Feature

จนวันสุดท้าย : มาเรีย เปตรี หญิงผู้อุทิศเวลา 70 ปีกับการเชียร์อาร์เซน่อล | Main Stand

มีคำกล่าวในหมู่แฟนบอลอาร์เซน่อลว่า "เป็นกูนเนอร์ครั้งหนึ่ง เป็นกูนเนอร์ตลอดไป" แน่นอนว่าสำหรับแฟนบอลทีมอื่นนี่อาจไม่ใช่คำขวัญที่จะใช่คำขวัญที่น่าสนใจนัก แต่สำหรับแฟนปืนใหญ่ นี่คือประโยคที่พวกเขายืดอกยอมรับอย่างเต็มภาคภูมิ

 


หนึ่งคนที่แสดงให้เห็นว่าการทุ่มเทเพื่อทีมฟุตบอลที่ตัวเองรักเป็นอย่างไร คือ มาเรีย เปตรี ผู้หญิงที่เติบโตในกรุงลอนดอน และตกหลุมรักอาร์เซน่อลตั้งแต่อายุ 12 ปี ก่อนจะใช้ชีวิตอีก 70 ปีที่เหลือกับสโมสรแห่งนี้ โดยไม่มีครอบครัวหรือลูกหลาน

เมื่อ มาเรีย เปตรี จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เสียงเพลงที่เธอเคยขับขานจนเป็นที่จดจำยังคงอยู่ Main Stand ขอนำเสนอเรื่องราวของเธอ และมรดกที่เหลือไว้ให้กูนเนอร์สรุ่นหลังจดจำตลอดไป

 

ผู้หญิงที่ชื่อ มาเรีย เปตรี  

หากไม่นับความคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลและสโมสรอาร์เซน่อล มาเรีย เปตรี ไม่ได้มีชีวิตที่แตกต่างไปจากผู้คนทั่วไปในกรุงลอนดอนมากนัก แม้เธอจะเป็นลูกสาวของผู้อพยพชาวกรีก-ไซปรัส แต่เธอก็มีความฝันที่จะประกอบอาชีพอย่างที่ตนตั้งใจ นั่นคือ อาชีพครูสอนหนังสือ

เปตรีไม่รีรอที่จะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชิชิสเตอร์จนสำเร็จการศึกษาในสาขาภาษาฝรั่งเศสและสเปน ก่อนจะเดินทางกลับสู่ย่านอิสลิงตัน กรุงลอนดอน เพื่อสอนหนังสือตราบจนถึงวันเกษียณ เปตรียังพูดได้ถึงหกภาษา และมีกิจกรรมยามว่าเป็นการจัดดูแลหลังบ้านทั้งต้นกระวานและโรสแมร์รี่ ทั้งยังมีสวนองุ่นขนาดเล็กที่เธอชอบเก็บลูกของมันมาทำเยลลี่

เปตรีมีชีวิตที่สงบเรียบง่ายในแบบของตัวเอง สิ่งเดียวที่อาจทำให้เธอแตกต่างจากคุณยายวัย 82 ปีรายอื่น คือเปตรีไม่ได้แต่งงานมีลูกหลานเต็มบ้านเหมือนอย่างครอบครัวอื่น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เธอจะไม่รู้จักมอบความรักให้กับสิ่งใดในชีวิต เพราะเมื่อย้อนกลับไปยังตอนที่เธออายุ 12 ปี เปตรีได้มีโอกาสพบกับรักแท้ของเธอแล้ว

วันหนึ่งขณะกำลังทำความสะอาดร้านอาหารของครอบครัว เปตรีได้ยินชื่อของสโมสรฟุตบอลอาร์เซน่อลทางวิทยุ เธอสนใจทีมฟุตบอลแห่งนี้มากจนอยากจะไปสัมผัสความรู้สึกของเดอะ กันเนอร์ส ด้วยตัวเอง และถึงแม้พ่อแม่ของเปตรีจะย้ำว่าฟุตบอลไม่ใช่กีฬาของผู้หญิง เปตรียังแอบเดินทางไกลไปถึงเมืองพอร์ทสมัธเพื่อดูอาร์เซน่อลลงสนามด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรกในปี 1950

นับจากวันนั้น เปตรีกลายเป็นแฟนตัวยงของอาร์เซน่อล และแทบจะไม่พลาดการแข่งขันแม้แต่เกมเดียวนับตั้งแต่ปลายยุค 60s เป็นต้นมา ซึ่งคำว่าไม่พลาดแม้แต่เกมเดียวที่กำลังพูดถึงไม่ได้หมายความแค่ทีมชุดใหญ่ แต่ยังรวมถึงทีมสำรองและทีมหญิงของอาร์เซน่อล กูนเนอร์รายอื่นจึงมักพบเห็นเปตรีในแทบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็น ไฮบิวรี่, เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม, เมโดว์ พาร์ค หรือแม้แต่สนามเหย้าของบาเต้ โบริซอฟ

"ปกติแล้วฉันจะเดินทางไปทุกที่ที่ฉันอยากไปด้วยขนส่งสาธารณะ ทั้งในประเทศ, ทั่วยุโรป หรือแม้แต่ประเทศจีน ฉันใช้บริการรถทัวร์ รถไฟ แท็กซี่ เครื่องบิน หรืออะไรก็ตามแต่ที่จะพาฉันไปดูอาร์เซน่อลในสนาม" เปตรี เล่าถึงการเดินทางเพื่อตามเชียร์อาร์เซน่อลของเธอตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา

"แต่เนื่องจากสถานการณ์ของโควิดและตอนนี้ฉันก็ไม่สามารถเดินด้วยตัวเองได้นาน ฉันจึงจะเรียกแท็กซี่คันเดิมที่มีคนขับขาประจำ เขาเป็นแฟนบอลทีมโคลเชสเตอร์นะ เราจึงคุยกันแต่เรื่องฟุตบอล ทั้งทีมของเขาและทีมของฉัน นั่นคือ อาร์เซน่อลทีมชาย, อาร์เซน่อลทีมหญิง และอาร์เซน่อล ยู-23"

เมื่อปรากฎตัวทุกหนทุกแห่ง เปตรีจึงเป็นที่จดจำในหมู่เดอะ กูนเนอร์ส ไม่ว่าจะเป็นการถูกพูดถึงในแง่ของผู้หญิงคนแรก ๆ ที่เข้าไปดูบอลในสนามอย่างจริงจัง, แพชชั่นในการส่งเสียงและร้องเพลงเชียร์ที่ดังไม่แพ้ใคร, ความคิดแง่บวกซึ่งพร้อมจะให้กำลังใจทีมเสมอ และด้วยเหตุผลอื่น ๆ อีกมากมาย ผู้หญิงร่างเล็กคนนี้จึงไม่เพียงเป็นที่รักของแฟนบอลอาร์เซน่อล แต่ยังเป็นที่รักของแฟนฟุตบอลอังกฤษทั้งปวง

 

คนสำคัญของเดอะ กันเนอร์ส ทีมหญิง

"ช่วงเช้าของฉันก่อนออกไปดูบอลก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากคนทั่วไป ฉันคิดว่างั้นนะ ก็แค่ลุกขึ้นมาจากเตียง กินข้าวเช้าเบา ๆ แบบขนมปัง, ซีเรียล หรือชาสักแก้ว หลังจากนั้นก็แต่งตัวเพื่อไปดูบอล ฉันชอบใส่ชุดแบบเดิม ๆ นะ เสื้อสีแดงสักตัว และก็สร้อยคอแบบที่เห็นกันเป็นประจำนั่นแหละ"

"หลังจากนั้นฉันจะตรวจสอบดูว่าตัวเองมีของที่ต้องการครบหรือยัง สิ่งสำคัญคือกล้องถ่ายรูปและฟิล์ม มันเป็นกล้องที่ใช้ง่าย ๆ แต่มันก็เป็นกล้องที่ฉันรักและใช้มันถ่านรูปการแข่งขันตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขามักจะไม่ให้ฉันเอากล้องเข้าไปในสนาม ฉันก็แค่ซ่อนมันไว้กับตัวเองตอนคนเยอะ ๆ หลังจากเข้าไปในสนามได้ก็ถ่ายรูปให้สะใจเลย"

แม้จะเป็นคนดังของแฟนบอลอาร์เซน่อล เปตรียังคงทำตัวเหมือนแฟนฟุตบอลทั่วไป เธอรักที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อฟังวิทยุรายงานข่าวเกี่ยวกับเกมการแข่งขันตลอดช่วงสาย และถึงจะได้รับการต้อนรับจากสโมสรเป็นอย่างดี เปตรีไม่ต้องการที่นั่งพิเศษเหนือคนอื่น แม้จะอายุถึงหลัก 80 ปี เธอแค่ต้องการทางเข้าสนามง่าย ๆ และอาหารกับเครื่องดื่มไว้เตรียมพร้อมสำหรับเธอเท่านั้น

"ฉันชอบเบคอนที่สุกจนกรอบมากเลยล่ะ เพราะฉะนั้นทุกครั้งฉันไปยังบอร์แฮม วู้ด ฉันจะสั่งพวกเขาว่า หั่นให้หนา ทาเนย และทำให้สุกจนเกรียม ซึ่งพวกเขาก็จะทำตามนั้น มันอร่อยมากนะ"

บอร์แฮม วู้ด ที่เปตรีพูดถึงคือสนามเมโดว์ พาร์ค รังเหย้าของฟุตบอลหญิงอาร์เซน่อล ทีมกีฬาที่เธอกลายเป็นส่วนสำคัญตั้งแต่ต้น เพราะย้อนกลับไปยังปี 1987 ที่ทีมหญิงอาร์เซน่อลเพิ่งก่อตั้ง เปตรีกลายเป็นเพียงแฟนบอลไม่กี่คนที่เดินทางมาให้กำลังใจพวกเธอตั้งแต่ต้น เปตรีจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของทีมหญิงอาร์เซน่อล จนหลายคนยกให้เธอเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ของทีมนับแต่นั้น

"ย้อนกลับไปยังวันแรกที่ฉันเริ่มต้นไปเชียร์ทีมหญิงของเรา มันแทบจะไม่มีคนดูเลยนะ แต่ฉันเลือกจะร้องเพลงเหมือนที่เคยทำตอนดูทีมชาย พยายามสานสัมพันธ์ระหว่างแฟนบอล และพยายามให้คนอื่นร้องเพลงเชียร์ตาม "

"ฉันจำได้ว่ามีวันหนึ่งที่ฉันร้องเพลงว่า 'คิมมี่ คิมมี่ คิมมี่ เย้ เย้ เย้' นั่นเป็นเพลงสำหรับคิม ลิตเทิล กัปตันทีมของเรา ซึ่งวันนั้นมีวัยรุ่นที่อยู่ห่างออกไปร้องเพลงตามฉันด้วย"

เปตรีแต่งเพลงเชียร์มากมายให้กับขุนพลฟุตบอลหญิงอาร์เซน่อล ไม่ว่าจะเป็น เพลงของเคธี่ แม็คเคบ ที่ดัดแปลงจากเพลงเชียร์ของเมซุต โอซิล, เพลงเชียร์ของเบธ มีด ที่แสดงความภูมิใจของกองหน้าชาวอังกฤษ หรือเพลงเชียร์ของวิเวียน มิเดมม่า กองหน้าชาวเนเธอร์แลนด์ 

นอกจากนี้ เปตรียังแต่งเพลงเชียร์ประจำสนามเมโดว์ พาร์ค และยังเคยแต่งเพลงเพื่อชื่นชมทีมหญิงชุดปี 2007 ที่สร้างประวัติศาสตร์คว้า 4 แชมป์ ทั้งแชมป์ลีก. เอฟเอคัพ, ลีกคัพ และแชมป์ยุโรป

สำหรับเปตรีแล้ว ทีมหญิงอาร์เซน่อลมีความสำคัญต่อเธอมาก เพราะย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เปตรีมักถูกแบ่งแยกจากแฟนบอลชายหลายคนในสนาม เธอเคยถูกด่าทอจากแฟนบอลฝ่ายเดียวกันด้วยคำพูดมากมาย ทั้ง สั่งให้หุบปาก, ไล่กลับไปทำครัว หรือ ถามหาสามีของเธอ 

แน่นอนว่า เปตรีไม่เคยหวาดกลัวไปกับคำขู่เหล่านั้น เธอยิ่งร้องเพลงให้ดังขึ้น และตะโกนตอบโต้พวกผู้ชายปากหาเรื่อง จนสร้างเสียงหัวเราะไปทั่วอัฒจันทร์

เมื่อทีมหญิงอาร์เซน่อลคว้า 4 แชมป์ได้ในปี 2007 ไม่เพียงแฟนบอลอย่างเปตรีจะได้ภาคภูมิใจ แต่บรรดานักเตะในทีมหญิงยังได้การยอมรับไม่ต่างจากทีมชาย มีคาเฟ่แห่งหนึ่งในย่านอิสลิงตันที่สัญญาว่าจะเลี้ยงกาแฟให้นักฟุตบอลหญิงอาร์เซน่อลแบบฟรี ๆ เป็นระยะเวลาหนึ่งปี เพื่อตอบแทนนักเตะเหล่านี้ที่สร้างความยิ่งใหญ่แก่สโมสร

ทีมหญิงอาร์เซน่อลคงไม่ได้รับความสนใจมากขนาดนี้หากไม่มีเปตรีเป็นกระบอกเสียงของทีม เธอยังคงเดินทางไปเยี่ยมนักเตะขณะฝึกซ้อมอยู่บ่อยครั้งแม้ร่างกายจะไม่เอื้ออำนวย แถมยังยืนยันว่าการไปดูฟุตบอลหญิงในช่วงสุดสัปดาห์สนุกกว่าทีมชายเสียอีก 

มาเรีย เปตรี จึงได้รับเข็มกลัดจากสโมสรในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งทีมฟุตบอลหญิงอาร์เซน่อล และยังได้รับเข็มกลัดสมาชิสมาคมฟุตบอลหญิงอังกฤษอีกด้วย

 

อาร์เซน่อลคือครอบครัวของฉัน

เมื่อกลับมาจากสนามฟุตบอล เปตรีมักจะเปิดวิทยุหรือเปิดทีวีเพื่อติดตามฟุตบอลคู่อื่นตลอดทั้งวันที่เหลือ แม้แต่ก่อนจะเข้านอน เธอยังต้องเปิดวิทยุเพื่อรับฟังข่าวกีฬาจนถึงวินาทีสุดท้าย เปตรียอมรับด้วยตัวเองว่าฟุตบอลกลายเป็นทุกลมหายใจของเธอไปเรียบร้อยแล้ว

เธอใช้ชีวิตด้วยกิจวัตรแบบนี้เป็นเวลานาน 70 ปี สำหรับบางคนมันคือความบ้าคลั่ง สำหรับบางคนมันคือความลุ่มหลง แต่สำหรับเปตรี นี่คือความรัก เพราะถึงแม้เธอจะไม่ได้มีลูกหลานมากมายเหมือนผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ เปตรีไม่เคยต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เธอมีฟุตบอลคอยเป็นเหมือนยามเหงา และอาร์เซน่อลคือครอบครัวที่อยู่เคียงข้างเมื่อยามทุกข์ใจ

"เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันเดินทางไปถึงสนาม ฉันได้พบกับผู้คนมากมายที่ฉันได้ทำความรู้จักจากหลายเกมตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันเป็นความรู้สึกเหมือนฉันได้เดินทางกลับบ้านในทุกครั้ง"

"บางครั้งเมื่อมีเด็กเดินผ่านที่นั่งของฉัน พวกเขาจะจ้องมาทางที่ฉันนั่งอยู่ เพราะพวกเขาย่อมเคยฟังเรื่องราวจากพ่อแม่ของพวกเขาและรู้ดีว่าฉันคือใคร บางคนก็รู้จักฉันเพราะเพลงของฉัน แม้แต่ผู้เล่นในทีมอื่นบางคนก็รู้จักฉัน เพราะฉันตามเชียร์ทีมนี้มานานหลายสิบปี"

เมื่อถามว่าความทรงจำที่ดีที่สุดของเปตรีคืออะไร ? เธอไม่อยากเลือกช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะมันอาจจะไม่ยุติธรรมกับทีมที่เธอไม่ได้เลือก แต่ท้ายที่สุด เธอได้เลือกนัดชิงชนะเลิศครั้งหนึ่งของทีมหญิงที่อาร์เซน่อลคว้าชัยชนะ หลังจบเกมนักเตะชุดนั้นได้เข้ามาล้อมรอบเธอ และมอบถ้วยแชมป์ให้เธอถือราวกับเธอเป็นส่วนหนึ่งของนักเตะในทีม

มาเรีย เปตรี คือส่วนหนึ่งของอาร์เซน่อล นี่คือความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ และในวันนี้ที่เธอจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับด้วยวัย 82 ปี ครอบครัวเดอะ กูนเนอร์ส คงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นี่คือความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของสโมสรอย่างแท้จริง แต่ถึงแม้ร่างกายของเธอจะดับสูญ แต่จิตวิญญาณของเธอจะอยู่กับสโมสรและเป็นส่วนหนึ่งของเดอะ กูนเนอร์ส ตลอดไป

"ฉันตกหลุมรักอาร์เซน่อล นี่คือทั้งหมดที่ฉันบอกคุณได้ เพราะฉันไม่มีครอบครัวของตัวเอง แต่ถ้าคุณมองว่าครอบครัวเป็นมากกว่าเลือดเนื้อเชื้อไข อาร์เซน่อลคือครอบครัวของฉัน คุณคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า ใครเล่นได้ ก็ลงเล่น ใครเล่นไม่ได้ ก็สอนเอา หรืออะไรทำนองนั้น นั่นแหละคือเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวฉัน"

"ฉันไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้ เพราะฉะนั้นฉันจึงกลายเป็นแฟนบอลที่ดีที่สุด ฉันเชื่อมโยงกับผู้คนมากมายในอาร์เซน่อล พวกเขาเป็นคนที่น่ารัก และสตาฟฟ์ในทีมก็ใจดีมาก พวกเขาดีกับฉันเสมอมา ฉันคิดว่าถ้าตัวฉันมีความสุขและพวกเขามีความสุขเพราะได้เห็นฉันมีความสุข นั่นก็หมายความว่าทุกคนมีความสุข"

"ความรักที่ฉันมอบให้พวกเขาโอบกอดฉันไว้และมันบอกฉันไม่ให้ไปไหน ฉันจึงพูดกับคนอื่นเสมอว่า ฉันคงหงุดหงิดมากเมื่อฉันตาย และเมื่อเขาถามว่า 'ทำไมล่ะมาเรีย' ฉันจะตอบว่า 'ก็นะ นั่นเพราะว่าฉันจะไม่ได้ดูอาร์เซน่อลต่อไปอีกแล้วนะสิ'"

 

อ้างอิง

https://mundialmag.com/blogs/articles/maria-petri-arsenal-womens-boreham-wood-singing-miedema
https://www.arsenal.com/news/rest-peace-maria-petri

Author

ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง

let me fly you to the moon, my eyes have always followed you around the room 'cause you're the only.

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ