
ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ แฮร์รี่ เคน คือ 2 นักเตะที่แบกเกมรุกทีมชาติอังกฤษชุดนี้อย่างแท้จริง พวกเขายิงประตูและแอสซิสต์มากมาย นับตั้งแต่ แกเร็ธ เซาธ์เกต มาคุมทีม แน่นอนว่ามันจะเป็นเช่นนั้นในฟุตบอลโลก 2022 ครั้งนี้ด้วย
อย่างไรก็ตามกว่าจะเจอคู่หูที่สำคัญกับผลงานของทีมชาติอังกฤษคู่นี้ อังกฤษลองผิดลองถูกมาไม่น้อย จนกระทั่งถึงช่วงเวลาหนึ่งที่เคนและสเตอร์ลิ่งสามารถจับจุดบางอย่างได้ … พวกเขาก็กลายเป็นคู่หูที่อันตรายที่สุดของอังกฤษในรอบ 20 ปี
ติดตามเรื่องราวของทั้งเคนและสเตอร์ลิ่งได้ที่นี่กับ Main Stand
กว่าจะหาคู่หูเจอ
พรีเมียร์ลีกคือลีกที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด การดูฟุตบอลอังกฤษมากกว่าฟุตบอลประเทศอื่น ๆ ทำให้เราเห็นศักยภาพของนักเตะอังกฤษทุกคนโดยที่ไม่ต้องใช้การวิเคราะห์อะไรเลย "แค่เห็น" เราก็รู้แล้วว่าคนไหนเก่ง คนไหนยังอีกห่างไกล เพราะเราเห็นสิ่งที่พวกเขาทำในแทบทุกสัปดาห์
ดังนั้นเราจึงได้รู้ว่ากองหน้าของอังกฤษนั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน ไม่ใช่ในแง่ฝีเท้าก็ในแง่ของสถิติการเล่น ตั้งแต่ อลัน เชียร์เรอร์ กับ ไมเคิล โอเว่น ในช่วงปลายยุค 90s, ไมเคิล โอเว่น กับ เวย์น รูนี่ย์ ในช่วงปี 2000s จนกระทั่งมาถึงอีกหลาย ๆ คู่ที่ดูจากชื่อก็น่าจะดีไม่ว่าจะเป็น รูนี่ย์ กับ แฮร์รี่ เคน หรือ เคน กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด
คู่หูดาวยิงของอังกฤษที่กล่าวมาทั้งหมดกลับทำให้กับทีมชาติได้ไม่เหมือนที่พวกเขาทำได้กับสโมสร อย่างน้อย ๆ ก็ยืนยันได้ด้วยผลงานของทีมชาติอังกฤษที่ไปได้ไม่เกินรอบ 8 ทีมสุดท้ายมาตั้งแต่ปี 1998 จนกระทั่งสถิติสุดบู่เมื่อถึงทัวร์นาเมนต์สำคัญ ๆ ก็มาสิ้นสุดลงเอาในปี 2018 คิดเป็นเวลาราว ๆ 20 ปี เมื่อทีมชาติอังกฤษได้เจอสองประสานในเกมรุกที่สำคัญกับทีมชุดปัจจุบันเป็นอย่างมาก ว่ากันว่าทีมชาติอังกฤษชุดนี้ใครจะลงไม่ลงก็ได้ยกเว้นแค่นักเตะ 2 คนนั่นคือ แฮร์รี่ เคน และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง

เคนและสเตอร์ลิ่งถือเป็น "อาวุธหลัก" ที่ แกเรธ เซาธ์เกต กุนซือทีมชาติอังกฤษค้นพบหลังจากที่เขาเริ่มงานครั้งแรกในปี 2016 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาภายใต้การคุมทีมของเซาธ์เกต เคนและสเตอร์ลิ่งก็ยิงประตูให้ทีมชาติอังกฤษรวมกันมากถึง 67 ประตู (เคน 48, สเตอร์ลิ่ง 19) นอกจากนี้พวกเขายังแอสซิสต์แบบส่งให้กันและกันยิงมากถึง 14 ครั้ง และแน่นอนว่าทั้งคู่คือ 2 นักเตะที่ลงสนามพร้อมกันในเกมทีมชาติมากที่สุดในชุดปัจจุบันอีกด้วย (57 เกม)
ในแง่ของสถิติมันก็ชัดเจนแล้ว แต่ถ้าคุณได้ดูเกมของทีมชาติอังกฤษคุณจะเห็นได้ทันทีว่าทั้งเคนและสเตอร์ลิ่งยอดเยี่ยมกว่าสถิติที่พวกเขาทำได้เสียอีก ทั้งคู่เป็นหัวใจในการเปิดเกมรุกของทีมชาติอังกฤษที่ทำให้พวกเขาเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2018 และรองแชมป์ยูโร 2020 ... สิ่งที่หลายคนสงสัยคือทำไมนักเตะทั้งสองคนนี้ถึงเล่นเข้าคู่กันได้ดีนักทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมกันในระดับสโมสรมาก่อน เรื่องนี้ต้องยกผลประโยชน์ให้กับเซาธ์เกตที่กล้าทำในสิ่งที่โค้ชทีมชาติอังกฤษหลายคนก่อนหน้านี้ไม่กล้าที่จะทำ
โตพร้อมกันพอดี
อังกฤษเคยลองพยายามใช้โค้ชต่างชาติมาคุมทีมแล้วไม่น้อย เพราะหวังว่าจะได้วิธีการเล่นฟุตบอลที่ทันสมัย มีความสวยงาม ได้ใจแฟนบอล ซึ่งแน่นอนว่ามันล้มเหลว เพราะด้วยวิธีการเล่นแบบโมเดิร์นฟุตบอลชนิดต่อบอลสวย ๆ เน้นการครอบครองบอลมันไม่เหมาะสมกับธรรมชาติ หรือที่เราเรียกว่า DNA ของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
ทุกคนรู้ดีว่าการเซตบอลจากแดนหลังเป็นสิ่งที่ฟุตบอลอังกฤษไม่คุ้นเคย ในเกมยูโร 2016 ที่อังกฤษตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการแพ้ให้กับ ไอซ์แลนด์ โดยในเกมนั้น เกล็น ฮอดเดิ้ล อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลก 1998 ที่ทำหน้าที่เป็นกูรูของรายการโทรทัศน์พูดไว้ว่า ต้องการให้เซ็นเตอร์ฮาล์ฟหวดบอลทิ้งออกไปไกล ๆ มากกว่าที่จะครองบอลด้วยทักษะมีไม่มากนักที่จะนำมาซึ่งความเสียหายให้กับทีมทันที จะมากจะน้อยแล้วแต่สถานการณ์

แต่วิธีการของเซาธ์เกตนั้นแตกต่างจากวิธีการของโค้ชทีมชาติอังกฤษคนอื่น ๆ ในอดีตอย่างสิ้นเชิง เขาทำให้อังกฤษเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องเล่นฟุตบอลระบบที่แน่นอนเหมือนเยอรมัน ไม่ต้องแทคติกจ๋าแบบฟุตบอลอิตาลี ไม่ต้องต่อบอลและใช้ความสามารถส่วนตัวแบบสเปน แต่วิธีของอังกฤษนั้นเรียบง่ายและได้ประสิทธิภาพมาก ๆ นั่นคือการเล่นเกมรับด้วยความอดทน จากนั้นก็ใช้บอลไดเร็กต์ (ส่งไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด) เพื่อสร้างโอกาสทำประตูให้กับทีม และเหนือสิ่งอื่นใดคือการเน้นสุด ๆ เรื่องลูกตั้งเตะที่กลายมาเป็นอาวุธชี้ขาดในการแข่งขันให้อังกฤษมาตลอด 4 ปีหลังสุด
ซึ่งแทคติกที่ว่านี้เองที่มันทำให้เกิดการมิกซ์แอนด์แมตช์กันระหว่างเคนและสเตอร์ลิ่ง เพราะจุดเด่นของพวกเขาทั้งคู่เสริมส่งกันพอดี มันจึงทำให้เกิดสถิติมากมายดังที่กล่าวเอาไว้ข้างต้น
เคนในเวอร์ชั่นที่อายุมากขึ้นสลัดคราบกองหน้าตัวเป้าสไตล์ Target Man และเริ่มเปลี่ยนตัวเองเป็นกองหน้าที่ลงมามีส่วนร่วมกับเกมรุกของทีมมากขึ้น ในระยะหลังเราจะเห็นได้ว่าวิธีการเล่นของเคนแตกต่างจากเดิม เขาไม่ได้ฝังตัวอยู่ในกรอบเขตโทษอีกแล้ว เขาขยับไปแทบทั่วสนาม ในบางครั้งก็ต้องลงมาล้วงบอลในแดนของตัวเองอยู่บ่อย ๆ

ขณะที่สเตอร์ลิ่งเวอร์ชั่นหลังปี 2016 นั้นก็เก่งขึ้นแบบพรวดพราดจากการโค้ชชิ่งของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ว่ากันว่าเป๊ปสอนสเตอร์ลิ่งในระดับจ้ำจี้จ้ำไช ถึงขั้นสอนกันตั้งแต่ท่ายืนในจังหวะที่บอลยังมาถึงตัวเลยด้วยซ้ำ
การอยู่กับเป๊ปทำให้สเตอร์ลิ่งกลายเป็นคนที่มีความเข้าใจเกมสูงขึ้นกว่าเดิม และเมื่อรวมกับเรื่องความเร็วที่เป็นจุดเด่นของเขามาตั้งแต่วัยรุ่น สเตอร์ลิ่งกลายเป็นนักเตะที่เน้นความแน่นอน เป็รกองหน้าที่ถอยมาเล่นต่ำและกลายเป็นตัวจ่ายบอลในจังหวะที่แนวรับฝั่งตรงข้ามหลุดตำแหน่ง เพียงแค่เคนแทงแบบพรวดเดียวทะลุไปหน้าปากประตู สเตอร์ลิ่งก็พร้อมจะมาตามนัดด้วยความเร็วระดับนรกแตก มีการแซวกันว่าเมื่อสเตอร์ลิ่งสลัดหนีการประกบตัวเมื่อไร ไม่ต้องไปตามให้เสียแรงเปล่า ๆ นี่แหละคือสาเหตุแรกที่เคนและสเตอร์ลิ่งเกิดมาเพื่อกันและกัน จะพูดแบบนั้นก็คงไม่ผิดนัก
"ราฮีมเป็นคนที่น่าทึ่ง การมีเขาอยูในสนามทำให้งานผมง่าย และมันทำให้ผมสนุกที่ได้เล่นกับเขา เขาเก่งขึ้นมาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ผมมั่นใจว่าต่อจากนี้เราทั้งคู่จะทำงานร่วมกันได้ดีแน่นอน" เคน กล่าวในปี 2017 และสิ่งที่เขาพูดนั้นก็กลายเป็นเรื่องจริง
ส่วนผสมที่ลงตัว
อย่างที่กล่าวเอาไว้ในข้างต้น ความยอดเยี่ยมของทั้งคู่เกิดจากแทคติกของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ที่ค่อย ๆ ปรับกันมาอยู่พักใหญ่ ๆ ช่วงแรกเซาธ์เกตพยายามหาแผนการเล่นที่ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นระบบการเล่น 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 ซึ่งแผนเหล่านี้เคยใช้มาในช่วงก่อนฟุตบอลโลก 2018 โดยในฟุตบอลโลกครั้งนั้นเซาธ์เกตยังหาเคมีที่ลงตัวให้กับเกมรุกของทีมไม่ได้ ประตูของอังกฤษส่วนใหญ่จึงเกิดจากลูกเซตพีซหรือไม่ก็ลูกกลางอากาศ
ในฟุตบอลโลก 2018 เคนทำงานหนักเกินไป และแทบไม่มีแนวรุกคนไหนแบ่งเบาภาระของเขาได้เลย โดย Daily Mail วิจารณ์ทีมชาติอังกฤษชุดนั้นว่า "เคนแบกภาระการยิงประตูมากไป สเตอร์ลิ่งควรเข้ามามีบทบาทด้วย แต่เขาทำได้ไม่ดีนัก เพราะประตูส่วนใหญ่ของทีมมาจากลูกตั้งเตะและจุดโทษ เขาไม่ได้ช่วยเคนเท่าที่ แกเรธ เซาธ์เกต ต้องการ"

เรื่องดังกล่าวนำไปสู่การปรับปรุงวิธีการเล่นเกมรุกของทีมชาติอังกฤษ หลังจากฟุตบอลโลกปี 2018 วิธีการยืนตำแหน่งของเคนและสเตอร์ลิ่งแตกต่างไปจากเดิม ตามแผนยังการเล่นเขาอาจจะเป็นศูนย์หน้า แต่เมื่อแข่งจริงด้วยความที่อังกฤษไม่ได้ใช้มิดฟิลด์ตัวรุกหมายเลข 10 จึงทำให้เคนต้องถอยลงมารับหน้าที่นี้ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เขาทำบ่อย ๆ ให้กับสโมสรเวลาที่ทีมได้เล่นสวนกลับ ขณะที่สเตอร์ลิ่งนั้นพัฒนาวิธีการเล่นได้หลากหลายรูปแบบ เขาไม่ใช่แค่ปีกที่ยืนชิดริมเส้นอีกแล้ว สเตอร์ลิ่ง สามารถขยับเข้ามาทำหน้าที่เป็นคนที่ยืนสูงที่สุดในทีมแทนเมื่อทีมกำลังจะสร้างเกมรุก
เคนเป็นคนเก็บบอลดี ครองบอลเหนียวแน่น รู้ว่าจังหวะไหนควรล้มเอาฟาวล์ จังหวะไหนควรไปต่อ จังหวะไหนควรจ่ายบอล บทบาทของเคนจึงสำคัญมาก ๆ ในการขึ้นเกมรุกของอังกฤษในแต่ละครั้ง
ขณะที่บทบาทของสเตอร์ลิ่งนั้นก็ชัดเจนในแบบของเขา หน้าที่ของสเตอร์ลิ่งคือการหาพื้นที่ให้เคนสามารถออกบอลได้ง่ายที่สุด นอกจากนี้ในทีมชาติอังกฤษชุดปัจจุบัน เรื่องการดวลกัน 1-1 กับกองหลังฝั่งตรงข้ามและเอาบอลไปข้างหน้าสเตอร์ลิ่งก็มีสถิติเหนือกว่าตัวรุกทีมชาติอังกฤษทุกคนในยามที่เล่นให้ทีมชาติ

"ในยูโร 2020 นี่ชัดเลย หลายคนอาจจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เขาทำ แต่จริง ๆ แล้วสเตอร์ลิ่งทำให้ทีมมีชีวิตชีวามาก ถ้าไม่มีเขาอังกฤษก็เล่นเกมสวนกลับแบบที่ถนัดไม่ได้ เขาล้มยาก ศูนย์ถ่วงต่ำ มีจุดเด่นเรื่องการสลับสับเปลี่ยนสปีดที่ถือเป็นฝันร้ายของกองหลัง ไม่เชื่อคุณลองย้อนไปดูเกมที่ อังกฤษ เจอกับ ยูเครน ก็ได้ ในเกมนั้นกองหลังยูเครนโดนสเตอร์ลิ่งเล่นงานจนขาดวิ่น และหลังจากนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนมาใช้วิธีเตะคนแทน ... และนั่นก็ทำให้ทีมได้ประโยชน์อยู่ดี เพราะอังกฤษคือทีมที่เล่นเซตพีซได้ดีมากที่สุดทีมหนึ่ง" ร็อบ แดร็ปเปอร์ นักเขียนของ Daily Mail ว่าไว้เช่นนั้น
แกเรธ เซาธ์เกต ยึดมั่นกับวิธีการผสานงานแบบเคนสเตอร์ลิ่งมานานจนเจอจุดลงตัวแล้วในเวลานั้น พวกเขาทั้งคู่ทำหน้าที่ได้แบบอัตโนมัติที่สลับกันเป็นตัวจ่ายและตัวทะลุแนวรับคู่แข่ง รวมถึงเกมรุกของอังกฤษและผู้เล่นคนอื่น ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน แม้พวกเขาจะไม่ได้เล่นเกมรุกเพื่อช่วยกันยิงประตูได้มากมายนัก แต่พวกเขาก็ใช้พลังงานเยอะมาก ๆ ในการแย่งบอลคืน การเล่นเกมรับ และเหนือสิ่งอื่นใดคือการพยายามพลิกสถานการณ์จากรับเป็นรุก ตัดบอลจากคู่แก่ง และส่งต่อให้เคนกับสเตอร์ลิ่งช่วยจัดการส่วนที่เหลือ
"พวกเรานักเตะทีมชาติอังกฤษมองกันและกันว่าพวกเราคือพรรคพวกและกลุ่มเดียวกัน ถ้าคุณได้รู้ขั้นตอนการทำงานของเซาธ์เกตตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา คุณจะพบว่าเขาเปลี่ยนพวกเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรากลายเป็นทีมที่ชัดเจนในแนวทางการเล่น เขาเปลี่ยนนักเตะหนุ่มหลายคนให้เติบโตเป็นผู้เล่นที่มีความรับผิดชอบและมีความเป็นมืออาชีพ ห้องแต่งตัวของเรามีบรรยากาศที่สุดยอด"

"ตอนนี้เซาธ์เกตก็กำลังทำสิ่งนั้นกับนักเตะหนุ่มคนใหม่ ๆ อีกมากมาย เขากำลังพยายามทำให้แน่ใจว่าทุกคนจะมีประสบการณ์เพียงพอสำหรับเวทีสำคัญ ... และเมื่อถึงตอนนั้นเชื่อเถอะว่าทุกคนจะพร้อมแน่นอน" ราฮีม สเตอร์ลิ่ง หนุนนายใหญ่ของเขา
เมื่อถึงทัวร์นาเมนต์สำคัญ การมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันคือสิ่งสำคัญสำหรับคำว่าทีม อังกฤษชุดนี้สร้างทีมสปิริตขึ้นมาได้อย่างน่าชื่นชม พวกเขากลายเป็นนักเตะที่เล่นเพื่อทีม และเหนือสิ่งอื่นใดคือทุกคนต่างรู้หน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี พวกเขาเชื่อมั่นในกันและกัน ถ้าถึงเวลาที่ทีมต้องเล่นเกมรับเคนและสเตอร์ลิ่งก็สามารถสบายใจได้ว่าเพื่อน ๆ ของพวกเขาจะช่วยกันแย่งบอลกลับมาได้แน่ ขณะที่เหล่านักเตะคนอื่น ๆ ในเกมรับก็มั่นใจว่าเมื่อพวกเขาแย่งบอลได้ เคนและสเตอร์ลิ่งจะทำให้พวกเขาไม่ต้องเหนื่อยเปล่า
วิธีการเล่นชัดเจน วินัยการเล่นที่ถูกกำชับมาอย่างดี และการรู้จักสิ่งที่ตัวเองมี คือจุดเด่นของทีมชาติอังกฤษชุดนี้ เช่นเดียวกันคือ เคน และ สเตอร์ลิ่ง ที่ยังคงต้องเป็นพี่ใหญ่ในเกมรุกเหมือนเช่นเคยในฟุตบอลโลก 2022 หนนี้
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำไม ฝีพาย, นายพล และ ครูสอนจักรยาน จึงอยู่เบื้องหลังทีมชาติอังกฤษยุค เซาธ์เกต ? | Main Stand
แหล่งอ้างอิง
https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-9753291/Euro-2020-Harry-Kane-Raheem-Sterling-match-heaven-inspiring-England-win.html
https://inews.co.uk/sport/football/england-team-news-harry-kane-brother-agent-raheem-sterling-gareth-southgate-1296784
https://www.skysports.com/football/news/30964/12349096/who-starts-alongside-harry-kane-and-raheem-sterling-england-vs-denmark-team-selection-tactics-assessed
https://www.theguardian.com/football/2022/jun/11/england-rely-too-much-on-kane-and-sterling-for-goals-admits-southgate