ในเรื่องของการฝึกซ้อมกีฬาก็ไม่ได้เป็นไปตามแบบที่คนรุ่นนี้ควรจะเป็น เขายังมีการเรียกนักเตะมาตวาดเรียงคนหรือการฝึกทรหดอยู่เป็นนิจ และมันกลับเป็นผลดีสำหรับผลงานของพลพรรคดาวทอง แต่กับคำอธิบายของ 386 แซแด แล้วถือว่าผิดจากที่คาดไว้มาก

หรือแม้กระทั่ง “สุภาพบุรุษลูกหนังแดนกิมจิ” อย่าง ฮง มย็องโบ (홍명보) ยอดคนวงการกีฬา ที่ฝีเท้าดี เรียนเก่ง จบปริญญา 3 ขั้นจากมหาวิทยาลัยโคเรียและเรียกได้ว่าเป็น “ไอคอน” แห่ง 386 แซแด เขาก็ยังเดือดพล่านใส่นักเตะ อุลซัน ฮุนได (Ulsan Hyundai) ด่ากราดสารพัดชนิดที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของลูกทีมเลยทีเดียว เมื่อครั้งที่ทีมตกรอบ เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก 2022 ทั้ง ๆ ที่เป็นทีมเต็ง

เมื่อมาถึงจุดนี้ก็อาจจะต้องย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงการแบ่งลักษณะของคนด้วยช่วงอายุหรือรุ่นว่าแท้จริงสามารถใช้อธิบายได้อย่างครอบคลุมหรือไม่ ? หรือแม้กระทั่งต้องท่องเอาไว้ในใจว่าการมองใครก็ตามว่าจะเป็นอนาคตใหม่หรือความหวังใหม่ ควรจะวัดจากหัวหงอกหัวดำหรือว่าชุดวิธีคิดและปูมหลังของแต่ละบุคคลกันแน่ ? หรืออำนาจจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับการเปลี่ยนคนจากหน้ามือให้เป็นหลังมือที่ใครหน้าไหนย่อมอยากไขว่คว้าทั้งนั้น 

แต่อย่างไรเสีย คุณูประการที่สำคัญของ 386 แซแด ที่ตอนนี้เป็น 586 แซแด นั้นยังคงมีอยู่ เช่นเรื่องของการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางสังคมของเกาหลีใต้ให้ประชาธิปไตยและไม่กลับไปหาเผด็จการอีกเลย จนทำให้วงการกีฬาเปิดกว้าง ส่งผลให้นักกีฬาแดนโสมเป็นที่รู้จักและทำผลงานได้อย่างประทับใจชาวโลก ตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหน ๆ ก็จำเป็นจะต้องคารวะพวกเขาด้วยใจจริงเช่นกัน

 

แหล่งอ้างอิง

วิทยานิพนธ์ The Conservatization of the 386 Generation: Cohort Effects in Voting Behavior of a Political Generation in South Korea 
บทความ A comparison of Korean and U.S. physical education teacher education system
บทความ 1980년대와 ‘민주화운동’에 대한 ‘세대 기억’의 정치
ส่วนของหนังสือ The Rise, Fall, and Transformation of the "386"
Generational Change in Korea ใน From Emerging Leaders in East Asia: The Next Generation of Political Leadership in China, Japan, South Korea, and Taiwan
https://www.chosun.com/site/data/html_dir/1999/10/11/1999101170314.html 
https://www.hani.co.kr/arti/opinion/column/911347.html 
http://www.jeollailbo.com/news/articleView.html?idxno=648383 
https://www.hani.co.kr/arti/culture/culture_general/1020817.html 

Author

วิศรุต หล่าสกุล

หน้าตา 4KINGS ฟังเพลง 4EVE

Photo

วัชพงษ์ ดวงแปง

Main Stand's Backroom staff

Graphic

ภราดร ภราดร

อยากจะทำให้ดี ไม่ใช่แค่อยากจะทำให้เป็น